มาทำความรู็จักระบบทีมจักรยานอาชีพกัน

บทความนี้เป็นบทเนื้อหาคร่าวๆของทีมจักรยานอาชีพในระดับต่างๆกันนะครับ มีปัจจัยอะไรบ้างในกาารแบ่ง มีรูปแบบอย่างไรบ้าง เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ เพราะทีมจักรยานอาชีพแตกต่างจจากสโมสรฟุตบอลอาชีพ หรือทีมกีฬาอาชีพอื่นๆ
ลักษณะโดยรวมของทีมประกอบด้วยฝ่ายบริหารทีม ที่มีผู้ควบคุมทีมด้านต่างๆ และนักกีฬาสำคัญๆ จากนั้นจึงจัดการหาสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนทีม ดังนั้นทีมจักรยานจึงเปลี่ยนชื่อไปตามการสนับสนุนในแต่ละปี ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือการเปลี่ยนแปลงจาก Rabo Bank ไปเป็น Blanco และมาเป็น Belkins ก่อนที่จะมาเป็น LottoNL-Jumbo .ในปัจจุบัน หรือ Skil-Shimano เปลี่ยนไปเป็น Argos Shimano และเป็น Giant Shimano ก่อนจะเปลี่ยนสัญชาติทีมมาเป็นเยอรมันและเป็นทีม Giant-Alpecin

จุดนี้ที่ทำให้ทีมจักรยานแตกต่างไปจากทีมกีฬาอาชีพอื่นๆเช่นฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอลซึ่งตัวสโมสรจะเป็นหลักอยู่ที่หนึ่งและมีผู้สนับสนุนมาร่วมสนับสนุนรายต่างๆมากมาย อย่างไรก็ตามถึงแม้กลางอกจะใช้สัญลักษณ์ตรายี่ห้อค่ายไหน ชื่อสนามจะเป็นชื่ออะไร แต่ชื่อทีมก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง การที่ทีมจักรยานมีกลไกแบบนี้คาดว่ามาจากต้นกำเนิดแท้ๆของทีมเกิดจากกลุ่มทำทีมหรือนักปั่นอิสระที่รวมกันแล้วไปหาทุนมาสนับสนุน ตัวทีมและการบริหารอาจมีการจดทะเบียนในรูปแบบของบริษัทหรือกลุ่มนิติบุคคลแบบใดๆขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ และสรรหาสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุนทีมให้ได้ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมตามการสนับสนุนหลัก ยกตัวเอย่างเช่น Rabo Bank เมื่อถอนการสนับสนุนออกไปก็กลายเป็นตัวทีมเปล่าๆไม่มีทุนอื่นมาร่วมในชื่อ Blanco หรือการล่มถอนตัวของ T-Mobile เหลือไว้เพียงตัวทีมในชื่อ Highroad ก่อนจะจับมือกับ HTC ผันมาเป็น HTC Highroad ในเวลาต่อมา และตัวอย่างที่ชัดเจนอีกอย่างก็คือทีม Leopard ที่เกิดจากนายทุนลักเซมเบิร์กทุ่มทุนสร้างทีมให้โดยไม่มีผู้สนับสนุนมาร่วม ก่อนจะร่วมกับทีม Radio Shack ที่ยุบไปกลายเป็นทีม Leopard Trek นั่นเอง
การแบ่งดิวิชั่น
ปกติแล้วทีมจักรยานอาชีพถูกแบ่งการดูแลการจัดการออกเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ทีม ProTour กับ Pro continetal จะดูแลควบคุมโครงสร้างโดย UCI หรือสหพันธ์จักรยานนานาชาติ ส่วน Continental Team จะดูแลโดยองค์กรจักรยานของประเทศนั้นๆ (ถ้าเป็นไทยก็คง Thai Cycling Association ซึ่งส่งผลไปถึงการจดทะเบียนทีม การดูแลมาตรฐานและควบคุมกำกับการว่าจ้างนักกีฬาและบุคลากร ซึ่งแน่นอนว่าทีมในระดับ Continental Team จะมีมาตรฐานที่แตกต่างกันไปตามแต่องค์กรของแต่ละพื้นที่ แต่ทีมระดับ ProTour และ Pro Continental จะอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน
UCI WORLDTEAM
เดิมเรียกว่า "Division 1 Trade Team" ต้องมีนักกีฬาในทีมอย่างน้อย 25 คน และไม่เกิน 30 คน มีระดับเงินค่าจ้างขั้นต่ำของนักกีฬาแต่ละคนที่ 47,000 US$ (38,000 US$ สำหรับโปรใหม่) พร้อมด้วยหลักฐานทางการเงินขั้นต่ำ 900,000 US$ หรือครอบคลุม 25% ของค่าใช้จ่ายสำหรับค่าจ้างเจ้าหน้าที่ชองทีม
ทีมไหนสนใจยื่นจดทะเบียนมีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน 68,000 US$ และอีก 34,000 US$ สำหรับกองทุนสำรองของ UCI และเงิน Contribution to Biological Passport Program 163,000 US$
...สรุปแล้วหากทีมไหนอยากจะขอจดทะเบียนเป็นทีมระดับนี้ ถ้าหานักแข่งครบ 25 คนพร้อมสญญาว่าจ้างหลักฐานเงินค่าเหนื่อย หาทีมงาน รถบัส รถบรรทุก บุคลากรครบตำแหน่งแล้ว เตรียมเงินสดและหลักทรพย์ราวๆ 38.5 ล้านบาท แล้วไปจดได้เลยครับ (แต่ผ่านหรือเปล่า อีกเรื่องนะครับ)ยก
เช่น Team Sky, Astana, Giant-Alpecin, FDJ
UCI PROFESSIONAL CONTINENTAL
เดิมทีชื่อ "Division II Trade Team" ต้องมีนักกีฬาในทีมประจำขั้นต่ำ 16 คน และไม่เกิน 25 คน ค่าเหนื่อยขั้นต่ำนักกีฬา 39,000 US$ (33,000 US$ สำหรับโปรใหม่) หลักทรัพย์จดทะเบียน 290,000 US$ หรือ 25% ของค่าตอบแทนบุคลากรทีม ค่าจดทะเบียนทีม 16,300 US$ เงินค่า Contribution to Biological Passport Program 81,500 US$ สำหรับทีมที่ยื่นของ wildcard ร่วมรายการใหญ่ๆ และ 10,000 US$ สำหรับทีมที่ไม่ขอ wildcard
..หากใครสนใจจะจดทะเบียนทีมเป็นทีมระดับดิวิชั่นสอง ก็เริ่มต้นด้วยการหาหลักทรัพย์และเงินจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 20.5 - 23.1 ล้านบาท แล้วแต่ว่าอยากอยู่ใน wildcard ด้วยหรือเปล่า
เช่น Bora-Argon 18, Colombia, MTN-Qhubeka, UnitedHealthCare
และในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยก็จะมีทีมในระดับนี้จดทะเบียนขึ้นมาอีก 1 ทีม

