
รอบนี้เป็นเรื่องตัวเองล้วนๆเลยครับ แต่หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ประโยชน์กันบ้างไม่มากก็น้อย ก่อนอื่นผมไม่ได้ต้องการบอกว่าวิธีการซ้อม หรือคอร์สอะไรนะครับ แต่มีนัยอะไรมากกว่านั้นอีกเยอะกับเวลา 2 ปีที่ผ่านพ้นมา และเมื่อย้อนเปรียบเทียบกับก่อนหน้านั้น มันเกิดเป็นจุดสำคัญที่เราหลายๆคนมองข้ามไปกับจักรยาน คิดเสียว่ามันคือ"ไดอารี่" ฉบับยาว เรื่องของวัตต์ มันอาจจะเป็นแค่ตัวบ่งชี้ตัวหนึ่งแต่ไม่ใช่ทุกอย่างที่จะบอกได้ เอาล่ะครับ มาเริ่มกัน

ก่อน 2011
ผมไม่ใช่ขาแรงนักแข่งอะไรหรอกครับ เป็นคนธรรมดาๆที่บ้าจักรยานเหมือนพี่ๆน้องๆเพื่อนๆทุกท่านนี่แหละ เพียงแค่ตอนนั้นเสือหมอบยังไม่ใช่อะไรที่เป็นที่นิยมมากนัก ว่ากันตามตรงผมปั่นเสือหมอบก็เป็นเหมือนกับรุ่นเด็กๆอายุน้อยๆด้วยซ้ำ เพราะส่วนมากจะเป็นรุ่นพี่ๆรุ่นเดอะ จนถึงรุ่นใหญ่ อาวุโสมากจนถึงระดับคำว่าเก๋าก็ว่าได้ รุ่นเพื่อน รุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่เยอะนัก เอาเป็นว่างานแข่งแต่ละงาน รุ่นอายุเดียวกันคนน้อยที่สุดก็ว่าได้ ในช่วงนั้น กระแสการใช้"วัตต์" เพิ่งเริ่มเป็นที่นิยม และมีรุ่นบุกเบิกนำมาใช้กันชนิดนับหัวได้ ซึ่งผมเองก็สนใจเรื่องพวกนี้มาอยู๋แล้ว เพราะพอเริ่มปั่นเป็นเรื่องเป็นราวได้สักพักก็พบว่า จักรยานมันต้องซ้อมสิ ไม่ใช่แค่ขี่ ไอ้ที่ขี่กันโครมๆซัดกันทุกเสาร์-อาทิตย์มันได้สนุก ได้แรง แต่ไม่ได้พัฒนากายภาพมากนัก ระยะแรกๆก็ใช้ฮาร์ทเรทนี่แหละครับ ไม่มีเงินไปใช้วัตต์ เพราะวัตต์ในยุคนั้นแพงเหลือเกิน

สุดท้ายอดทนไม่ไหวไปได้เจ้า Polar ตัวที่วัดแรงตึงของโซ่มาแปลงเป็นค่าวัตต์ ซึ่งตอนแรกก็ลังเลนานมากว่าจะเอาดีมั้ย ความน่าเชื่อถือมันช่างน้อยเหลือเกิน ปัญหาจากการติดตั้งก็มาก แต่ในที่สุดด้วยงบอันน้อยนิดและมั่นใจว่าหานำมาใข้อย่างถูกวิธีมันย่อมใช้ได้อย่างแน่นอนและก็จัดมา ใช้เป็นอย่างไรบ้างไม่ไปนั่งพูดถึงครับ ก็ได้มีสิ่งที่เรียกว่า FTP กับชาวบ้านเค้า ณ ตอนนั้นเริ่มต้นมาก็ได้ราวๆ 178 วัตต์ ซึ่งการที่ได้วัตต์มา ทำให้การขี่จักรยานสนุกขึ้นเยอะมาก จากที่ปั่นๆไปเน้นแรง เน้นสนุก เน้นความเร็ว เฮฮา กับการปั่นกับกลุ่มที่ว่ากันว่าโหดทั้งขาและรถ "พระรามเก้า" ซึ่งนอกจากจะได้มันส์ ยังได้ประสบการณ์ แง่คิด วิชาจากรุ่นเดอะมาไม่น้อย แต่ความสนุกในช่วงนั้นคือการเริ่มต้น "ซื้อ" คอร์สการซ้อมมาหัดใช้ เพราะได้เห็นรุ่นพี่ๆมีตารางซ้อมกัน ก็สงสัยว่ามันมาจากอะไร การแก้ปัญหาแรกสุดคือการใช้เงินแก้ปัญหา ว่าแล้วผมก็ลองจัดการซื้อคอร์สซ้อมมาจากสำนักซ้อมที่เชื่อว่าที่สุดแห่งสามโลกแล้ว Peaks Coaching Group นั่นเอง ทีนี้สนุกเลยครับ ปั่นแหลกทั้งถนนและเทรนเนอร์

