ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

ข่าวสาร หรือ พูดคุยเรื่องทั่วไปในแวดวงจักรยาน
ตอบกลับ
รูปประจำตัวสมาชิก
เดคิสุงิ
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 41
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ม.ค. 2010, 12:58
Tel: -
team: -
Bike: -

ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

โพสต์ โดย เดคิสุงิ »

แม้นจะเจออุปสรรค หรือเสียงครหา
ก็ยังสามารถยิ้มสู้จนจบโครงการได้สำเร็จ
โลกจะสุขสบายนั้นเป็นได้หลายทาง
ต้องหลบสิ่งกีดขวางหนทางให้พ้นไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
สุขและทุกข์อย่างไรเพราะใจตนเอง
ฝ่าลู่ทางชีวิตต้องคิดเฝ้าย้อมใจ
โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง
ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง
ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้
คนเป็นคนจะจนหรือมี
ร้ายหรือดีคงมีหวังอยู่
ยามปวงมารมาพาลลบหลู่
ยิ้มละมัยใจสู้หมู่มวลเภทภัย
ใฝ่กระทำความดีให้มีจิตโสภา
สร้างแต่ความเมตตาหาความสุขสันต์ไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน

รูปภาพ
To fight the unbeatable foe...
To reach the unreachable star...
รูปประจำตัวสมาชิก
เดคิสุงิ
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 41
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ม.ค. 2010, 12:58
Tel: -
team: -
Bike: -

Re: ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

โพสต์ โดย เดคิสุงิ »

หนังคลาสลิกเรื่องหนึ่งของ คุโรซาวา อากิรา

หนังชื่อ ราโชมอน ที่ออกฉายมาเกือบจะหกสิบปีแล้ว



เรื่อง เล่าอย่างย่อที่สุดคือ ในวันที่พายุฝนตกอย่างหนัก ได้มีคนสามคนคือ คนตัดฟืน พระ และคนรับใช้ได้เข้าไปหลบฝน ณ ประตูราโชมอน ตามชื่อหนัง ทั้งสามได้ถกเถียงกันถึงคดีการไต่สวนคดีฆาตกรรมรายหนึ่ง ที่ได้เกิดขึ้นวันก่อน

เหตุการณ์ที่สาถารณชนรับรู้คือ มีซามูไรกับภรรยาได้เดินทางไปในป่า เจอโจร โจรและซามูไรต่อสู้กันและซามูไรเสียชีวิต และโจรป่าได้มีข่มขืนภรรยาของซามูไร

แต่เมื่อการไต่สวน คำให้การของ โจรป่า / หญิงสาว / และซามูไร (ที่ให้การผ่านคนทรงวิญญาณ) กลับไปคนละทิศละทาง



เรื่อง ราวจากปากคำของภรรยาซามูไรบอกว่า หล่อนเป็นฆาตกรฆ่าสามีเสียเอง เพราะเมื่อซามูไรแพ้โจรและนางถูกข่มขืน เขากลับทำท่าทางรังเกียจเหยียดหยามเธอ

เรื่องราวจากคนทรงวิญญาณกลับ กล่าวว่า ตัวซามูไรเองนั่นแหละที่ฆ่าตัวตายอย่างสมศักดิ์ศรีเพื่อล้างอายที่พ่ายแพ้ และเสียภรรยาที่ทำท่าจะสมยอมกับโจรป่า

โจรป่ากลับบอกว่าเขาแลซามูไรสู้กันอย่างยุติธรรมและเขาเป็นผู้ชนะ และสังหารซามูไรได้ ส่วนภรรยาของซามูไรก็ยิมยอมเป็นของเขาเอง

หนัง เรื่องนี้ได้รับการยกย่องอย่างสูง คุโรซาวะ อากิรา เขียนบทร่วมกับ ฮาชิโมโตะ ชิโนบุ เรื่องเป็นนิยายเดิมโดย อาคุตางาวะ ริวโนสุเกะ

คำถามที่ อากิรา ถามผู้ชมทุกคนคือ จิตใจของมนุษย์ย่อมมีความเข้าข้างตัวเอง (หรือพวกพ้อง) เป็นพื้นฐานอยู่แล้วใช่หรือไม่

......