CONTINENTAL TEAM
หรือ "Division III Trade Team" ส่วนมากมีนักแข่งระบุขั้นต่ำ 8 คนและไม่เกิน 16 คน ต้องมีหลักทรัพย์ยืนยันมูลค่า 5,500 US$ หรือครอบคลุม 10% ของค่าใช้จ่ายบุคลากรทีม มีค่าจดทะเบียนทีม 9,160 US$
...ถ้าคุณมีหลักทรัพย์และเงินจดทะเบียนรวมได้ 487,000 คุณก็มีสิทธิยื่นขอจดทะเบียนทีมเป็นทีมอาชีพระดับดิวิชั่น 3 ได้แล้ว
เช่น Action Cycling Team(ไต้หวัน), Aisan Racing Team(ญี่ปุ่น), CCN Cycling Team(ลาว), Pegasus(อินโดนีเซีย), 7-Eleven PH(ฟิลิปปินส์), Terengganu(มาเลยเซีย),

อะไรคือความต่างระหว่าง Continental และ Pro Continental ?
ทีมระดับ Pro Continental จะมีโอกาสร่วมรายการแข่งระดับสูงกว่าได้ รวมถึงมีสิทธิขอ wildcard เข้าร่วมรายการต่างๆ ในระดับสูงสุด รวมถึง Grand Tour ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าหลายๆทีมที่ไม่ได้มีเป้าหมายในการไปแข่งในยุโรป หรือร่วมทัวร์รายการใหญ่ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็น Pro Continental เพราะมีเป้าหมายเพียงแข่งรายการต่างๆในทวีปและเน้นไปที่ประเทศใกล้เคียงเป็นหลัก ซึ่งสามารถติดต่อเข้าร่วมได้ในฐานะ Continental ก็ได้