ย้อนกลับไปก่อนหน้าจะมีวัตต์สักนิด ช่วงที่ผมใช้ฮาร์ทเรทซ้อมเป็นหลัก ผมโชคดีได้ DVD พวก Indoor Training Program มาจากพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งสะสมดีวีดีเอาไว้หลากหลาย กรุณานำมาให้แบบฟรีๆ พร้อมกับบอกว่า "ปั่นหมดนี่ไปแข่งได้เลย" เดิมทีผมมีของค่ายหนึ่งอยู่แล้วมาได้ของค่ายนี้ซึ่งแนวทางต่างกันตรงแยกมาเป็นขั้นๆ มีแนะแนวการใช้ต่อสัปดาห์มาให้ เป็นจุดแรกๆที่ได้เริ่มปั่นคอร์ส แต่ก็นั่นล่ะครับ ก็แค่เอาแผ่นใส่เครื่องปั่นไปตามโซน ตามใจตามวัน

หลังจากได้คอร์สซ้อมมา ค่า FTP ก็ค่อยๆขยับขึ้นมาเรื่อยๆมาอยู่ที่ ราวๆ 190 วัตต์ เริ่มรวมตัวกันปั่นกับเพื่อนที่นิยมชมชอบคล้ายๆกัน ประกอบกับการทำงานฟรีแลนซ์ของผมที่ทำให้บางช่วงผมมีเวลาปั่นจักรยานได้สัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง(ขึ้นไป) เอาเป็นว่าบางช่วงผมปั่นเช้า 4 ชั่วโมง เย็นอีก 2 ชั่วโมงได้ ซ้อมจนผอม น้ำหนักราวๆ 53 กก. และไปสิ้นสุดที่ FTP ที่ทำได้ราวๆ 198 วัตต์ เป็นช่วงเวลาที่สนุกครับ

แต่แล้วก็ชีวิตเปลี่ยนไป...จากหน้าที่ทางครอบครัวที่มากขึ้น หน้าที่งานที่ต้องลงแรงทำมากขึ้นแม้จะเป็นฟรีแลนซ์ก็ตาม ก็เริ่มต้องเดินทางบ่อย ห่างหายจากจักรยานไปทีละนิด ไม่ได้เลิกปั่นหรอกครับ แต่การเว้นไป 2 สัปดาห์แล้วกลับมาปั่นครั้งนึง แล้วหายไปอีก 2 สัปดาห์ มันเป็นการค่อยๆลดทอนความฟิตที่ทำได้ลงไปเรื่อยๆ จากที่เคยปั่นตามทัน เคยปั่นสนุก ตอนนี้ทำได้แค่มุดไม่ให้หลุด จนถึงจุดหนึ่งก็ไม่สามารถปั่นกับใครได้อีกแล้ว และเริ่มรู้สึกท้อใจกับจักรยาน ปั่นอย่างไรก็ไม่สนุก แต่ผมก็ยังไปลงงานแข่ง ซึ่งก็ยิ่งทำร้ายตัวเองมากขึ้นเมื่อไปแข่งโดยที่เรา "ไม่รู้ตัวเอง" แล้วก็แข่งด้วยอาการย่ำแย่อย่างสุดซึ้ง 60 กม. ขี่ไปเกือบ 110 นาที จำได้เลยว่ารู้สึกว่าตัวเองง่อยมากๆ และหมดกำลังใจจะปั่นจักรยาน กลายเป็นชีวิตนี้ต้องเร็ว ต้องแข่ง ถึงจะสนุก และแล้ว จักรยานก็เป็นเพียง ... เพื่อนเก่าที่นานๆจะเจอกันที

