นักปั่นอาชีพได้เงินเท่าไหร่?
โพสต์: 18 พ.ย. 2015, 15:41
นักปั่นอาชีพได้เงินเท่าไหร่?
แปล/เรียบเรียงจาก ไซคลิ่งทิปส์
สืบเนื่องจากบทความเกี่ยวกับรายได้ของ Cadel Evans มีคำถามต่อมาอีกว่า "แล้วโปรจักรยานเค้าได้เงินเท่าไหร่" เราจึงไปค้นหาคำตอบมาให้ซึ่งก็ไม่ได้ยากครับ เพราะเป็นหนึ่งในบทความที่ Velopedia อยากทำอยู๋แล้ว แต่หาโอกาสเหมาะลงเรื่องนี้
นักกีฬาอาชีพ เป็นอาชีพที่ได้รายได้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ปกติ มากหรือน้อยอยู่ที่ชนิดของกีฬาที่คนสนใจชม คนยิ่งตามดูมาก ก็ยิ่งได้รายได้มาก ผู้สนับสนุนก็ยิ่งมากหรือเพิ่มมูลค่า คงไม่ต้องอธิบายกันไกล นักฟุตบอลเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่นักกีฬาที่ได้รายได้สูงที่สุดในบรรดากีฬาอาชีพทั้งปวงคือ กอล์ฟ แม้ว่าจักรยานจะเป็นกีฬาอันดับ 1 ของบางประเทศเช่นเบลเยียม แต่เงินเดือนนักกีฬาก็ยังน้อยกว่านักฟุตบอลสโมสรดังๆอยู่ดี ทว่านักจักรยานอาชีพสามารถมีอายุการใช้งานได้ยาวนานพอสมควร สามารถยืนยงอยู่กับเวทีระดับโลกกันได้เกิน 20 ปีหากไม่บาดเจ็บไปเสียก่อน ตัวอย่างนักปั่นที่ปั่นจนอายุย่างเข้าปลาย 30 หรือต้น 40 มีอยู๋มากมาย
เบื้องต้นเราต้องมาดูกันก่อนว่าทีมจักรยานแบ่งออกเป็น 3 ดิวิชั่นหลักๆได้แก่ ProTour Team เป็นดิวิชั่นสูงสุด รองลงมาคือ Pro Continental Team และดิวิชั่นสุดท้ายคือ Continental Team เอาไว้มาคุยกันเรื่องระดับดิวิชั่นของทีมกันโอกาสหน้านะครับ วันนี้มาดูข้อมูลรายได้กันอย่างเดียวก่อน

รายได้ของนักปั่นสังกัดทีมดิวิชั่นสูงสุด
รายได้ของนักปั่นมีความต่างกันมากขึ้นอยู๋กับความสำเร็จและความดังของนักปั่นคนนั้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากกีฬาอื่นๆครับ
ProTour รายได้ขั้นต่ำของนักปั่นปกติอยู่ที่ ปีละ 2,450,000 บาท (เดือนละสองแสน) สำหรับโปรใหม่หรือเรียกกันว่านีโอโปรมีรายได้ปีละ 1,470,000 บาท(เดือนละแสนสอง) ส่วนนักปั่นโดเมสทีคหรือสมาชิกในทีมที่ทำงานได้ดีๆจะมีรายได้ปีละ 2,800,000-7,000,000 บาทต่อปี (เดือนละสองแสนสามถึงครึ่งล้านบาท) ส่วนนักปั่นระดับซุปเปอร์โดเมสทีคหรือสมาชิกทีมที่สามารถเป็นตัววางสอดแทรกได้หรือพวกตัวนำระดับหัวลากของทีม มีรายได้ตั้งแต่ปีละ 7,000,000-14,000,000 บาท (เดือนละครึ่งล้านจนถึงเดือนละล้านหนึ่งแสนกว่า)
ความสำเร็จของนักปั่นสามารถนำไปสู่รายได้ที่มากขึ้นได้ เช่นหากนักปั่นสามารถชนะเสตจของ Tour de Franceได้ สามารถเรียกค่าเหนื่อยในฤดูกาลต่อๆไปได้เป็น 1,050,000 บาทต่อปี หากชนะเสตจใน Giro d'Italia หรือ Vuelta A'Espana สามารถเรียกค่าเหนื่อยได้เป็นราวปีละ 8,000,000 บาท หากนักปั่นชนะบ่อยๆก็จะกลายเป็นพวกซุปเปอร์โดเมสทีค หรืออาจได้สัญญาใหม่จากทีมใหญ่ขึ้น เลื่อนระดับไป อันตามมาด้วยรายได้ที่มากขึ้น
รายการที่นักแข่งได้รายได้จากความสำเร็จได้ดีคือพวกรายการ Classics หลักๆ หากสามารถชนะรายการเหล่านาี้ได้ซักครั้ง มีโอกาสที่ฤดูกาลต่อไปสามารถอัพเกรดเงินค่าเหนือ่ยขึ้นมาเป็นระดับรายได้ของซุปเปอร์โดเมสทีคหรือ 14,000,000 ต่อปี