CLUB TEAM
นอกจากนี้ยังมีทีมระดับสโมสรหรือ CLUB TEAM ที่แปลง่ายๆก็คือ "ทีมสมัครเล่น" ที่ไม่ได้จำเป็นต้องจดทะเบียนอะไรกับใคร ก็สามารถมีสิทธได้ "Invitation" หรือการเชิญเข้าร่วมรายการแข่งทัวร์อาชีพได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยทั้งเชื่อสเียง ทีมงาน และฝีมือของทีมที่ผู้จัดสนใจ ดังนั้นนักแข่งสมัครเล่นก็สามารถเข้าร่วมรายการอาชีพได้ (ถ้าแน่จริง)
และโอกาสสำคัญที่จะได้รับประสพการณ์และได้เล่นกับเกมส์ระดับอาชีพในรายการใหญ่ก็คือการเป็น"ทีมชาติ" เพราะทีมชาติมีสิทธิร่วมการแข่งรายการอาชีพใหญ่ๆได้ และถูกส่งแข่งโดยองค์กรจักรยานของประเทศนั้นๆเท่านั้น นักปั่นทีมชาติไทยจำนวนไม่น้อย ผ่านประสพการณ์เปโลตองระดับโลกมาแล้วจากหลายๆรายการครับ
ทีมสโมสรที่มีโอกาสได้รับเชิญเข้าร่วมการแข่งระดับอาชีพเช่นสโมสรทหารอากาศ, Siam BARA และ Singha-Infinite
(โดยนิตินัยแล้วทีมเหล่านี้ยังเป็นคลับทีมนะครับ ไม่ใช่โปรทีม)

ในระบบการจัดระเบียบทีมจักรยานอาชีพไม่มีระบบเลื่อนชั้นตกชั้นเหมือนทีมฟุตบอลคนะครับ เพราะเป็นการจัดอันดับและระดับของทีมที่สามารถร่วมแข่ง หรือมีสิทธิยื่นขอในรายการต่างๆได้ และ UCI มีสิทธิที่จะพัก เพิกถอน หรือไม่ผ่านการยื่นขอหากพบว่าไม่พร้อมสำหรับในระดับชั้นที่ตนเองยื่นไป ไม่ว่าจะด้วยหลักฐานทางกายภาพของนักกีฬา ตัวนักกีฬา บุคลากร ระบบและพาหนะของทีม รวมไปถึงความพร้อมของบุคลากรก็มีส่วนในการยื่นขอจดทะเบียน
แต่ดูจากเม็ดเงินแล้ว ...ผมเชื่อว่าทุกท่านคงคิดไม่ต่างจากผมมากนัก ว่ามันไม่ใช่เงินก้อนมหาศาลเหมือนทำทีมฟุตบอลอาชีพสักทีม ความเป็นไปได้ที่จะทำทีมอาชีพระดับมาตรฐานอยู่ที่ตัวปัจจัยการเกิดโครงสร้างของทีมให้ครบต่างหาก มหาเศรษฐี นักการเมือง นักธุรกิจบ้านเราร่ำรวยกว่านี้มากมาย ไปเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลถึงเมืองนอกเมืองนาก็เยอะแยะ ทำทีมจนโด่งดังก็ไม่น้อย

ก็ขอย้ำอีกครั้งครับว่า ...ปัจจัยที่จะเกิดหรือไม่เกิดมันอยู่ที่พวกเราทุกคน ที่ร่วมกันทำให้เกิดหรือไม่ ไม่ว่าคุณจะขี่จักรยานแบบไหน ทัวริ่ง ขี่ฟรุ้งฟริ้ง ขี่สายดุ ขาแรง สายแฟชั่น แนวศิลปะ แต่เพียงแค่คุณเอาจักรยานออกมาขี่ ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็น"นักปั่น" ที่ดี คุณก็กำลังช่วยให้จักรยานกำลังหมุนไปข้างหน้าแล้วครับ[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 442002.jpg[/homeimg]