อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

ผู้ดูแล: thor, ส.กวง

กฏการใช้บอร์ด
ชื่อกลุ่ม -TOUR BIKE
ที่อยู่ - 115/49 หมู่บ้านชลลดา ถ.บางกรวย-ไทรน้อย ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี 11110
ผู้ดูแลบอร์ด - ส.กวง โทร. 08-1442-6385
E-Mail : gtourbike @gmail.com
ตอบกลับ
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือโก๋หน้าวัง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1276
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 19:59
Tel: 081XXXXXXX
team: Bike to Work
Bike: Trek 6500

อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย เสือโก๋หน้าวัง »

พี่น้องครับ ตัวผมเองนั้นรู้สึกชื่นชอบเส้นทางจักรยานที่น่าปั่นอยู่เส้นทางหนึ่ง(หลายคนอาจสังเกตว่าผมพูดถึงเส้นทางนี้บ่อยๆ) ก็คือ เส้นทางจากปากทางแถวอำเภอแม่ริมไปยังพระพุทธบาทสี่รอย ทั้งนี้เพราะเป็นเส้นทางที่ร่มรื่นและปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ไปตลอดทาง และยังเป็นเส้นทางที่ตัดลัดเลาะขึ้นลงไปตามหุบเขา เข้าไปยังที่ประดิษฐานของรอยพระพุทธบาทที่มีความสำคัญสูงสุดในจักรวาล นั่นคือ พระพุทธบาทสี่รอย ซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าถึงสี่พระองค์ในภัทรกัปป์นี้ (หมายถึงกัปป์ที่มีพระพุทธเจ้าห้าพระองค์) คือ

:arrow: รอยแรก เป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า กกุสัณโท
:arrow: รอยที่สอง เป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า โกนาคม
:arrow: รอยที่สาม เป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า กัสสปะ
:arrow: รอยที่สี่ เป็นรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า สมณโคดม (องค์ปัจจุบัน)
:arrow: และรอคอยรอยที่ห้า คือรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า พระศรีอาริยเมตตรัย ที่จะมาประทับรวมรอยพระพุทธบาททั้งสี่ให้เป็นรอยเดียวกันในอนาคตกาล (อ่านตำนานพระพุทธบาทสี่รอย)

รูปภาพ

รูปภาพ

ในชีวิตนี้ฝันไว้ว่าจะได้มีโอกาสไปบวชที่วัดนี้สักครั้ง เนื่องจากเป็นสถานที่สงบ สงัด เหมาะแก่การเจริญสติ สมาธิ และปัญญา ทำให้มีเวลาให้ตัวเองมากขึ้น ได้ทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาได้มากขึ้น และอีกประการหนึ่งก็คือ การได้เข้าไปดูแลปัดกวาดสถานที่ๆประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าถึงสี่พระองค์ให้สะอาดอยู่เสมอ และได้กราบไหว้รอยพระพุทธบาททุกวัน ในทางพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิต โดยเฉพาะลูกผู้ชายอย่างผม และผมก็คงจะไม่เสียดายที่เกิดมาในชาตินี้ถ้าได้ทำความฝันนี้ลุล่วงแล้ว

รูปภาพ

ดังนั้นผมจึงตั้งใจไว้ว่า ถ้าเป็นไปได้และเวลาเอื้ออำนวย ผมจะไปตามหาฝันของผม โดยจะขอลางานสักหนึ่งเดือนเพื่อไปบวชที่วัดนี้ ตั้งแต่วันที่อาทิตย์แรกของเดือน มิถุนายน ไปจนถึงอาทิตย์แรกของเดือนกรกฏาคม ๒๕๕๓ ผมจะขอไปบวชอย่างเงียบๆและไม่มีการจัดงานใดๆทั้งสิ้น หลังจากนั้นก็คงจะได้กลับมาปั่นจักรยานกับพวกเราตามปกติต่อไป

