
ต่อเนื่องจากที่เราหัดขี่จักรยานจนนิ่ง เราเรียนรู็วิธีสื่อสาร และรู้จักวิธีแบ่งปัน จนเป็นนักปั่นที่ดี ต่อไปก็ได้เวลาร่วมกลุ่มพับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ร่วมกันเดินทางฝ่าลมไปข้างหน้าด้วยกันแล้วครับ แต่ก่อนจะกระโดดมาอ่านและลองเล่นกลุ่มแบบนี้ ลองย้อนกลับไปดู"เคล็ด(ไม่)ลับ สู่การเป็นนักปั่นที่ดี" และ "ขี่ให้นิ่ง" กันก่อนก็จะดีที่สุดครับ เพราะลำพังแค่เข้าร่วมกลุ่ม ใครๆก็เข้าไปร่วมได้ และนั่นล่คือสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุ ทำให้เราตต้องมาเจ็บตัว เสียเงิน เสียของกัน

วันนี้เราจะมาแบ่งหัวใจหลักของการขี่กลุ่มออกเป็น 3 หมวดใหญ่ๆนะครับ แต่ก่อนอื่น สำหรับมือใหม่จริงๆ การขี่กลุ่มมันสำคัญอย่างไร??
..........การขี่กลุ่มเป็นสิ่งที่สร้างการแข่งจักรยานให้มีสีสันแบบที่เป็นอยู่ หลักการง่ายๆก็คือการที่คนหน้าทำหน้าที่ฝ่าอากาศไปด้านหน้า และคนหลังอาศัยกระแสอากาศที่ม้วนวนอยู่หลังคนหน้าเกิดเป็นแรงฉุด ดึงให้คนหลังเดินทางไปข้างหน้าโดยออกแรงน้อยลง และจะยิ่งส่งผลมากขึ้นเรื่อยๆหากกลุ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการที่ประหยัดแรงนี้เองที่ทำให้เราเดินทางไปได้เร็วขึ้น ไกลขึ้น ด้วยความร่วมแรงร่วมใจสลับกันขึ้นมาทำหน้าที่นี้ และแน่นอนว่าเมื่อคนมาอยู่รวมกัน มันก็ต้องมีกฏ มีกติกามารยาทกันบ้าง ซึ่งไม่มีใครบันทึกเอาไว้หรอกครับ แต่เป็นคำภีร์ที่นักปั่นถ่ายทอดต่อๆกันมา เพื่อความปลอดภัยของพวกเรากันเอง
เอาล่่ะมาเข้าเนื้อหากัน
1.รู้จัก PACE LINE
การขี่กลุ่มแบบที่พวกเราเรียกกัน คือสิ่งที่นักปั่นสากลเรียกรวมๆกันว่า "Pace Line" ถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่

-Single Pace Line หรือบางตำราเรียก singular line และยังรวมไปถึง double pace line อีกด้วย การขี่กลุ่มแบบนี้เป็นพื้นฐานแรกสุดของการขี่ร่วมกันเป็นกลุ่ม เหมาะกับการเดินทางไปข้างหน้าเมื่อลมมีทิศทางมาจากทิศหน้าตรงเป็นหลัก คนนำจะทำหน้าที่"หัวลาก"พาเพื่อนๆไปด้วยกัน และสลับผลัดลงไปต่อท้ายกลุ่มให้คนต่อไปทำหน้าที่แทน *ไม่มีกฏตายตัวนะครับว่าจะต้องสลับออกทางด้านซ้ายหรือขวา โดยส่วนมากจะสลับออกทางด้านซ้าย ยกเว้นกรณีที่ลมมาเฉียงจากด้านขวา คนลากจะสลับลงทางด้านขวา เพื่อบังลมให้แถวของเพื่อนที่กำลังจะเปลี่ยนเข้ามา แต่สิ่งจำเป็นคือต้องรู้กัน สื่อสาร ให้สุ้มเสียงกัน และหากคุณเข้าร่วมกลุ่มสิ่งที่พึงปฏิบัติคือ "คำหน้าทำแบบไหน เราทำแบบนั้น" ...ส่วน double pace line หรือแถวคู่ คนนำจะออกแยกไปสองทางเสมอ

