ทำไมเกียร์ต้องเป็นไฟฟ้า?

การทำงานของระบบต่างๆในจักรยานของเรา เป็นระบบกลไกที่เรียบง่าย อาศัยหลักการกลไกพื้นฐานไม่กี่อย่างเพื่อให้เกิดเป็นความได้เปรียบเชิงกลที่เหมาะสม และระบบที่ชาญฉลาดที่สุดอย่างหนึ่งในโลกของจักรยานก็คือระบบเกียร์จักรยาน ที่อาศัยการเปลี่ยนแนววิ่งของโซ่ไปบันฟันเฟืองที่ให้อัตราทดแตกต่างกัน อาศัยตัวนำโซ่ที่ปรับไปตามระยะการดึงของสายเคเบิลจากชุดควบคุมเป็นหลัก ซึ่งนี่ก็ถือว่าเป็นพื้นฐานมาแต่ยุคโบราณ

ถ้าจะมองย้อนกลับไปอีกในการแข่งขันจักรยานยุคโบราณช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ที่นักแข่งอาศัยแรงขาผ่านเส้นทางอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะทางสูงชัน ในช่วงนั้นเองที่เริ่มมีเกียร์จักรยานเกิดขึ้นเพื่อทดแรงให้สามารถปั่นไปได้ทุกที่อย่างเหมาะสม แต่ในวันนั้น นักแข่ง และผู้จัดแข่งส่วนมากมองกันว่า เกียร์จักรยานคือสิ่งเกินความจำเป็น และเป็นอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับผู้อ่อนแอเท่านั้น ดังนั้นแม้ว่าเกียร์จักรยานจะถูกออกแบบมา แต่ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าที่จะได้รับการยอมรับในระดับแข่งขัน

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว สำท้อนแนวคิดว่าโลกของการออกแบบและพัฒนาไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ จากก้าวแรกของระบบเกียร์ที่เป็นเพียงตัวช่วยของคนอ่อนแอ กลับกลายเป็นสิ่งสำคัญหลักของจักรยานแข่งขันดีๆ และแปรสภาพกลายเป็นสิ่งพื้นฐานของจักรยานที่ใช้งานได้สะดวกในที่สุด จากระบบเกียร์โบราณที่ต้องพลิกเปลี่ยนด้านล้อ สู่ระบบการทำงานของตีนผี จากเฟืองเพียง 2 ชุด แปรสภาพมาสู่ชุดเฟืองซ้อนกันหลายชั้น และพัฒนาเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึง 9 เฟือง ซึ่ง ณ วันน้นถูกมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของขอบเขตุจำนวนเฟืองที่ทำได้เนื่องจากเฟืองและโซ่บางมากกว่าแต่ก่อน และสุดท้าย เมื่อกำแพงนั้นได้พังลงเมื่อเกิดเฟือง 10 ชั้น ที่ใครๆส่วนมากมองว่าเกินจำเป็น และเสียหายได้ง่าย นั่นก็แปลว่าไม่มีพรมแดนของจินตนาการอีกต่อไป และไม่แปลกใจที่ทุกวันนี้จะมีเฟือง 11 และ 12 ออกมา

ทว่าระบบเกียร์พื้นฐานก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปนัก การพัฒนาอยู๋บนพื้นฐานของระบบสายดึงแบบเดิม จากยุคที่เป็นคันโยกดึงสายแบบแรงเสียดทาน(Friction Shifting) ที่นักปั่นต้องโยกคันเปลี่ยนเกียร์ให้ลงร่องพอดีเอาเอง สู่ระบบเกียร์ที่ล็อคระยะดึงของสายให้ทุกครั้งที่เปลี่ยนเกียร์ได้ความแม่นยำหรือเรียกกันง่ายๆว่า"เกียร์แต๊ก"(Index Shifting) จนพัฒนามาสู่ระบบของการเปลี่ยนเกียร์เสือหมอบที่มือจับดังที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันหรือเรียกกันติดปากอีกว่า "มือตบ" (STI Levers)

การพัฒนาทั้งหมดนี้แต่ละยุคต่างมีรอยต่อค่อยเป็นค่อยไปทั้งสิ้น อาทิเช่นระบบเกียร์แต๊กในระยะแรกก็ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากปัญหาเกิดขึ้นได้ง่ายจากการปรับตั้งระบบเกียร์ที่ไม่ดี เมื่อความตึงสายเกียร์เพี้ยนไป ก็จะส่งผลให้การเปลี่ยนเกียร์ลดประสิทธิภาพลง นักแข่งจึงนิยมระบบเกียร์รูดแบบเดิมมากกว่า เพราะไม่ว่าอย่างไรก็สามารถปรับเกียร์เปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วและหาจุดที่เกียร์ทำงานได้เรียบเนียนสนิทไม่ยาก หรือในยุคของมือตบที่ออกมาแรกๆ ก็มีนักแข่งจำนวนไม่น้อยที่ไม่นิยมใช้มือซ้ายเปลี่ยนสับจาน ยังคงใช้งานระบบเกียร์สับถังแบบเก่าในการควบคุมจานหน้า เนื่องจากการเปลี่ยนเกียร์ที่จานหน้าไม่ได้ทำบ่อยๆเหมือนเฟืองหลัง และสามารถใช้คันโยกสับถังเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วกว่า ต้องใช้เวลาสักพักกว่าที่ระบบมือตบจะพัฒนาลงตัวและเป็นมาตรฐานในที่สุด