ผมได้เดินทางไปติดต่อกับทางวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และได้ความว่าทางวัดพระพุทธบาทสี่รอยมีพระอุปัชฌาย์สามารถบวชให้ได้ แต่ติดตรงที่ว่าพระอุโบสถยังไม่ได้ตัดลูกนิมิตเพราะรอพระราชทานวิสุงคามพัทธสีมาอยู่ คือยังไม่ได้เป็นวัดที่สมบูรณ์นั่นเอง ดังนั้นจะต้องไปบวชที่วัดใดก็ได้ในเชียงใหม่ แล้วพระอาจารย์ที่นั่นจะเป็นผู้รับรองกับพระอุปัชฌาย์ว่าจะดูแลเราในระหว่างที่บวชเอง ดังนั้นผมจึงต้องไปบวชที่วัดอื่นก่อนแล้วมาจำวัดที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย ซึ่งผมมองๆไว้ก็คือวัดพระธาตุดอยสะเก็ด โดยมีกำหนดการดังนี้

1. เดินทางไปอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ดตั้งแต่วันที่ 5 - 11 มิถุนายน 2553 เพื่อเตรียมการบวช
2. บวชวันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2553 ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด แล้วขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ไปจำวัดที่วัดพระพุทธบาทสี่รอยในเย็นวันเดียวกัน

ตอนนี้ที่ทำงานอนุมัติวันลามาแล้ว ลาได้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน - 2 กรกฏาคม 2553 เป็นระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 เดือน ครับ

ดังนั้นในช่วงวันดังกล่าว ผมจะหายไปนะครับพี่น้อง

จึงเรียนมาเพื่อทราบไว้ก่อน เดี๋ยวจะหาหายไปว่าไม่บอกกัน

ด้วยความคิดถึงและคนึงหาทุกคน

เสือโก๋หน้าวัง

รูปภาพ

คำถามเด็ด

:arrow: ไม่กลัวอดข้าวเหรอ ที่นั่นห่างจากหมู่บ้านนะ บิณฑบาตรยากนะ : ไม่กลัวครับ เรื่องเล็ก ถ้าบิณทบาตรไม่ได้ ให้มันหิวตายไปเลย
:arrow: กินข้ามื้อเดียวนะ : ถือว่าเป็นโอกาศลดความอ้วนไปในตัว
:arrow: ได้ข่าวมาว่าที่นั่นผีดุนะ อยู่ได้เหรอ : ไม่กลัวครับ ถ้าผีจะหักคอพระก็ปล่อยผีทำไป แต่ผมว่าผีหัวดำกับผีเขาอ่อน น่ากลัวกว่าครับ เพราะผีหลอกคนก็ตกใจครั้งเดียว แต่คนหลอกคนมันจำไปตลอดชีวิตครับ
:arrow: โอ้โห เป็นพระ ห้าม XXX ตั้งเดือนครึ่งแน่ะ : อันนี้เรื่องเล็ก มีสติ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ตายแน่นอนครับ ห่างมันซะมั่ง ชีวิตจะมีคุณค่าขึ้นอีกเยอะ
:arrow: ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้เลยนะ สัญญาณมือถือก็ไม่มี : ใช่ครับ ผมจะไม่เอาอะไรไปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ แม้แต่เงินทองก็ไม่มีติดตัว ยังไงก็คิดเสียว่าผมได้ตายไปจากโลกนี้เดือนหนึ่งนะครับ
:arrow: ทำไมต้องบวชวัดนี้ด้วย : หุหุ มีเรื่องอัศจรรย์หลายอย่างก่อนหน้านี้ครับ ขอเก็บไว้เล่าเป็นการส่วนตัวดีกว่า เล่าทางเว็บดูไม่เหมาะสมเท่าไรนัก บอกได้คำเดียวว่าที่วัดนี้งูใหญ่เยอะมักๆ
DSC052151.jpg
DSC052151.jpg (31.85 KiB) เข้าดูแล้ว 3357 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย เสือโก๋หน้าวัง เมื่อ 04 พ.ค. 2010, 09:27, แก้ไขแล้ว 7 ครั้ง
เห็นทุกข์ตัวเดียว ทุกอย่างจะดีเอง....
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือโก๋หน้าวัง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1276
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 19:59
Tel: 081XXXXXXX
team: Bike to Work
Bike: Trek 6500

