ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
หลังจากที่เคยขี่ทางไกล กรุงเทพฯ - ระนอง เมื่อต้นปีที่แล้ว ครั้งนี้หาวันหยุดได้เลยต้องออกปั่นทางไกลอีกสักครั้งนึง โดยมีเป้าหมายเป็นการขี่จากกรุงเทพฯ ไปถึงสุดแดนอีสานที่หนองคาย โดยมีรายละเอียดของการเดินทาง และรายงานการเดินทางในแต่ละวันดังที่จะได้อ่านต่อจากนี้ครับ
ช่วงเวลาที่เดินทาง : 3 มกราคม 2553 - 7 มกราคม 2553
จุดเริ่มต้น : หลักสี่ กรุงเทพฯ
จุดสิ้นสุด : อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
ระยะเวลาเดินทาง : 5 วัน
ระยะทางทั้งหมด 716 กม
ความเร็วเฉลี่ย : 22 กม/ชม
รถจักรยาน : Kona Jake the Snake
ช่วงเวลาที่เดินทาง : 3 มกราคม 2553 - 7 มกราคม 2553
จุดเริ่มต้น : หลักสี่ กรุงเทพฯ
จุดสิ้นสุด : อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
ระยะเวลาเดินทาง : 5 วัน
ระยะทางทั้งหมด 716 กม
ความเร็วเฉลี่ย : 22 กม/ชม
รถจักรยาน : Kona Jake the Snake
- ไฟล์แนบ
-
- เตรียมพร้อมเดินทาง... GO GO GO...
- IMG00561-20100102-1437.jpg (67.01 KiB) เข้าดูแล้ว 1830 ครั้ง
-
- กระเป๋าใส่ของ
- IMG00564-20100102-1442.jpg (46.9 KiB) เข้าดูแล้ว 1830 ครั้ง
-
- นอกจากมี GPS แล้ว แผนที่ก็ขาดไม่ได้เหมือนกัน
- IMG00565-20100102-1449.jpg (63.13 KiB) เข้าดูแล้ว 1830 ครั้ง
-
- ผมมีหนังสือเป็นเพื่อนในการเดินทาง
- IMG00566-20100102-1449.jpg (49.14 KiB) เข้าดูแล้ว 1830 ครั้ง
-
- หมวก และรองเท้า ขาดไม่ได้เช่นกัน
- IMG00568-20100103-0355.jpg (55.92 KiB) เข้าดูแล้ว 1830 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
วันที่ 1 : กรุงเทพฯ – ชัยบาดาล
หลังจากที่เมื่อคืนก่อนออกเดินทางได้ไปงานปีใหม่ของญาติๆ แล้วมีการดื่มกันนิดหน่อยบวกกับความตื่นเต้นทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่ายอยู่ทั้งคืน กว่าจะได้หลับก็ตีสองเข้าไปแล้ว ตื่นขึ้นมาตอนตี่สี่เศษ อาบน้ำ จัดของเพิ่มเติม ตรวจดูความเรียบร้อยของจักรยาน หาอะไรรองท้องสักเล็กน้อย (ถ้าท่านทั้งหลายได้เห็นรูปร่างผมแล้ว จะเข้าใจว่าการทำคาร์โบไฮเดรตโหลดสำหรับผมไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด) แล้วจึงออกเดินทาง โดยมีนัดกับเสือชิตผู้ที่จะขี่ไปเป็นเพื่อนผมไปถึงบางปะอิน แล้วผมก็ได้มาเจอกับเสือชิตที่หน้า Foodland หลักสี่ตามเวลานัดหมายตอน 6โมงเช้าเศษ เราจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางโลคอลโรด สุดสายโลคอลโรดก็ต่อด้วยถนนเลียบคลองเปรมประชายาวไปจนถึงบางปะอิน สำหรับการเดินทางในช่วงแรก ผมและเสือชิตใช้ความเร็วช้าๆ กินลมกับอากาศเย็นสบายๆ กว่ากล้ามเนื้อ และความอบอุ่นของร่างการจะพร้อมเดินทางจริงๆ นั้นก็เมื่อผ่าน 15 กม แรกไปแล้ว
เมื่อเรามาถึงบางปะอิน ก็ต้องวิ่งเข้าไปหาก๋วยเตี๋ยวธงฟ้าพ่อกำนันทันที (ร้านที่กลุ่มฝรั่งที่ขี่กันจากกรุงเทพฯ บางปะอินไปทานกันบ่อยๆ นั่นแหละครับ) แต่เนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ พ่อกำนันของเราหยุดซะงั้น ผมและเสือชิตจึงแห้วไป เลยต้องวกกลับออกมาเดิม และหาโจ๊กกินรองท้องก่อนออกเดินทางต่อ ณ จุดนี้นี่เองที่ผม และเสือชิต จะต้องกล่าวคำร่ำลากันแล้ว ดังที่เสือชิตกล่าวกับผมไว้ “ส่งกันหมี่นลี้ ก็ย่อมต้องจากอยู่ดี” แปลเอาง่ายๆ กว่า Ku จะส่ง Mueng ตรงนี้แหละ เสือชิตเพื่อนรักก็พูดพร้อมกับยื่นกล่องเข้าน้อย (หมู่ย่าง ข้าวเหนียว) ให้ผมเป็นอาหารระหว่างทาง ผมกะเสือชิตก็มาจากกันตรงใกล้ๆ ทางแยกจากบางปะอินตัดกับถนนสายเอเชียนี่เอง จากนั้นก็ถึงเวลาแล้วสิครับ ที่ผมจะต้องบินเดี่ยวจริงๆ แล้ว สำหรับคนเดินทาง แม้ว่ารู้และเลือกเองที่จะทำ แต่ก็ยังอดใจหายไม่ได้อยู่ดีว่า จากนี้ หนทางอีกยาวไกล จะมีเราเพียงคนเดียวแล้วจริงๆ หรือ
หลังจากที่ผมแยกกับเสือชิต แล้วผมก็วกมาออกตรงโลตัสหน้าถนนสายเอเชีย และขี่ตามถนนสายเอเชียไปสักพักจึง ยูเทิร์น เข้าทางแยกที่จะไปทางอำเภออุทัย แล้วผมก็มุ่งหน้าไปยังอำเภอภาชี ตรงนี้แหละครับเป็นบ่อเกิดแห่งวิบากกรรมในวันแรกของการเดินทาง ด้วยความที่ผมเลือกเส้นทางที่เลี่ยงจากถนนสายหลัก แล้วมาปั่นตามถนนสายรอง ทำให้ผมวนเวียนอยู่ใน อำเภอ ท่าเรือ และอำเภอบ้านหมอ แถวๆ นี้ วกไปวนมา กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นถูกเส้นทางบีบให้อ้อมออกไปไกลก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่ครับ แต่ไม่เป็นไรถือซะว่าได้ขี่จักรยานท่องเที่ยว ได้พบปะอะไรตามทางอย่างมีความสุข และกว่าที่ผมจะหาทางออกมาถึงแยกใกล้ๆ กับอำเภอพระพุทธบาทได้ ก็เป็นเวลาช่วงบ่ายแล้ว ช่วงนี้เองที่ผมอยู่ๆ ก็มาเหมือนหมดแรงเอาดื้อๆ คงเพราะพิษของการนอนน้อยเริ่มส่งผลกับร่างกายของผมแล้ว ประกอบกับแดดในบ่ายวันนั้นมันส่องแสงไม่ปราณีผมบ้างเลย ส่วนไอ้กล่องข้าวน้อยของเสือชิตนั้น หมดตั้งแต่ศาลาพักใจตอนเที่ยงๆ ไปแล้วครับ
หลังจากที่ผมพ้นวังวนออกมาได้ผมก็มาอยู่ตรงถนนที่จะไปตัดออกทางหลวงสาย 21 ที่จะมุ่งหน้าไปชัยบาดาลอันเป็นที่หมายของผมในวันแรก ผมก็มาจอดแวะตรงร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ริมทาง ที่เจ้าของร้านหน้าตาโคตะระดุ (แต่จริงๆ ใจดีนะครับ) ผมมาถึงผมก็สั่งเส้นหมี่แห้ง กับแป๊ปซี่ ผมที่ปรากฏก็คือผมกินได้แต่น้ำ แต่ก๋วยเตี๋ยวนี่แทบกินไม่ลงเลย เล่นเอาคนขายเดินมาถามว่าไม่อร่อยหรอน้องชาย ผมเลยต้องตอบว่า อร่อยครับพี่ แต่ผมเหนื่อยจนกินไม่ลง หลังจากนั้น ผมก็ปั่นเข้ามาในถนนทางหลวงสาย 21 มุ่งหน้าสู่ชัยบาดาล ตอนนั้นยอมรับสภาพเลยว่าหมดแรง แล้วรู้สึกง่วงนอนเป็นอย่างมาก และจุดเปลี่ยนผันของการขี่วันนี้ก็คือช่องเขาขาด ด้วยความที่แบกของมาหนักอึ้ง หลังจากที่ขี่ขึ้นช่องเขาขาดมาแล้ว ผมเลยถึงขึ้นแวะมาเที่ยวทุ่งดอกทานตะวัน ที่กำลังโรยเหมือนกับสภาพผมในตอนนี้ทันที ชาวผู้อ่านทั้งหลายครับ ผมเข้ามาเที่ยวทุ่งทานตะวัน และกลับออกไป โดยไม่มีรูปดอกทานตะวันสักใบเลย มันเหนื่อยจนไม่อยากแม้จะหยิบกล้องออกมา ตกลงเข้ามานั่งพักเหนื่อยหลังจากโดนแดดเผามาทั้งบ่ายแล้วว่างั้นจะถูกต้องกว่าครับ
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ผมก็ยังคงปั่นมุ่งหน้าสู่ชัยบาดาลอย่างไม่ลดละ ช่วงนี้เองที่ถนนเป็นเนินเล็ก แดดก็คล่อยคลายความร้อนลง ลมเริ่มพัดเฉื่อยทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและปั่นได้อย่างสนุกมากขึ้นแต่ก็ไม่วายมาถึงชัยบาดาลหลังตะวันได้ตกดินไปแล้ว พอเข้าถึงห้องพักผมก็ได้สั่งอาหารง่ายๆ จัดข้าวจัดของพร้อมกับตรวจสภาพร่างกายของตัวเองนิดหน่อย ว่ามีตรงไหน เมื่อยตรงไหนเจ็บหรือไม่ แล้วก็เข้านอนตอนสามทุ่ม รวมระยะทางกับหลงทางวันนี้ผมสิ้นสุดระยะการปั่นที่ 210 กม. นี่แหละครับการเดินทางวันแรกของผม...
