กาวยางมีส่วนผสมของสารละลายยางจำพวกทินเนอร์ ( ทินเนอร์ เป็นชื่อเรียกโดยรวมกว้างๆครับ มันประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนหลายตัวมาก , ลองค้นกูเกิ้ลดู ) ถ้ามันละลายยางไม่ได้ จะเป็นกาวยางได้อย่างไร

มันมีผลต่อผิวยางแน่ๆแต่ไม่ได้มากมายเหมือนแช่ทินเนอร์หรอกครับ ยกเว้นจะใช้งานมันไม่ถูกวิธี
ที่ผมบอกว่ามันละลายยางนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เราอาจจะไม่คิดถึงมัน เพราะเวลาที่มันจะละลายยางได้นั้นก็ใช้เวลามากทีเดียว , สมัยเด็กๆผมเคยทำกาวยางเอง โดยใช้เศษยางแช่ในทินเนอร์บ้าง ในเบนซินบ้าง แล้วแต่จะหาได้ แล้วก็ต้องแช่ในภาชนะปิดข้ามคืนจนกว่ามันจะละลายกลายเป็นของเหลวข้นๆแบบที่ใช้กัน การที่เราเอากาวยางมาใช้กับยางได้นั้น ก็เพราะว่าสารละลายมันจะระเหยไปหมดเสียก่อนที่เนื้อยางบางส่วนจะเสียคุณสมบัติไป ส่วนน้ำมันก๊าดเป็นอะไรที่ปลอดภัยกับยางมากๆ จริงอยู่ยางหนังสะติกเมื่อแช่ลงในน้ำมันก๊าดก็จะบวมพองขึ้นอืด แต่สำหรับยางจักรยาน ยางรถยนต์ ด้ามยางของปืน มันทนทานต่อน้ำมันก้าดมาก มากถึงขนาดแช่มันลงไปในน้ำมันก๊าดเวลาที่ต้องการล้างคราบเขม่าในอาวุธปืนหลังยิงกันได้เลยทีเดียว
ข้อความข้างล่างต่อไปนี้เป็นเหตุผลว่า "ทำไมกาวยางจึงไม่เหมาะสมกับการซ่อมผิวงานในโจทย์ของเจ้าของกระทู้"
ขั้นตอนในการใช้กาวยางมันค่อนข้างจะยุ่งยาก ต้องป้ายกาวในขนาดที่กำลังดีไม่มากจนเยิ้มและไม่น้อยจนไม่พอ โดยต้องป้ายที่ผิวงานทั้งสองด้านให้ทั่ว แล้วทิ้งเอาไว้จนกาวเริ่มเซทตัว กาวจะเริ่มเหนียวข้น
และเกือบๆจะแห้ง แต่ยังไม่แห้ง ซึ่งนั่นหมายความว่าสารทำละลายเริ่มจะระเหยออกมาจากเนื้อกาวไปมากแล้ว พอถึงจุดนั้นจึงนำชิ้นงานทั้งสองฝั่งเข้ามาติดกัน แล้วต้องหาอุปกรณ์ในการดันให้ชิ้นงานแนบสนิทกันจริงๆ เพราะกาวยางจะยังไม่เซทตัวจนแข็งในตอนนั้น แต่จะต้องทิ้งเอาไว้จนกว่าสารทำละลายจะระเหยไปจนหมด หรือ ซึมเข้าไปในเนื้อยางและระเหยไปจนหมดเช่นกัน
ข้อจำกัดของกาวยางก็คือ ใช้เวลาในการเซทตัวนาน ผลที่ได้ขึ้นกับความประนีตในการทำ รวมไปถึง การเตรียมผิวงาน การตรึงผิวงานหลังจากนำมาติดกัน การใช้แผ่นปิดยางในนั้น จะอาศัยแผ่นยางที่มีพื้นที่ผิวมากๆ แปะติดกับผิวยางในที่มีพื้นที่ผิวมากเสมอกัน กาวยางจึงจะทนแรงดันและไม่ถูกยืดให้ถ่างออกจนชิ้นงานเสียหาย
กาวยางมีค่าความแข็งหรือความสามารถในการตรึงชิ้นงานได้น้อย จึงจำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ผิวงานมากๆเพื่อapplyกาวให้สัมผัสได้ทั่วถึงกัน เราจึงไม่สามารถใช้กาวยางยึดหัวตะปูไว้กับโต๊ะเหล็กได้ เพราะพื้นที่ผิวน้อยเกินไปกว่าที่จะยึดให้แน่นหนาพอ แต่เราสามารถใช้ Cyanoacrylate หรือ ซุปเปอร์กลูหรือกาวตราช้าง(เป็นยี่ห้อกาวที่ทำตลาดsuperglueในเมืองไทย ) ยึดหัวตะปูไว้กับโต๊ะเหล้กได้แน่นกว่ากาวช้างหลายเท่าตัว
