
"หมวกจักรยาน" หรือ หมวกกันน็อค หรือจะเรียกว่าหมวกกันกระแทกก็สุดแต่จะขานกัน ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญอันดับต้นๆที่ต้องจัดสอยมาครอบครองและใช้งาน เรียกว่าถอยจักรยานเมื่อไหร่ ก็ต้องถอยหมวกกันมาสวมใส่เพื่อความปลอดภัยกันในเวลาเดียวกันนั่นเอง แน่นอนครับว่าจุดประสงค์แรกของหมวกก็คือการสวมใส่เพื่อความปลอดภัย ความหล่อ ความสวย ความแรงและแอโร่ฯต่างๆมันเป็นสิ่งที่ตามมา ซึ่งหมวกจักรยานในปัจจุบันได้ถูกออกแบบให้สามารถปรับเข้ากันได้กับศีรษะหลากหลายขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมากๆ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่นักปั่นหลายๆคนอาจไม่ทราบก็คือ หมวกพวกนี้ สามารถปรับให้ใส่สบายได้ตามต้องการ ยกเว้นเสียว่า ผิดลักษณะ พูดง่ายๆว่าถ้าไม่ถึงกับผิดทรงหัวกันจริงๆ ก็ไม่มีปัญหาแน่นอน

เราย้อนไปดูหมวกสมัยโบราณกันก่อนนะครับ (ก็ไม่โบราณมาก ใบนี้ 20 ปีเท่านั้นเอง) หมวกเมื่อก่อนนี้ ฟิตอยู่บนหัว (ขอใช้คำว่าหัวนะครับ สบายๆดี) เราได้ด้วยรูปทรงที่เหมาะสม การบุรองฟองน้ำต่างๆรอบจุดสัมผัส และสายรัดคางที่ปรับได้ 3 จุดเป็นหลัก

ซึ่งสายรัดคางนี้ทำหน้าที่ยึดให้หมวกสวมใส่พอดีอยู๋บนหัวของเราได้อย่างกระชับ แน่นหนาไม่เลื่อนไปมาให้รำคาญใจเวลาปั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เลื่อนหลุดหลบออกไปปล่อยให้หัวเราลงพื้นแทนเวลาล้ม และยังสามารถปรับองศาเชิด-ก้ม ของหมวกเมื่อสวมใส่ได้ด้วยการปรับสายให้เลื่อนหน้า-หลังตามต้องการ
ปัญหาของหมวกยุคโน้นคือ ถ้าทรงหัวไม่พอดี หรือทรงหมวกไม่เหมาะสม หมวกจะไม่กระชับพอดีเลยไม่ว่าทำอย่างไรก็ตาม รัดสายจนแน่นก็แล้ว ปรับสายรัดก็แล้วแต่ก็ยังไม่พอดี รัดคางจนย่น หน้าเขียว ก็ยังขยับได้ ซึ่งทางแก้ของหมวกยุคนั้นทำได้ง่ายๆด้วยการบุรองฟองน้ำต่างๆให้หนา/บาง ไปตามรูปทรงของหัวผู้สวมใส่ นั่นแหละครับที่เป็นจุดอ่อนสำคัญ

สำหรับหมวกสมัยใหม่ แก้ปัญหาง่ายๆ แทบจะทุกรุ่น ทุกค่าย มาพร้อมกับระบบการปรับกระชับรอบหัว จะเป็นแบบหมุน หรือแบบล็อคคลิปก็แล้วแต่ การทำงานไม่ต่างกัน หมวกสมัยนี้ ตัวหมวกไม่ได้สัมผัสกับหัวเราให้กระชับเป็นหลักแล้วครับแต่กระชับด้วยระบบรัดของมันแทน ซึ่งส่งผลให้นักออกแบบสามารถออกแบบหมวกให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น มีโครงสร้างที่แข็งแรง และเบาลงได้มากกว่าแต่ก่อนมาก