3 ปีผ่านไป
3 ปีที่รวมกันผมปั่นจักรยานรวมกันไม่น่าถึง 300 กม. ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ลืมตามาอีกทีพบว่าจักรยานเป็นที่นิยมอย่างมาก ในยุคมหาโซเชี่ยลพาให้เราได้พบคุยกับเพื่อนเก่าๆ พบว่าเพื่อนผมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เฮโลมาปั่นจักรยานกันเป็นจำนวนมาก เอาล่ะได้เวลาเจอเพื่อนเก่าแล้วสินะ...
ผมนำจักรยานคันเดิมออกมาทำการบำรุงรักษามันจนสภาพพร้อมใช้งาน จัดการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองด้วยการซื้อ Power Meter ตัวใหม่ (จาก Polar ไม่นานผมก็เปลี่ยนไปใช้ Powertap PRO+) เล็ง Power2Max เอาไว้ เพราะอะไรหรือครับ? ง่ายๆเลย ผมว่า ...มันเท่ครับ ยุคนั้นวัตต์ที่จานมีอยู่แค่ SRM, Quarq และ Power2Max ซึ่งแน่นอนว่างบที่พอจะสอยได้คือ Power2Max FSA ที่กำลังโละราคา (เพราะมีรุ่น Type-S ออกมา) ได้เป้าหมายแล้วแต่ยังไม่ซื้อ ผมตั้งใจบอกกับตัวเองว่าผมเริ่มปั่นจักรยานได้เป็นกิจวัตรอีกครั้งจะจัดมาอย่างแน่นอน แรกๆก็ปั่นคนเดียวไปเรื่อยๆ ค่อยๆเก็บสะสมเวลาฟื้นตัวบนจักรยานได้ราวๆเดือนกว่าๆจนก้นเริ่มเข้าที่ แขน คอ หลัง เริ่มเข้าทาง ไล่มาจาก 60 นาที ไป 90 นาที จนสามารถปั่นได้ราวๆ 180 นาทีต่อเนื่องแบบไม่สนใจค่าอะไรเลย

