เทคนิคนักจักรยาน trail
โพสต์: 13 ก.พ. 2010, 14:28
trail คือการปั่นจักยานผ่านทางวิบากต่างๆ แต่ไม่ถึงขั้น downhill และต่างจาก trial สองคำนี้คนมักสับสนกัน trial คือการปั่น จะว่าปั่นก็ไม่เชิงมันคล้ายกับการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง หรือไต่ ปีนสิ่งกีดขวางมากกว่า ออกแนว extream ซิ่งลักษณะทางที่ใช้ก็ไม่ใช้ทางจักยาน
เมื่อรู้ความหมายไปแล้วไปดูเทคนิคกํนต่อเลย
1. มองไกล อันนี้ไม่ใช่คำขวัญของลูกเสือ แต่การมองไกลเป็นทักษะที่คุณต้องฝึก เพื่อมองหาอุปสรรค ไลน์ ที่คุณต้องต้องผ่านมันไปโดยไม่ได้อันตรายเพราะถ้าคุณมองแต่ล้อหน้า คุณอาจชนโขดหิน ปีนรากไม้ ลงบ่อทราย อุปสรรคเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อคุณ
2.80 รอบต่อนาที การควงรอบขาให้อยู่ที่ 80 rpm เป็นการใช้พลังที่พอเหมาะและอยู่ในช่วงแอโรบิก ทำให้คุณผ่านอุปสรรคได้ไม่ยาก
3.ใช้เบรคหน้าให้เป็น เพราะอำนาจการหยุดยั้งอยู่ในเบรคหน้า การที่พบสิ่งกีดขวางคุณต้องลดความเร็วอย่างรวดเร็ว คุณจึงบีบเบรคหลังเต็มกำลังทำล้อฟรีลากไปกับฟื้น แถมยังใช้ระยะทางมากอีกด้วย ลองเปลี่ยนนิสัยการเบรคของคุณ เมื่อพบสิ่งกีดขวางบีบเบรคหน้าชะลอความเร็ว ถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหลัง พร้อมด้ยบีบเบรคหลังแบบไม่ต้องทำให้ล้อล็อกฟี คุณจะพบว่าระทางที่ใช้สั้นกว่าเยอะ
4.ผ่อนคลาย การแกร็งกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็น หลัง แขน หรือหน้าท้อง จะทำให้คุณทั้งเมื่อยและเหนื่อยสะสม แล้วก็ไม่ใช่ผ่อนคลายจนปล่อยให้รถส่ายไปส่ายมา มาตามแรงปั่นเพราะการทำแบบนั้นทำให้คุณส่งแรงไปที่บันไดน้อยลง ลองหาจุดที่คุณสบายแล้วมันจะทำให้คุณปั่นได้สนุกและนานขึ้น
5.ขึ้นทางชันให้เป็น เมือดูการแข่งขันมักจะเห็นโปรยืนโยก ขึ้นทางชันต่างๆ จริงๆแล้วเค้าไม่ได้โยกกันจากต่ำสุดไปสูงสุด เค้าจะทำก็ต่อเมื่อข่มขวัญคู่ต่อสู่ หรือต้องการเปลี่ยนอิริยาบทจากความเมื่อยล้า เพราะเมื่อคุณยืนโยกขึ้นทางชันน้ำหนักจะตกที่ล้อหน้า ทำให้แรงที่จะส่งคุณจากล้อหลังลดลง
6.กางศอก การกางศอกทำให้คุณสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเวลาคุณวิดพื้นถ้าคุณกางศอกให้พอเหมาะจะทำให้คุณทำมันได้ง่ายขึ้น ทั้งการส่งแรง และควบคุมทิศทาง

เมื่อรู้ความหมายไปแล้วไปดูเทคนิคกํนต่อเลย
1. มองไกล อันนี้ไม่ใช่คำขวัญของลูกเสือ แต่การมองไกลเป็นทักษะที่คุณต้องฝึก เพื่อมองหาอุปสรรค ไลน์ ที่คุณต้องต้องผ่านมันไปโดยไม่ได้อันตรายเพราะถ้าคุณมองแต่ล้อหน้า คุณอาจชนโขดหิน ปีนรากไม้ ลงบ่อทราย อุปสรรคเหล่านี้ไม่เป็นผลดีต่อคุณ
2.80 รอบต่อนาที การควงรอบขาให้อยู่ที่ 80 rpm เป็นการใช้พลังที่พอเหมาะและอยู่ในช่วงแอโรบิก ทำให้คุณผ่านอุปสรรคได้ไม่ยาก
3.ใช้เบรคหน้าให้เป็น เพราะอำนาจการหยุดยั้งอยู่ในเบรคหน้า การที่พบสิ่งกีดขวางคุณต้องลดความเร็วอย่างรวดเร็ว คุณจึงบีบเบรคหลังเต็มกำลังทำล้อฟรีลากไปกับฟื้น แถมยังใช้ระยะทางมากอีกด้วย ลองเปลี่ยนนิสัยการเบรคของคุณ เมื่อพบสิ่งกีดขวางบีบเบรคหน้าชะลอความเร็ว ถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหลัง พร้อมด้ยบีบเบรคหลังแบบไม่ต้องทำให้ล้อล็อกฟี คุณจะพบว่าระทางที่ใช้สั้นกว่าเยอะ
4.ผ่อนคลาย การแกร็งกล้ามเนื้อไม่ว่าจะเป็น หลัง แขน หรือหน้าท้อง จะทำให้คุณทั้งเมื่อยและเหนื่อยสะสม แล้วก็ไม่ใช่ผ่อนคลายจนปล่อยให้รถส่ายไปส่ายมา มาตามแรงปั่นเพราะการทำแบบนั้นทำให้คุณส่งแรงไปที่บันไดน้อยลง ลองหาจุดที่คุณสบายแล้วมันจะทำให้คุณปั่นได้สนุกและนานขึ้น
5.ขึ้นทางชันให้เป็น เมือดูการแข่งขันมักจะเห็นโปรยืนโยก ขึ้นทางชันต่างๆ จริงๆแล้วเค้าไม่ได้โยกกันจากต่ำสุดไปสูงสุด เค้าจะทำก็ต่อเมื่อข่มขวัญคู่ต่อสู่ หรือต้องการเปลี่ยนอิริยาบทจากความเมื่อยล้า เพราะเมื่อคุณยืนโยกขึ้นทางชันน้ำหนักจะตกที่ล้อหน้า ทำให้แรงที่จะส่งคุณจากล้อหลังลดลง
6.กางศอก การกางศอกทำให้คุณสามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเวลาคุณวิดพื้นถ้าคุณกางศอกให้พอเหมาะจะทำให้คุณทำมันได้ง่ายขึ้น ทั้งการส่งแรง และควบคุมทิศทาง