และหากชนะหรือได้อันดับดี มีโพเดี้ยมหรือติดอันดับต้นๆของรายการใหญ่ๆบ่อยๆ นักปั่นก็จะมีโอกาสต่อรองรายได้สูงขึ้นตั้งแต่ 21,000,000 ถึง 42,000,000 ต่อปี ยิ่งพวกดาราดังๆ ชนะบ่อยๆอย่าง Andy Schleck, Fabian Cancellara, Mark Cavendish, Marcel Kittel, Vincenzo Nibali สามารถมีรายได้ตั้งแต่ 70,000,000-210,000,000 บาทต่อปี (เดือนละห้าล้านแปดถึงสิบเจ็ดล้านบาท)

มาดูระดับดิวิชั่นสองหรือ Pro Continental กันบ้างครับ
รายได้ขั้นต่ำของนักปั่นในระดับดิวิชั่นสองอยู่ที่ราว 1,925,000 บาทต่อปี (เดือนละ แสนหก) และ 1,610,000 สำหรับโปรใหม่ (เดือนละแสนสาม) รายได้ของโปรในระดับนี้จะไม่ได้แตกต่างกันมาก ในทีมหนึ่งอาจจะมีโปรสัก 2-3 คนที่มีรายได้ระดับปีละ 1,000,000 บาท แต่โดยทั่วไปจะไม่ได้สูงกว่านี้มาก ดังนั้นความหวังของโปรในทีมดิวิชั่นนี้อยู่ที่การวาดลวดลายให้เด่น หนี ทำเกมส์ หรือชนะรายการหลักๆให้ได้ เพื่อโอกาสในการดึงตัวไปอยู่ทีมใหญ่ในดิวิชั่นสูงสุด
อย่างไรก็ดี ระยะหลังพบว่ามีดาราดัง หรือดาวค้างฟ้าที่แม้จะอายุร่วงเข้าเวลาโรยแต่ยังแรงดีบวกประสบการณ์ลงมาปั่นกับทีมดิวิชั่นสองมากขึ้น นักแข่งพวกนี้เดิมอาจมีรายได้ระดับหลักสิบล้านบาท แต่เมื่อสังขารและกาลเวลามันพาไป ก็ลงมาปั่นเป็นตัวหลัก ตัวดูดคนให้ทีมระดับรองๆ รับรายได้ราวๆ 5-6 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามากสำหรับนักแข่งในดิวิชั่นนี้ สัญญามักจะเป็นแบบปีต่อปี ถึงแม้จะชนะมากแต่ก็ยากที่จะอัพเกรดค่าเหนื่อยขึ้นไปเรื่อยๆได้เช่นวัยหนุ่ม แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กระเด้งกลับไปสู่ดิวิชั่นบนสุด ในฐานะซุปเปอร์โดเมสทีค และรับค่าเหนื่อยหลักสิบล้านขึ้นไปอีกครั้ง
ความน่าช้ำใจของโปรในดิวิชั่นสองอีกประการก็คือ สำหรับโดเมสทีคหรือแม้แต่ซุปเปอร์โดเมสทีคของทีมระดับนี้อาจทำงานหนักสุดชีวิต เหนื่อยแทบตาย เพื่อชัยชนะของตัวเด่นของทีม แต่หลายๆคนก็ไม่ได้เงินเพิ่มแต่อย่างได และไม่เด่นสะดุดตาจนได้เลื่อนชั้นไปสู่ทีมใหญ่เพราะเป็นพระรองตลอดกาล โชคร้ายหน่อย บั้นปลายาจตกไปอยู๋กับทีมดิวิชั่นสามก็ได้
ค่าเหนื่อยของทีมระดับ Continental
ทีมระดับดิวิชั่นสามนั้นมีโครงสร้างที่ไม่ได้ยุ่งยากมาก นักปั่นบางส่วนยังคงทำงานเต็มเวลาและมาขี่จักรยานแข่งนอกเวลา บางคนทำร้านจักรยาน เป็นช่างซ่อมจักรยาน ดังนั้นเงินเดือนรายได้ขั้นต่ำของนักแข่งในระดับนี้จึงไม่มี บางทีมไม่มีค่าเหนื่อยให้แต่ให้นักกีฬาไปหาสปอนเซอร์ส่วนตัวมาแทน แต่โดยมากจะมีค่าเหนื่อยให้นักแข่งราว 500,000 บาทต่อปี (เดือนละสี่หมื่นกว่า)จนถึง 1,250,000 บาทต่อปี (เดือนละแสน)