-Circular Pace Line หรือการขี่กลุ่มแบบวน คล้ายกับแบบแรกแต่ต่างกันตรงที่คนนำเมื่อผลัดลงไปพักให้คนที่สองขึ้นมาทำหน้าที่คนลาก จะต้องวนต่อๆกันไปตลอดไม่มีจังหวะที่จะไหลลงไปเดี่ยวๆเพื่อต่อท้าย ข้อดีของรูปแบบนี้คือทำความเร็วได้สูงกว่าแบบแรกเพราะไม่ได้อาศัยพลังจากคนหน้าคนเดียว ทุกๆคนจะออกแรงช่วยกันในระดับเท่าๆกัน ข้อควรระวังคือต้องฝึกฝนมาก่อนระดับหนึ่ง มีโอกาสที่จะพลาดเกี่ยวกันเองหากไม่รู้จักวิธีการ
วิธีการขี่ให้ปลอดภัยและนำไปฝึกฝนคือ ก่อนที่คนนำอยู่จะหลบพักออกมาต้องให้คนที่นำก่อนเราส่งเสียงบอกเราก่อนว่าแนวลล้อหน้าของเขาพ้นจากล้อหลังของเราแล้ว และคนหน้าหลบออกมาอย่ากวาดออกไปไกล ให้ออกมาเพียงหนึ่งช่วงคนพอดีๆ คนที่ตามมากำลังจะขึ้นนำแทน ไม่ต้องรีบเร่งขึ้นไปแทนที่ ค่อยๆขี่ไปให้เร็วเท่าเดิมรอฟังเสียงจากคนก่อนว่าแนวล้อพ้นแล้ว (ถ้าฝรั่งจะส่งเสียงว่า"เคลียร์") และคนสุดท้ายก็จะให้สัญญาณก่อนเข้าไปในแถวเพื่อบอกคนหน้าให้รู้ว่าเค้ากำลังจะเป็นคนสุดท้าย
ลองสังเกตุในกีฬาจักรยานดู กลุ่มที่หนีออกมานิยมจะขี่กันแบบนี้ เนื่องจากทุกคนต้องทำงานกันเต็มที่ ไม่สามารถหมกเม็ดได้ และทำความเร็วได้สูงกว่ามาก ทีมไหน หรือกลุ่มไหนที่ขี่ด้วยกันบ่อยๆ ลองฝึกหัดดู มันจะเป็นบันไดไปหาแบบที่ 3 ได้ง่ายขึ้น
การผัดเปลี่ยนว่าจะหมุนทวนหรือตามเข็มนาฬิกา อยู่ที่ตกลงกันและดูทิศทางลมเป็นหลัก โดยสากลจะให้คนพักลงทางที่ลมไม่ได้มา เช่นลมมาจากด้านขวามือ กลุ่มจะวนตามเข็มนาฬิกา แต่หากลมมาจากทางซ้ายมือ กลุ่มจะวนทวนเข็มนาฬิกา
-Echelon Cross Wind หรือการขี่กลุ่มแบบลมด้านข้าง
การขี่จะคล้ายกับแบบที่ 2 แต่กลุ่มจะเอียงไปด้านข้าง ซึ่งการขี่แบบนี้จัดว่าอันตรายที่สุด เพราะล้อหน้าและหลังจะเกยกันอยู่ หากเพิ่งเริ่มขี่แรกๆไม่ควรขี่ให้ชิดกันจนเกินไป และอย่าให้ล้อเกยกันจะดีที่สุด (ดูภาพประกอบ) ด้วยข้อขำกัดของขนาดถนนและเส้นทาง การขี่แบบนี้อาจไม่เหมาะสำหรับการออกทริปหรือการแข่งรายการทั่วไปที่ไม่ได้ปิดภนน แม้แต่โปรเองก็อาศัยการขี่แบบนี้เพื่อบีบพื้นที่และทำเกมส์หนีจากคู่ต่อสู้ในสถานการณ์ที่ลมด้านข้างมาแรงๆ กลายเป็นกลยุทธที่สำคัญ