เรื่องราวทั้งหมดนี้ สะท้อนกระแสการโคจรเวียนว่ายผ่านไปของวิทยาการ และแล้ววันที่เกียร์ไฟฟ้ากำเนิดขึ้นมาสู่ตลาดก็กลายเป็นกระแสของการถกเถียงกันอย่างมากมายว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่สำคัญหลายๆท่านมองว่าความคลาสสิคของจักรยานได้ตายลงไปเสียแล้ว เมื่อนำระบบไฟฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมาหลายปี ระบบเกียร์ไฟฟ้าก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของนักแข่งส่วนมาไปเสียแล้ว ทั้งยังมีการนำเสนอทางเลือกที่จับต้องได้ง่ายลงมายังตลาดนักจักรยานทั่วไป และเชื่อว่าในอนาคตก็จะพัฒนาให้เข้าสู่ตลาดระดับกลางที่มีขนาดใหญ่มากจนสำเร็จอย่างแน่นอน
แต่ทำไมต้องเป็นเกียร์ไฟฟ้า?
น่าจะเป็นคำถามที่หลายๆคน ที่มองหาเหตุผลว่าทำไมต้องเสียเงินมากมายไปใช้ระบบกดปุ่มเลื่อนชุดเปลี่ยนเกียร์ด้วยมอเตอร์ ต่อแบทเตอรี่ และชาร์จไฟ ซ้ำยังมีน้ำหนักมากกว่าเดิมเสียอีก ในเมื่อดูๆไปแล้วความมีเสน่ห์ก็ลดจางลง ข้อเสียต่างๆก็มีเกิดขึ้นมา กระนั้นเหตุใดเกียร์ไฟฟ้าจึงมีความยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ลองเปิดใจแล้วมาวิเคราะห์ข้อดีของชุดขับเคลื่อนไฟฟ้ากันสักนิดครับ แล้วเราจะเข้าใจว่าโลกที่หมุนไปเร็วนั้น หมุนไปตามเหตุและผลของการใช้งาน

1.เกียร์ไฟฟ้าไม่เคยเพี้ยน
ดังที่ย้อนกลับไปเมื่อยุคกำเนิดเกียร์แต๊ก ปัญหาสำคัญของระบบสายเกียร์ก็คือความแม่นยำของการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งแม้จะปรับตั้งมาดีอย่างไรก็ตาม เมื่อใช้งานผ่านไป สายก็จะเกิดยืดตัวออกและส่งผลกับระยะการดึงตัวผลักแนวโซ่ทั้งสับจานและตีนผี ปัญหานี้เป็นเรื่องน่ารำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าท่านจะเป็นนักปั่นที่ออกรอบบ่อยๆ ก็จะหงุดหงิดใจเมื่อใช้งานหนักจนสายเกียร์ยืด คลายตัว หรือแม้แต่แตกและขาด บ่อยเหลือเกิน กับนักปั่นใจรักที่นานๆจะได้ปั่นเสียที แทนที่ออกปั่นไปอย่างราบเงียบ กลับกวนใจด้วยอาการเกียร์ไม่เข้า กระโดดบ้าง เสียงดังกวนใจบ้าง เพราะการที่รถจอดไว้นานๆสายเกียร์ที่อยู่เฉยๆก็สามารถเกิดสนิมและแรงต้านภายในเพิ่ม ส่งผลกับระยะการดึงของสายอีกเช่นกัน
เกียร์ไฟฟ้า ใช้ระบบควบคุมแบบดิจิตอล ส่งสัญญาณผ่านสายไฟ หรือสัญญาณไร้สายควบคุมตำแหน่งของตัวปรับแนวโซ่ที่เคลื่อนที่ไปมาด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและกลไกภายในง่ายๆ เมื่อทำการปรับตั้งจนแน่นอนแล้ว ระยะทั้งหมดจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีกเลย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เปลี่ยนเกียร์บ่อยแค่ไหน ตำแหน่งของตีนผีและสับจานก็จะวิ่งไปหยุดตามที่เราต้องการแบบนั้นตลอดไป (นอกจากพัง เสียหาย) ซึ่งข้อนี้สามารถสรุปได้ว่า เกียร์ไฟฟ้าเสถียรและเชื่อถือได้มากกว่า