หลังจากที่เมื่อคืนก่อนออกเดินทางได้ไปงานปีใหม่ของญาติๆ แล้วมีการดื่มกันนิดหน่อยบวกกับความตื่นเต้นทำให้ผมนอนไม่ค่อยหลับ กระสับกระส่ายอยู่ทั้งคืน กว่าจะได้หลับก็ตีสองเข้าไปแล้ว ตื่นขึ้นมาตอนตี่สี่เศษ อาบน้ำ จัดของเพิ่มเติม ตรวจดูความเรียบร้อยของจักรยาน หาอะไรรองท้องสักเล็กน้อย (ถ้าท่านทั้งหลายได้เห็นรูปร่างผมแล้ว จะเข้าใจว่าการทำคาร์โบไฮเดรตโหลดสำหรับผมไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด) แล้วจึงออกเดินทาง โดยมีนัดกับเสือชิตผู้ที่จะขี่ไปเป็นเพื่อนผมไปถึงบางปะอิน แล้วผมก็ได้มาเจอกับเสือชิตที่หน้า Foodland หลักสี่ตามเวลานัดหมายตอน 6โมงเช้าเศษ เราจึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางโลคอลโรด สุดสายโลคอลโรดก็ต่อด้วยถนนเลียบคลองเปรมประชายาวไปจนถึงบางปะอิน สำหรับการเดินทางในช่วงแรก ผมและเสือชิตใช้ความเร็วช้าๆ กินลมกับอากาศเย็นสบายๆ กว่ากล้ามเนื้อ และความอบอุ่นของร่างการจะพร้อมเดินทางจริงๆ นั้นก็เมื่อผ่าน 15 กม แรกไปแล้ว
เมื่อเรามาถึงบางปะอิน ก็ต้องวิ่งเข้าไปหาก๋วยเตี๋ยวธงฟ้าพ่อกำนันทันที (ร้านที่กลุ่มฝรั่งที่ขี่กันจากกรุงเทพฯ บางปะอินไปทานกันบ่อยๆ นั่นแหละครับ) แต่เนื่องจากเป็นช่วงปีใหม่ พ่อกำนันของเราหยุดซะงั้น ผมและเสือชิตจึงแห้วไป เลยต้องวกกลับออกมาเดิม และหาโจ๊กกินรองท้องก่อนออกเดินทางต่อ ณ จุดนี้นี่เองที่ผม และเสือชิต จะต้องกล่าวคำร่ำลากันแล้ว ดังที่เสือชิตกล่าวกับผมไว้ “ส่งกันหมี่นลี้ ก็ย่อมต้องจากอยู่ดี” แปลเอาง่ายๆ กว่า Ku จะส่ง Mueng ตรงนี้แหละ เสือชิตเพื่อนรักก็พูดพร้อมกับยื่นกล่องเข้าน้อย (หมู่ย่าง ข้าวเหนียว) ให้ผมเป็นอาหารระหว่างทาง ผมกะเสือชิตก็มาจากกันตรงใกล้ๆ ทางแยกจากบางปะอินตัดกับถนนสายเอเชียนี่เอง จากนั้นก็ถึงเวลาแล้วสิครับ ที่ผมจะต้องบินเดี่ยวจริงๆ แล้ว สำหรับคนเดินทาง แม้ว่ารู้และเลือกเองที่จะทำ แต่ก็ยังอดใจหายไม่ได้อยู่ดีว่า จากนี้ หนทางอีกยาวไกล จะมีเราเพียงคนเดียวแล้วจริงๆ หรือ
หลังจากที่ผมแยกกับเสือชิต แล้วผมก็วกมาออกตรงโลตัสหน้าถนนสายเอเชีย และขี่ตามถนนสายเอเชียไปสักพักจึง ยูเทิร์น เข้าทางแยกที่จะไปทางอำเภออุทัย แล้วผมก็มุ่งหน้าไปยังอำเภอภาชี ตรงนี้แหละครับเป็นบ่อเกิดแห่งวิบากกรรมในวันแรกของการเดินทาง ด้วยความที่ผมเลือกเส้นทางที่เลี่ยงจากถนนสายหลัก แล้วมาปั่นตามถนนสายรอง ทำให้ผมวนเวียนอยู่ใน อำเภอ ท่าเรือ และอำเภอบ้านหมอ แถวๆ นี้ วกไปวนมา กว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองนั้นถูกเส้นทางบีบให้อ้อมออกไปไกลก็เล่นเอาเหนื่อยอยู่ครับ แต่ไม่เป็นไรถือซะว่าได้ขี่จักรยานท่องเที่ยว ได้พบปะอะไรตามทางอย่างมีความสุข และกว่าที่ผมจะหาทางออกมาถึงแยกใกล้ๆ กับอำเภอพระพุทธบาทได้ ก็เป็นเวลาช่วงบ่ายแล้ว ช่วงนี้เองที่ผมอยู่ๆ ก็มาเหมือนหมดแรงเอาดื้อๆ คงเพราะพิษของการนอนน้อยเริ่มส่งผลกับร่างกายของผมแล้ว ประกอบกับแดดในบ่ายวันนั้นมันส่องแสงไม่ปราณีผมบ้างเลย ส่วนไอ้กล่องข้าวน้อยของเสือชิตนั้น หมดตั้งแต่ศาลาพักใจตอนเที่ยงๆ ไปแล้วครับ
หลังจากที่ผมพ้นวังวนออกมาได้ผมก็มาอยู่ตรงถนนที่จะไปตัดออกทางหลวงสาย 21 ที่จะมุ่งหน้าไปชัยบาดาลอันเป็นที่หมายของผมในวันแรก ผมก็มาจอดแวะตรงร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ริมทาง ที่เจ้าของร้านหน้าตาโคตะระดุ (แต่จริงๆ ใจดีนะครับ) ผมมาถึงผมก็สั่งเส้นหมี่แห้ง กับแป๊ปซี่ ผมที่ปรากฏก็คือผมกินได้แต่น้ำ แต่ก๋วยเตี๋ยวนี่แทบกินไม่ลงเลย เล่นเอาคนขายเดินมาถามว่าไม่อร่อยหรอน้องชาย ผมเลยต้องตอบว่า อร่อยครับพี่ แต่ผมเหนื่อยจนกินไม่ลง หลังจากนั้น ผมก็ปั่นเข้ามาในถนนทางหลวงสาย 21 มุ่งหน้าสู่ชัยบาดาล ตอนนั้นยอมรับสภาพเลยว่าหมดแรง แล้วรู้สึกง่วงนอนเป็นอย่างมาก และจุดเปลี่ยนผันของการขี่วันนี้ก็คือช่องเขาขาด ด้วยความที่แบกของมาหนักอึ้ง หลังจากที่ขี่ขึ้นช่องเขาขาดมาแล้ว ผมเลยถึงขึ้นแวะมาเที่ยวทุ่งดอกทานตะวัน ที่กำลังโรยเหมือนกับสภาพผมในตอนนี้ทันที ชาวผู้อ่านทั้งหลายครับ ผมเข้ามาเที่ยวทุ่งทานตะวัน และกลับออกไป โดยไม่มีรูปดอกทานตะวันสักใบเลย มันเหนื่อยจนไม่อยากแม้จะหยิบกล้องออกมา ตกลงเข้ามานั่งพักเหนื่อยหลังจากโดนแดดเผามาทั้งบ่ายแล้วว่างั้นจะถูกต้องกว่าครับ
ตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ผมก็ยังคงปั่นมุ่งหน้าสู่ชัยบาดาลอย่างไม่ลดละ ช่วงนี้เองที่ถนนเป็นเนินเล็ก แดดก็คล่อยคลายความร้อนลง ลมเริ่มพัดเฉื่อยทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและปั่นได้อย่างสนุกมากขึ้นแต่ก็ไม่วายมาถึงชัยบาดาลหลังตะวันได้ตกดินไปแล้ว พอเข้าถึงห้องพักผมก็ได้สั่งอาหารง่ายๆ จัดข้าวจัดของพร้อมกับตรวจสภาพร่างกายของตัวเองนิดหน่อย ว่ามีตรงไหน เมื่อยตรงไหนเจ็บหรือไม่ แล้วก็เข้านอนตอนสามทุ่ม รวมระยะทางกับหลงทางวันนี้ผมสิ้นสุดระยะการปั่นที่ 210 กม. นี่แหละครับการเดินทางวันแรกของผม...