กติกามารยาทที่พึงทำเมื่อพบกับการขี่แบบนี้ ทางที่ดียอมใจดำแล้วต่อท้ายดูจังหวะไปก่อน จนมั่นใจในตัวเองว่าสิ่งที่เคยฝึกฝนมาสามารถร่วมได้แล้วค่อยเข้าไปร่วมวนในกลุ่ม มิเช่นนั้น ..เกาะตามไปเฉยๆสบายและปลอดภัยกว่า

2.รักษาระยะห่างให้พอเหมาะ
มีคำถามว่าระยะห่างแต่ละคันควรเป็นเท่าไหร่ บางท่านไปดูโปรขี่กันมาห่างกันแค่ 5 นิ้วก็มี แล้วพยายามจะขี่ให้ได้แบบโปร เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็ควบคุมไม่ได้และเกี่ยวกันในที่สุด ระยะห่างที่เหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องรักษาระยะนั้นเอาไว้ให้คงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น การเร่งกระชาก หรือการใช้เบรคจึงเป็นสิ่งต้องห้ามของการร่วมขี่กลุ่ม เราต้องเดินทางไหด้วยความเร็วที่คงที่มากที่สุด หากข้างหน้าเร่งความเร็ว ระยะห่างเริ่มมากขึ้น เราควรค่อยๆเพิ่มความเร็วและค่อยๆลดช่องว่างลง (ในสถานการณ์การแข่งควรมีคนทำหน้าที่"เชื่อม") หากข้างหน้าชลอลง เราควรชลอแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่กดเบรค หรือปล่อยไหลฟรีขาไปแล้วเกยบานออกข้างๆ ซึ่งอาการบานนี่เองที่ทำให้เกิดสภาพ "ล้อเกย" หรือเมื่อล้อหลังคันหน้าเกยซ้อนล้อหน้าคันหลัง
ล้อเกย คือสาเหตุหลักๆของอุบัติเหตุในการขี่กลุ่มเลยทีเดียว เพราะเมื่อนำเนื้อหาการขี่กลุ่มร่วมกับเนื้อหาเรื่องการขี่ให้นิ่ง จะพบว่า หากนักปั่นละเลยจนเกิดสภาพล้อเกย ร่วมกับคนหน้าปั่นแบบไม่นิ่งสา่ยไปมา หรือนึกจะออกก็ออก เมื่อนั้นก็จะเกี่ยวกันจนล้ม และคนที่ซวยคือเพื่อนๆที่ตามมาอีกเป็นฝูง
นอกจากนั้นการที่ขี่แล้วไม่รักษาระยะให้เหมาะสมก็เป็นอันตรายอย่างมากในหลายสถานการณ์ เช่นถนนแคบ ลงเขา ทางขรุขระ เส้นทางเหล่านี้ นักปั่นควรเพิ่มระยะห่างจากคนหน้าให้มากขึ้น เพื่อชดเชยความผิดพลาดที่อาจเปิดขึ้นได้ แทนที่จะระวังกลัวตนเองจะหลุดกลุ่มก็จี้ติดเอาไว้ และเมื่อมีปัญหาผิดพลาด ก็แก้ไขไม่ทันและเป็นเหตุของอุบัติเหตุได้ในลำดับต่อมา

3.อย่าขี่คนเดียว