เอาล่ะครับ เมื่อได้หมวกถูกใจมาแล้ว รูปทรงถูกชะตา สีสันโดนใจ สรรพคุณพร้อมจะช่วยให้เย็นสบายหัว ช่วยแอโร่ฯได้อีก 18 วัตต์ จัดหาไซส์ได้พอดี มาลองดูว่าเราจะทำอย่างไรให้ใส่หมวกนี้ได้สบายและกระชับมากขึ้นกัน
อย่างที่เกริ่นมาครับ ความกระชับพอดีของหมวก ได้จากการปรับ 2 อย่างด้วยกันคือ
1.ระบบกระชับของหมวกใบนั้นๆ
2.สายรัดคาง ที่รัดให้หมวกไม่กระเด็นหลุดออกไป

ดังนั้นหมวกที่ดี และพอดีจริงๆ จะใส่ได้สบายโดยที่ไม่ต้องรัดสายรัดแน่นมาก และไม่ต้องหมุนหรือล็อคตัวปรับกระชับให้แน่นสุดขีดจนอึดอัดหรือร้อนหัวลมไม่ผ่านก็เลย ปรับพอดีๆทั้งสองอย่างเท่านี้ก็จะได้หมวกที่ "พอดี" กันไม่ยาก
ร่ายมาเสียยาว เริ่มขั้นตอนกัน

1.ลองสวมหมวกบนหัวแล้วปรับตัวกระชับด้านหลัง
ลองวางหมวกลงบนหัวเราตรงๆ หมวกที่เหมาะสมจะเกือบๆพอดีกับหัวของเรา หมวกบางยี่ห้อจะเหมาะกับหัวทรงแบน บางยี่ห้อหมาะกับหัวทรงกว้าง บางยี่ห้อแยกกันระหว่างหัวคนเอเชียและหัวยุโรป แต่โดยมาก หากหมุนปรับตัวกระชับด้านหลัง (หรือบางยี่ห้ออยู๋ด้านบน) ระบบกลไกง่ายๆภายในจะัดให้หมวกยึดกับหัวได้พอดีเอง เมื่อหมุนกระชับได้พอดีแล้วลองดูว่าหมวกอยู่กับที่แน่นหนาหรือไม่ ลองโยกหัว ส่ายหัวดูว่าหมวกคลอนหรือหลุดหรือเปล่า หากหมุนได้พอดีๆ แล้วหมวกไม่คลอนก็แปลว่าหมวกนั้นถูกทรง แต่หากหมุนจนรู้สึกรัดหัวแล้วก็ยังมีอาการคลอนหรือส่ายหัวไปมาแล้วหมวกไม่อยู๋นิ่ง ทำท่าจะเลื่อนหลุดได้ ก็แปลว่าผิดที่ทรงหมวกไม่เหมาะกับหัวของเราอย่างร้ายแรง อันนี้ต้องย้ายเป้าหมายครับไม่ควรพยายามต่อ (แต่หมวกสมยัใหม่บางค่ายก็ยังแถมบุรองฟองน้ำด้านในที่ปรับเลือกใส่ได้ทั้งแบบหนาและบางเพื่อชดเชยทรงหัวที่แตกต่างกัน)

2ปรับสายรัดคางให้พอดี
ปรับสายรัดคางให้แน่นพอดีกับัวของเรา ซึ่งสูตรการปรับที่เป็นที่ยอมรับสากลก็คือการพอดีแบบสอดนิ้วเข้าไปสองนิ้วระหว่างสายรัดกับเนื้อเราได้แบบไม่อึดอัด เหตุผลง่ายๆครับ อย่าลืมว่าเรายังต้องก้มๆเงยๆ หันไปมาได้ หากรัดแน่นจนพอดี เวลาหันเยอะๆหรือก้มมากๆ สายรัดจะรั้งแน่นสร้างความรำคาญได้ และหากหลวมไป หากเกิดอุบัติเหตุแรงๆมากๆ หมวกอาจกระเด็นเลื่อนจากตำแหน่งสวมใส่ที่เหมาะสม ส่งผลให้หัวลงพื้นไปแทนหมวกนั่นเอง