แผลที่หน้ายางในลักษณะนั้นมีพื้นที่ผิวน้อยมากครับ ถ้าจะยึดโดยใช้แผ่นยางขนาดใหญ่มาดามไว้จากภายในแบบการปะยางในก็คงจะไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ผิวงานที่มีพื้นที่ผิวงานแคบๆแบบนี้ จึงต้องเลือกกาวที่ทำหน้าที่ประสานที่เหมาะสม
กาวที่ทำจาก Cyanoacrylate มี variation มากมายครับ ซีเมนต์ที่ใช้เชื่อมข้อเทียมก็ทำจากสารประกอบตัวนี้ ถ้ามันไม่แข็งจริงๆก็คงจะตรึงผิวโลหะกับผิวกระดูกไม่อยู่อย่างแน่นอน
อาการกรอบของยางไม่ได้เกิดจากซุปเปอร์กลูโดยตรง แต่เกิดจากระหว่างผิวของยางที่สัมผัสกับกาวมีความแข็งเท่ากับเนื้อกาว(มันคือเนื้อกาวที่แข็ง แต่ไม่ใช่เนื้อยางที่แข็ง) หลังจากผ่านการใช้งานนานๆ เนื้อยางที่สัมผัสกับกาวอาจจะเกิดการแยกตัวออกจากเนื้อยางปกติ เนื่องจากความยืดหยุ่นที่ไม่เท่ากัน กาวไม่ได้หลุดออกมา แต่เป็นที่ผิวของเนื้องานแยกตัวออกจากเนื้องาน คล้ายกับเราเอากระดาษทากาวแปะกัน พอกาวแข็งดีแล้วดึงมันออก ชิ้นงานจะแยกจากกันแต่เป็นการลอกตัวของเนื้อกระดาษไม่ใช่เนื้อกาว
ในอดีตสารที่เอามาทำละลายใน SuperGlue บางชนิดมีพิษพอสมควร ไอระเหยจะทำให้ผิวพลาสติกขุ่นขาวและแตกกรอบได้ แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาสูตรขึ้นมาให้ดีกว่าเดิมครับ
ก่อนใช้กาวใดๆ ลองอ่านดูว่ากาวแต่ละแบบเหมาะสมกับอะไรบ้าง
SuperGlue ใช้ได้กับ Wood - Rubber - Plastics - Metal - Paper & Leather
แต่ก็ใช่ว่า plastics ทุกๆชนิดจะใช้กับกาวช้างได้ เพราะบางชนิดกาวช้างไม่เกาะผิวงาน (ตรงนี้ลืมไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆที่จำได้ พลาสติกที่ใช้อัดทำกรอบพระ ( Acrylate ) กาวช้างก็ไม่เกาะผิวงานเช่นกัน ต้องใช้น้ำยาประสานของมัน ( แถมให้นิดหนึ่ง บางท่านอาจจะบอกว่า ทินเนอร์ไม่ทำละลาย acrylate จริงๆแล้วทินเนอร์สามารถละลายacrylateได้ เพียงแต่ที่เราเห็นว่าไม่ได้เพราะทินเนอร์ระเหยไปอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าทำแบบผมคือ ใส่กระป๋องปิดฝาให้สนิทแล้วแช่มันข้ามคืน พบว่ามันก็ละลายได้เช่นกัน เพียงแต่ช้ามากเมื่อเทียบกับพลาสติกชนิดอื่นๆ )
แรงยึดเกาะผิวงานต่อตารางหน่วยก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจในการเลือกชนิดของกาว ทำไมบางชิ้นงานต้องใช้epoxy resin ยึด อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ
ถือว่าแลกเปลี่ยนความรู้กันก็แล้วกัน
แบบว่าตอนเด็กๆผมเล่นมาไม่น้อย สื่อการเรียนการสอนไม่ได้มากมายเหมือนสมัยนี้ หนังสือก็ไม่ได้หาอ่านง่ายๆ อินเตอร์เนทลืมไปได้เลย หลายสิ่งจึงได้จากการลองผิดลองถูกด้วยตัวเองครับ