Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
"สปาตาคัส"
Fabian Cancellara แฟนกีฬาจักรยาน ที่ขี่จักรยานมานานกว่า 5 ปี คงจดจำความ"เท่ห์" ของนักปั่นที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดคนหนึ่งของยุคได้ แน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนจักรยานในช่วง 2-3 ปีหลัง อาจรู้จักเค้าเพียงนามของนักแข่งที่ปีนึงมีรายการชนะเด่นๆรายการใหญ่เพียงครั้งสองครั้ง แต่เส้นทางที่ผ่านมาของยอดนักปั่นคนนี้ ผ่านความยิ่งใหญ่มามากมาย ไม่ว่าจะเ)็นหนึ่งในผู้ครองแชมป์โลกในประเภทการขี่เดี่ยวจับเวลา (เดี่ยวไทม์ไทรอัล)ได้มากที่สุดคนหนึ่ง แถมยังเป็นนักแข่งรายการคลาสสิควันเดียวที่กวาดแชมป์รายการโหดๆมาครองเหนือพวกแนวสปรินท์ทรงพลังที่มักจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางแบบนี้ ที่สำคัญ ในรายการทัวร์ต่างๆ ก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้ชนะทัวร์ ผู้สวมเสื้อผู้นำเวลารวม และผู้ชนะเสตจต่างๆมากมายตลอดช่วงแห่งความรุ่งเรือง ผมขอเริ่มต้นกันด้วบเนื้อหาแปล บทสัมภาษณ์จากฝรั่งกันก่อน แล้วจะปิดท้ายด้วยเกร็ดเล็กๆที่ไม่ควรพลาดกัน
บทความ "นั่งคุยกับฟาเบียง คันเชลลาร่า"
โดย คริส เคส เผยแพร่ในนิตยสารเวโล ฉบับเดือนตุลาคม 2558
ฟาเบียง คันเชลลาร่าปีนออกจากจักรยานและมาขึ้นรถทีมอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่ต้องจบการแข่งขันแบบถอนตัว และถือเป็นฤดูกาลที่อับโชคของเขา
นักปั่นทรงพลังชาวสวิสฯเริ่มออกอาการไม่ดีตั้งแต่เสตจต่อจากทีมไทม์ไทรอัลและเริ่มต้นเสตจที่ 3 ของเวลต้า เออสปาน่า ด้วยความไม่พร้อม และเพียงระยะ 37 กม. ก็โดนทิ้งห่างจากกลุ่มหน้ากว่า 30 นาที หลุดออกจากเวลาจำกัดของการแข่งขัน และภ่ายแพ้ให้กับอาการป่วยไปอย่างช่วยไม่ได้
สำหรับเขามันเปรียบเหมือนฝันร้ายที่มาหลอกหลอนไม่หยุดหลังจากที่ถูกบีบให้ต้องออกจากการแข่งแกรนด์ทัวร์เป็นรายการที่สองติดๆกัน โดยที่เพิ่งเริ่มแข่งมาเพียง 3 วันเท่านั้น หลังจากที่ต้องออกจากการแข่งตูร์ เดอ ฟร็องซ์ จากอุบัติเหตุความเร็วสูงส่งผลให้กระดูกสันหลังหักถึง 2 ข้อในเสตจที่ 3 และที่เป็นฝันร้ายที่ยากจะน่าเชื่อกว่านั้นก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาบาดเจ็บแบบนี้ในปี 2015 เมื่อเดือนมีนาคมเขาก็บาดเจ็บกระดูกสันหลังแตก 2 ข้อจากรายการคลาสสิคหลักที่สำคัญ อีทรี เฮเรลเบลค์
เวโลนิวส์รีบเข้าจับเข่าคุยกับเขาทันที เกี่ยวกับสภาพและสถานะของเขาในเปโลตองอาชีพ หลังจากที่ผ่านจุดขึ้นและลงมามากมาย ฤดูกาลนี้คงเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังอย่างมากสำหรับคุณหรือเปล่า?