แล้วผมก็สอยวัตต์ใหม่มาได้หล่อสมใจอยากและทำการทดสอบหา FTP ทันที ผลการทดสอบช่างน่าสนใจยิ่งนักกับ 140 วัตต์ ผมไม่ได้สนใจอีกแล้วว่ามันมากหรือน้อย มันจะพอให้ขี่กับใครได้หรือไม่ ผมใช้เวลาที่มีอยู่ขี่จักรยานกับเพื่อนเก่าบ้าง ใหม่บ้าง เจอคนเก่าบ้าง เจอเพื่อนใหม่บ้าง เพื่อนบางคนไม่ได้จริงจังกับจักรยาน เค้าต้องการปั่นสนุกๆเดือนละครั้งสองครั้ง เราก็ไปปั่นด้วยกันได้ ที่เหลือคือการปั่นคนเดียว ไม่มีคอร์ส(ที่ซ้อมา) ผมใช้ความเข้าใจพื้นฐานจากตำราเล่มสำคัญที่สมัยก่อนบ้าพอจะเอามานั่งอ่าน "Training With Power Meter" ร่วมกับคอร์สทั้งหมดที่มี ทั้งจาก DVD และจากสำนักโค้ช ร่วมกับการเริ่มศึกษาหาข้อมูลใหม่ๆของวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เปลี่ยนไปในช่วงที่หายห่าง นอกจากเสป็ครถที่แทบจะมึนหัวตาย เรื่องของการซ้อมก็เปลี่ยนไปด้วย
ความสนุกของการไล่เลข 3 หลัก
ผมซ้อมอย่างค่อนข้างเป็นระบบ ทำการคำนวนความหนักของการปั่น จดบันทึกการปั่นเอาไว้ และทดสอบหาค่าต่างๆ ใช้ซอฟท์แวร์เดิมๆที่เคยใช้มาอย่างเป็นระบบมากขึ้น และค่อยๆขยับ วัตต์อย่างช้าๆ ร่วมกับการค่อยๆเริ่มปั่นกับชาวบ้านที่ "สนามเขียว" เพราะปกติถ้าไม่ปั่นกับเพือ่นผมก็จะปั่นคนเดียวเท่านั้น .. เพราะ .. ขี่กับใครก็ตามไม่ทัน (ฮ่าๆๆ) ในเวลาราวๆ 2-3 เดือนหลังจากที่เริ่มปั่นสนามเขียวก็เริ่มขี่กับคนอื่นได้ จาก 140 วัตต์ ขยับมาเป็น 160 วัตต์อย่างรวดเร็ว แต่มันย่อมไม่เพียงพอแน่นอนกับน้ำหนักตัว 63 กก. ในเวลานั้น ขี่กับใครก็เหนื่อย ยิ่งถ้าเป็นขาแรงมายิ่งหลุด ผมเริ่มตั้งคำถามบางอย่าง

อะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้เราขี่จักรยานได้ดี?
คำตอบที่ได้จากการย้อนกลับไปมองตัวเองเมื่อ 3-5 ปีก่อน ร่วมกับสื่อต่างๆเกี่ยวกับจักรยานที่มากขึ้น คำตอบไม่ใช่พลังวัตต์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "ทักษะและความเข้าใจ" ผมนำเอาทุกอย่างที่เคยเรียนรู็กลับมาเรียบเรียงหัดใหม่ตั้งแต่ต้น ผมหัดแม้กระทั่งการทรงตัวบนจักรยานอย่างช้าๆ การยืนอยู่นิ่งๆ ไปล้มกลิ้งในสวนสาธารณะเหมือนเด็กหัดปั่นจักรยาน ผมหัดเทคนิคพื้นฐานหลายๆอย่างให้ชำนาญกว่าเคย และเริ่มให้ความสนใจกับการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง(Core Muscle) ทั้งหมดมันเริ่มทำให้ร่างกายฉุๆ กับวัตต์ง่อยๆของผมขี่กับคนอื่นได้ แต่ถึงจะหลุดก็ไม่ได้รู้สึกไม่สนุกแล้ว ตอนนี้เรากำลังไปกับตัวเอง แข่งกับตัวเอง ต้องใช้สมองให้มากขึ้นกว่าแรง ... นั่นคือความสุขใหม่ที่ได้รับ ไม่นับความเฮฮาจากการปั่นขำๆกับเพื่อนๆ