ซึ่งพิจรณาให้ดีๆ โครงสร้างดังกล่าวแทบจะไม่ต่างอะไรจากทีมสโมสรหรือ Club Team (หรือทีมนอกดิวิชั่น ที่มีโอกาสได้เชิญเข้ารายการต่างๆได้เช่น สโมสรทหารอากาศร่วมแข่งทัวร์ออฟไทยแลนด์ หรือ สวัสดีโอเต็ลพระรามเก้า ได้เช้าร่วมทัวร์ออฟสยาม แม้แต่สิงห์-อินฟินิท ก็ได้ร่วมแข่งในฐานะคลับทีม) มีทีมระดับดิวิชั่นสามที่มีโครงสร้างระบบรายได้นักกีฬาที่ดีอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยังมีอีกมากที่นักกีฬาบางส่วนหรือทั้งทีมไม่ได้มีรายได้โดยตรงจากทีม ซึ่ง UCI เองกก็ได้ปรับระเบียบการจดทะเบียนเพื่อให้ทีมอาชีพระดับนี้มีความมั่นคงพอสำหรับนักกีฬา แต่ก็ยังยากที่จะควบคุมดูแล
ความหวังของนักแข่งในระดับนี้คงไม่มีอะไรนอกจากทำผลงานให้เด่นและมีโอกาสเลื่อนไปอยู่กับทีมใหญ่จะเป็น Pro Continental หรือบางคนสวรรค์เปิดทางให้ มีโอกาสกระโดดไประดับ ProTour ก็มี (แม้แต่จากระดับสโมสรไปดิวิชั่นสูงสุดก็มีให้เห็นกันได้)

สำหรับนักกีฬาอาชีพยังคงมีโอกาสได้รายรับจากการเป็นตัวนำเสนอสินค้าต่างๆ แว่นตา รองเท้า ทว่าระยะหลัง แบรนด์สินค้าต่างๆ (หรือทีมจักรยานเป็นคนชงรวบ) ทำสัญญาสนับสนุนทีม ให้เงินก้อนกับทีม และทีมนำไปจัดสรรเป็นรายได้และเงินทำทีม นักกีฬาทุกคนต้องใช้หมวก แว่น รองเท้า เหมือนกัน
และยังคงมีรูปแบบสัญญาของแบรนด์จักรยานที่ทำพิเศษกับนักแข่งดาราดังมากๆเป็นรายบุคคลให้ขี่จักรยานยี่ห้อนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะย้ายไปทีมไหน ทีมนั้นต้องใช้ยี่ห้อของตน หรือต้องย้ายไปอยู่กับทีมที่ใช้จักรยานยี่ห้อนี้เท่านั้น รวมถึงชิ้นส่วนบางอย่างบนจักรยานที่ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนให้กับทีม นักแข่งดังๆสามารถรับรายได้จากการใช้ยาง ล้อ หรือแม้แต่จักรยานในอดีต เป็นการส่วนตัวได้
ยิ่งนักแข่งดังระดับมาเฟียบางถนถึงกับใช้จักรยานยี่ห้ออื่นแต่ตีตรายี่ห้อที่สนับสนุนทีมจริงๆก็ยังมี จะด้วยรายได้หรือความชอบก็ตาม
แต่ระยะหลังๆ ระบบทีมจักรยานโดยเฉพาะระดับ ProTour พยายามควบคุมระบบการสนับสนุนให้เข้ามาที่ทีม และทีมจัดการกับแบรนด์ต่างๆและนักแข่งเองมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีรายได้โบนัสจากการแข่ง เงินรางวัลต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระบบของทีมว่าจะจัดการอย่างไรกับเงินนั้น บางทีมโดยเฉพาะระดับล่างๆ จะนำเงินรางวัลและโบนัสเข้าทีม เพื่อใช้เป็นงบทำทีมต่อไป ทีมระดับสูงขึ้นมาจะมีข้อกำหนดในการแบ่งเงินเหล่านั้น บางทีมให้นักกีฬาแบ่งกันเท่าๆกันในทีมชุดนั้น บางทีมมีระบุในสัญญาว่านักกีฬาคนไหนจะได้สัดส่วนเท่าไหร่จากเงินรางวัลตามสัดส่วนหน้าที่ในทีม ส่วนโบนัสจากรายการเล็กๆในช่วงเตรียมฤดูกาล มักจะนำมาแบ่งกันเท่าๆกันทั้งทีมชุดที่ลงและไม่ได้ลงรายการนั้น

ตัวอย่างเงินรางวัลรายการ Tour de France
ชนะเสตจ 560,000 บาท (ไล่ลงไปจนถึง 14,000 บาท) หากทีมแบ่งเท่ากันแปลว่าวันนั้นนักแข่งชุดนั้นได้เงินโบนัส 16,000 บาท
เสื้อเหลืองได้เงินโบนัสจากการแข่ง 3,100,000 บาท และลดลงเรื่อยๆตามอันดับที่ได้จนถึงอันดับที่ 150 ได้เงินรางวัล 28,000 บาท หากสามารถรักษาเสื้อเหลืองไว้ได้หนึ่งวันจะได้เงินโบนัส 2,100,000 บาท