- ไฟล์แนบ
-
- ถนนลากยางตอนแดดเปรี้ยงๆ
- IMG00575-20100103-1154.jpg (58.61 KiB) เข้าดูแล้ว 1825 ครั้ง
-
- ศาลาพักใจคนเหนื่อย
- IMG00574-20100103-1152.jpg (73.28 KiB) เข้าดูแล้ว 1825 ครั้ง
-
- วิวระหว่างทาง
- IMG00573-20100103-1029.jpg (42.86 KiB) เข้าดูแล้ว 1825 ครั้ง
-
- ก่อนจากกัน...
- IMG00572-20100103-0840.jpg (57.74 KiB) เข้าดูแล้ว 1825 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
วันที่ 2 : ชัยบาดาล – เทพสถิต
การเดินทางในวันที่สองเป็นวันที่ผมค่อนข้างคลายความกดดันลงไป สำหรับผมแล้ว อะไรๆ ก็ตามเมื่อผ่านมาจุดเริ่มต้นมาได้แล้วมักทำให้ผมมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ผมตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้า ทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวของ และออกเดินทางทันที กับระยะทางวันนี้จากชัยบาดาล ไปอำเภอเทพสถิต จ. ชัยภูมิ เพียง 60 กม. แต่อย่าได้ดูเพียงแต่ระยะทางเชียวครับ 60 กม. ที่ว่านี้เป็นเขา และเนินเป็นส่วนมาก แต่ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของสองฝั่งถนน และเนินเขาขึ้น แต่ไม่ค่อยลง ถนนลาดยางสภาพดีทำให้ผมมีความสุขกับการปั่นในวันนี้มาก
เช่นเคยผมแวะลดน้ำหนักสัมภาระที่ลำสนธิ ด้วยการส่งเสื้อผ้าที่ใช้แล้วเป็น EMS กลับบ้าน ครั้งนี้ลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 2 กก. แต่คุณผู้อ่านที่รักครับ ไม่น่าเชื่อว่าไอ้สองกิโลที่อยู่ข้างท้ายกะเป้ที่สะพายหลังเนี่ย ปั่นไปนานๆ ระยะทางไกลๆ ก็ถือว่าหนักเอาการอยู่ ผมเองมีความผูกพันธ์กับชัยบาดาลตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ผมเคยสงสัยว่าพอมาถึงที่นี่ ตรงไหนนะที่เค๊าเรียกกันว่าชัยบาดาล เพราะเมื่อมาถึงที่นี่ ใครๆ ก็เรียกกันว่าลำนารายณ์ มีใครเคยสงสัยแบบผมบ้างหรือเปล่าครับ (ที่จริงชัยบาดาลเป็นชื่ออำเภอ และลำนารายณ์เป็นตำบล) ครั้งนี้แอบผิดหวังนิดนึง ตรงที่ผมไม่สามารถหาร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ใกล้ๆ กับทางรถไฟที่ลำนารายณ์เจอได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมออกเดินทางแต่เช้า หรือว่าร้านนี้ได้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปเสียแล้ว เพราะยังจำรสชาดของก๋วยเตี๋ยวน่องไก่สมัยที่ผมเคยมาเที่ยวที่ป่าหินงามสมัยเด็กๆ ได้อย่างจับใจทีเดียว
ผมเดินทางอย่างไม่รีบเร่ง สบายๆ สำหรับวันนี้ เส้นทางการขี่ก็เป็นเนินเป็นส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาก็ช่วงสัก 15 กม ก่อนที่จะถึงเทพสถิต แต่ก็ไม่ใช่เขาสูงมาก ผมกับจักรยานคู่ใจก็ยังขี่ผ่านไปได้ ผมแวะถ่ายรูปป้ายเตือนก่อนขึ้นเขาส่งตามโทรศัพท์ไปหาเสือชิตที่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วเสือชิตก็เหมือนจะรักผมอย่างจริงๆ เพราะแกคงกะเวลาอย่างพอดิบพอดี เล่นโทรเข้ามาหาผมช่วงที่ผมกำลังไต่ขึ้นเขาอยู่ ผมเป่าปากสามที ทำทีว่าไม่เหนื่อยพร้อมกับรับโทรศัพท์ พร้อมกับตะโกนบอกเสือชิตตามสายว่า “นี่ขึ้นเขาอยู่ แต่ระบบแอโรบิคKuยังดีอยู่ Muengไม่ต้องห่วง แค่นี้นะ…” แล้วผมจึงวางสายไปตามประสาเพื่อนที่รู้ใจกัน ผ่านจากเขายังไม่ทันลงผมก็มาถึงที่พักซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปไม่กี่กิโลเมตร ผมพักอยู่ในบ้านพักเล็กๆ ที่ด้านหลังเป็นไร่องุ่นและขุนเขา ผมมาถึงช่วงก่อนเที่ยงเล็กน้อย และใช้เวลาช่วงบ่ายนอนพักนิดหน่อย อ่านหนังสือ และจิบชาที่ตระเตรียมมาจากบ้านด้วนตนเอง อย่างมีความสุข ผมมาถึงบางอ้อ และก็เช้าใจการขี่จักรยานท่องเที่ยวตามแบบฉบับนักทั่วริ่งก็ตอนบ่ายนี้เอง ตราบใดที่เรายังคงหมกมุ่นปั่นจักรยานเพียงเพื่อระยะทางและความเร็ว เราจะไม่มีวันเข้าถึงแก่นแท้ของการเดินทางแบบทัวริ่งอย่างแท้จริง
ในช่วงบ่ายนี้ ผมกินอาหารจานโปรดที่เป็น ปลาบึกต้มยำ และปลาบึกลวกจิ้ม พร้อมกับอ่านหนังสือ และจิบน้ำชาท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาอย่างมีความสุข เจ้าของบ้านพักก็ต้อนรับขับสู้ผมอย่างดีทีเดียว และด้วยความบังเอิญ หนังสือเล่มเก่าที่ผมหยิบติดมาอ่านจากที่บ้าน เป็นการบรรยายถึงกลุ่มเพื่อนนักเรียน 5 คนที่ปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯไปเที่ยวที่ระยอง และไปพบปะกับสิ่งต่างๆ ช่างเข้ากับบรรยากาศในตอนนี้ของผมเสียจริง ในช่วงเย็นผมได้นักดูทีวีนิดหน่อย และก็กะว่าจะเข้านอนเร็วหน่อยสำหรับคืนที่สองของผมในการเดินทาง...