"มันไม่ได้น่าเศร้า มันไม่ง่ายเอาเสียเลย ผมตื่นขึ้นมาอย่างป่วยๆในรายการที่โอมาน ผมต้องออกจากการแข่ง แล้วมาล้มเจ็บที่รายการอีทรี ผมต้องหยุดพักยาว ผมแข่งตูร์ เดอ สวิส แล้วผมก็ป่วยอีก ต่อมาที่ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ผมก็ล้มบาดเจ็บต้องออกจากการแข่ง นี่คือผลการแข่งของผมในปีนี้ และผมต้องยอมรับมัน ผมมีปีที่หนักหนาอย่างยิ่ง มันไม่ใช่เรื่องปกปิดอะไร นักกีฬาทุกคนไม่มีใครชอบนอนพักสบายอยู๋บนเตียงมองดูเพดาน หรือนับดวงดาวนอกหน้าต่าง ผมอยากขี่จักรยาน อยากสนุกและเศร้าไปบนจักรยาน ไม่ใช่แบบที่ผมเป็นนี้" วิบากกรรมในปีนี้จะทำให้การอำลาวงการมาถึงเร็วขึ้นอีกปีมั้ย?
"ไม่ ไม่ ไม่ ผมจัดการมันได้เรียบร้อย(อาการบาดเจ็บ) สิ่งที่ผมทำอยู่ถูกวางแผนมาไว้เป็นอย่างดีแล้ว การแข่งเวลต้านี้ไม่ได้ลงแข่งเพื่อเป้าหมายของปีนี้ แต่มันสำคัญสำหรับปีต่อไปที่กำลังจะมา มันไม่ได้ทำให้ผมหวั่นเลย ผมพูดเสมอว่าผมจะเลิกที่จุดสูงสุดของผมเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่การเลิกด้วยการถูกบดป่นปี้และยอมแพ้ไป
อีกด้านหนึ่ง : ผมสามารถเลือกมันได้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก การเลิกแข่งหมายถึงการเข้าสู่ชีวิตใหม่ จักรยานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตผม มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม และย่อมมีชีวิตอีกส่วนเช่นกัน ที่ผมเห็นในตอนนี้ และมันก็สำคัญกับผมเช่นกัน ใช่แล้วที่ชีวิตอาจผันแปรเปลี่ยนได้ในไม่กี่วินาที ในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ผมอาจจะไม่สามารถขี่จักรยานได้อีก หรืออาจต้องเจ็บหนากเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนที่ต้องรักษาตัวนานกว่านี้ ผมได้เห็นมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญกว่านั้นคือแรงบันดาลใจและความอยาก" คุณออกจากการแข่งไปพักผื้นและกลับมาได้ถึง 3 ครั้งติดๆกัน คุณทำแบบนั้นได้ยังไง มันน่าจะง่ายกว่าถ้าจะบอกว่าพอแล้วสำหรับปีนี้?
"ผมก็มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่ในหัว แต่สิ่งสำคัญคือผมยังรู้สึกสดอยู๋ ยังมีแรงผลักดัน และยังรู็สึกพร้อมที่จะออกไปแข่งอีก ก็ไม่แน่ว่าผมอาจจะมีคำถามกลับไปเมื่อเริ่มแข่งเวลต้าว่าผมมีความพร้อมขนาดไหน ผมยังสดและมีร่างกายดีแค่ไหน ยังพร้อมจะรับกับความเจ็บปวดได้อีกมากแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วพวกเราคือมนุษย์ พวกเราหาใช่จักรกล ถ้าเป็นเครื่องยนต์เราแค่กดปุ่ม แต่เราเป็นคนต้องออกแรงกดบันได และในหัวสมอง มันเกี่ยวกับว่าเรากำลังคิดอย่างไรมีอะไรในนั้นบ้าง เมื่อเรามองเข้าไปในกระจก นี่คือความเป็นจริง
ทั้งปีมันเป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ต้องหยุดขี่ ผมต้อมได้รับความเจ็บปวด แล้วผมก็ต้องสู็ทนทรมานเพื่อฝึกซ้อมให้พร้อมจะกลับเข้าสู่การแข่งขัน มันจึงเป็นปีที่หนักหนาสาหัส และยังมีปีที่ยิ่งกว่าในปี 2012 ผมไม่สามารถเปลี่ยนหรือเลือกได้ ผมต้องเดินหน้าต่อไป" ในอีกด้านเป็นที่ชัดเจนว่าคุณได้วางภาพหลังจากการแข่งจักรยานเอาไว้ชัดเจนแล้ว คุณอยากให้ภาพนั้นออกมาเป็นอย่างไร?