เสื้อเขียวและจ้าวภูเขา ได้เงินรางวัล 1,750,000 บาท จนถึง 140,000 บาทในอันดับที่ 8 และเงินรางวัลสำหรับจุดสปรินท์ หรือภูเขาในระดับต่างๆ ต่างๆราว 21,000-64,000 ต่อจุด
รางวัลเสื้อขาวได้เงินรางวัล 1,400,000 บาท และอันดับที่สี่ได้ 350,000 บาท
รางวัลนักแข่งบู๊ยอดเยี่ยมได้เงินโบนัส 1,400,000 บาท
รางวัลเวลารวมของทีมยอดเยี่ยม 3,500,000 บาท จนถึง 640,000 ในลำดับที่ 5

สุดท้ายคือเงินพิเศษจากผลงานอื่นๆของแต่ละคน เช่นหากนักแข่งเป็นแชมป์ในแต่ละชนิดของชาติตนเอง โดยเฉพาะมาจากประเทศที่มีรายการแข่งจักรยานสำคัญๆ จะได้เงินพิเศษค่าเหนื่อยเพิ่มปีละ 1,400,000 บาท (เดือนละแสน) รวมถึงหากนักแข่งคนนั้นได้เป็นแชมป์โลก ใส่เสื้อสายรุ้ง ก็จะมีโอกาสต่อรองค่าเหนื่อยในปีต่อไปเพิ่มขึ้นได้อีก อาจเพิ่มได้สูงถึง 2,800,000 ต่อปี จากเงินที่ได้อยู่แล้ว

ในฐานะของคนรักจักรยาน อยากเห็นเด็กไทยได้มีโอกาสเป็นนักจักรยานอาชีพอย่างเต็มตัว มั่นคง ยั่งยืน มีโอกาสไต่ลำดับเข้าสู่เวทีระดับโลก ทีมอาชีพในไทยเราอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปแข่งโปรทัวร์ แกรนด์ทัวร์ แต่หวังเหลือเกินว่าจะได้เป็นบันไดให้นักแข่งได้ถูกดึงตัวไปร่วมทีมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกับนักกีฬาอื่นๆ หรือชาติเอเชียอื่นๆที่มีนักแข่งสัญชาติตนเองอยู่ในระดับ ProTour เช่นญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีนักแข่งไปแข่งอาชีพในยุโรปมานานหลายสิบปีแล้ว จนทุกวันนี้ดารานักปั่นญี่ปุ่นเป็นสมาชิกทีมระดับเงินเดือนแนวหน้า ถึงจะยังไม่ดังแบบซุปเปอร์สตาร์แต่ก็จัดว่าเป็นซุปเปอร์โดเมสทีคของทีมที่สำคัญ
คนไทยไม่ใช่ไม่เก่ง เด็กไทยไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ระบบและโอกาสยังไม่อำนวย นักปั่นจักรยานและคนรักจักรยานทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันผลักดันครับ ไม่ใช่แค่นักแข่งเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ คนรักจักรยานทุกคนต่างมีส่วนร่วม ชิ้นส่วน จักรยาน ที่เราใช้กันสักวันก็จะไปอยู่ในมือของน้องๆรุ่นเด็ก ในมือของนักแข่ง เงินที่เาซื้อสินค้าส่วนหนึ่งก็วนกลับไปเป็นการสนับสนุนนักแข่ง สนับสนุนงานแข่งดีๆ นักปั่นที่ใช้จักรยานสัญจร มีส่วนให้เกิดถนนที่ปลอดภัยสำหรับการขี่จักรยานมากขึ้น
คุณจะปั่นอะไร แนวไหน แฟชั่น กินลม ชมวิว ฟรุ้งฟริ้ง แต่ถ้าทุกคนมีส่วนร่วมกับจักรยาน สักวันหนึ่ง ต้องมีเด็กไทยได้ไปถึงการเป็นนักปั่นอาชีพระดับที่กล่าวมาเป็นแน่
ให้กำลังใจทุกฝ่ายครับ หากบทความนี้ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กผู้รักจักรยานได้มีฝัน หากสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ปกคริงพาบุตรหลานเข้าสู่กีฬาจักรยาน และเหนือสิ่งอื่นใดคือสร้างแรงผลักดันจากนักปั่นทุกคน Velopedia และผู้สนับสนุน ตายไปก็ไม่เสียดาย[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 442049.jpg[/homeimg]