คือ ในความจริงชุดเดียวกัน ทุกๆฝ่ายต่างสามารถหาจุดมาพูดได้ว่า "ฝ่ายของข้าเท่านั้นที่ทำถูก อีกฝ่ายหนึ่งช่างเป็นคนเลวทรามต่ำช้าสิ้นดี"

ในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ พระถึงกลับหลั่งน้ำตาและบอกว่า อาตมา สิ้นหวังในมวลมนุษย์จริงๆ

เช่นเดียวกับการฆาตกรรมและชำเราหญิงสาวใน ราโชมอน "ความจริง" ที่สาธารณชนต้องการทราบ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคนทั้งสามในเรื่อง

.....
ก็ไม่น่าแปลกใจ ว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ จึงไม่มีข้อสงสัยว่ามันคือภาพยนตร์ระดับคลาสลิก อมตะนิรันต์กาลเรื่องหนึ่ง

เพราะจะกี่สิบปีผ่านไป มนุษย์เราก็ไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ...........

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id ... 1&gblog=73
To fight the unbeatable foe...
To reach the unreachable star...
รูปประจำตัวสมาชิก
เดคิสุงิ
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 41
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ม.ค. 2010, 12:58
Tel: -
team: -
Bike: -

Re: ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

โพสต์ โดย เดคิสุงิ »

ส่วนเรื่องเหลือเท่าไรจะทำอะไรต่อนั้น

ผมกลับเห็นว่า ไม่ใช่การพูดหรือเรี่ยไรไปในวงกว้าง

แท้จริงก็ คือการพูดกันใน กลุ่มเพื่อนๆจักรยานเท่านั้น

ผมว่านั่นเป็นความตั้งใจที่ดี ทุกอย่างอยู่ที่เจตนา

สุดท้ายจะเหลือ 10 บาท หรือ 100 บาท หรือมากกว่านั้น

ก็เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่ต่างกันเท่านั้น

ดูอย่างเรื่องนี้ครับ
*ย้อนหลังไปในยุคสมัยที่มนุษย์มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี เมื่อพุทธันดรที่แล้ว ในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ที่เมืองพาราณสี มีชายยากจนคนหนึ่ง เป็นคนอัตคัดขัดสนมาก เพราะภพชาติ ในอดีต ไม่ได้ทำบุญกุศลใดๆ ไว้ ไม่มีแม้ชื่อของตนเอง ต่อมาเขาได้งานรับจ้างเป็นคนดูแลหญ้าที่บ้านของสิริธรรมเศรษฐี เพื่อแลกกับอาหารวันละมื้อ เศรษฐีได้ตั้งชื่อให้ว่า นายติณบาล แปลว่า คนรักษาหญ้า มีหน้าที่เกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงม้า

นายติณบาลทำงานให้เศรษฐีด้วยความขยันขันแข็ง วันหนึ่ง บุญเก่ามาตักเตือน ทำให้คิดได้ว่า "ตัวเรายากจนเช่นนี้ ก็เพราะไม่เคยทำบุญไว้ในชาติปางก่อน ชาตินี้จึงต้องมาเป็น คนรับใช้ แม้สมบัติติดตัวสักนิดก็ไม่มี ทั้งยังไร้ญาติขาดมิตรที่จะคอยช่วยเหลือ" คิดดังนี้แล้ว เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำทาน จึงแบ่งอาหารที่ได้รับเป็นค่าจ้างออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งไปถวายพระภิกษุด้วยความเลื่อมใสศรัทธา อีกส่วนหนึ่งแบ่งไว้ รับประทานเอง

เศรษฐีเห็นการกระทำของเขา เกิดความเมตตาสงสาร จึงเพิ่มอาหารให้เป็นสองเท่า นายติณบาลดีใจมาก จัดแจงแบ่งอาหารออกเป็น ๓ ส่วน ถวายพระ ๑ ส่วน แบ่งให้คนจน ๑ ส่วน และส่วนที่เหลือเก็บไว้รับประทานเอง เขาทำเช่นนี้มาโดยตลอด

วันหนึ่ง เป็นวันออกพรรษา ชาวเมืองต่างเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อจะได้ทำบุญทอดกฐินเป็นการใหญ่ รวมทั้งท่านเศรษฐีก็ได้เตรียมผ้าไตรจีวรและอัฐบริขาร เพื่อทำบุญทอดกฐิน

วันนั้น ท่านเศรษฐีได้ชักชวนข้าทาสบริวารทั้งหมดให้มาร่วมบุญทอดกฐินครั้งนี้ด้วย เพราะท่านจะเป็นประธานใหญ่ ทันทีที่นายติณบาลรู้ว่า เศรษฐีจะเป็นประธานทอดกฐิน เขาบังเกิดความยินดี เข้าไปถามว่า "ท่านเศรษฐี กฐินทานนี้มีอานิสงส์อย่างไรบ้าง"