หลายๆท่านเวลาขี่กลุ่มท่านกำลังเข้าสู่โหมดข่คนเดียว อยู่กับล้อคันหน้า อยู่กับล้อคนหน้า แม้ว่าท่านจะนิ่ง และรักษาระยะดีอย่างไร ท่านกำลังสร้างความเสีี่ย่งให้กับเพื่อนๆ นักปั่นที่มากประสพการณ์และฉลาด จะมองผ่านไปที่หัวแถวและเส้นทางเสมอ เมื่อหัวแถวเร่งหรือชลอ ท่านสามารถประหยัดแรงได้มากกว่า ยกตัวอย่างเช่นเมื่อหัวแถวเร่งความเร็วสูงจนกลุ่มยืดออก ท่านอาจไม่จำเป็นต้องรีบเร่งตามเมื่อท่านมองไปข้างหน้าพบว่าทางแคบลง หรือกำลังจะเลี้ยว เพราะกลุ่มจะหดลงจนเข้าไปรวมกันเองโดยที่ท่านไม่ต้องเสียแรงเร่งเข้าไป แน่นอนว่าหากท่านก้มหน้าก้มตาปั่นกับล้อหลังของคนหน้า ท่านไม่มีทางรู้และเตรียมตัวรับสถานการณ์ข้างหน้าได้เลย
การเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้ายังข่วยอะไรท่านได้อีกหลายต่อหลายอย่าง ท่านสามารถมองเห็นเพื่อนนักปั่น มองเห็นเส้นทาง อุปสรรค สภาพถนน สิ่งกีดขวาง ซึ่งสำคัญมากกว่าความเร็วบนไมล์ที่กำลังวิ่งอยู่ ฝึกหัดที่จะขี่รักษาระยะโดยที่มองไปที่ไหล่หรือตัวของเพื่อนนักปั่นคนหน้าแทนที่จะจ้องไปที่ล้อหลังแต่เพียงอย่างเดียว
รวมไปถึงอย่าลืมนะครับว่าท่านมีเพื่อนร่วมทางอยู่รอบๆท่าน อย่าทำอะไรให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นสั่งน้ำมูก เทน้ำ ราดน้ำ ทิ้งขยะ แม้แต่ฟรีขาปล่อยวางโบกมือลาจากกลุ่ม อย่าลืมบอกคนหลังท่านว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ (มันคือการ"สื่อสาร"กันครับ)
เอาล่ะ... 3 กฏ กติกา มารยาทพื้นฐานนี้ จำให้ขึ้นใจ ก่อนจะปิดท้ายบทความด้วย

Tips and Tricks สำหรับการขี่กลุ่ม
-ฝึกฝนจากเพื่อนๆขนาดเล็ก เริ่มหัดจาก 2-3 คน และค่อยๆขยายมากขึ้นก่อนจะเข้ากลุ่มใหญ่ ก็เฉกเช่นเดียวกับก่อนที่จะมาปั่นร่วมกันกับเพื่อนก็ควรขี่ให้นิ่งเสียก่อน หลายคนกล่าวว่าหากคุณไม่สามารถขี่กับเพื่อนคุณ 4-5 คนอย่างราบลื่นแล้ว อย่าได้ริคิดเข้ากลุ่มใหญ่ๆ เพราะจะอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
-ไม่มั่นใจ ให้อยู๋ท้ายๆ ...อย่ากลัวที่จะโดนหาว่าเป็นปลิงมาเกาะ เพราะหากคุณขึ้นไปแล้วก่อให้เกิดอันตรายจะยิ่งเป็นปัญหาหนักกว่าเก่า หากไม่มั่นใจในทักษะการคุมรถ ไม่มั่นใจในความนิ่ง ไม่มั่นใจในแรงของตน ...อยู่ท้ายของกลุ่มไปเสียตลอดทาง เมื่อคนนำลงมาพักสลับเปลี่ยนก็เปิดช่องด้านหน้าเราให้เขาเข้าแทน หากมีคนหลังจะแซงขึ้นมาก็เปิดช่องให้เขาแซงออกหรือมาแทนที่ได้แต่โดยดี ผมขอแปลง่ายๆว่า"เจียมตัว" ครับ