ใครที่สนใจระบบทีมจักรยานอาชีพ ลองย้อนไปดูบทความนี้นะครับ เกี่ยวกับทีมจักรยาน
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1348013
แปล/เรียบเรียงจาก ไซคลิ่งทิปส์
สืบเนื่องจากบทความเกี่ยวกับรายได้ของ Cadel Evans มีคำถามต่อมาอีกว่า "แล้วโปรจักรยานเค้าได้เงินเท่าไหร่" เราจึงไปค้นหาคำตอบมาให้ซึ่งก็ไม่ได้ยากครับ เพราะเป็นหนึ่งในบทความที่ Velopedia อยากทำอยู๋แล้ว แต่หาโอกาสเหมาะลงเรื่องนี้
นักกีฬาอาชีพ เป็นอาชีพที่ได้รายได้ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรายได้ปกติ มากหรือน้อยอยู่ที่ชนิดของกีฬาที่คนสนใจชม คนยิ่งตามดูมาก ก็ยิ่งได้รายได้มาก ผู้สนับสนุนก็ยิ่งมากหรือเพิ่มมูลค่า คงไม่ต้องอธิบายกันไกล นักฟุตบอลเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่นักกีฬาที่ได้รายได้สูงที่สุดในบรรดากีฬาอาชีพทั้งปวงคือ กอล์ฟ แม้ว่าจักรยานจะเป็นกีฬาอันดับ 1 ของบางประเทศเช่นเบลเยียม แต่เงินเดือนนักกีฬาก็ยังน้อยกว่านักฟุตบอลสโมสรดังๆอยู่ดี ทว่านักจักรยานอาชีพสามารถมีอายุการใช้งานได้ยาวนานพอสมควร สามารถยืนยงอยู่กับเวทีระดับโลกกันได้เกิน 20 ปีหากไม่บาดเจ็บไปเสียก่อน ตัวอย่างนักปั่นที่ปั่นจนอายุย่างเข้าปลาย 30 หรือต้น 40 มีอยู๋มากมาย
เบื้องต้นเราต้องมาดูกันก่อนว่าทีมจักรยานแบ่งออกเป็น 3 ดิวิชั่นหลักๆได้แก่ ProTour Team เป็นดิวิชั่นสูงสุด รองลงมาคือ Pro Continental Team และดิวิชั่นสุดท้ายคือ Continental Team เอาไว้มาคุยกันเรื่องระดับดิวิชั่นของทีมกันโอกาสหน้านะครับ วันนี้มาดูข้อมูลรายได้กันอย่างเดียวก่อน

รายได้ของนักปั่นสังกัดทีมดิวิชั่นสูงสุด
รายได้ของนักปั่นมีความต่างกันมากขึ้นอยู๋กับความสำเร็จและความดังของนักปั่นคนนั้น ซึ่งก็ไม่ต่างจากกีฬาอื่นๆครับ
ProTour รายได้ขั้นต่ำของนักปั่นปกติอยู่ที่ ปีละ 2,450,000 บาท (เดือนละสองแสน) สำหรับโปรใหม่หรือเรียกกันว่านีโอโปรมีรายได้ปีละ 1,470,000 บาท(เดือนละแสนสอง) ส่วนนักปั่นโดเมสทีคหรือสมาชิกในทีมที่ทำงานได้ดีๆจะมีรายได้ปีละ 2,800,000-7,000,000 บาทต่อปี (เดือนละสองแสนสามถึงครึ่งล้านบาท) ส่วนนักปั่นระดับซุปเปอร์โดเมสทีคหรือสมาชิกทีมที่สามารถเป็นตัววางสอดแทรกได้หรือพวกตัวนำระดับหัวลากของทีม มีรายได้ตั้งแต่ปีละ 7,000,000-14,000,000 บาท (เดือนละครึ่งล้านจนถึงเดือนละล้านหนึ่งแสนกว่า)
ความสำเร็จของนักปั่นสามารถนำไปสู่รายได้ที่มากขึ้นได้ เช่นหากนักปั่นสามารถชนะเสตจของ Tour de Franceได้ สามารถเรียกค่าเหนื่อยในฤดูกาลต่อๆไปได้เป็น 1,050,000 บาทต่อปี หากชนะเสตจใน Giro d'Italia หรือ Vuelta A'Espana สามารถเรียกค่าเหนื่อยได้เป็นราวปีละ 8,000,000 บาท หากนักปั่นชนะบ่อยๆก็จะกลายเป็นพวกซุปเปอร์โดเมสทีค หรืออาจได้สัญญาใหม่จากทีมใหญ่ขึ้น เลื่อนระดับไป อันตามมาด้วยรายได้ที่มากขึ้น
รายการที่นักแข่งได้รายได้จากความสำเร็จได้ดีคือพวกรายการ Classics หลักๆ หากสามารถชนะรายการเหล่านาี้ได้ซักครั้ง มีโอกาสที่ฤดูกาลต่อไปสามารถอัพเกรดเงินค่าเหนือ่ยขึ้นมาเป็นระดับรายได้ของซุปเปอร์โดเมสทีคหรือ 14,000,000 ต่อปี