2.เกียร์ไฟฟ้าปรับตั้งได้ง่ายและสะดวก
เกียร์ไฟฟ้าของทั้ง 3 ยี่ห้อหลัก มีความสามารถในการปรับละเอียดได้ด้วยการกดปุ่มฟังก์ชั่นสั่งการเข้าสู่โหมดปรับตั้ง จากนั้นใช้ปุ่มเปลี่ยนเกียร์ในการปรับละเอียดให้ตำแหน่งของตัวควบคุมแนวโซ่อยู๋ในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด ส่งผลให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้เร็ว เรียบ และเงียบสนิทได้โดยไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรมาปรับให้ยุ่งยาก แน่นอนว่ายังมีระบบน็อตตั้งขอบเขตการเลื่อนสูง-ต่ำที่สุด และมีพื้นฐานการปรับคล้ายๆระบบเกียร์สายดั้งเดิม แต่การปรับละเอียดมาแทนที่ตัวหมุนตั้งแรงตึงของสายเกียร์ซึ่งส่งผลกับระยะดึงต่างๆ ที่ต้องลงไปหมุนปรับที่ส่วนนั้นๆ
ทว่าเกียร์ไฟฟ้า ผู้ขี่สามารถปรับได้ในขณะที่กำลังปั่นจักรยาน โดยไม่ต้องหยุดรถ หากเกียร์ใดมีปัญหา เกิดกระโดดหรือเปลี่ยนช้า มีเสียงดังรบกวนใจ (และส่งผลกับอายุการใช้งานที่สั้นลง) ก็สามารถปรับให้ถูกใจได้ทันที เป็นความสะดวกสบายที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองง่ายๆและรวดเร็ว ถ้าจะพูดให้ชัดเจนก็คือ เกียร์ไฟฟ้าปรับแก้ปัญหาได้ง่ายกว่า

3.เกียร์ไฟฟ้าสามารถทำงานสอดคล้องกันได้
ทั้งระบบสายไฟ และระบบสัญญาณไร้สาย ทำให้ชั้นส่วนต่างๆของเกียร์ไฟฟ้านอกจากเชื่อมต่อสั่งการถึงกันได้ แต่ยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งจุดเด่นที่ชัดเจนที่สุดก็คือความสามารถในการเบี่ยงตัวหลบแนวโซ่ของใบสับจจานหน้าเมื่อโซ่เลื่อนไปอยู่ที่ตำแหน่งต่างๆบนเฟืองหลัง เพื่อไม่ให้โซ่สีกับสับจาน โดยที่ผุ้ขี่ไม่ต้องควบคุมเลย เมื่อระบบรู้ว่าตีนผีขณะนี้อยู่ที่ตำแหน่งใด สับจานก็จะเบี่ยงตัวให้เหมาะสมกันโดยอัตโนมัติทันที
นอกจากนี้ยังรวมถึงความสามารถในการเลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสมโดยผุ้ขี่ไม่ต้องควบคุมการเปลีี่ยนเกียร์ทั้งหน้าและหลังในชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าของเสือภูเขา ที่ผู้ขี่เพียงเลือกให้เป็นเกียร์ที่มีอัตราทดหนักขึ้นหรือเบาลง ระบบไฟฟ้าจะเลือกใช้ใบจานหน้าและเฟืองหลังให้มีอัตราทดที่ต้องการได้ทันที และรักษาแนวโซ่ให้วิ่งอยู่ในช่วงที่เบี่ยงตัวน้อยที่สุด นอกจากสะดวกสบายแล้ว ยังลดการสึกหรอของข้อต่อโซ่และฟันเฟืองได้อีกด้วย ในอนาคตเชื่อว่าจะมีความสามารถอื่นๆที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกันออกมาอีกไม่น้อยเช่น การเปลี่ยนเกียร์ได้เองตามรอบขาและแรงกดรวมถึงความชันที่เปลี่ยนไป ซึ่งข้อนี้ก็แปลง่ายๆได้อีกว่า เกียร์ไฟฟ้าฉลาดกว่าระบบเกียร์สาย