ปัญหาที่อันตรายมันมาจากที่นักปั่นพมาแต่ใจที่สู้แต่ทั้งทักษะและร่างกายไม่พร้อม
-ความเร็วไม่ใช่สาระสำคัญ ... ระหว่างคุณไปถึงเร็วสนุกสะใจ กับคุณไปไม่ถึงเพราะล้มเสียก่อน ผมว่าใครๆก็คงเลือกได้ทั้งสิ้นว่าจะเอาทางไหน และการจะเร็วได้สนุกมันต้องผ่านการฝึกฝนทั้งร่างกายและทักษะมาแล้ว มิเช่นนั้น ยอมรับและไปถึงช้าหน้่อยแต่ถึงชัวร์จะดีกว่า หรือให้คิดเสมอว่า หลุดกลุ่มนี้ยังมีกลุ่มอื่น ขอให้ปั่นดีเถอะครับ มีคนอ้าแขนต้อนรับแน่นอน ดีกว่าขาแรงแต่ปั่นแย่ๆ ใครๆก็ไม่อยากให้ร่วมแม้จะขาแกร่งปากเก่งขนาดไหน
-สุดท้ายที่สำคัญที่สุดกับการฝึกฝน ทั้งความปลอดภัยและพัฒนา .... ฝึกกับคนที่เก่งใกล้กับเรา ...ตรงนี้จะตรงข้ามกับคำแนะนำว่าอยากเก่งให้ขี่กับคนเก่งกว่านะครับ เพราะการขี่กลุ่มเป็นทักษะที่สำคัญ พยายามหาเพื่อนที่แข็งแรงพอๆกัน ทักษะพอๆกัน ค่อยๆพัฒนาไปด้วยกัน อย่าพยายามฝืนฝึกขี่กลุ่มไปกับกลุ่มขาแรงที่ลากจนคุณไส้แทบแตกแล้วแค่เอาตัวรอดก็หายใจทางเหงือกแล้ว ...หาเวลาฝึกฝนพัฒนาทักษะเหล่านี้เสียก่อนที่จะไส้แตก เพราะตอนนั้นคุณไม่มีเวลามาเรียนรู้อะไรหรอกครับ
ลองนำไปคิด ใส่ใจ และอย่าลืมฝึกฝนกันให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง และเหนือสิ่งอื่นใดคือความปลอดภัยของเพื่อนนักปั่น อุบัติเหตุจักรยานร้อยละร้อย คนก่อ คนทำไม่ได้เจ็บมากหรือเสียหาย แต่คนที่เจ็บหนักหรือเสียหายมากคือคนที่ตามมาแบบดวงลากมาล้ม ....อย่านำความสุข ความสนุก และสะใจของตนเอง มาก่อให้เกิดความเสี่ยงกับผู้อื่นเลย

ส่วนเพิ่มเติม
การสื่อสารพื้นฐานในกลุ่ม ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นสัญญาณมือครับ แต่อยากให้รับรู้เอาไว้ในส่วนที่เป็นสากลของนักปั่นจักรยานจริงๆ ไม่เหมือนกับสัญญาณมือจรจรของจักรยานครับ สัญญาณมือพื้นฐานพวกนี้อาจต่างกันในแต่ละที่แต่โดยมากนักแข่งอาชีพที่เห็นจะใช้แบบนี้ตรงกันนะครับ
1.การขยับศอก หมายถึงต้องการจะลงพักให้คนต่อไปขึ้นมาทำหน้าที่นำกลุ่ม ตามหลักการจริงๆคือขยับด้านไหนลงด้านนั้นแต่จากที่ไปนั่งไล่ดูโปรแข่งมา ... พบว่าครึ่งๆของภาพที่เห็นจะไม่ได้ตามหลักนี้ครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอว่า แค่รู้กันว่าขยับคือจะลงก็พอครับ ...ทำไมต้องขยับศอก?? ในเมื่อส่วนมากเราจะชินการยกมือโบกกันมากกว่า (ที่ญี่ปุ่นใช้การโบกมือมากกว่าขยับศอกเช่นกัน) เพราะการขยับศอกเราไม่ต้องเอามือออกจากแฮนด์ครับ ที่สำคัญ คนหลังสามารถเห็นได้ง่ายชัดเจน ไม่สับสนกับการสลัดมือคลายเมื่อย หรือการชี้อะไรบนพื้นครับ