เศรษฐีตอบตามที่เข้าใจว่า " กฐินทาน มีอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญว่า เป็นทานอันประเสริฐ เป็นการทำบุญกับภิกษุสงฆ์ผู้ชำระกาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ตลอด ๓ เดือน บุญนี้เป็นกาลทาน หาโอกาสทำได้ยากมาก"

ติณบาลได้ฟังดังนั้น เขาอยากได้บุญใหญ่ในครั้งนี้ด้วย เมื่อกลับที่พักของตน เกิดความกังวลว่า ตัวเรานี้ยากจนเหลือเกิน ไม่มีสมบัติอะไรเลย แล้วเราจะทำบุญร่วมกับเศรษฐีได้อย่างไรกัน เขาครุ่นคิดอยู่นาน พยายามหาสิ่งของที่มีค่า เพื่อนำไปร่วมบุญทอดกฐินกับท่านเศรษฐี ก็มองไม่เห็นสิ่งใด ในที่สุดเขาตัดสินใจเปลื้องผ้านุ่งของตนที่มีอยู่เพียงชุดเดียว ออกไปเร่ขายในตลาด ส่วนตนเองก็เอาใบไม้มาเย็บทำเป็นเครื่องนุ่งห่มแทน เพื่อไม่ให้อุจาดตาแก่มหาชนที่ได้พบเห็น

พ่อค้าแม่ค้าและคนเดินตลาดที่พบเห็นสภาพของนายติณบาลที่นุ่งใบไม้เดินมา พากันหัวเราะจนลั่นตลาด ไม่ว่าเขาจะเดินผ่านไปทางไหน ผู้คนก็หัวเราะเยาะ พูดจาเย้ยหยัน หาว่าเขาเสียสติไปแล้วที่ทำแบบนี้ ถึงแม้ใครต่อใครจะหัวเราะ ทั้งส่งสายตาดูหมิ่นดูแคลน แต่นายติณบาลก็ไม่หวั่นไหว หัวใจยังเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีที่จะได้ทำบุญใหญ่ จึงประกาศว่า "ท่านทั้งหลาย โปรดหยุดหัวเราะเยาะข้า ถึงข้าจะยากจน แต่ก็ไม่เข็ญใจ จะขอนุ่งใบไม้ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ชาติหน้าข้าจะนุ่งแต่ผ้าทิพย์"

เมื่อประกาศท่ามกลางมหาชนแล้ว เขาเดินเร่ขายผ้านุ่งต่อไปด้วยดวงใจที่เบิกบาน ในใจคิดเพียงว่าจะได้บุญใหญ่ และในที่สุด เขาขายผ้าได้ในราคา ๕ มาสก หลังจากได้เงินมาแล้ว ก็รีบนำเงินไปร่วมบุญทอดกฐินกับท่านสิริธรรมเศรษฐี และตั้งจิต อธิษฐานว่า "ต่อแต่นี้ไป ความลำบากยากจนขออย่าได้บังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าอีกเลย สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้สิ่งนั้นด้วยเถิด"

มื่อเศรษฐีได้เงินมา ๕ มาสกแล้ว ได้อนุโมทนาในกุศลเจตนาอันแรงกล้าของลูกจ้าง และนำไปซื้อเข็มกับด้ายสำหรับเย็บผ้าไตรจีวร ครั้นถึงวันทอดกฐิน นายติณบาลก็ติดสอยห้อยตามท่านเศรษฐีไปร่วมงานทอดกฐินด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ชาว-เมืองตื่นตะลึงไปทั่ว ต่างพากันพูดถึงเรื่องของนายติณบาลที่ยอมนุ่งใบไม้ ขายผ้านุ่งเพื่อทำบุญ แม้ชาวสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น ก็ยังกล่าวขานชื่นชมอนุโมทนาสาธุการถึงการกระทำอันน่ายกย่อง ของนายติณบาล

กิตติศัพท์การขายผ้านุ่งทำบุญเลื่องลือไปถึงพระราชา ถึงกับมีราชโองการรับสั่งให้นำนายติณบาลมาเข้าเฝ้า แต่เขาอาย ที่ตนเองแต่งกายไม่สุภาพ มีแต่ใบไม้เท่านั้นเป็นเครื่องนุ่งห่ม พระราชาจึงสั่งให้ราชบุรุษนำผ้าเนื้อดีราคา ๑๐๐,๐๐๐ กหาปณะ ไปมอบให้ เมื่อนายติณบาลเดินทางไปเข้าเฝ้าแล้ว พระราชาทรงรับสั่งว่า ขอให้พระองค์มีส่วนแห่งบุญในการทอดกฐินสามัคคีของนายติณบาลด้วย ซึ่งนายติณบาลก็เต็มใจให้พระราชามีส่วนแห่งบุญของตน เมื่อพระราชาทรงอนุโมทนาแล้ว ทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติ ช้าง ม้า วัว ควายและทาสบริวารอีกมากมาย อีกทั้งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีประจำเมือง มีชื่อว่า ติณบาลเศรษฐี