"สำหรับผม สิ่งที่ดีสำหรับผมคือหลังจากนี้ให้แฟนๆชื่นชอบและจดจำในสิ่งที่ผมเป็น สำหรับผม การได้ชื่อว่าเป็นที่สุดตรงนี้หรือตรงไหนมันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือผู้คน ผมยังอยากได้รับแรงใจจากผู้คน อยากอยู๋ในใจของผู้คนมากกว่า ผมไม่อยากจะถูกลืมทันทีที่ผมเลิก แน่นอนล่ะ ผมไม่ใช่เอ็ดดี้ เมิคซ์ ผมก็คือผม ผมไม่เคยชนะรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เราต่างรู้กันว่ารายการนั้นทำให้ผู้คนจดจำและเป็นจุดสนใจได้มากที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวของผม ผมภาคภูมิใจในสิ่งที่ผมสำเร็จได้มา มันคือสิ่งที่ผมทำมาเสมอ พยายามขี่จักรยานให้ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุดและเป็นที่จดจำได้ของผู้คนต่อไป" คุณมีความผิดหวังกับการแข่งชิงแชมป์โลกบ้างหรือไม่?
"น่าจะที่เม็นดรีซิโอ้ เมื่อปี 2009 เป็นการแข่งชิงแชมป์โลกที่ผมยอมทิ้งมันไปในผลสุดท้าย มันเป็นปีที่ผมแพ้รายการแชมป์โลก แต่เป็นปีที่ชนะรายการคลาสสิคใหญ่ 2 รายการ มันก็ไม่ได้เป็นปีที่แย่นัก ผมพยายามมองมันในด้านที่ดีหลังจากนั้น มันได้เกิดขึ้นกับผมเมื่อผมไม่ได้ชนะรายการชิงแชมป์โลกแต่ผมก็ได้ชนะรายการอื่นๆมา ดีกว่านักปั่นที่ชนะรายการชิงแชมป์โลกได้แต่ไม่ชนะรายการอื่นๆอีกเลย แน่นอนล่ะว่าผมควรจะต้องเอาชนะรายการให้ได้มากที่สุดมันเป็นสิ่งที่ผมหวังเอาไว้ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งอายุมากขึ้น มันก็ยิ่งดูยากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าผมไม่เคยเอาชนะรายการชิงแชมป์โลกแล้วผมเลิกขี่ไป ผมก็ไม่ร้องไห้เสียใจกับมัน และแน่ล่ะคุณก็จะบอกว่าฟาเบียงไม่เคยเอาชนะแชมป์โลกได้เลย (แต่อย่าลืมว่าฟาเบียง เป็นแชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัล 4 สัมย)" ที่คุณล้มและบาดเจ็บในเสื้อเหลืองรายการตูร์ เดอ ฟร็อง เสตจที่สาม สามารถลุกขึ้นมาและขี่จนจบได้หรือไม่?
"ตอนนั้นผมเจ็บมาก แม้ผมอยู่ในโลกของความเจ็บปวด ที่เมื่อบาดเจ็บคุณต้องรีบลุกขึ้นมาแล้วขี่ไปต่อให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณสวมเสื้อเหลืองอยู่ เมื่อผมล้มผมรับรู้ได้ทันที ผมบอกตอนที่หยุดว่าผมรู็สึกไม่ได้ ผมรู้ว่ามันคือความเจ็บปวดเดียวกันกับที่เคยเป็นมาตอนแข่งคลาสสิค ผมยังคงขี่ต่อขึ้นเขา และค่อยๆลงไปที่รถทีมอย่างช้าๆเพื่อขอยาระงับความเจ็บ เพราะตอนนั้นผมเจ็บมากจริงๆ พวกเค้าพยายามกระตุ้นให้ผมไปต่อ เค้าบอกผมว่าผมสามารถหยุดการแข่งถอนตัวออกไปก็ได้แต่เราไม่อยากให้คุณหยุดลงพร้อมกับเสื้อตัวนี้ เสื้อตัวนี้ช่วยได้มาก ให้อะไรเราได้มาก ผมพยายามที่จะพาเกียรติยศของเสื้อตัวนี้ไปเส้นชัยให้ได้
ที่ความเร็ง 75 กม./ชม. มันไม่ใช่เรื่องสนุกๆที่จะล้ม หลายๆคนไม่เื่อว่านั่นเป็นความเร็ว 75 ซึ่งผมอาจจะโชคดี ที่ผมไปร่วงบนพื้นหญ้า ไม่ใช่บนผิวถนนยางมะตอย ลองนั่งรถแล้วกระโดดลงมาจากความเร็ว 75 กม./ชม. ดูแล้วคุณจะรู็สึกว่ามันเป็นยังไง ไม่ตลกเลย แต่ผมก็ยังอยู่ และอัศจรรย์ใจที่ผมยังรอดมาได้" ในหลายๆปีช่วงหลัง คุณกลายเป็นผู้นำของกลุ่มนักปั่น เป็นตัวแทนแสดงความคิดและตัดสินใจเมื่อหลายๆอย่างไม่ปลอดภัยและไม่เหมาะสมกับนักปั่น คุณชอบหน้าที่นี้หรือไม่?