และหากชนะหรือได้อันดับดี มีโพเดี้ยมหรือติดอันดับต้นๆของรายการใหญ่ๆบ่อยๆ นักปั่นก็จะมีโอกาสต่อรองรายได้สูงขึ้นตั้งแต่ 21,000,000 ถึง 42,000,000 ต่อปี ยิ่งพวกดาราดังๆ ชนะบ่อยๆอย่าง Andy Schleck, Fabian Cancellara, Mark Cavendish, Marcel Kittel, Vincenzo Nibali สามารถมีรายได้ตั้งแต่ 70,000,000-210,000,000 บาทต่อปี (เดือนละห้าล้านแปดถึงสิบเจ็ดล้านบาท)

มาดูระดับดิวิชั่นสองหรือ Pro Continental กันบ้างครับ
รายได้ขั้นต่ำของนักปั่นในระดับดิวิชั่นสองอยู่ที่ราว 1,925,000 บาทต่อปี (เดือนละ แสนหก) และ 1,610,000 สำหรับโปรใหม่ (เดือนละแสนสาม) รายได้ของโปรในระดับนี้จะไม่ได้แตกต่างกันมาก ในทีมหนึ่งอาจจะมีโปรสัก 2-3 คนที่มีรายได้ระดับปีละ 1,000,000 บาท แต่โดยทั่วไปจะไม่ได้สูงกว่านี้มาก ดังนั้นความหวังของโปรในทีมดิวิชั่นนี้อยู่ที่การวาดลวดลายให้เด่น หนี ทำเกมส์ หรือชนะรายการหลักๆให้ได้ เพื่อโอกาสในการดึงตัวไปอยู่ทีมใหญ่ในดิวิชั่นสูงสุด
อย่างไรก็ดี ระยะหลังพบว่ามีดาราดัง หรือดาวค้างฟ้าที่แม้จะอายุร่วงเข้าเวลาโรยแต่ยังแรงดีบวกประสบการณ์ลงมาปั่นกับทีมดิวิชั่นสองมากขึ้น นักแข่งพวกนี้เดิมอาจมีรายได้ระดับหลักสิบล้านบาท แต่เมื่อสังขารและกาลเวลามันพาไป ก็ลงมาปั่นเป็นตัวหลัก ตัวดูดคนให้ทีมระดับรองๆ รับรายได้ราวๆ 5-6 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่ามากสำหรับนักแข่งในดิวิชั่นนี้ สัญญามักจะเป็นแบบปีต่อปี ถึงแม้จะชนะมากแต่ก็ยากที่จะอัพเกรดค่าเหนื่อยขึ้นไปเรื่อยๆได้เช่นวัยหนุ่ม แต่ก็มีโอกาสที่จะได้กระเด้งกลับไปสู่ดิวิชั่นบนสุด ในฐานะซุปเปอร์โดเมสทีค และรับค่าเหนื่อยหลักสิบล้านขึ้นไปอีกครั้ง
ความน่าช้ำใจของโปรในดิวิชั่นสองอีกประการก็คือ สำหรับโดเมสทีคหรือแม้แต่ซุปเปอร์โดเมสทีคของทีมระดับนี้อาจทำงานหนักสุดชีวิต เหนื่อยแทบตาย เพื่อชัยชนะของตัวเด่นของทีม แต่หลายๆคนก็ไม่ได้เงินเพิ่มแต่อย่างได และไม่เด่นสะดุดตาจนได้เลื่อนชั้นไปสู่ทีมใหญ่เพราะเป็นพระรองตลอดกาล โชคร้ายหน่อย บั้นปลายาจตกไปอยู๋กับทีมดิวิชั่นสามก็ได้
ค่าเหนื่อยของทีมระดับ Continental
ทีมระดับดิวิชั่นสามนั้นมีโครงสร้างที่ไม่ได้ยุ่งยากมาก นักปั่นบางส่วนยังคงทำงานเต็มเวลาและมาขี่จักรยานแข่งนอกเวลา บางคนทำร้านจักรยาน เป็นช่างซ่อมจักรยาน ดังนั้นเงินเดือนรายได้ขั้นต่ำของนักแข่งในระดับนี้จึงไม่มี บางทีมไม่มีค่าเหนื่อยให้แต่ให้นักกีฬาไปหาสปอนเซอร์ส่วนตัวมาแทน แต่โดยมากจะมีค่าเหนื่อยให้นักแข่งราว 500,000 บาทต่อปี (เดือนละสี่หมื่นกว่า)จนถึง 1,250,000 บาทต่อปี (เดือนละแสน)