การเดินทางในวันที่สองเป็นวันที่ผมค่อนข้างคลายความกดดันลงไป สำหรับผมแล้ว อะไรๆ ก็ตามเมื่อผ่านมาจุดเริ่มต้นมาได้แล้วมักทำให้ผมมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ผมตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้า ทำธุระส่วนตัว เก็บข้าวของ และออกเดินทางทันที กับระยะทางวันนี้จากชัยบาดาล ไปอำเภอเทพสถิต จ. ชัยภูมิ เพียง 60 กม. แต่อย่าได้ดูเพียงแต่ระยะทางเชียวครับ 60 กม. ที่ว่านี้เป็นเขา และเนินเป็นส่วนมาก แต่ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามของสองฝั่งถนน และเนินเขาขึ้น แต่ไม่ค่อยลง ถนนลาดยางสภาพดีทำให้ผมมีความสุขกับการปั่นในวันนี้มาก
เช่นเคยผมแวะลดน้ำหนักสัมภาระที่ลำสนธิ ด้วยการส่งเสื้อผ้าที่ใช้แล้วเป็น EMS กลับบ้าน ครั้งนี้ลดน้ำหนักลงได้ประมาณ 2 กก. แต่คุณผู้อ่านที่รักครับ ไม่น่าเชื่อว่าไอ้สองกิโลที่อยู่ข้างท้ายกะเป้ที่สะพายหลังเนี่ย ปั่นไปนานๆ ระยะทางไกลๆ ก็ถือว่าหนักเอาการอยู่ ผมเองมีความผูกพันธ์กับชัยบาดาลตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ผมเคยสงสัยว่าพอมาถึงที่นี่ ตรงไหนนะที่เค๊าเรียกกันว่าชัยบาดาล เพราะเมื่อมาถึงที่นี่ ใครๆ ก็เรียกกันว่าลำนารายณ์ มีใครเคยสงสัยแบบผมบ้างหรือเปล่าครับ (ที่จริงชัยบาดาลเป็นชื่ออำเภอ และลำนารายณ์เป็นตำบล) ครั้งนี้แอบผิดหวังนิดนึง ตรงที่ผมไม่สามารถหาร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ใกล้ๆ กับทางรถไฟที่ลำนารายณ์เจอได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะผมออกเดินทางแต่เช้า หรือว่าร้านนี้ได้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปเสียแล้ว เพราะยังจำรสชาดของก๋วยเตี๋ยวน่องไก่สมัยที่ผมเคยมาเที่ยวที่ป่าหินงามสมัยเด็กๆ ได้อย่างจับใจทีเดียว
ผมเดินทางอย่างไม่รีบเร่ง สบายๆ สำหรับวันนี้ เส้นทางการขี่ก็เป็นเนินเป็นส่วนใหญ่จะเป็นภูเขาก็ช่วงสัก 15 กม ก่อนที่จะถึงเทพสถิต แต่ก็ไม่ใช่เขาสูงมาก ผมกับจักรยานคู่ใจก็ยังขี่ผ่านไปได้ ผมแวะถ่ายรูปป้ายเตือนก่อนขึ้นเขาส่งตามโทรศัพท์ไปหาเสือชิตที่อยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วเสือชิตก็เหมือนจะรักผมอย่างจริงๆ เพราะแกคงกะเวลาอย่างพอดิบพอดี เล่นโทรเข้ามาหาผมช่วงที่ผมกำลังไต่ขึ้นเขาอยู่ ผมเป่าปากสามที ทำทีว่าไม่เหนื่อยพร้อมกับรับโทรศัพท์ พร้อมกับตะโกนบอกเสือชิตตามสายว่า “นี่ขึ้นเขาอยู่ แต่ระบบแอโรบิคKuยังดีอยู่ Muengไม่ต้องห่วง แค่นี้นะ…” แล้วผมจึงวางสายไปตามประสาเพื่อนที่รู้ใจกัน ผ่านจากเขายังไม่ทันลงผมก็มาถึงที่พักซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอไปไม่กี่กิโลเมตร ผมพักอยู่ในบ้านพักเล็กๆ ที่ด้านหลังเป็นไร่องุ่นและขุนเขา ผมมาถึงช่วงก่อนเที่ยงเล็กน้อย และใช้เวลาช่วงบ่ายนอนพักนิดหน่อย อ่านหนังสือ และจิบชาที่ตระเตรียมมาจากบ้านด้วนตนเอง อย่างมีความสุข ผมมาถึงบางอ้อ และก็เช้าใจการขี่จักรยานท่องเที่ยวตามแบบฉบับนักทั่วริ่งก็ตอนบ่ายนี้เอง ตราบใดที่เรายังคงหมกมุ่นปั่นจักรยานเพียงเพื่อระยะทางและความเร็ว เราจะไม่มีวันเข้าถึงแก่นแท้ของการเดินทางแบบทัวริ่งอย่างแท้จริง
ในช่วงบ่ายนี้ ผมกินอาหารจานโปรดที่เป็น ปลาบึกต้มยำ และปลาบึกลวกจิ้ม พร้อมกับอ่านหนังสือ และจิบน้ำชาท่ามกลางแมกไม้และขุนเขาอย่างมีความสุข เจ้าของบ้านพักก็ต้อนรับขับสู้ผมอย่างดีทีเดียว และด้วยความบังเอิญ หนังสือเล่มเก่าที่ผมหยิบติดมาอ่านจากที่บ้าน เป็นการบรรยายถึงกลุ่มเพื่อนนักเรียน 5 คนที่ปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯไปเที่ยวที่ระยอง และไปพบปะกับสิ่งต่างๆ ช่างเข้ากับบรรยากาศในตอนนี้ของผมเสียจริง ในช่วงเย็นผมได้นักดูทีวีนิดหน่อย และก็กะว่าจะเข้านอนเร็วหน่อยสำหรับคืนที่สองของผมในการเดินทาง...
- ไฟล์แนบ
-
- แสงสุดท้ายของวันที่สอง
- IMG00612-20100104-1823.jpg (34.63 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- หนังสือสนุกๆ กับเพลงเบาๆ
- IMG00603-20100104-1809.jpg (41.42 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- ก่อนอาทิตย์จะตกดิน...อีกครั้ง...
- IMG00598-20100104-1735.jpg (50.08 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- น้ำชา และขุนเขา
- IMG00595-20100104-1650.jpg (43.62 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- ปลาบึกลวกจิ้ม...
- IMG00592-20100104-1534.jpg (70.1 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รูปของวันที่สองต่อครับ...
- ไฟล์แนบ
-
- ขึ้นเขา...
- IMG00587-20100104-1048.jpg (56.78 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- แวะส่ง EMS กันหน่อย
- IMG00584-20100104-0951.jpg (46.6 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- นี่แหละ ไปรษณีย์ ลำสนธิ
- IMG00582-20100104-0935.jpg (38.82 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- แวะพักในวัดครับ สวยดี
- IMG00581-20100104-0902.jpg (58.99 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- ยามเช้า... บนจักรยาน...
- IMG00578-20100104-0843.jpg (47.84 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
วันที่ 3 : เทพสถิต – ชัยภูมิ
พึ่งเล่าไปว่าเมื่อคืนนี้ตั้งใจจะเข้านอนเร็วๆ เก็บแรงไว้สำหรับวันนี้ แต่หาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย สงสัยคงเป็นเพราะชาอู่หลงก้านอ่อนบ่ายเมื่อวานหรือเปล่าไม่รู้ เล่นเอาผมหลับตอนตี 2 และตื่นขึ้นมาตอนตี 5 แต่เนื่องจากผมไม่อยากเจอแดดเผาในตอนบ่าย ผมจึงตัดใจตื่นขึ้นมา และพร้อมที่จะออกเดินทางตอนช่วงก่อน 6 โมงเช้า ซึ่งทำให้ผมต้องขี่ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็น และความมืด เพราะกว่าที่ฟ้าจะสางและพอมองเห็นก็เป็นช่วงหลังจาก 6 โมงครึ่งไปแล้ว สำหรับระยะทางจากเทพสถิตไปชัยภูมิมีระยะประมาณ 120 กม.
การเดินทางในวันนี้ ผมเลือกเส้นทางจากเทพสถิต ผ่านมาที่อำเภอ บำเหน็จณรงค์ ก่อนที่จะเข้าทางพัฒนาชนบทหัวทะเล ก่อนที่จะลัดมาออกก่อนจะถึงอำเภอจตุรัส และก็เข้าตัวเมืองชัยภูมิในที่สุด เส้นทางในช่วงแรกๆ ที่ออกจากเทพสถิตก็ยังคงเป็นเขาอยู่ แต่หลังจากนั้นก็เป็นเนินสลับทางราบ ซึ่งถือเป็นวันที่ผมค่อนข้างทำความเร็วได้พอสมควร และคิดว่าจะไปให้ถึงตัวเมืองก่อนที่จะโดนแดดแผดเผา แต่อะไรต่อมิอะไรก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเสมอ วันนี้ยางผมมารั่วตอนช่วงก่อนที่ผมจะเข้าทางลัด บ้านหัวทะเล ผมจึงต้องจอด และตรวจสอบดูว่าเหตุใดยางจึงได้รั่ว ถ้ามองในแง่ง่ายๆ ยางรั่วก็เปลี่ยนยางในแล้วก็ไปต่อ แต่ผมกลับใช้เวลาตรงนี้ค่อนข้างนาน เพราะนี่เป็นการเดินทางไกลคนเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงต้องแน่ใจว่า หลังจากเปลี่ยนยางในแล้ว ปัญหาการรั่วในจุดเดิม หรือเนื่องจากเศษแก้วหรือหินเดิม จะไม่ส่งผลให้เกิดอาการซ้ำเดิมอีก ผมจึงบรรจงหาจุดที่รั่วซึม ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากหิน มากกว่าเศษแก้ว และเทียบต่ำแหน่งที่รั่ว ระหว่างยางในกับยางนอก เพื่อนให้แน่ใจว่าจุดที่ยางนอกฉีกจนมาถึงยางในนั้น ไม่มีอะไรที่เสียหายจนเป็นปัญหากับการเดินทางต่อไป จากนั้นผมจึงบรรจงเช็ดด้านในของยางและตรวจสอบอย่างละเอียดจนแน่ใจว่า ไม่มี่สิ่งแปลกปลอมใดๆ ภายในยางก่อนที่จะใส่ยางในอันใหม่ลงไป และประกอบล้อ และสูบลมยางให้ปึ๋งปั๋งดังเดิม ถือว่าพักและก็เปลี่ยนยางไปในตัว ผมเสียเวลาตรงนี้มากกว่า ครึ่งชั่วโมง ก่อนจะออกเดินทางต่อไป
ผมมาแวะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่แสนอร่อยในอำเภอจตุรัส (ท่านผู้อ่านบางท่านอาจไม่กินเนื้อ) นั่งพักสักนิดก่อนออกเดินทางเพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อนที่แดดจะร้อน และผมก็มาถึงชัยภูมิช่วงเที่ยงๆ พอดี และใช้เวลาต่อนบ่ายกับกานนวดตัวอย่างสบายจิงๆ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ายิ่งนวดยิ่งเมื่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพอนวดเสร็จกลับมาที่ห้องผมก็งีบหลับไปนิดหน่อย ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้สึกว่าขานี่ล้าพอสมควรทีเดียว แต่ก็ยังไม่วายออกไปปั่นชมเมืองในช่วงหัวค่ำ และหาข้าวต้มร้อนๆ ลงท้องเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเดินทางต่อไป
พึ่งเล่าไปว่าเมื่อคืนนี้ตั้งใจจะเข้านอนเร็วๆ เก็บแรงไว้สำหรับวันนี้ แต่หาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย สงสัยคงเป็นเพราะชาอู่หลงก้านอ่อนบ่ายเมื่อวานหรือเปล่าไม่รู้ เล่นเอาผมหลับตอนตี 2 และตื่นขึ้นมาตอนตี 5 แต่เนื่องจากผมไม่อยากเจอแดดเผาในตอนบ่าย ผมจึงตัดใจตื่นขึ้นมา และพร้อมที่จะออกเดินทางตอนช่วงก่อน 6 โมงเช้า ซึ่งทำให้ผมต้องขี่ท่ามกลางอากาศที่ค่อนข้างเย็น และความมืด เพราะกว่าที่ฟ้าจะสางและพอมองเห็นก็เป็นช่วงหลังจาก 6 โมงครึ่งไปแล้ว สำหรับระยะทางจากเทพสถิตไปชัยภูมิมีระยะประมาณ 120 กม.
