Chisanapong เขียน:ใด้ใช่มั้ยครับแต่ต้องเว้น 2วันใช่มั้ยครับ
ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้ เวลาแข่งหนะ จัดหนักกันกว่านี้อีกไม่ใช่เหรอ
เหตุที่ให้เว้น 2 วัน เพราะผมไม่มีข้อมูลอะไรเลย นอกจากข้อมูลที่บอกว่า คุณแช่ไปใน zone 5 มากถึง 15% ของเวลาทั้งหมดที่ปั่น ซึ่งตำราเก่าๆเขาจะบอกให้คุณควรจะพัก 48 ชม. แต่จริงๆแล้วอาจจะต้องพักมากกว่านั้น หรือ ไม่ต้องพักนานกว่านั้นก็ได้ครับ ขึ้นกับว่าก่อนหน้านั้นคุณฝึกมาอย่างไรด้วย
กรุณาอ่านต่อให้จบ
การที่เราจะแกร่งขึ้นมาได้นั้น ก็จำเป็นต้องได้รับการฝึกที่เหมาะสม ทั้งระดับความหนักและระยะเวลา พูดง่ายๆก็เหมือนกับเอานิ้วไปแหย่ของร้อน ถ้าแค่น้ำอุ่นจะแช่นานแค่ไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็นไฟก็คงแหย่ได้แป๊บเดียวแล้วต้องรีบชักออกมาก่อนที่มันจะไหม้ เอาออกมาแล้วจะแหย่เลยก็ไม่ได้ ต้องพักก่อนแล้วจึงแหย่ใหม่ แหย่ไปหลายๆทีก็ต้องเลิกแหย่เพราะนิ้วเริ่มจะเป็นแผล ก็ต้องพักรอให้นิ้วหายดีก่อนจึงจะมาแหย่ใหม่ได้
การฝึกเป็นการสร้างความเครียดให้กับร่างกาย แต่การพักที่เหมาะสมจะเป็นตัวสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย
บางคนเข้าใจผิดคิดว่าต้องฝึกหนักๆ แต่ไม่ยอมพัก แล้วมันจะเกิดความแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร
ปัญหาคือ พักแค่ไหนดี หรือ ฝึกหนักเกินไปแล้วหรือเปล่า ?
อันที่จริง ถ้าชอบจัดหนัก ผมว่าลงทุนสักนิด ไปสมัครเป็นสมาชิก premium ของ Strava ดีกว่าครับ ในStrava จะมีหมวด Training ให้เราดูค่า Fitness & Freshness ซึ่งStrava มีข้อดีตรงที่เราสามารถเลือกว่าจะใช้ข้อมูลจาก HRM เพียงอย่างเดียวมาคำนวณ ( ในกรณีไม่มี Power meter ) หรือ จะใช้ข้อมูลจาก Power meterเพียงอย่างเดียว หรือ จะใช้ข้อมูลทั้งจาก HRM+Power meter ก็ได้ โปรแกรมจะเอาข้อมูลมาคำนวณเป็นค่า fitness , fatique และ ค่า form โดยค่า fitness จะบอกให้เรารู้ว่า เราสะสมการฝึกซ้อมต่อเนื่องกันมาดีมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่ค่า fatique จะบอกถึงเราล้ามามากน้อยแค่ไหน แล้วก็จะสรุปเป็นค่า form ให้เราดูกันว่า ถ้าformเป็นบวกมากๆ บางทีเราอาจจะ"ขี้เกียจ"ไปก็ได้ หรือ ถ้า Form มันติดลบลงไปต่ำกว่า -25 ก็แปลว่า อาจจะ"ซวยได้โล่"เพราะเริ่มแหย่เข้าไปใน zone ของภาวะ Overtrain ได้ง่ายๆ

- Screen Shot 2016-04-01 at 12.47.51.png (54.97 KiB) เข้าดูแล้ว 2343 ครั้ง
คราวนี้ถ้าหากมี Power meter และหาค่า FTP ที่ถูกต้องมาsetting เข้าไปในโปรแกรม ก็ยังมีโปรแกรมดีๆอีกหลายตัว ง่ายๆก็ Connect.garmin.com เพราะมันจะคำนวณค่า TSS ( Training stress score ) ซึ่งเราสามารถแปลผลออกมาได้เลยว่า ที่ผ่านมานี่มันหนักมากน้อยแค่ไหน ควรจะพักมากน้อยเพียงใด
หรือ อุปกรณ์ดีๆในปัจจุบันเช่น Garmin Edge 520 , 1000 , Fenix 3 พวกนี้จะคำนวณความหนักของActivity แล้วสรุปออกมาเป็นค่า Recovery time ให้เรา
คำว่า Recovery นั้น แบ่งออกได้เป้น 2 แบบ คือ
1. Passive recovery เช่น บอกให้พัก 48 ชม. วันแรกก็อาจจะพักจริงๆเลย ไม่ทำอะไรนอกจากพักผ่อน
2. Active recovery ก็ต่อมาจาก passive ในข้อ 1 คือ วันที2 แทนที่จะพักเฉยๆ ก็ให้มาปั่นเบาๆแถว Zone 1 หรือ อย่างมากก็แค่แตะๆ zone 2 ก็พอ ซึ่งผมก็ทำบ่อยๆบนเทรนเนอร์ เขาก็บอกว่ามันมีผลสรุปมาพอสมควรว่า Active recoveryในขณะที่ร่างกายหายเพลียหายล้าแล้ว (แต่ยังต้องการการพักผ่อน) จะช่วยเพิ่มเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ เอาของเสียที่ยังค้างๆ เอาของดีๆมาถาถมเข้าไปชดเชย
คราวนี้มาดูผมบ้างดีกว่า อันนี้เป็นข้อมูลเมื่อ กลางๆเดือนมีค. ก็skylane นี่แหละครับ แต่เอารถไตรไปปั่น จัดไป 2 รอบ
เรี่ยวแรงคนวัยสว. หน่อมแน้มครับ จงใจจัดหนักในzone Tempo + Threshold เลยแหละ

- Screen Shot 2016-04-01 at 12.53.42.png (73.15 KiB) เข้าดูแล้ว 2343 ครั้ง

- Screen Shot 2016-04-01 at 12.57.13.png (54.18 KiB) เข้าดูแล้ว 2343 ครั้ง
ถามว่าดูเหมือนหนักใช่ป่าว แต่พอดูค่า TSS แล้วก็ยังไม่ถึง 100 ด้วยซ้ำไป ก็แปลว่า พรุ่งนี้ก็ยังปั่นได้นะ ดูในStrava ค่า fatigue และค่า form ก็ยังสบายๆอยู่ ผลก็สอดคล้องกันดี
แปลว่าอะไร?
แปลว่า เทคโนโลยี่ และองค์ความรู้ในปัจจุบันมันช่วยให้เราตัดสินใจอะไรง่ายขึ้นกว่าก่อน ใช่ป่าวครับ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่สามารถยึดเหนี่ยวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่มันก็ทำให้เราฝึกได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยเจ้าStrava นี่ก็ช่วยให้ผมทราบสภาพตัวเองว่าพัฒนาขึ้นหรือลงแค่ไหน โดยเฉพาะช่วงก่อนไปดอยอินทนนท์นี่ ช่วงนั้นนี่มั่นใจสุดๆจริงๆ