ซึ่งพิจรณาให้ดีๆ โครงสร้างดังกล่าวแทบจะไม่ต่างอะไรจากทีมสโมสรหรือ Club Team (หรือทีมนอกดิวิชั่น ที่มีโอกาสได้เชิญเข้ารายการต่างๆได้เช่น สโมสรทหารอากาศร่วมแข่งทัวร์ออฟไทยแลนด์ หรือ สวัสดีโอเต็ลพระรามเก้า ได้เช้าร่วมทัวร์ออฟสยาม แม้แต่สิงห์-อินฟินิท ก็ได้ร่วมแข่งในฐานะคลับทีม) มีทีมระดับดิวิชั่นสามที่มีโครงสร้างระบบรายได้นักกีฬาที่ดีอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยังมีอีกมากที่นักกีฬาบางส่วนหรือทั้งทีมไม่ได้มีรายได้โดยตรงจากทีม ซึ่ง UCI เองกก็ได้ปรับระเบียบการจดทะเบียนเพื่อให้ทีมอาชีพระดับนี้มีความมั่นคงพอสำหรับนักกีฬา แต่ก็ยังยากที่จะควบคุมดูแล
ความหวังของนักแข่งในระดับนี้คงไม่มีอะไรนอกจากทำผลงานให้เด่นและมีโอกาสเลื่อนไปอยู่กับทีมใหญ่จะเป็น Pro Continental หรือบางคนสวรรค์เปิดทางให้ มีโอกาสกระโดดไประดับ ProTour ก็มี (แม้แต่จากระดับสโมสรไปดิวิชั่นสูงสุดก็มีให้เห็นกันได้)

สำหรับนักกีฬาอาชีพยังคงมีโอกาสได้รายรับจากการเป็นตัวนำเสนอสินค้าต่างๆ แว่นตา รองเท้า ทว่าระยะหลัง แบรนด์สินค้าต่างๆ (หรือทีมจักรยานเป็นคนชงรวบ) ทำสัญญาสนับสนุนทีม ให้เงินก้อนกับทีม และทีมนำไปจัดสรรเป็นรายได้และเงินทำทีม นักกีฬาทุกคนต้องใช้หมวก แว่น รองเท้า เหมือนกัน
และยังคงมีรูปแบบสัญญาของแบรนด์จักรยานที่ทำพิเศษกับนักแข่งดาราดังมากๆเป็นรายบุคคลให้ขี่จักรยานยี่ห้อนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะย้ายไปทีมไหน ทีมนั้นต้องใช้ยี่ห้อของตน หรือต้องย้ายไปอยู่กับทีมที่ใช้จักรยานยี่ห้อนี้เท่านั้น รวมถึงชิ้นส่วนบางอย่างบนจักรยานที่ไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนให้กับทีม นักแข่งดังๆสามารถรับรายได้จากการใช้ยาง ล้อ หรือแม้แต่จักรยานในอดีต เป็นการส่วนตัวได้
ยิ่งนักแข่งดังระดับมาเฟียบางถนถึงกับใช้จักรยานยี่ห้ออื่นแต่ตีตรายี่ห้อที่สนับสนุนทีมจริงๆก็ยังมี จะด้วยรายได้หรือความชอบก็ตาม
แต่ระยะหลังๆ ระบบทีมจักรยานโดยเฉพาะระดับ ProTour พยายามควบคุมระบบการสนับสนุนให้เข้ามาที่ทีม และทีมจัดการกับแบรนด์ต่างๆและนักแข่งเองมากกว่า

นอกจากนี้ยังมีรายได้โบนัสจากการแข่ง เงินรางวัลต่างๆ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระบบของทีมว่าจะจัดการอย่างไรกับเงินนั้น บางทีมโดยเฉพาะระดับล่างๆ จะนำเงินรางวัลและโบนัสเข้าทีม เพื่อใช้เป็นงบทำทีมต่อไป ทีมระดับสูงขึ้นมาจะมีข้อกำหนดในการแบ่งเงินเหล่านั้น บางทีมให้นักกีฬาแบ่งกันเท่าๆกันในทีมชุดนั้น บางทีมมีระบุในสัญญาว่านักกีฬาคนไหนจะได้สัดส่วนเท่าไหร่จากเงินรางวัลตามสัดส่วนหน้าที่ในทีม ส่วนโบนัสจากรายการเล็กๆในช่วงเตรียมฤดูกาล มักจะนำมาแบ่งกันเท่าๆกันทั้งทีมชุดที่ลงและไม่ได้ลงรายการนั้น

ตัวอย่างเงินรางวัลรายการ Tour de France
ชนะเสตจ 560,000 บาท (ไล่ลงไปจนถึง 14,000 บาท) หากทีมแบ่งเท่ากันแปลว่าวันนั้นนักแข่งชุดนั้นได้เงินโบนัส 16,000 บาท
เสื้อเหลืองได้เงินโบนัสจากการแข่ง 3,100,000 บาท และลดลงเรื่อยๆตามอันดับที่ได้จนถึงอันดับที่ 150 ได้เงินรางวัล 28,000 บาท หากสามารถรักษาเสื้อเหลืองไว้ได้หนึ่งวันจะได้เงินโบนัส 2,100,000 บาท