การเดินทางในวันนี้ ผมเลือกเส้นทางจากเทพสถิต ผ่านมาที่อำเภอ บำเหน็จณรงค์ ก่อนที่จะเข้าทางพัฒนาชนบทหัวทะเล ก่อนที่จะลัดมาออกก่อนจะถึงอำเภอจตุรัส และก็เข้าตัวเมืองชัยภูมิในที่สุด เส้นทางในช่วงแรกๆ ที่ออกจากเทพสถิตก็ยังคงเป็นเขาอยู่ แต่หลังจากนั้นก็เป็นเนินสลับทางราบ ซึ่งถือเป็นวันที่ผมค่อนข้างทำความเร็วได้พอสมควร และคิดว่าจะไปให้ถึงตัวเมืองก่อนที่จะโดนแดดแผดเผา แต่อะไรต่อมิอะไรก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจเสมอ วันนี้ยางผมมารั่วตอนช่วงก่อนที่ผมจะเข้าทางลัด บ้านหัวทะเล ผมจึงต้องจอด และตรวจสอบดูว่าเหตุใดยางจึงได้รั่ว ถ้ามองในแง่ง่ายๆ ยางรั่วก็เปลี่ยนยางในแล้วก็ไปต่อ แต่ผมกลับใช้เวลาตรงนี้ค่อนข้างนาน เพราะนี่เป็นการเดินทางไกลคนเดียว เพราะฉะนั้นผมจึงต้องแน่ใจว่า หลังจากเปลี่ยนยางในแล้ว ปัญหาการรั่วในจุดเดิม หรือเนื่องจากเศษแก้วหรือหินเดิม จะไม่ส่งผลให้เกิดอาการซ้ำเดิมอีก ผมจึงบรรจงหาจุดที่รั่วซึม ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นจากหิน มากกว่าเศษแก้ว และเทียบต่ำแหน่งที่รั่ว ระหว่างยางในกับยางนอก เพื่อนให้แน่ใจว่าจุดที่ยางนอกฉีกจนมาถึงยางในนั้น ไม่มีอะไรที่เสียหายจนเป็นปัญหากับการเดินทางต่อไป จากนั้นผมจึงบรรจงเช็ดด้านในของยางและตรวจสอบอย่างละเอียดจนแน่ใจว่า ไม่มี่สิ่งแปลกปลอมใดๆ ภายในยางก่อนที่จะใส่ยางในอันใหม่ลงไป และประกอบล้อ และสูบลมยางให้ปึ๋งปั๋งดังเดิม ถือว่าพักและก็เปลี่ยนยางไปในตัว ผมเสียเวลาตรงนี้มากกว่า ครึ่งชั่วโมง ก่อนจะออกเดินทางต่อไป
ผมมาแวะกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่แสนอร่อยในอำเภอจตุรัส (ท่านผู้อ่านบางท่านอาจไม่กินเนื้อ) นั่งพักสักนิดก่อนออกเดินทางเพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อนที่แดดจะร้อน และผมก็มาถึงชัยภูมิช่วงเที่ยงๆ พอดี และใช้เวลาต่อนบ่ายกับกานนวดตัวอย่างสบายจิงๆ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่ายิ่งนวดยิ่งเมื่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะพอนวดเสร็จกลับมาที่ห้องผมก็งีบหลับไปนิดหน่อย ตื่นขึ้นมาพร้อมกับรู้สึกว่าขานี่ล้าพอสมควรทีเดียว แต่ก็ยังไม่วายออกไปปั่นชมเมืองในช่วงหัวค่ำ และหาข้าวต้มร้อนๆ ลงท้องเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการเดินทางต่อไป
- ไฟล์แนบ
-
- ระหว่างทางไป บำเหน็จ เส้นทางสวยมากครับ
- IMG00618-20100105-0709.jpg (70.3 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- อากาศยามเช้านี่แสนสบายจริงๆ
- IMG00617-20100105-0700.jpg (33.38 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- ร้านน้ำข้างทางครับ ได้บรรยากาศเก่าๆ ดี
- IMG00616-20100105-0649.jpg (54.72 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
-
- ขอมีรูปกะเค๊าบ้านนะ
- IMG00613-20100105-0647.jpg (54.29 KiB) เข้าดูแล้ว 1821 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รูปในวันที่ สาม ต่อครับ...
- ไฟล์แนบ
-
- ก่อนถึงชัยภูมิ มีเลนจักรยานด้วยครับ
- IMG00625-20100105-1207.jpg (55.55 KiB) เข้าดูแล้ว 1817 ครั้ง
-
- ก๋วยเตี๋ยวเนื้อที่บอก อร่อยเหาะจริงๆ
- IMG00621-20100105-1005.jpg (74.83 KiB) เข้าดูแล้ว 1817 ครั้ง
-
- เปลี่ยนยางในแล้ว ตอนนี้ปึ๋งปั๋งเหมือนเดิม
- IMG00620-20100105-0848.jpg (71.72 KiB) เข้าดูแล้ว 1817 ครั้ง
-
- ต้องเปลี่ยนยางก่อนล่ะ ถึงจะไปต่อได้...
- IMG00619-20100105-0810.jpg (65.19 KiB) เข้าดูแล้ว 1817 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
วันที่ 4 : ชัยภูมิ – ขอนแก่น
ได้ยินเพื่อนบอกมาตามโทรศัพท์ว่าที่กรุงเทพฯ มีฝนตกหนัก ไม่รู้ว่าสงผลกระทบมาถึงที่นี่ด้วยหรือเปล่า แต่วันนี้ อากาศอึมครึมทั้งวัน ทั้งที่ผมออกจากที่พักค่อนข้างสาย เนื่องจากทานข้าวเช้าจากที่พักเลย กว่าจะได้ออกเดินทางก็เกือบๆ 8 โมงเช้าแล้ว ผมเลือกใช้เส้นทางสายรอง ผ่านกิ่งอำเภอโคกโพธิ์ชัย ไปยังอำเภอมัญจาคีรี ต่อไปที่อำเภอพระยืน และก็ตรงเข้าขอนแก่นทางถนนเหล่านางาม ระยะทางประมาณ 120 กม. วันนี้ผมจะได้เจอลูกศิษย์ของผมคนนึงที่ระเห็ดระเหจากบ้านที่เลยมาเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วก็ย้ายตัวเองกลับไปเรียนที่ขอนแก่น หลังจากโทรนัดแนะกันเรียบร้อยตกลงกันว่าจะเจอกันเย็นนี้ ผมก็อมยิ้มเดินทางด้วยความอิ่มเอมที่จะได้เจอน้องรัก