"ท้ายที่สุดมันต้องมีขุดที่ผมต้องปกป้องความปลอดภัยของตัวผมเอง และผมปกป้องความปลอดภัยของกีฬาจักรยาน บางครั้งมีเหตุการณ์ที่มันน่าจะโอเคกับตัวผมเอง แต่มันไม่เหมาะสมกับเพื่อนนักปั่น ไม่เหมาะสมกับกีฬาจักรยาน ผมต้องลึกขึ้นแสดงออกในฐานะที่ผมเป็นผู้นำของทีม และเมื่อเราได้เป็นผู้ชนะมาหลายๆรายการ ผู้คนต้องฟังผม ไม่ใช่นักแข่งตัวเล็กๆที่คอยออกมาแสดงความเห็นหรือการต่อต้าน เป็นหน้าที่ของนักแข่งที่ชนะรายการใหญ่ๆมามากๆที่จะต้องออกมาพูด เพราะสุดท้าย พวกเราคือคนที่สามารถแสดงออกได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือกัน แน่นอนว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายและสนุก เช่นในการแข่งที่โอมานที่มีภายุทรายเข้ามาในการแข่ง ถึงมันเกิดขึ้นอีก ผมก็จะทำเช่นเดิม ผมไม่ได้อะไรจากมัน ผมมีแต่คำตำหนิติชมเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก นี่คือสิ่งที่ผมต้องการเสนอ ผลักดันเพื่อให้เกิดการยอมรับที่ลงตัวที่สุด เราต้องหาทางออก มันไม่เคยจบสิ้น แต่เราต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้ลตัว นี่คือกีฬาจักรยาน หากทุกคนถือแต่อัตตาทิฐิของตน เราก็ไม่สามารถไปต่อได้" *******************************
ถ้าใครอ่านแล้ว ยังสงสัยว่า ทำไมชายผู้นี้คือคนสำคัญและเป็นนักปั่นอย่างไร? อาจต้องตามดูย้อนหลังไปยาวไกล ความโดดเด่นของนักปั่นคนนี้ ที่ปัจจุบันอายุ 34 ปี จริงๆก็ยังไม่ใช่วัยที่นับว่า "ชรา" สำหรับนักจักรยานอาชีพ มีนักปั่นอีกมากมายที่แข่งอยู๋ได้ในระดับโลกแม้วัยจะผ่านล่วงเลยไปมากกว่านี้อีกหลายปี เรียกว่าถ้าซ้อมและมีหน้าที่ทีมที่ดีเหมาะสม ก็สามารถอยู๋ได้ถึงย่าง 40 หรือเลยไปมากกว่านั้นก็มีมาแล้ว ฟาเบียง เริ่มต้นเป็นนักแข่งอาชีพทีมระดับโลกตั้งแต่ปี 2001 กับสังกัดทีม Mapei-Quick Step ด้วยอายุ 20 ปี แต่มาแจ้งเกิดดังสุดๆเอาตอนอยุ๋ในสังกัดทีม Team CSC ช่วงปี 2006-2010 และแตกออกมาร่วมสร้างทีมใหม่ Leopard-Trek ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนชื่อมาเป็น Trek Factory Racing Team ในปัจจุบัน ฉายา"สปาตาคัส" ได้มาเพราะเขาเป็นนักแข่งที่บู๊แหลกไม่เคยยอมแพ้ใครง่ายๆ เรียกได้ว่ามีเท่าไหร่ ใส่หมดไม่เหลือ หมดแล้วก็ยังไม่ยอมและควักออกมาใส่อีกจนกว่าจะถึงเส้นชัย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แฟนๆของสปาตาคัสไม่เคยเสียใจที่เชียร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเห็นการสู้สุดใจขาดแล้ว ลืมไม่ลงจริงๆ มีนักปั่นไม่มากนักที่สามารถทำแบบนี้ได้ นักจักรยานอาชีพหลายๆคนจะถอดใจเมื่อพ่ายแพ้และรอคอยรายการหน้าค่อยเอาคืน แต่สิ่งที่ทำให้ฟาเบียง คือสปาตาคัส เพราะเค้าไม่เคยรอเอาคืนที่ไหน หากตามอยู่ก็จะไล่จนตายไปข้าง หากนำอยู่ก็จะหนีจนคู่แข่งถอดใจ จุดเด่นของการแข่งคือการขี่ทางราบความเร็วสูง ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ ตัวยาว เป็นนักแข่งไทม์ไทรอัลที่ดีที่สุดของยุคคนหนึ่ง สามารถลงแข่งแกรนด์ทัวร์ต่างๆได้อย่างโดดเด่น นอกจากเสตจไทม์ไทรอัล ก็ยังสามารถแข่งเอาเสตจอื่นๆมาได้ด้วย เพราะใช้แทคติคที่ได้เรปียบในการยืนระยะยาวกว่าสปรินท์เตอร์ ขโมยเอาเสตจด้วยการหนี 2 กม. สุดท้าย ปล่อยให้บรรดาสปรินท์เตอร์ต้องตามขวิดไส้แตกมองตาละห้อย รวมเสตจที่ชนะในรายการแกรนด์ทัวร์ทั้งสิ้น 11 เสตจ และยังประสบความสำเร็จเอาชนะรายการโปรทัวร์ได้อีกหลายรายการ ที่สำคัญที่ไม่พูดคงไม่ได้คือความสำเร็จของรายการคลาสสิค รายการคลาสสิคช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เป็นรายการวันเดียว ระยะทางยาวๆ หรือเส้นทางโหดๆ นักแข่งส่วนมากจะเป็นนักแข่งพิเศษที่ถนัดทางแบบนี้ มีความผสมระหว่างสปรินท์เตอร์ที่กระทืบโหดๆหนักๆได้เพื่อหนีในช่วงท้ายๆให้ขาด ดังนั้นก็อย่าแปลกใจที่นักแข่งส่วนใหญ่ที่เก็บรายการแบบนี้ได้จะมีความโดดเด่นด้านการสปรินท์ แต่ฟาเบียง คันเชลลาร่า ใช้พลังม้ามหาศาลยาวและคงที่เข้าสยบคู่แข่งในรายการเหล่านี้ เก็บชัยชนะคลาสสิคมาได้มากมาย รวมแล้วมากถึง 12 ครั้ง รายการคลาสสิคหลัก 5 รายการ ได้แก่ มิลาน-ซานรีโม่, ทัวร์ออฟแฟลนเดอร์, ปารีส-รูเบซ์, ลิเย่-บาสตอง-ลิเย่ และ จิโร่ดิลอมบาเดีย ฟาเบียงร่วมแข่ง 3 รายการหลัก (ลิเย่ฯและลอมบาเดีย ไม่เคยลง เนื่องจากไม่สัมพันธ์กับตารางแกรนด์ทัวร์และรายการชิงแชมป์โลก) ความเจ๋งก็ออกลายตั้งแต่ครั้งแรกๆ
ปี 2004 ลงแข่งปารีส-รูเบซ์ครั้งแรก ได้อันดับที่ 4
ปี 2006 ชนะรายการปารีส-รูเบซ์ แถมได้อันดับ 6 จากแฟลนเดอร์
ปี 2008 ขึ้นโพเดี้ยมทั้งมิลานฯและรูเบซ์ฯ
ปี 2010 เอาชนะรายการแฟลนเดอร์ฯและรูเบซ์ฯติดกัน
ปี 2011 ขึ้นโพเดี้ยมรายการคลาสสิคหลัก 3 รายการติดๆกัน
ปี 2013 ได้โพเดี้ยมมิลานฯและแชมป์แฟลนเดอร์ฯติดกับรูเบซ์ฯอีกหนึ่งครั้ง
ปี 2014 ได้รองแชมป์มิลานฯ ป้องกันแชมป์แฟลนเดอร์ และโพเดี้ยมรูเบซ์ฯ ส่วนความสำเร็จด้านไทม์ไทรอัล ซึ่งแฟนๆจักรยานยากจะลืมสปาตาคัสได้แน่ๆ ก็เพราะภาพนี้ด้วยเช่นกัน เราชินตากับชายคนนี้ในสกินสูทขาวลายแถบสีรุ้ง หรือชุดแข่งประจำชาติแชมป์จากสวิสเซอร์แลนด์ และยังเป็นผู้ใส่เสื้อเหลือง ผู้นำการแข่งตูร์ เดอ ฟร็องซ์ บ่อยๆต่อจากการแข่งโปรล็อก(ไทม์ไทรอัลสั้นวันแรก) ย้อนหลังดูความสำเร็จของเขากันเบาๆไล่ตามปีกันสักหน่อย
1998,99 แชมป์โลกไทม์ไทรอัลรุ่นจูเนียร์
2002 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์(อายุเพียง 21 ปี)
2004 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, แชมป์โปรล็อกตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้สวมเสื้อเหลือง
2005 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์
2006 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, ได้แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งแรก และแชมป์ทีมไทม์ไทรอัลจากเวลต้าเอเอสปานญ่า