ต่อมาเมื่อติณบาลเศรษฐีหมดอายุขัย ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานแก้วสูงถึง ๕ โยชน์ มีนางเทพอัปสร ๑๐,๐๐๐ นางเป็นบริวาร และพรั่งพร้อมด้วยทิพยสมบัตินานัปการ ได้เสวยทิพยสมบัติเป็นเวลายาวนาน ส่วนสิริธรรมเศรษฐี เมื่อละโลกแล้วก็ได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เช่นเดียวกับติณบาลเศรษฐี

นี่เป็นอานิสงส์ที่เกิดจากการทำบุญทอดกฐินสามัคคีชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ทุ่มเทกันสุดฤทธิ์สุดเดช คำว่าทุ่มสุดฤทธิ์สุดเดช หมายถึง มีสติปัญญาเท่าไร ก็นำออกมาใช้ให้มากที่สุด ถึงแม้จะมีปัจจัยน้อย แต่มีใจใหญ่ ทุ่มสุดใจ เมื่อรู้ว่าบุญจากการทอดกฐินเป็นบุญใหญ่ที่พิเศษและจำกัดด้วยกาลเวลา ก็ไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป ได้ทำบุญกับพระสงฆ์ซึ่งท่านอยู่จำพรรษา ครบถ้วนไตรมาส มุ่งฝึกฝนอบรมตนเองให้เป็นพระแท้ เพื่อเป็นเนื้อนาบุญอันเลิศให้กับผู้มีบุญทั้งหลาย

เราโชคดีที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ มาพบพระพุทธศาสนา อีกทั้งมนุษย์ทุกคนเป็นผู้มีเชื้อแห่งความดีที่ได้สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว จิตใจจึงพร้อมที่จะสั่งสมบุญ เหลือแต่การได้กัลยาณมิตรคอยชักชวน ด‰วยถ้อยคำอันเป็นสิริมงคลเท่านั้นเอง หากเราใช้สติปัญญาเปิดใจให้เขามีความกระจ่างในเรื่องบุญกุศล เขาก็พร้อมที่จะมาร่วมเดินในเส้นทางบุญ การทำบุญทอดกฐินนี้มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาล จะได้ทั้งทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติติดตัวไปทุกภพทุกชาติ และที่สำคัญจะได้อริยทรัพย์อันประเสริฐ คือการได้บรรลุมรรคผลนิพพานด้วย เพราะฉะนั้นให้ทุกท่านหมั่นทำหน้าที่ผู้นำบุญยอดกัลยาณมิตร แนะนำมหาชนให้มาสู่เส้นทางบุญ ถึงคราวออกพรรษาขอให้พากันไปทำบุญทอดกฐินกับพระสงฆ์ผู้เป็นเนื้อนาบุญตามวัด ต่างๆ เพราะ สุโข ปุญฺสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบุญจะทำให้เรามีความสุขไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่ง ธรรม
To fight the unbeatable foe...
To reach the unreachable star...
รูปประจำตัวสมาชิก
พฤศจิกา เดือนเกิด
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 33
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2010, 13:44
team: scorpio
Bike: crocodile
ตำแหน่ง: The land of smile
ติดต่อ:

Re: ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

โพสต์ โดย พฤศจิกา เดือนเกิด »

คุ้นมากเลยครับ :arrow:
รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนไทย !

"ที่ไหนมีปัญหา พฤศจิกา.....มาแน่ !"
รูปประจำตัวสมาชิก
Jord at Rayong
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 64
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 17:02
Bike: Klein, Trek, Conalgo

Re: ยังไงก็ขอ salute คนที่มีความเพียรจนจบโครงการได้

โพสต์ โดย Jord at Rayong »

:lol:
ถ้าใช่ ยินดีต้อนรับครับ คุณหมอเคราแดง
คิดถึงนะจ๊ะ
:D
ตอบกลับ

กลับไปยัง “พูดคุยเรื่องทั่วไปในแวดวงจักรยาน”