เสื้อเขียวและจ้าวภูเขา ได้เงินรางวัล 1,750,000 บาท จนถึง 140,000 บาทในอันดับที่ 8 และเงินรางวัลสำหรับจุดสปรินท์ หรือภูเขาในระดับต่างๆ ต่างๆราว 21,000-64,000 ต่อจุด
รางวัลเสื้อขาวได้เงินรางวัล 1,400,000 บาท และอันดับที่สี่ได้ 350,000 บาท
รางวัลนักแข่งบู๊ยอดเยี่ยมได้เงินโบนัส 1,400,000 บาท
รางวัลเวลารวมของทีมยอดเยี่ยม 3,500,000 บาท จนถึง 640,000 ในลำดับที่ 5

สุดท้ายคือเงินพิเศษจากผลงานอื่นๆของแต่ละคน เช่นหากนักแข่งเป็นแชมป์ในแต่ละชนิดของชาติตนเอง โดยเฉพาะมาจากประเทศที่มีรายการแข่งจักรยานสำคัญๆ จะได้เงินพิเศษค่าเหนื่อยเพิ่มปีละ 1,400,000 บาท (เดือนละแสน) รวมถึงหากนักแข่งคนนั้นได้เป็นแชมป์โลก ใส่เสื้อสายรุ้ง ก็จะมีโอกาสต่อรองค่าเหนื่อยในปีต่อไปเพิ่มขึ้นได้อีก อาจเพิ่มได้สูงถึง 2,800,000 ต่อปี จากเงินที่ได้อยู่แล้ว

ในฐานะของคนรักจักรยาน อยากเห็นเด็กไทยได้มีโอกาสเป็นนักจักรยานอาชีพอย่างเต็มตัว มั่นคง ยั่งยืน มีโอกาสไต่ลำดับเข้าสู่เวทีระดับโลก ทีมอาชีพในไทยเราอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปแข่งโปรทัวร์ แกรนด์ทัวร์ แต่หวังเหลือเกินว่าจะได้เป็นบันไดให้นักแข่งได้ถูกดึงตัวไปร่วมทีมใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกับนักกีฬาอื่นๆ หรือชาติเอเชียอื่นๆที่มีนักแข่งสัญชาติตนเองอยู่ในระดับ ProTour เช่นญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีนักแข่งไปแข่งอาชีพในยุโรปมานานหลายสิบปีแล้ว จนทุกวันนี้ดารานักปั่นญี่ปุ่นเป็นสมาชิกทีมระดับเงินเดือนแนวหน้า ถึงจะยังไม่ดังแบบซุปเปอร์สตาร์แต่ก็จัดว่าเป็นซุปเปอร์โดเมสทีคของทีมที่สำคัญ
คนไทยไม่ใช่ไม่เก่ง เด็กไทยไม่ใช่ไม่เก่ง แต่ระบบและโอกาสยังไม่อำนวย นักปั่นจักรยานและคนรักจักรยานทุกคนมีส่วนร่วมช่วยกันผลักดันครับ ไม่ใช่แค่นักแข่งเท่านั้นที่จะมีหน้าที่ คนรักจักรยานทุกคนต่างมีส่วนร่วม ชิ้นส่วน จักรยาน ที่เราใช้กันสักวันก็จะไปอยู่ในมือของน้องๆรุ่นเด็ก ในมือของนักแข่ง เงินที่เาซื้อสินค้าส่วนหนึ่งก็วนกลับไปเป็นการสนับสนุนนักแข่ง สนับสนุนงานแข่งดีๆ นักปั่นที่ใช้จักรยานสัญจร มีส่วนให้เกิดถนนที่ปลอดภัยสำหรับการขี่จักรยานมากขึ้น
คุณจะปั่นอะไร แนวไหน แฟชั่น กินลม ชมวิว ฟรุ้งฟริ้ง แต่ถ้าทุกคนมีส่วนร่วมกับจักรยาน สักวันหนึ่ง ต้องมีเด็กไทยได้ไปถึงการเป็นนักปั่นอาชีพระดับที่กล่าวมาเป็นแน่
ให้กำลังใจทุกฝ่ายครับ หากบทความนี้ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กผู้รักจักรยานได้มีฝัน หากสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้ปกคริงพาบุตรหลานเข้าสู่กีฬาจักรยาน และเหนือสิ่งอื่นใดคือสร้างแรงผลักดันจากนักปั่นทุกคน Velopedia และผู้สนับสนุน ตายไปก็ไม่เสียดาย[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 442049.jpg[/homeimg]
ใครที่สนใจระบบทีมจักรยานอาชีพ ลองย้อนไปดูบทความนี้นะครับ เกี่ยวกับทีมจักรยาน
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &t=1348013