2007 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สอง แชมป์โปรล็อกและเสตจ 3 ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ รักษาเสื้อเหลืองเอาไว้ได้ถึง 6 วัน
2008 เหรียญทองโอลิมปิคเดี่ยวไทม์ไทรอัล, แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ แชมป์ไทม์ไทรอัลเสตจ 20 ตูร์ เดอ ฟร็องซ์
2009 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์และแชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สาม, ชนะเสตจ 1 เดี่ยวไทม์ไทรอัล ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้สวมเสื้อเหลืองและป้องกันได้ 6 วัน, ชนะทั้งทีมไทม์ไทรอัลและเดี่ยวไทม์ไทรอัล เวลต้า เอเอสปานญ่า ได้สวมเสื้อผู้นำเวลารวม รวม 5 วัน
2010 แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สี่, ชนะโปรล็อกและเสตจ 19 รายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ และรักษาเสื้อเหลืองรวมไว้ได้ 5 วัน
2011 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์
2012 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, ชนะโปรล็อก ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ และรักษาเสื้อเลหืองเอาไว้ได้อีก 6 วัน
2013 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ และแชมป์เสตจไทม์ไทรอัล เวลต้า เอเอสปานญ่า
2014 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ บทความนี้ เป็นมุมมองของกีฬาจักรยาน จากชายที่เป็นนักแข่งอาชีพ ที่มีความรักในกีฬาจักรยานมาก และเห็นความสำคัญของการแข่งขันอย่างขาวสะอาด ที่สำคัญคือการมุ่งมั่นเน้นการแข่งที่ปลอดภัยต่อนักจักรยานมาโดยตลอด การที่นักแข่งอย่างเค้าซึ่งต่อสู้เป้นกระบอกเสียงของนักปั่นอาชีพด้านความปลอดภัยมาตลอดหลายๆปี ต้องจบรายการแข่งถอนตัวออกไปเพราะการบาดเจ็บรุนแรงนั้นถือเป็นเรื่องที่อาจจะต้องโทษโชคมากกว่า แต่มันก็นำเสนอมุมมองหลายๆอย่างที่สำคัญกับพวกเรานักจักรยานสมัครเล่น
การแข่งจักรยานที่เราต่างก็สมัครลงมาเล่นด้วยความสมัครใจ เสียเงินซื้อรถมาเล่น เสียเงินมาแข่ง เพื่อสุขภาพ ความสุและความสนุกท้าทาย มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างจากนักแข่งอาชีพบ้าง? มาตรฐานการจัดการการแข่งขันและความปลอดภัยถูกมองสำคัญน้อยไปกว่าชัยชนะ เงินรางวัล เสื้อสวยๆและถ้วยใหญ่คับบ้าน นักแข่งต่างเอาชีวิต ความปลอดภัยไปใส่ เสี่ยงกับวินาทีเล็กๆเพื่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่บางครั้งย้อนกลับมามองแล้วมันก็คือฝุ่นธุลีหนึ่งท่หลงลืมไปได้เมื่อวันเวลาผ่านเลย ใครบ้างจะจำชื่อผู้ชนะของรายการแข่งที่เราๆขี่กันได้ไปอีกกี่ปี? มีแต่เพียงตัวเรา ตัวตน ที่ยังคงผูกยึดมันเอาไว้ในห้วงของความทรงจำและสร้างเป็นอุปโลกขึ้นมา