ทริปร้อยโลครั้งแรกในรอบ 4 ปี
ตัดสินใจไปทริปร้อยโลครั้งแรกในรอบหลายปี จริงๆคือการออกทริปแรกนั่นแหละครับ แต่ดันเลือกเอาทริปร้อยโลเลย เส้นทางจากองครักษ์-เขื่อนขุนด่าน (ไป-กลับ) บอกเลยว่าเด็กๆมากแต่ก่อนขี่ขี่กันขนมๆเลย วันนี้ก็อยากจะขี่ให้สนุก แต่พอเริ่มมาคนเยอะมากๆ เยอะกว่าเมื่อก่อนเยอะ จนบรรยากาศมันคล้ายการแข่งจริงๆ อารมณ์เลยพาไป แทนที่จะปั่นตามที่เรารู้จักตัวเองกลับปั่นพยายามไปกับกลุ่มจนสุดท้ายผลที่เกิดก็คือหม้อน้ำระเบิด ตาย ไม่จบทริปครับ ไปได้แค่ 80 กม. ขอ DNF ตัวเองเอาดื้อๆนั่นแหละ
หลังจากนั้นมุ่งมั่นกับการไล่ล่าเลขสามหลักต่อไป และเน้นเรื่องของเทคนิคมากขึ้น อะไรที่ทำไม่ได้ต้องทำได้ ต้องเหนื่อยเท่าเดิมแต่ออกแรงได้ดีขึ้น ต้องได้วัตต์เท่าเดิมแต่ไปได้เร็วขึ้น ตอนนี้ผมก็ปั่นจักรยานด้วยความสนุกกับตัวเอง และใช้เวลากับมันไม่ได้มากนัก ช่วงแรกๆที่กลับมาปั่นใช้เวลาสัปดาห์ละ 8-10 ชั่วโมง จากนั้นมาคงที่ที่สัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมงกำลังดีที่สุด ปั่นน้อยลง แต่ FTP ค่อยๆเพิ่มขึ้นช้าๆ มาอยู่ที่ราวๆ 174 วัตต์

สหายใหม่เข้ามา มุมมองใหม่
ผมได้มีโอกาสทำโครงการทีมสาธิต นำเอามนุษย์ธรรมดานี่แหละมารวมกันสร้างทีมจักรยาน มีผู้สนับสนุนที่เห็นผลตรงกัน ทั้งดึงเอาคนรู้จัก ทั้งเชิญคนใหม่มาร่วมกัน ซึ่งสิ่งที่ผมได้เรียนรู็คือ แต่ละคนมีจริตในการปั่นจักรยานแตกต่างกัน ผมอาจจะซ้อมแบบนี้ได้ดี แต่คนอื่นๆอาจไม่ใช่ ที่สำคัญผมได้พบปรัชญาหนึ่งว่า การปั่นมากจนเกินไปไม่ได้ช่วยอะไร มันอาจจะช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นแต่มันทำให้จักรยานไม่สนุก เทียบกับการปั่นที่พอดีและมีส่วนผสมที่ลงตัวของตารางซ้อมกับคนๆนั้น ทำให้คนใดคนหนึ่งปั่นจักรยานได้อย่างสนุก เต็มที่กับการซ้อม จิตใจและร่างกายจะพัฒนาได้ดียิ่งกว่า แน่นอนครับว่ามันไม่สามารถทำให้เราไปเสกให้ทุกคนแรงระดับชาติได้ด้วยแนวคิดนี้ แต่มันทำให้คนทุกคนพัฒนาและมีความสุขกับกีฬาจักรยานได้ ส่วนจะแรงระดับชาติ ระดับจังหวัด ตำบล อำเภอ เวลาปั่นและความเหมาะสมของคอร์สคือปัจจัย

นับจากเริ่มทีมมาจนวันนี้ ปั่นกันมากบ้าง น้อยบ้าง มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ทุกข์บ้าง สุขบ้าง สัจธรรมหลายๆอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น เรามาขี่จักรยานทำไม? เรามาปั่นกับเพื่อนเพื่ออะไร? ผมว่าผมได้คำตอบของผมในเวลานี้ที่แตกต่างไปจากอดีต และมีความสุขมากพอที่จะทำให้อยากปั่นจักรยานบ่อยๆ ด้วยเวลาปั่นแค่เท่าที่บอกครับ สัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง แต่เน้นและใช้ทุกอย่างที่ฝึกฝนได้ ไม่ใช่แค่ความเร็ว แรง และวัตต์ ผมไม่ได้มองจักรยานเป็นเครื่องกีฬาและเครื่องออกกำลังกายต่อไปแล้ว ตอนนี้กลับไปรู็สึกเหมือนเด็กๆที่มีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ปรับตัวหากัน ใช้งานซึ่งกันและกัน ร่างกายของเราต้องเอื้อประโยชน์หากเราต้องการไปไกลขึ้น เร็วขึ้น