3.ปรับสายรัดด้านข้างให้พอดีกับตำแหน่ง
ขั้นนี้แหละครับที่ไม่ค่อยจะรู็กัน บางคนปรับแล้วปรับอีกทั้งสายรัดและตัวกระชับ ปรับเท่าไหร่หมวกก็ไม่พอดี เพราะลืมข้อนี้ไป สายรัดหมวกพวกนี้ปรับให้อยู่ตำแหน่งพอดีกับใบหู ช่วงแก้ม และทรงหน้าเราได้ง่ายยยาก แถมยังสามารถปรับให้สายรัดหมวกรั้งด้านหน้าหรือหลังมากกว่า ซึ่งส่งผลให้หมวกเชิดหรือก้มลงเท่าที่เราต้องการนั่นเอง ระบบยึดของแต่ละค่ายอาจต่างกันนิดหน่อยแต่ตัวอย่างในภาพนี้เป็นสลักปิดเปิด ที่ปรับจนพอใจแล้วก็ปิดสลักกลับไปเหมือนเดิมก็จะล็อคอยู่กับที่

ขั้นตอนนี้ที่อาจต้องวนกลับไปข้อ 2 ใหม่ เพราะเมื่อปรับสายรัดด้านข้างแล้ว อาจส่งผลกับความแน่นของสายรัดที่คาง ก็ค่อยๆปรับจนรู้สึกว่าพอดีกับหัวเราจริงๆทั้งรอบหัว คาง และด้านข้างของหัว ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการปรับหมวกให้ถูกหัว (ถูกใจ) ส่วนจะใส่สบายอย่างไร มันมีอีกหลายๆปัจจัยครับ ทั้งทรง ขนาดสาย วัสดุ แล้วแต่ชื่นชอบกัน บางค่ายสายเป็นหนังใส่ไม่เสียสี บางค่ายสายเล็กแคบและบางมาก บางค่ายไม่อมเหงื่อและน้ำเลยแม้แต่น้อย ก็ขอไม่ลงลึกกันไป ต้องคอยสังเกตุและหาข้อมูลกันต่อไปครับ

แต่ก่อนจะสิ้นสุดบทความนี้ ก็ขอฝากว่า หมวกจะดีอย่างไร แอโร่ฯ เบา เย็น ขนาดไหน หากปรับไม่ดี ใส่ไม่ถูก ใช้ไม่เป็น มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เต็มที่หรอกครับ ก็ขอฝากว่าการใส่หมวกถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญด้วย ขอสรุปสั้นๆเป็นภาพประกอบง่ายๆต่อไปนี้นะครับ

หมวกที่เชิดเกินไป เปิดหัวด้านหน้า มากๆ อาจจะสบาย โล่ง ไม่บังตา ลมเย็นหน้าผาก แต่ถ้าล้มหน้าทิ่มล่ะก้อ หน้าผากลงโดนพื้นนี่คงไม่สวยแน่ๆ ส่วนหมวกที่ปรับไม่พอดีคอยจะเลื่อนลงมาบังตาแบบนี้ก็อันตราย ต้องคอยเอามือเลื่อนกลับ ซวย(ดวงกุด)ขึ้นมา บังตอนสำคัญ กลายเป็นได้เทสท์หมวกว่าซับแรงกระแทกดีหรือไม่ไปซะอย่างนั้น

และ..คงไม่ต้องอธิบายภาพนี้กันเยอะครับ ... มุกขำๆที่เป็นที่แพร่หลาย เอาเป็นว่า ... ดูแล้วไม่น่าเชื่อแต่เกิดขึ้นแล้ว ก็อย่าให้เกิดอีกนะครับ เจ็บน่ะไม่เท่าไหร่ แต่เขินนี่สิ เรื่องระดับชาติ
ขอขอบคุณนางแบบประกอบสาวน้อยจากทีม Bike And Body น้อง "น้ำอิง" ที่มาเป็นแบบให้บทความน่ามองกว่าเอาหัวผมมาเป็นแบบเองแน่นอน[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 680396.jpg[/homeimg]