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย เสือโก๋หน้าวัง »

รูปภาพ

ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)

โดย พระครูพุทธบทเจติยารักษ์ (พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ)
วัดพระพุทธบาทสี่รอย อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

๑. ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต

ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้ว ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า” เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้

ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่ อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควร ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า “วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆ
ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์ ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลาย จงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป”

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายก จนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมด ท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้ว ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนาน ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบาก เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาลวงใหญ่” (เปรตหิน) พูดวาจาใดใดไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป จนลุถึงสมัย “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ” ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ” ซึ่งหมายถึง เป็ยนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย เพราการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน จะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ ทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ

ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัยของ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “สัลละหุกะวุตติ” ไปตลอด จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า จากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)


ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัย พระพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

:idea: เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง
:idea: และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง

พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓ และได้ทรงมีระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ” ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)

ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้ว ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม)
ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์ ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์ อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น จนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน) ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้)
และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่า ในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยุ่บนก้อนหินก้อนใหญ่ พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป

ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า

“ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา”

พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า

“ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า”

จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม จึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์ แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า

“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก แต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต) ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี
สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่ บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาด
คิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์ โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า และเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ จึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้ และพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์ และแม้ พระศรีอริยเมตไตรย ก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
(คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)”

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า

ในเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้ ในเมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปี
พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์ มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย

และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงมาแล้ว ๒,๐๐๐ วัสสา (ปี) เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลาย ตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมิตเป็นนกรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินลงมาจาก เวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ ไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน (พรานป่า) ที่อาศัยอยู่เชิงเขา เวภารบรรพต แล้วบินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา

พรานป่าโกรธมากจึงติดตามขึ้นไป คิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย อันอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นจึงทำการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้านก็บอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลาย คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชา และเรียกขานพระพุทธบาทนั้นว่า “พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แก้ไขล่าสุดโดย เสือโก๋หน้าวัง เมื่อ 15 มี.ค. 2010, 19:41, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เห็นทุกข์ตัวเดียว ทุกอย่างจะดีเอง....
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือโก๋หน้าวัง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1276
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 19:59
Tel: 081XXXXXXX
team: Bike to Work
Bike: Trek 6500

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย เสือโก๋หน้าวัง »

บูรพมหากษัตริย์ในอดีตของล้านนา และเชื้อพระวงศ์ และบูรพมหากษัตริย์ของไทย ที่เคยเสด็จไปกราบไหว้ และสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย

:arrow: ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาประสงค์ จะเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ครั้นแล้วได้เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทวี และเสนาอำมาตย์พร้อมกับบริวารทั้งหลาย และเมื่อทรงกราบนมัสการเสร็จแล้ว พระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวี และบริวารทั้งหลายจึงเสด็จกลับสู่เชียงใหม่ เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยน (สิ้น) อายุขัยแล้ว พระโอรสและพระนัดดาที่สืบราชสมบัติต่อมา ก็เจริญตามรอยพระยุคลบาทก็ได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอบทุกพระองค์

รูปภาพ

หลังจากนั้นมา พระบาทรังรุ้ง หรือ รังเหยี่ยว นี้ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย” มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัป นี้คือ
๑. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ ซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก
๒. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ซึ่งเป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก
๓. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งเป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก
๔. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นรอยที่ ๔ ยาว ๔ ศอก