2.การเอามือกำไว้ด้านหลัง 1 ข้าง มักจะเป็นข้างซ้ายนะครับ แปลว่ากำลังลดความเร็วลง คนหน้าจะทำสัญญาณนี้เพื่อบอกให้กลุ่มรู็ว่าเค้าลดความเร็วลง แต่ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนลงไปพักไม่ต้องแซงขึ้นมา ที่ว่ามักจะเป็นมือซ้ายเพราะ มือขวาจะได้คุมเบรคหลังอยู่ หากเอามือขวากำเหลือมือซ้ายจับเบรคหน้า อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันกำเบรคหน้าแล้วตีลังกาได้
สัญญาณมืออื่นๆ แม้จะมีความเป็นสากลในหมู่นักจักรยานแต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่แตกต่างกัน ผมจึงขอไม่นำเสนอ เดี๋ยวจะกลายเป็นแบบแผนที่ต้องปฏิบัติตาม คำแนะนำที่ดีที่สุดคือให้เรียนรู้การสื่อสารกับกลุ่มที่เราอยู่ ใช้ทั้งเสียงและการส่งสัญญาณเข้าด้วยกัน ส่งสัญญาณที่สั้น ชัดเจน เสียงที่ดังและกระชับ
ฝากสรุปปิดท้าย
จักรยานและกีฬาจักรยาน ผมฃอบเรียกว่าเราเป็น "สัตว์สังคม" เราอยู่ร่วมกันและไปร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องรู้เมื่อเข้าสังคมคือ ทั้งกฏ กติกา มารยาท รวมถึงสังคม วัฒนธรรม เพราะแม้ว่าจะรู้และเข้าใจกติกา มารยาทสากล แต่เมื่อไหร่ที่ท่านเจอกับกลุ่มที่ต่างกัน แต่ละกลุ่มก็มีวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่ต่างกัน แต่ละประเทศในโลกก็มีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกัน จังอยู่บนจักรยานด้วยสำนึกรู้ของความเป็นสัตว์สังคมที่ดี แล้วทุกคนจะไปร่วมกันได้อย่างปลอดภัย สนุกสนาน ได้สุขภาพที่ดี แต่หากเข้าไปในกลุ่มด้วยใจเพชรฆาตดั่งราชสีห์จ้องขย้ำเหยื่อเพื่อตนเองตลอดเวลา โอกาสที่จะเกิดปัญหาก็ตามมาด้วย
เรื่องเหล่านี้เป็นทั้งทักษะ และ ตรรกะพื้นฐาน คนบางคนปั่นกลุ่มได้ดีมากแม้ไม่ใช่นักแข่ง ไม่ใช่ขาแรง เพราะเค้าคิดแบบสัตว์สังคม คนบางคนแรงดี แรงมาก เก่ง เร็ว แต่ปั่นกับใครก็พาให้คนเบือนหน้าหนี จะสร้างความฉิบหายได้ตลอดเวลา เพราะใจมันลืมตนขึ้นจักรยานแล้วมโนคติคิดไปว่ากำลังควบม้าศึกคึกตลอด จะไปทำสถิติ ทุบสตราว่า หรือภาพหลอนว่ากำลังแข่งแกรนด์ทัวร์นัวไปกับโปรทีมอยู่