การเดินทางในวันนี้ค่อนข้างผิดคาด เนื่องจากผมไม่เคยขี่เส้นทางนี้ หรือแม้แต่ขับรถผ่านเลย ผมเลยไม่รู้เลยว่า เส้นทางจะเป็นเนินค่อนข้างสูงไปเกือบตลอดสาย แต่ก็เป็นเส้นทางที่สวยงาม ปั่นแล้วเพลิดเพลินกับธรรมชาติสองข้างทาง ทำให้หายเหนื่อยไปได้เยอะ ประกอบกับเดินทางมาหลายวันร่างกายก็โรยไปตามสภาพ การเดินทางในช่วงนี้ก็จิงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบเร่งเดินทางแต่อย่างใด ผมเดินทางมาถึงทางแยกไปขอนแก่นตรงแยก สามหมอ และก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึง มัญจาคีรีในช่วงเที่ยงๆ แวะกินข้าวมันไก่ในอำเภอ พร้อมกับแวะส่งเสื้อผ้าบางส่วนกลับบ้านด้วย EMS อีกตามเคย ครั้งนี้ผมลดน้ำหนักลงไปได้ประมาณ 3 กก. เลยทีเดียว ทำให้เป้สะพายหลังของผมเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ผ่านจาก มัญจาคีรี มุ่งหน้าสู่ขอนแก่น ทางส่วนใหญ่เป็นทางราบ ปั่นสบายๆ เมื่อเข้ามาในถนนเหล่านางาม แล้วผมก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือตรงสู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นทันที ผมไปถึงที่ขอนแก่นก่อนเวลานัดหมาย เลยหาเต้าทึงเย็นๆ ใส่ท้องแก้กระหาย จำได้ว่าซัดไปสองถ้วย แล้วยังหิวน้ำอยู่เลย พอถึงสี่โมงเย็น ไอ้น้องแซมของผมก็มาหาตามนัดหมาย พร้อมทั้งเป็นเจ้าบ้านรับรองที่พักให้ผมสำหรับค่ำคืนนี้ด้วย
เราเข้ามาที่ห้องพักของแซม เข้ามานั่งคุยเล่น จัดข้าวจัดของสักพัก ก่อนจะออกไปหาอะไรทาน ซึ่งผมมีร้านโปรดในใจอยู่แล้ว และด้วยความตั้งใจของผม ทำให้ทั้งผมและแซม ต้องปั่นจักรยานจาก ม.ขอนแก่น กลับเข้าไปในเมือง เรื่อยมาจนถึงบึงแก่นนครทีเดียว ร้านอาหารที่ผมกล่าวถึงเป็นร้านอาหารเวียดนามซึ่งผมเคยมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน (ก็มากับเสือชิตน่ะแหละ) และด้วยความติดใจรสชาดอาหารจึงทำให้ผมต้องพยายามกลับมาที่นี่ในวันนี้อีกให้จงได้ หลังจากที่เรานั่งกินอาหารอย่างมากมาย พร้อมทั้งพูดคุยกันตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วเราก็ปั่นเล่นในตัวเมืองช่วงค่ำๆ อีกสักพักก่อนจะกลับมาที่ห้องพัก อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันสุดท้ายของผมต่อไป
ได้ยินเพื่อนบอกมาตามโทรศัพท์ว่าที่กรุงเทพฯ มีฝนตกหนัก ไม่รู้ว่าสงผลกระทบมาถึงที่นี่ด้วยหรือเปล่า แต่วันนี้ อากาศอึมครึมทั้งวัน ทั้งที่ผมออกจากที่พักค่อนข้างสาย เนื่องจากทานข้าวเช้าจากที่พักเลย กว่าจะได้ออกเดินทางก็เกือบๆ 8 โมงเช้าแล้ว ผมเลือกใช้เส้นทางสายรอง ผ่านกิ่งอำเภอโคกโพธิ์ชัย ไปยังอำเภอมัญจาคีรี ต่อไปที่อำเภอพระยืน และก็ตรงเข้าขอนแก่นทางถนนเหล่านางาม ระยะทางประมาณ 120 กม. วันนี้ผมจะได้เจอลูกศิษย์ของผมคนนึงที่ระเห็ดระเหจากบ้านที่เลยมาเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วก็ย้ายตัวเองกลับไปเรียนที่ขอนแก่น หลังจากโทรนัดแนะกันเรียบร้อยตกลงกันว่าจะเจอกันเย็นนี้ ผมก็อมยิ้มเดินทางด้วยความอิ่มเอมที่จะได้เจอน้องรัก
การเดินทางในวันนี้ค่อนข้างผิดคาด เนื่องจากผมไม่เคยขี่เส้นทางนี้ หรือแม้แต่ขับรถผ่านเลย ผมเลยไม่รู้เลยว่า เส้นทางจะเป็นเนินค่อนข้างสูงไปเกือบตลอดสาย แต่ก็เป็นเส้นทางที่สวยงาม ปั่นแล้วเพลิดเพลินกับธรรมชาติสองข้างทาง ทำให้หายเหนื่อยไปได้เยอะ ประกอบกับเดินทางมาหลายวันร่างกายก็โรยไปตามสภาพ การเดินทางในช่วงนี้ก็จิงค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้รีบเร่งเดินทางแต่อย่างใด ผมเดินทางมาถึงทางแยกไปขอนแก่นตรงแยก สามหมอ และก็ปั่นต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึง มัญจาคีรีในช่วงเที่ยงๆ แวะกินข้าวมันไก่ในอำเภอ พร้อมกับแวะส่งเสื้อผ้าบางส่วนกลับบ้านด้วย EMS อีกตามเคย ครั้งนี้ผมลดน้ำหนักลงไปได้ประมาณ 3 กก. เลยทีเดียว ทำให้เป้สะพายหลังของผมเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ผ่านจาก มัญจาคีรี มุ่งหน้าสู่ขอนแก่น ทางส่วนใหญ่เป็นทางราบ ปั่นสบายๆ เมื่อเข้ามาในถนนเหล่านางาม แล้วผมก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือตรงสู่มหาวิทยาลัยขอนแก่นทันที ผมไปถึงที่ขอนแก่นก่อนเวลานัดหมาย เลยหาเต้าทึงเย็นๆ ใส่ท้องแก้กระหาย จำได้ว่าซัดไปสองถ้วย แล้วยังหิวน้ำอยู่เลย พอถึงสี่โมงเย็น ไอ้น้องแซมของผมก็มาหาตามนัดหมาย พร้อมทั้งเป็นเจ้าบ้านรับรองที่พักให้ผมสำหรับค่ำคืนนี้ด้วย
เราเข้ามาที่ห้องพักของแซม เข้ามานั่งคุยเล่น จัดข้าวจัดของสักพัก ก่อนจะออกไปหาอะไรทาน ซึ่งผมมีร้านโปรดในใจอยู่แล้ว และด้วยความตั้งใจของผม ทำให้ทั้งผมและแซม ต้องปั่นจักรยานจาก ม.ขอนแก่น กลับเข้าไปในเมือง เรื่อยมาจนถึงบึงแก่นนครทีเดียว ร้านอาหารที่ผมกล่าวถึงเป็นร้านอาหารเวียดนามซึ่งผมเคยมาที่นี่เมื่อสองปีก่อน (ก็มากับเสือชิตน่ะแหละ) และด้วยความติดใจรสชาดอาหารจึงทำให้ผมต้องพยายามกลับมาที่นี่ในวันนี้อีกให้จงได้ หลังจากที่เรานั่งกินอาหารอย่างมากมาย พร้อมทั้งพูดคุยกันตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วเราก็ปั่นเล่นในตัวเมืองช่วงค่ำๆ อีกสักพักก่อนจะกลับมาที่ห้องพัก อาบน้ำอาบท่า และเตรียมตัวสำหรับการเดินทางในวันสุดท้ายของผมต่อไป
- ไฟล์แนบ
-
- ผมกะแซม อีกสักรูป
- IMG00631-20100107-0633.jpg (46.76 KiB) เข้าดูแล้ว 1817 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รูปของวันที่ 4 ครับ...