ความรัก และความคลั่งไคล้ ความทุ่มเท และความคุ้มค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าคุ้มหรือไม่ และควรหรือเปล่า อยากฝากมองสักนิดว่าในการแข่งกีฬา โดยเฉพาะจักรยาน เราเคยคิดเผื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและเพื่อนนักปั่นอื่นๆด้วยหรือไม่? เพราะแม้แต่โปรที่ต้องหาเลีัยงตัวเองด้วยการเอาชนะในกีฬานี้ ยังให้น้ำหนักและเหลือบตามองเรื่องนี้มากเสียยิ่งกว่านักปั่นภูธรเสียอีก[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 373462.jpg[/homeimg]
Fabian Cancellara แฟนกีฬาจักรยาน ที่ขี่จักรยานมานานกว่า 5 ปี คงจดจำความ"เท่ห์" ของนักปั่นที่ได้ชื่อว่าเป็นนักสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่านที่สุดคนหนึ่งของยุคได้ แน่นอนว่าใครที่เป็นแฟนจักรยานในช่วง 2-3 ปีหลัง อาจรู้จักเค้าเพียงนามของนักแข่งที่ปีนึงมีรายการชนะเด่นๆรายการใหญ่เพียงครั้งสองครั้ง แต่เส้นทางที่ผ่านมาของยอดนักปั่นคนนี้ ผ่านความยิ่งใหญ่มามากมาย ไม่ว่าจะเ)็นหนึ่งในผู้ครองแชมป์โลกในประเภทการขี่เดี่ยวจับเวลา (เดี่ยวไทม์ไทรอัล)ได้มากที่สุดคนหนึ่ง แถมยังเป็นนักแข่งรายการคลาสสิควันเดียวที่กวาดแชมป์รายการโหดๆมาครองเหนือพวกแนวสปรินท์ทรงพลังที่มักจะประสบความสำเร็จบนเส้นทางแบบนี้ ที่สำคัญ ในรายการทัวร์ต่างๆ ก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้ชนะทัวร์ ผู้สวมเสื้อผู้นำเวลารวม และผู้ชนะเสตจต่างๆมากมายตลอดช่วงแห่งความรุ่งเรือง ผมขอเริ่มต้นกันด้วบเนื้อหาแปล บทสัมภาษณ์จากฝรั่งกันก่อน แล้วจะปิดท้ายด้วยเกร็ดเล็กๆที่ไม่ควรพลาดกัน
บทความ "นั่งคุยกับฟาเบียง คันเชลลาร่า"
โดย คริส เคส เผยแพร่ในนิตยสารเวโล ฉบับเดือนตุลาคม 2558
ฟาเบียง คันเชลลาร่าปีนออกจากจักรยานและมาขึ้นรถทีมอีกครั้ง เป็นอีกครั้งที่ต้องจบการแข่งขันแบบถอนตัว และถือเป็นฤดูกาลที่อับโชคของเขา
นักปั่นทรงพลังชาวสวิสฯเริ่มออกอาการไม่ดีตั้งแต่เสตจต่อจากทีมไทม์ไทรอัลและเริ่มต้นเสตจที่ 3 ของเวลต้า เออสปาน่า ด้วยความไม่พร้อม และเพียงระยะ 37 กม. ก็โดนทิ้งห่างจากกลุ่มหน้ากว่า 30 นาที หลุดออกจากเวลาจำกัดของการแข่งขัน และภ่ายแพ้ให้กับอาการป่วยไปอย่างช่วยไม่ได้
สำหรับเขามันเปรียบเหมือนฝันร้ายที่มาหลอกหลอนไม่หยุดหลังจากที่ถูกบีบให้ต้องออกจากการแข่งแกรนด์ทัวร์เป็นรายการที่สองติดๆกัน โดยที่เพิ่งเริ่มแข่งมาเพียง 3 วันเท่านั้น หลังจากที่ต้องออกจากการแข่งตูร์ เดอ ฟร็องซ์ จากอุบัติเหตุความเร็วสูงส่งผลให้กระดูกสันหลังหักถึง 2 ข้อในเสตจที่ 3 และที่เป็นฝันร้ายที่ยากจะน่าเชื่อกว่านั้นก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาบาดเจ็บแบบนี้ในปี 2015 เมื่อเดือนมีนาคมเขาก็บาดเจ็บกระดูกสันหลังแตก 2 ข้อจากรายการคลาสสิคหลักที่สำคัญ อีทรี เฮเรลเบลค์
เวโลนิวส์รีบเข้าจับเข่าคุยกับเขาทันที เกี่ยวกับสภาพและสถานะของเขาในเปโลตองอาชีพ หลังจากที่ผ่านจุดขึ้นและลงมามากมาย ฤดูกาลนี้คงเป็นฤดูกาลที่น่าผิดหวังอย่างมากสำหรับคุณหรือเปล่า?