:arrow: เมื่อมาถึง พระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คน ก็เสด็จขึ้นไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างครอบพระวิหารรอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิม ถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทสี่รอยจะต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปดู ซึ่งก็คงขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงรับสั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้าน รอบก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วย และได้สร้างหลังคาชั่วคาราวมุงไว้

:arrow: ต่อมา พระชายาเจ้าดารารัศมี (พระชายาในรัชกาลที่ ๕) ได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้มีศรัทธาสร้างวิหารเพื่อเป็นการสักการบูชารอยพระพุทธบาทไว้ ๑ หลัง หลังเล็กถวายเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง จะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหาร และแท่นพระ ซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่ ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็จะเห็นวิหารแห่งนี้

รูปภาพ

:arrow: นอกจากนี้ หลักฐานในกาลวัตถุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ “คำให้การของขุนหลวงหาวัด” ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ต้นจนอวสาน ที่ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่ามีพระบัญชา ให้อาลักษณ์บันทึกจากถ้อยรับสั่งของ เจ้าฟ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ไว้อย่างละเอียด

โดยตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงเมื่อคราวที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย (สมัยโบราณเรียก รอยพระบาทรังรุ้ง หรือ รอบพระบาทเขารังรุ้ง) ไว้อย่างชัดเจนว่า

รูปภาพ

“สมัยสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปรบที่เมืองหาง พระองค์ทรงทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา เรียกว่า เขารังรุ้ง จึงได้เสด็จขึ้นไปนมัสการ ทรงเปลื้องเครื่องทรง ทั้งสังวาลย์และภูษาแล้ว ทรงถวายไว้ในรอยพระพุทธบาท และทำสักการบูชาด้วย ธง ธูป เทียน ข้าวตอกดอกไม้
มีเครื่องทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วจึงทำการพิธีสมโภชอยู่ถึง เจ็ดราตรี”

จากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดี เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า โดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรก ที่คนไทยได้รู้จักและมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอย อันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง
ในขณะที่ รอยพระพุทธบาท ที่ สระบุรี เขาสัจจพันธุ์ นั้น ได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัย พระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นยุคหลังรัชสมัยแห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงกว่า ๕ ทศวรรษ

:arrow: จากสาส์นของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยทรงบันทึกไว้ว่า พระพุทธบาทสี่รอย แห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ ไปไว้ที่ ปราสาทนครหลวง (วัดจันทร์ลอย) จ.พระนครศรีอยุธยา
แก้ไขล่าสุดโดย เสือโก๋หน้าวัง เมื่อ 15 มี.ค. 2010, 19:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เห็นทุกข์ตัวเดียว ทุกอย่างจะดีเอง....
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือโก๋หน้าวัง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1276
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 19:59
Tel: 081XXXXXXX
team: Bike to Work
Bike: Trek 6500

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย เสือโก๋หน้าวัง »

พระอริยสงฆ์ที่สำคัญของล้านนาและของประเทศไทย ที่เคยธุดงค์เพื่อไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย

:arrow: เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่ เจ้าพระยาธรรมช้างเผือก สร้างไว้ชั่วคราวนั้นเสีย แล้วได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพระศาสนาสืบไปตลอดกาลนาน

ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน) จึงนับได้ว่า เป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมาก เป็นที่สักการบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ในสมัยก่อนนั้นเข้าถึงได้ยากมาก แต่ก็มี ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กรรมฐาน หลายองค์ก็ดั้นด้นธุดงค์ไปกราบมาแล้ว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

สาย ครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้แก่

รูปภาพ

:idea: ครูบาหน้อย ชยวํโส วัดบ้านปง
:idea: ครูบาอิน อินฺโท วัดฟ้าหลั่ง,
:idea: ครูบาอินแก้ว
:idea: ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี,
:idea: ครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ วัดร้องขุ้ม,
:idea: ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม
:idea: พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล วัดพระธาตุศรีจอมทอง,
:arrow: ครูบาเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น
:arrow: ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล เป็นต้น