รู้ตัว เข้าใจตน คิดถึงคนอื่น และมีสติ [homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 532834.jpg[/homeimg]
ภาคประกอบเสริมจากคุณ lucifer ครับ
ช่วงนี้ คุณ giro มีบทความดีๆ มาให้อ่านกัน
อยากจะช่วยเสริมอีกนิดนะครับ คนที่เขาเก่งกว่าเขาสอนมาอีกทีหนึ่ง
1. ตำแหน่งการวางมือ
- เมื่อเข้ากลุ่ม ขี่ตามกัน ถ้าไม่ใช่คนหน้าสุด คนตามหลังไม่ควรจะก้มจับdropเลยนะครับ แต่ขอให้วางมือจับที่ฮูดนะครับ
- คนที่สอนมาบอกว่า ถ้าเป็นพวกฝรั่งที่ขี่กันนี่ เขาไม่มีมารยาทแบบเรานะ คือ มันด่าเลย ด่าแล้วชี้หน้าด้วย เพราะว่าการเอามือจับที่ดรอปในขณะที่เข้ากลุ่มนั้น มันอันตรายมาก เพราะเวลาเราจับดรอป เราจะเข้าถึงเบรคได้ช้ากว่าเมื่อจับที่ฮูด โอกาสเกิดเรื่องน่าหวาดเสียวในขณะขี่กลุ่มมันก็มีได้เรื่อยๆ บางครั้งต้องเบรคบ้าง ต้องเร่งบ้าง การเข้าถึงเบรคได้ช้าจะสร้างอานิสงค์อันแรงกล้าต่อคนที่อยู่หลังเรา หรือ ทั้งขบวนเจ็บไปด้วยกัน
- วันก่อนผมเองก็ยังงงกับนักปั่นบางคนที่ปั่น TimeTrial คือ มันไม่ใช่กฎเกณฑ์อะไรนะที่ว่า รถTime Trial ต้องลากกลุ่ม รถTimeTrialก็อาจจะเกาะท้ายเขาได้เช่นกัน(ใครมันจะแรงตลอดเวลา) แต่ไม่ใช่เกาะท้ายเขาโดยก้มอยู่บนAeroBar ครับมันเข้าเกียร์ง่าย แต่มันเบรคไม่ได้ ในทางตรงข้ามหากมาจับที่basebar มันอาจจะเข้าเกียร์ไม่ได้ (ยกเว้น Di2) แต่มันเบรคได้ครับ เกียร์ไม่ต้องเข้ากันบ่อยๆหรอก แต่เบรคมันต้องใช้เป็นบางครั้ง เห็นแล้วก็เสียวแทน
2. มารยาทอื่นๆ เช่น ถุยน้ำหมาก ขากน้ำลาย ผายลม อะไรพวกนี้ ก็ควรไปทำเวลาอยู่ท้ายกระบวน เช่นกัน คนที่สอนผมเขาบอกว่า ฝรั่งมันชี้หน้าด่ากันเลย เพราะคนหลังมันโดนเต็มๆ
- ผมเองเคยเจอ แต่ไม่โหด ก็แค่พี่แกร้อน แกก็เทน้ำใส่หลังแกเลย ไม่ได้สนใจถามไถ่กันเลยว่า ข้างหลังเนี่ยใครตามไหม
ท่าทางจะขี่คนเดียวจนชิน ผมก็ได้แต่ขอบใจแกที่แจกจ่ายน้ำมาให้บ้าง ก็ร้อนเหมือนกันนะ เลยไม่โกรธ ฮ่า ฮ่า
- ปล่อยมือขี่จักรยาน ก็OKแหละ ผมรู้ว่าพี่เก่งจริง!!! ถึงผมปล่อยมือขี่ได้ แต่ไม่เก่งขนาดเปิดย่าม คว้าiPadออกมาถ่ายรูป แล้วเสียบคืนย่าม ปิดยาม แล้วจับแฮนด์ปั่นต่อ ที่สำคัญผมจะไม่ทำเวลาอยู่ในกลุ่ม ไม่ทำเวลาที่มีคนอื่นตามมา และไม่ทำในที่ที่คนอื่นเขาเห็น ( ล้มแล้วอายเขา ฮ่า ฮ่า ) ดังนั้นเวลาเจอใครสักคนปล่อยมือในกลุ่ม ต่อให้คนนั้นเก่งแค่ไหน เชื่อเถอะไม่มีใครเขามีความสุขในการตามไปด้วยอย่างแน่นอน