- ไฟล์แนบ
-
- Winnie & Sammie
- IMG00630-20100107-0633.jpg (45.61 KiB) เข้าดูแล้ว 1816 ครั้ง
-
- ระหว่างทางจาก มัญจา ไป ขอนแก่น
- IMG00628-20100106-1330.jpg (32.78 KiB) เข้าดูแล้ว 1816 ครั้ง
-
- ข้าวมันไก่ อาหารกลางวัน
- IMG00627-20100106-1209.jpg (56.99 KiB) เข้าดูแล้ว 1816 ครั้ง
-
- มุ่งหน้าสู่ขอนแก่น
- IMG00626-20100106-0821.jpg (53.22 KiB) เข้าดูแล้ว 1816 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
วันที่ 5 : ขอนแก่น – หนองคาย
วันนี้เป็นการเดินทางเพื่อจะไปให้ถึงที่หมายตามที่ผมได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น ผมตื่นก่อน 6 โมงเช้าเล็กน้อย อาบน้ำอาบท่า ในขณะที่แซมมี่ของผมยังนอนคุดคู้อยู่เลย หลังจากนั้น ผมก็หาของทานนิดหน่อย ถ่ายรูปคู่กัน ร่ำลากัน ก่อนจะออกเดินทางตอนช่วงก่อน 7 โมงเช้าเล็กน้อย ผมเลือกถนนเส้นหลักมุ่งหน้าจาก ขอนแก่น ไป อุดรธานี และตรงเข้าหนองคาย ระยะทางประมาณ 160 กม. ซึ่งผมถือว่าหนักเอาเรื่องสำหรับการเดินทางติดต่อมาหลายวันแล้ว และวันนี้เส้นทางก็ยังคงเป็นเนินนวดขานวดน่องแบบไม่ต้องพึ่งหมดนวดแต่อย่างใด ช่วงการเดินทางจากขอนแก่น ไปอุดรนั้นเป็นระยะทาง 120 กม. ที่เป็นเนินขึ้นลงแทบจะตลอดเส้นทาง มาถึงวันนี้ผมยอมรับเหมือนกันว่ารู้สึกว่าตัวเองนั้น อ่อนแรงและโรยๆ ลงไปอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งพอมาเจอเนินนวดเป็นระยะทางยาวๆ นี่ก็เล่นเอาเมื่อยไปเหมือนกัน นี่คงเป็นจุดอ่อนของการปั่นที่ผมต้องพัฒนาในระยะยาว ประกอบกับวันนี้เป็นการปั่นในถนนสายหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ความสนุกในการปั่นก็ลดน้อยถอยลงไป ไหล่ทางค่อนข้างขรุขระ และมีแต่เปลือกอ้อยเต็มไปหมด ต่างจากทัศนียภาพในถนนสายรองที่ผ่านมาในหลายๆ วัน วันนี้อากาศได้อึมครึมมากขึ้นไปอีก เมื่อคืนที่ขอนแก่นก็มีฝนตกลงมาเล็กน้อย และได้ยินว่าที่อุดรและหนองคายมีฝนตกลงมาพอสมควร แต่วันนี้ไม่มีแดดเลย และดูเหมือนผมจะต้องลุ้นถึงสภาพฝนที่อาจตกลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ไปทั้งวันทีเดียว
ผมใช้เวลาในครึ่งวันเช้าสำหรับการปั่นเส้นทางจากขอนแก่น ไปอุดรธานี โชคดีที่ช่วงเช้านี้ ยังไม่มีฝนโปรยปรายลงมา แต่ดูเหมือนฟ้านั้นจะมึดดำขึ้นในทุกขณะ ผมมาหยุดพักตรงปั๊มน้ำมันก่อนถึงตัวเมืองอุดรสักไม่กี่กิโลเมตร นั่งทานกาแฟดำตามที่ผมชอบ และก็พักผ่อน ก่อนจะปั่นตรงดิ่งเข้าไปที่ตัวเมืองอุดร และปั่นผ่าเมืองออกไปเพื่อจะตรงไปสู่หนองคายที่เป็นจุดหมายของผม ระยะทางจากอุดรธานี ไปตัวเมืองหนองคายนั้น ประมาณ 50 กม. ซึ่งไม่ได้เป็นระยะทางที่มากแต่อย่างใด ผมแวะเติมน้ำลงกระติกทั้งสองขาออกจากเมืองอุดร และเป็นที่รุ้กันเลยว่านี่คงจะเป็นการเติมน้ำครั้งสุดท้ายก่อนจะถึงที่หมายของผม ตลอดเส้นทางจากอุดร ไปหนองคายยังคงเป็นเนินเตี้ยๆ ขึ้นลงเรื่อยๆ คงไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นสบายอย่างเดียวหรอก เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนี่เป็น 50 กม. ที่ผมเกือบจะยิ้มให้กับตัวเองไปตลอดทางเลย มีฝนตกโปรยปรายลงมาระหว่างทางนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดหรือระแคะระคายแต่อย่างใด ผมยังคงปั่นช้าๆ ค่อยๆ คีบคลานไปสู่จุดหมาย คงต้องเรียกว่านี่คือ 50 กม. แห่งความสุข ที่จะได้ทำให้สิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ ไม่มีอะไรมาขัดขวางความพยายามที่ตั้งใจไว้ได้ ผมปั่นเลยแยกบายพาสไปเวียงจันทน์มุ่งหน้าสู่เมืองหนองคาย และผมก็มาถึงหนองคายในที่สุด
ผมใช้เวลานิดหน่อยในการวนหา เกสเฮ้าส์ที่ได้จองไว้ตั้งแต่อยู่ที่ขอนแก่น และมุ่งตรงสู่ที่พักทันทีที่มาถึง และผมตั้งใจว่า พรุ่งนี้คงจะมีเวลาใด้เที่ยวชมเหมืองหนองคายอย่างที่ตั้งใจไว้ และคงจะมีเวลาในช่วงบ่ายๆ ได้นึกทบทวนถึงหลายวันที่ผ่านมาในการเดินทางครั้งนี้ เย็นนั้น ผมกินข้าวนิดหน่อยที่เกสเฮ้าส์ แล้วจึงขี่วนรอบๆ เมืองหนองคายก่อนที่จะกลับเข้าที่พักในช่วงดึกๆ หลังจากที่ได้เดินทางรอนแรมมาห้าวันเต็ม ความตั้งใจของผมจึงเป็นจริงขึ้นมา...
วันนี้เป็นการเดินทางเพื่อจะไปให้ถึงที่หมายตามที่ผมได้ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น ผมตื่นก่อน 6 โมงเช้าเล็กน้อย อาบน้ำอาบท่า ในขณะที่แซมมี่ของผมยังนอนคุดคู้อยู่เลย หลังจากนั้น ผมก็หาของทานนิดหน่อย ถ่ายรูปคู่กัน ร่ำลากัน ก่อนจะออกเดินทางตอนช่วงก่อน 7 โมงเช้าเล็กน้อย ผมเลือกถนนเส้นหลักมุ่งหน้าจาก ขอนแก่น ไป อุดรธานี และตรงเข้าหนองคาย ระยะทางประมาณ 160 กม. ซึ่งผมถือว่าหนักเอาเรื่องสำหรับการเดินทางติดต่อมาหลายวันแล้ว และวันนี้เส้นทางก็ยังคงเป็นเนินนวดขานวดน่องแบบไม่ต้องพึ่งหมดนวดแต่อย่างใด ช่วงการเดินทางจากขอนแก่น ไปอุดรนั้นเป็นระยะทาง 120 กม. ที่เป็นเนินขึ้นลงแทบจะตลอดเส้นทาง มาถึงวันนี้ผมยอมรับเหมือนกันว่ารู้สึกว่าตัวเองนั้น อ่อนแรงและโรยๆ ลงไปอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งพอมาเจอเนินนวดเป็นระยะทางยาวๆ นี่ก็เล่นเอาเมื่อยไปเหมือนกัน นี่คงเป็นจุดอ่อนของการปั่นที่ผมต้องพัฒนาในระยะยาว ประกอบกับวันนี้เป็นการปั่นในถนนสายหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ความสนุกในการปั่นก็ลดน้อยถอยลงไป ไหล่ทางค่อนข้างขรุขระ และมีแต่เปลือกอ้อยเต็มไปหมด ต่างจากทัศนียภาพในถนนสายรองที่ผ่านมาในหลายๆ วัน วันนี้อากาศได้อึมครึมมากขึ้นไปอีก เมื่อคืนที่ขอนแก่นก็มีฝนตกลงมาเล็กน้อย และได้ยินว่าที่อุดรและหนองคายมีฝนตกลงมาพอสมควร แต่วันนี้ไม่มีแดดเลย และดูเหมือนผมจะต้องลุ้นถึงสภาพฝนที่อาจตกลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ไปทั้งวันทีเดียว
ผมใช้เวลาในครึ่งวันเช้าสำหรับการปั่นเส้นทางจากขอนแก่น ไปอุดรธานี โชคดีที่ช่วงเช้านี้ ยังไม่มีฝนโปรยปรายลงมา แต่ดูเหมือนฟ้านั้นจะมึดดำขึ้นในทุกขณะ ผมมาหยุดพักตรงปั๊มน้ำมันก่อนถึงตัวเมืองอุดรสักไม่กี่กิโลเมตร นั่งทานกาแฟดำตามที่ผมชอบ และก็พักผ่อน ก่อนจะปั่นตรงดิ่งเข้าไปที่ตัวเมืองอุดร และปั่นผ่าเมืองออกไปเพื่อจะตรงไปสู่หนองคายที่เป็นจุดหมายของผม ระยะทางจากอุดรธานี ไปตัวเมืองหนองคายนั้น ประมาณ 50 กม. ซึ่งไม่ได้เป็นระยะทางที่มากแต่อย่างใด ผมแวะเติมน้ำลงกระติกทั้งสองขาออกจากเมืองอุดร และเป็นที่รุ้กันเลยว่านี่คงจะเป็นการเติมน้ำครั้งสุดท้ายก่อนจะถึงที่หมายของผม ตลอดเส้นทางจากอุดร ไปหนองคายยังคงเป็นเนินเตี้ยๆ ขึ้นลงเรื่อยๆ คงไม่ใช่เพราะอากาศที่เย็นสบายอย่างเดียวหรอก เชื่อไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนี่เป็น 50 กม. ที่ผมเกือบจะยิ้มให้กับตัวเองไปตลอดทางเลย มีฝนตกโปรยปรายลงมาระหว่างทางนิดหน่อย แต่ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดหรือระแคะระคายแต่อย่างใด ผมยังคงปั่นช้าๆ ค่อยๆ คีบคลานไปสู่จุดหมาย คงต้องเรียกว่านี่คือ 50 กม. แห่งความสุข ที่จะได้ทำให้สิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ ไม่มีอะไรมาขัดขวางความพยายามที่ตั้งใจไว้ได้ ผมปั่นเลยแยกบายพาสไปเวียงจันทน์มุ่งหน้าสู่เมืองหนองคาย และผมก็มาถึงหนองคายในที่สุด
ผมใช้เวลานิดหน่อยในการวนหา เกสเฮ้าส์ที่ได้จองไว้ตั้งแต่อยู่ที่ขอนแก่น และมุ่งตรงสู่ที่พักทันทีที่มาถึง และผมตั้งใจว่า พรุ่งนี้คงจะมีเวลาใด้เที่ยวชมเหมืองหนองคายอย่างที่ตั้งใจไว้ และคงจะมีเวลาในช่วงบ่ายๆ ได้นึกทบทวนถึงหลายวันที่ผ่านมาในการเดินทางครั้งนี้ เย็นนั้น ผมกินข้าวนิดหน่อยที่เกสเฮ้าส์ แล้วจึงขี่วนรอบๆ เมืองหนองคายก่อนที่จะกลับเข้าที่พักในช่วงดึกๆ หลังจากที่ได้เดินทางรอนแรมมาห้าวันเต็ม ความตั้งใจของผมจึงเป็นจริงขึ้นมา...