รูปภาพ

สาย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร และพระธุดงค์กรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น

รูปภาพ

:idea: หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่,
:arrow: หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดป่าอรัญญวิเวก นครพนม,
:arrow: หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย,
:arrow: หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง เชียงใหม่,
:arrow: หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย,
:arrow: หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่,
:arrow: หลวงปู่จาม,
:arrow: พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
:arrow: และอีกหลายองค์ ในสายพระอาจารย์มั่น

นอกจากนี้ยังมี

รูปภาพ

:idea: หลวงปู่สี ฉนทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค นครสวรรค์ ซึ่งอายุยืนถึง ๑๒๖ ปี (หลวงปู่สีเล่าว่าได้ยาอายุวัฒนะจากบริเวณป่าใกล้วัดพระพุทธบาทสี่รอย),
:idea: หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร,

รูปภาพ

:idea: หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม (ไปธุดงค์ไปองค์เดียวเพื่อไปกราบนมัสการ เมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ราว พ.ศ. ๒๔๙๐)
:idea: หลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์,
:idea: หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางพระเลไลย์ สงขลา ได้เคยเดินธุดงค์ ขึ้นไปนมัสการมาแล้ว และได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง

รูปภาพ

:arrow: นอกจากนี้ยังได้รับคำยืนยันรับรองของ หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก จ.นครพนม ว่ารอยพระพุทธบาทดังกล่าวเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอย ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ในมหาภัทรกัปนี้จริง และเป็นสัญญลักษณ์แห่งมหาภัทรกัปที่สำคัญสูงสุดในจักรวาล และรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ประดิษฐานอยู่ที่ วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

รูปภาพ

:arrow: นอกจากนี้ หลวงปู่สิม พุทธจาโร ซึ่งเคยเดินขึ้นไปนมัสการมาแล้วเช่นกัน ดังธรรมเทศนาของท่านตอนหนึ่ง (คัดลอกมาจาก หนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๖)

“ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอยอยูในเขตอำเภอแม่ริม แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ปูแล้วกราบไหว้ มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้มาตรัสรู้ในโลก ท่านก็มาเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด ๑๒ ศอก เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้ว พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มาตรัสรื้อขนสัตว์ไปอีก ก็นิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็นรอยที่สอง (ขนาดลดลงมา) มาถึงพระสัมสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้ ท่านก็มาเหยียบไว้ได้ ๓ รอย แลพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็เหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกัน จึงให้ชื่อว่าพระพุทธบาทสี่รอย ยังมีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์
จะมาตรัสรู้แล้วมาโปรดเวไนยสัตว์ ก็จะมาเหยียบไว้อีก เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดนี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุด แผ่นดินนี้เรียกว่า ภัทรกัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสสอนก็ตาม ก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเก่านี้แหละ เมื่อใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน เมื่อรูปนามแตกดับแล้วไปสู่พระนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนี้อีกต่อไป”

รูปภาพ
เห็นทุกข์ตัวเดียว ทุกอย่างจะดีเอง....
รูปประจำตัวสมาชิก
WJ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 21910
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:21
Tel: 08-6603-6604
team: ท้อเชื่อม-บ๊วยหวาน ปั่นไปทั่ว-มั่วไปเรื่อย

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย WJ »

อนุโมทนาบุญล่วงหน้านะครับ :)

ขอให้ถึงที่สุดแห่งธรรม เทอญ :arrow:
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือมือใหม่
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1520
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 เม.ย. 2009, 21:16
Tel: 081-6426258
team: ทั่วไปครับ เสือแคลาย,99 CityBike,ใครชวนไปหมดครับ
Bike: Giant,Panasonic,Pinarello,Tommasini,Bike FridayสีSapphire Blue
ติดต่อ:

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย เสือมือใหม่ »