ผมซ้อมและปั่นโดยดูค่าต่างๆตามปกติแต่แทบไม่ได้ติดตามกราฟหรืออะไรมากมายนัก ทว่าถึงกระนั้น เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ วัตต์ค่อยๆขยับขึ้นทีละนิด ละหน่อย จากเป้าที่เคยตั้งเอาไว้ ค่อยๆใกล้เข้าไปแม้จะช้ากว่าที่ต้องการ แต่แล้วสุดท้ายเมื่อไม่นานมานี้ ในที่สุดก็สามารถเอาชนะตัวเองทะลุเพดานไปสู่ 200 วัตต์ จนได้ ผมไม่รู็และไม่ได้สนใจหรอกครับว่าผมจะแรงขึ้นกว่าก่อนหรือไม่ มันเป็นแค่หนึ่งมิติของไม้บรรทัด

ทุกวันนี้ยังมีวันที่ปั่นง่อยๆ มีบางวันที่ปั่นได้ดี ทุกอย่างมีที่มาที่ไป แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจบอกได้คือ ทุกวันนี้ขี่จักรยานได้สนุกมาก ไม่ใช่สนุกเพราะได้แข่งขัน ไม่สนุกเพราะได้ซิ่งได้แว๊นกับใคร และไม่ได้สนุกเพราะตัวเลขค่าค่างๆและกราฟมากมาย มันเรียบง่ายมากๆครับ

ผมสนุกกับจักรยาน เพราะมันคือจักรยาน

สรุปเนื้อหา
1.ความเร็วความแรงไม่ใช่ทุกอย่างของสิ่งที่เราทำ ลองมองหาเป้าหมายและจุดประสงค์ของการมาปั่นจักรยานของแต่ละคนให้เจอสิครับ แล้วจะไม่มีวันที่จะเบื่อได้ หากท่านเบื่อ แสดงว่าท่านหลงทางอยู่ ในเมื่อเรายังหลงทางเลยแล้วจักรยานจะพาเราไปได้อย่างไร
2.ทักษะต่างๆมีความสำคัญมากพอๆกับแรง สื่อต่างชาติพร่ำสอนสิ่งเหล่านี้แต่เรามักละเลยเพราะเราต้องการ "เอวี" ที่ดีที่สุด เรามองหาแต่ "วัตต์" ที่สูงที่สุดที่ทำได้ เราคิดแต่จะขี่ให้ได้เร็วๆด้วยการออกแรงมากๆ แต่สุดท้ายทุกอย่างส่งผลเสริมกันหมด หากเอาแต่ซ้อมตะบันอย่างเดียวไม่พัฒนาทักษะด้านอื่น ก็ได้แค่มิติเดียวเท่านั้น
3.ขี่ฉลาดไม่ต้องมากก็พัฒนาได้ ซึ่งข้อนี้อยู่ที่แต่ละคนด้วย ทว่าไม่ใช่แค่เรื่องการพักผ่อนครับ สิ่งที่ผมพบจากการทดลองกับคนกลุ่มเล็กๆพบว่า ขี่มากไปก็เกินสนุก ขี่น้อยไปก็ไม่พัฒนา ขี่อย่างไรให้พอดีกบทั้งความสนุกและจัดสรรให้ได้เนื้อหาเพื่อการพัฒนาที่ดีที่สุดในบริบทนั้นต่างหากคือความลงตัว

ขอให้ความสุขสนุกจนสถิตย์อยู่แก่ท่าน
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ประโยชน์ ไม่มาก...ก็น้อย
*ชออภัยที่ภาพถ่ายไม่เจริญตา[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 934117.jpg[/homeimg]