4.เกียร์ไฟฟ้ามีศักยภาพในอนาคตไกลกว่า
ปัญหาของเกียร์ไฟฟ้ารูปแบบต่างๆเช่นน้ำหนักที่มากกว่า หรืออายุการใช้งานแบทเตอรี่ กลายเป็นข้อด้อยสำคัญของระบบไฟฟ้า และทีมงานออกแบบและพัฒนาของทุกๆค่ายต่างพากันหาทางออกที่เหมาะสม พัฒนาเกียร์ไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันน้ำหนักแบทเตอรี่ของเกียร์ไฟฟ้าค่ายหลักทั้ง 3 ยี่ห้อต่างอยู่ในเกณฑ์ที่จัดว่าเบามาสำหรับความจุไฟฟ้าที่มีเทียบกับแบทเตอรี่ของกลไกอื่นๆ หรือตัวชิฟท์เตอร์ที่ทำให้มีน้ำหนักเบายิ่งกว่าชิฟท์เตอร์ปกติเนื่องจากไม่ต้องมีระบบกดไกดึงสายภายใน เหลือก็เพียงตัวชุดมอเตอร์และกรอบป้องกันที่ต้องแข็งแรงป้องกันแรงกระแทกและสิ่งรบกวนภายนอก ทนทานน้ำ ฝุ่น และความร้อนได้ดี ที่ยังคงเป็นส่วนที่ทำให้นำ้หนักตัวเกียร์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ แต่ในอนาคตเชื่อว่าการพัฒนาจะลดน้ำหนักลงมาได้อย่างแน่นอน
ด้านความจุแบทเตอรี่เองก็เป็นหัวข้อเฝ้าระวัง แต่เกียร์ไฟฟ้าก็สามารถทำระบบประหยัดพลังงานจนใช้งานได้ยาวนานมากๆต่อหนึ่งความจุไฟเต็ม หรือบางค่ายใช้หลักการง่ายๆทดแทนด้วยการชาร์จไฟเร็ว สะดวก ถอดสลับเปลี่ยนใส่กันได้ไม่ยาก หรือแม้แต่พกแบทเตอรี่สำรองแทนที่ก็เป็นการปิดปัญหาด้านนี้ไปได้ อย่าลืมนะครับว่าทุกวันนี้เรามีอุปกรณ์อิเล็คโทรนิคส์หลายอย่างที่อาศัยการชาร์จไฟในการใช้งาน อุปกรณ์การชาร์จไฟกลายเป็นอีกหนึ่งของใช้ประจำตัวที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว เกียร์ไฟฟ้าเองก็เช่นกัน สามารถชาร์จไฟได้ง่ายๆจากอุปกรณ์เหล่านั้น
และอนาคตที่เปิดกว้างแล้วแต่จินตนาการของนักออกแบบระบบ จะสามารถนำเอาเกียร์ไฟฟ้าข้ามพรมแดนที่คาดไม่ถึงไปได้อีกมากมาย เมื่อเกียร์ไฟฟ้าสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ภายนอกได้ไม่ยาก ทั้งไมล์จักรยานและสมาร์ทโฟน ในอนาคตอุปกรณ์เหล่านี้จะมีส่วนในการดึงเอาการทำงานที่แปลกใหม่ออกมาได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยๆตอนนี้เกียร์ไฟฟ้าก็สามารถปรับตั้งการทำงานเชิงลึกได้ด้วยตัวเอง ทั้งความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ หรือแม้แต่สร้างปุ่มและตำแหน่งติดตั้งตัวเปลี่ยนเกียร์ได้ตามใจต้องการ เพราะไม่ต้องพะวงกับการเดินสายที่มีข้อจำกัดอีกต่อไป

ทว่า..แม้เกียร์ไฟฟ้าจะมีข้อดีอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อด้อยในด้านต่างๆอยู่บ้าง แม้แต่นักแข่งที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อหามาใช้บางคนก็ยังคงใช้ระบบเกียร์สายแบบเดิม ไม่ยอมใช้เกียร์ไฟฟ้า ดังนั้น คำตอบที่เหมาะสมที่สุดน่าจะต้องมองถึงความต้องการและความเหมาะสมในการใช้งานของแต่ละท่านนั่นเอง ข้อดีต่างๆที่กล่าวมาส่วนมากก็คือด้านความสะดวก และแน่นอน บางท่านอาจไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ ยังไม่รวมถึงค่าตัวของระบบเกียร์ไฟฟ้าที่มีราคาสุงเมื่อเทียบกับตลาดจกรยานทั่วไป เพราะเกียร์ไฟฟ้าที่ราคาถูกที่สุดตอนนี้ ก็ยังมีราคาสูงกว่าจักรยานทั้งคันในระดับเริ่มต้นที่สามารถเดินทางและออกกำลังกายได้อยู่หลายเท่าตัว
บทความนี้หมายให้ทุกท่านมองและเข้าใจถึงการผ่านมาและผ่านไปของกระแสการพัฒนา ชอบหรือไม่ก็ตาม โลกก็จะไม่หยุดอยู่กับที่ สิ่งใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่สิ่งเก่าเสมอ ช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่ปัจจัยแวดล้อมและความมั่นคงของเทคโนโลยีใหม่ๆที่กำเนิดมาไม่หยุดในทุกวันนี้[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 689573.jpg[/homeimg]