ขออนุโมทนาบุญกับเสือโก๋ด้วยครับและขอให้สมหวังตาที่ประสงค์ด้วยครับ
[youtube]BTOCVi14_l4&feature[/youtube]
[youtube]pdE9bmaocFc&feature[/youtube]
รูปประจำตัวสมาชิก
yong_251
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 850
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:48
Tel: 081-936-5499
team: TOUR BIKE
Bike: JIANT XTC , Surly LHT, cannondale ALPINE

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย yong_251 »

ธันวาคม ปีนี้ จัดทริปเลยเสือโก๋... :ugeek:
คำขวัญจังหวัดนนทบุรี
พระตำหนักสง่างาม ลือนามสวนสมเด็จ
เกาะเกล็ดแหล่งดินเผา วัดเกาะนามระบือ
เลื่องลือทุเรียนนท์ งามน่ายลศูนย์ราชการ

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั้น
รูปประจำตัวสมาชิก
Joke Fisher
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 255
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:20
Tel: 087-705-8071
team: C&C Gang
Bike: Gary Fisher,Merida,Loius Granua
ตำแหน่ง: บ้านน้อยในบางแม่นาง ข้างบางใหญ่ นนทบุรี

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย Joke Fisher »

สาธุ แปลว่า เห็นชอบด้วยตามท่านกล่าว :)
Joke Fisher ณ บางแม่นาง
รูปประจำตัวสมาชิก
moomoo unlimit
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 11048
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 14:47
Tel: 0816416401(D)
team: MooMoo Unlimit - InDepenDencE - Dahon CluB TOgether
Bike: dahon HELIOS -K l e i n- MINI Panasonic Les MaillotS (20 -1 1/8 iNc) DaHon WobbegonG MINI (20 x 1.35)-Dahon PrestoLite 16 inc. Dahon Vector x10 , Dahon Speed UNO ,TOUR-SURLY*LHT-รถแม่บ้านตราจรเข้

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย moomoo unlimit »

อ่านแล้วได้ความรู้ดีแท้ สมเป็นท่านจริงๆ
สาธุ.....กลัวท่านจะบวซแล้วไม่สึกนะ....สาธุอีกครั้งคร้าบบ
ดาฮอนคลับ 3.6 ทริปพิเศษส่งท้ายปลายปี 2015 ปั่นชมแสงสีชมต้นคริสต์มาสรอบๆกรุงเทพยามค่ำคืนวันศุกร์ที่ 25-12-58เวลา18.30-23.00 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 7&t=177545
รูปประจำตัวสมาชิก
คุณแต้ว
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 85
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 18:26
Tel: 08151599784
team: BIKE TO WORK
Bike: GIANT

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย คุณแต้ว »

ขออนุโมธนาด้วยนะค่ะ...แค่คุณโก๋คิด..ก็เกิดกุศลแล้ว
Farseer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 200
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ม.ค. 2009, 23:46
team: Tourbike
Bike: Trek 520 (2010), Giant XTC FR (2010) and Giant NRS1 (2002)
ติดต่อ:

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย Farseer »

ชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝัน ฝันจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ
สรุป จนสู้ต่อไป ทาเคชิ
รูปประจำตัวสมาชิก
หมูขึ้นอาน
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 156
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 20:45
Tel: 0890466004
team: สะดวกไหนมั่วไปกะเค้าหมด
Bike: Panasonic FCT19&Mini java&Rocky
ตำแหน่ง: mayta.game@gmail.com

Re: อย่างน้อยผมก็มีฝันกับเค้ามั่ง

โพสต์ โดย หมูขึ้นอาน »

ผมไม่เคยรู้จักพี่ แต่ได้อ่านขอชมเลยว่าเยี่ยม!ครับ
และขออนุโมทนา สาธุด้วยคนครับ...
ถึงจะหมอบแล้วติดพุง แต่ก้อจะขอสู้..
ตอบกลับ

กลับไปยัง “TOUR BIKE”