- ไฟล์แนบ
-
- ข้าวผัดเพิ่มพลัง
- IMG00637-20100107-1026.jpg (67.29 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- จักรยานคันเก่ง
- IMG00636-20100107-0919.jpg (47.4 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- บนสะพานระหว่างทางอีกรูป
- IMG00634-20100107-0822.jpg (46.11 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- ทัวริ่งบนสะพาน
- IMG00633-20100107-0822.jpg (50.89 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- 4 วันที่ผ่านมากับ 510 กม.
- IMG00632-20100107-0635.jpg (47.01 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย wintutor เมื่อ 09 ม.ค. 2010, 22:50, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รูปของวันที่ 5 ต่อครับ...
- ไฟล์แนบ
-
- มาถึงสุดทางประเทศไทยจนได้
- IMG00659-20100108-0855.jpg (63.2 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- ผม กับหน้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
- IMG00665-20100108-0857.jpg (43.38 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- ถึงหนองคายจนได้
- IMG00641-20100107-1703.jpg (42.07 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- พายพาสไปเวียงจันทน์
- IMG00640-20100107-1656.jpg (38.56 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
-
- หลักกิโลอันมหึมาก่อนถึงหนองคาย
- IMG00639-20100107-1456.jpg (35.97 KiB) เข้าดูแล้ว 1814 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รูปต่ออีกนิดครับ...
- ไฟล์แนบ
-
- ริมฝั่งโขง
- IMG00672-20100108-0931.jpg (38.34 KiB) เข้าดูแล้ว 1809 ครั้ง
-
- ร้านกาแฟในเมืองหนองคาย
- IMG00684-20100108-1130.jpg (47.32 KiB) เข้าดูแล้ว 1809 ครั้ง
-
- Mutmee3
- IMG00646-20100108-0736.jpg (68.88 KiB) เข้าดูแล้ว 1809 ครั้ง
-
- Mutmee 2
- IMG00653-20100108-0745.jpg (74.62 KiB) เข้าดูแล้ว 1809 ครั้ง
-
- เกสเฮ้าส์ Mutmee ที่เพื่อนผมย้ำนักย้ำหนาว่าต้องมาพักที่นี่ให้ได้ แล้วก้อไม่ผิดหวังจริงๆครับ น่าเสียดายที่คนไทยไม่ค่อยรู้จัก มีแต่ฝรั่งที่เข้ามาอยู่ที่นี่ครับ
- IMG00643-20100108-0734.jpg (74.52 KiB) เข้าดูแล้ว 1809 ครั้ง
- wintutor
- ขาประจำ
- โพสต์: 122
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 พ.ย. 2008, 11:01
- Tel: 0849290036
- Bike: เสือพับ เสือภูเขา เสือหมอบ เสือผู้หญิง
- ตำแหน่ง: BKK
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
บทสรุป :
ที่จริงผมก็ไม่ใช่นักแข่งจักรยานแต่อย่างใด ผมเป็นเพียงคนหนึ่งซึ่งทุกวันนี้มีจักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทางประจำวัน และมีความตั้งใจว่าจะเดินทางระยางไกลๆ ด้วยจักรยานบ้าง การเดินทางครั้งนี้ แม้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนเมื่อครั้งเดินทางไประนองในครั้งก่อน แต่ผมได้สัมผัสถึงกลิ่นไอที่เป็นการท่องเที่ยวที่มากขึ้นกว่าการที่จะปั่นจักรยานเพียงอย่างเดียว ผมสัมผัสพื้นดินระหว่างทาง แทบจะในทุกๆ ห้าสิบกิโลเมตร และการเดินทางไกลทำให้ผมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศทีละน้อย ภาษา และวิถีชีวิต การได้สัมผัสบรรยากาศ และผู้คน ได้ทำให้ผมนึกภาคภูมิใจว่าประเทศของเรานั้นเป็นประเทศที่น่าอยู่มากที่สุดที่หนึ่ง ตลอดเส้นทางผมสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจ ความมีอัธยาศัยของคนไทยด้วยกันเอง และรู้สึกปลอดภัยกับการเดินทาง และในท้ายที่สุดผมยังคงรักการเดินทางด้วยจักรยาน และจะยังคงเสาะหาประสบการณ์กับการเดินทางในครั้งต่อๆ ไป...
ความรู้, สุขภาพ และประสบการณ์ มิอาจซื้อได้ด้วยเงินตรา...
ที่จริงผมก็ไม่ใช่นักแข่งจักรยานแต่อย่างใด ผมเป็นเพียงคนหนึ่งซึ่งทุกวันนี้มีจักรยานเป็นพาหนะหลักในการเดินทางประจำวัน และมีความตั้งใจว่าจะเดินทางระยางไกลๆ ด้วยจักรยานบ้าง การเดินทางครั้งนี้ แม้จะไม่ได้หนักหนาสาหัสเหมือนเมื่อครั้งเดินทางไประนองในครั้งก่อน แต่ผมได้สัมผัสถึงกลิ่นไอที่เป็นการท่องเที่ยวที่มากขึ้นกว่าการที่จะปั่นจักรยานเพียงอย่างเดียว ผมสัมผัสพื้นดินระหว่างทาง แทบจะในทุกๆ ห้าสิบกิโลเมตร และการเดินทางไกลทำให้ผมเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศทีละน้อย ภาษา และวิถีชีวิต การได้สัมผัสบรรยากาศ และผู้คน ได้ทำให้ผมนึกภาคภูมิใจว่าประเทศของเรานั้นเป็นประเทศที่น่าอยู่มากที่สุดที่หนึ่ง ตลอดเส้นทางผมสัมผัสได้ถึงความมีน้ำใจ ความมีอัธยาศัยของคนไทยด้วยกันเอง และรู้สึกปลอดภัยกับการเดินทาง และในท้ายที่สุดผมยังคงรักการเดินทางด้วยจักรยาน และจะยังคงเสาะหาประสบการณ์กับการเดินทางในครั้งต่อๆ ไป...
ความรู้, สุขภาพ และประสบการณ์ มิอาจซื้อได้ด้วยเงินตรา...
- ไฟล์แนบ
-
- IMG00666-20100108-0921.jpg (69.15 KiB) เข้าดูแล้ว 1808 ครั้ง
-
- คน + จักรยาน
- IMG00668-20100108-0922.jpg (38.86 KiB) เข้าดูแล้ว 1808 ครั้ง
- ก.กล้า
- ขาประจำ
- โพสต์: 206
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ส.ค. 2008, 10:51
- Tel: -
- team: -
- Bike: mongoose ... Shaula Racing japan
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
น่าสนุกนะครับ
ผมเคยคิดอยากไปอย่างนี้บ้างถ้ามีเวลา
ผมเคยคิดอยากไปอย่างนี้บ้างถ้ามีเวลา
ถึงเราจะอยู่คนละเส้นทาง แต่ขอให้รู้ไว้ ว่าโลกนี้มันกลมสักวันหนึ่งเราคงจะได้พบกัน
-
lotus
- ขาประจำ
- โพสต์: 4611
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 03:57
- team: รวมมิตร
- Bike: Wheeler Ti, CSK หมอบ
- ติดต่อ:
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
รวมระยะทางกับหลงทางวันนี้ผมสิ้นสุดระยะการปั่นที่ 210 กม. นี่แหละครับการเดินทางวันแรกของผม...
ขนาดนอนน้อยปั่นได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว ถ้านอนน้อย ผมปั่นไม่ได้ครับ มีอาการแบบเดียวกับ จขกท เลยครับ กลัวตายก่อน เพราะแก่แล้ว
ขนาดนอนน้อยปั่นได้แค่นี้ก็เก่งแล้ว ถ้านอนน้อย ผมปั่นไม่ได้ครับ มีอาการแบบเดียวกับ จขกท เลยครับ กลัวตายก่อน เพราะแก่แล้ว
- ไฟล์แนบ
-
- 1.jpg (61.73 KiB) เข้าดูแล้ว 1774 ครั้ง
- เสือดอนโพธิ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 5427
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:28
- Tel: 081-8011920
- team: ฅน....ครยก บ้านนา..ทีม
- Bike: klein Specialized Roubaix sl2 trek2300 Giant tcr advanced sl isp
- ตำแหน่ง: บ้านนา นครนายก
Re: ข้ามาคนเดียว ภาค 2 กรุงเทพฯ - หนองคาย
ชอบครับ ทั้งแนวคิดและการเล่าเรื่องราว หวังว่าคงมีทริปต่อไปให้ติดตามนะครับ
ชีวิต......
ยังมีความสุขในแบบที่เราไม่เคยรู้จักอีกเยอะแยะ
ยังมีความสุขในแบบที่เราไม่เคยรู้จักอีกเยอะแยะ