3. เวลาดื่มน้ำ
- นี่ก็อีกเหมือนกัน ถ้าใหม่ๆนี่ เขาบอกเลยว่า เวลาอยู่หัวกระบวน ให้ลากอย่างเดียว ห้ามกินน้ำ แต่ให้ไปกินเวลาลงไปอยู่ท้ายกระบวนแล้ว เพราะเอ็งจะไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เป็นภาระให้ใคร เอ็งจะทำกระบอกตกเวลาเสียบคืน ก็ไม่เดือดร้อนใคร
- ผมเองอาจจะพอมีความ"เก๋า"อยู่บ้าง ผมดื่มน้ำได้ทุกเวลาที่ผมปั่นโดยไม่เสียทิศทางและแทบจะไม่เสียความเร็ว แต่สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือ เวลาเสียบกระติกคืนเท่านั้นแหละ คือ ต้องมั่นใจจริงๆว่า ท้ายกระติกจะต้องเสียบเข้าไปในขากระติกเกือบๆครึ่งหนึ่ง จึงจะดันมันลงไป แล้ววางปล่อยมือจากกระติก ดังนั้นถ้าผมไม่ได้ขี่กับกลุ่มที่คุ้นเคยกันจริงๆ ผมจะรอลงไปข้างหลังก่อนแล้วค่อยว่ากัน และสำหรับเพื่อนๆแล้ว ถ้าไม่ใช่คนที่ทำมันประจำจนชำนาญ ก็ควรรอไปอยู่ท้ายกระบวนหรือเพิ่มความระมัดระวังในการเสียบกระติกกันด้วยนะครับ ปัญหาเรื่องกระติกหล่นแล้วรถคันหลังมาทับล้มนี่ มันเกิดขึ้นบ่อยๆนะครับ
- เรื่องรับขวดน้ำมากินในช่วงเวลาแข่ง กินเสร็จแล้วทิ้งเนี่ย (ใครๆก็ทำ มันเป็นเรื่องในเกมส์ เพราะเวลาจัดแข่งต้องมีคนเก็บ ) เวลาทิ้งก็ช่วยกันขว้างไปไกลๆไหล่ทางหน่อย อย่าหย่อนทิ้งไปเฉยๆเลย ป๋าฟาเบียง ล้มไหหักก็เพราะทับขวดน้ำ โปรแท้ๆยังกลิ้งโค่โร่
4. พูดถึงโปร
- จริงๆ ก็ไม่ได้เชื่อมือพวกโปรนักหรอก เข้าโค้งแล้วแหก แฉลบเพราะทับเส้นขาวก็ยังมีให้เห็น โปรเสือหมอบก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งไปทุกด้าน ฝีเท้าดี แข็งแรงดี แต่ทักษะไม่เอกอุก็มีเยอะแยะไป
- ป๋าแลนซ์ ศิษย์EPOเอง ตอนเลิกราสนามโปรทัวร์ใหม่ๆ ก็หวนไปขี่ MTB แล้วตะแกก็ล้มคว่ำคะมำหงายเสียหลายครั้ง จนเห็นว่า"เข็ด" ประมาณว่าทักษะในสภาพทางแย่ๆคงจะไม่มีเลย คงจะเคยชินกับการปั่นในทางเรียบๆซะมากกว่า
- โปรที่คล่องแคล่วยังกับลิง ก็เห็นจะมีคุณซาเกรียนคนเดียวแหละ เพราะแกกลายพันธุ์มาจากเสือภูเขา ก็อย่างที่บอก พวกนี้ทักษะดีมาก
ดังนั้นอย่าศรัทธา"ทักษะ"ของโปรมากไปนักนะครับ ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งแบบซาเกรียน ( กว่าจะเก่ง คงจะล้มมาหลายทีแหละ พวกเสือภูเขากับล้มนี่มันเป็นเรื่องธรรมชาติ )