"มันไม่ได้น่าเศร้า มันไม่ง่ายเอาเสียเลย ผมตื่นขึ้นมาอย่างป่วยๆในรายการที่โอมาน ผมต้องออกจากการแข่ง แล้วมาล้มเจ็บที่รายการอีทรี ผมต้องหยุดพักยาว ผมแข่งตูร์ เดอ สวิส แล้วผมก็ป่วยอีก ต่อมาที่ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ผมก็ล้มบาดเจ็บต้องออกจากการแข่ง นี่คือผลการแข่งของผมในปีนี้ และผมต้องยอมรับมัน ผมมีปีที่หนักหนาอย่างยิ่ง มันไม่ใช่เรื่องปกปิดอะไร นักกีฬาทุกคนไม่มีใครชอบนอนพักสบายอยู๋บนเตียงมองดูเพดาน หรือนับดวงดาวนอกหน้าต่าง ผมอยากขี่จักรยาน อยากสนุกและเศร้าไปบนจักรยาน ไม่ใช่แบบที่ผมเป็นนี้" วิบากกรรมในปีนี้จะทำให้การอำลาวงการมาถึงเร็วขึ้นอีกปีมั้ย?
"ไม่ ไม่ ไม่ ผมจัดการมันได้เรียบร้อย(อาการบาดเจ็บ) สิ่งที่ผมทำอยู่ถูกวางแผนมาไว้เป็นอย่างดีแล้ว การแข่งเวลต้านี้ไม่ได้ลงแข่งเพื่อเป้าหมายของปีนี้ แต่มันสำคัญสำหรับปีต่อไปที่กำลังจะมา มันไม่ได้ทำให้ผมหวั่นเลย ผมพูดเสมอว่าผมจะเลิกที่จุดสูงสุดของผมเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่การเลิกด้วยการถูกบดป่นปี้และยอมแพ้ไป
อีกด้านหนึ่ง : ผมสามารถเลือกมันได้เอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก การเลิกแข่งหมายถึงการเข้าสู่ชีวิตใหม่ จักรยานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตผม มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม และย่อมมีชีวิตอีกส่วนเช่นกัน ที่ผมเห็นในตอนนี้ และมันก็สำคัญกับผมเช่นกัน ใช่แล้วที่ชีวิตอาจผันแปรเปลี่ยนได้ในไม่กี่วินาที ในตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ผมอาจจะไม่สามารถขี่จักรยานได้อีก หรืออาจต้องเจ็บหนากเป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนที่ต้องรักษาตัวนานกว่านี้ ผมได้เห็นมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญกว่านั้นคือแรงบันดาลใจและความอยาก" คุณออกจากการแข่งไปพักผื้นและกลับมาได้ถึง 3 ครั้งติดๆกัน คุณทำแบบนั้นได้ยังไง มันน่าจะง่ายกว่าถ้าจะบอกว่าพอแล้วสำหรับปีนี้?
"ผมก็มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่ในหัว แต่สิ่งสำคัญคือผมยังรู้สึกสดอยู๋ ยังมีแรงผลักดัน และยังรู็สึกพร้อมที่จะออกไปแข่งอีก ก็ไม่แน่ว่าผมอาจจะมีคำถามกลับไปเมื่อเริ่มแข่งเวลต้าว่าผมมีความพร้อมขนาดไหน ผมยังสดและมีร่างกายดีแค่ไหน ยังพร้อมจะรับกับความเจ็บปวดได้อีกมากแค่ไหน
แต่สุดท้ายแล้วพวกเราคือมนุษย์ พวกเราหาใช่จักรกล ถ้าเป็นเครื่องยนต์เราแค่กดปุ่ม แต่เราเป็นคนต้องออกแรงกดบันได และในหัวสมอง มันเกี่ยวกับว่าเรากำลังคิดอย่างไรมีอะไรในนั้นบ้าง เมื่อเรามองเข้าไปในกระจก นี่คือความเป็นจริง
ทั้งปีมันเป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่ต้องหยุดขี่ ผมต้อมได้รับความเจ็บปวด แล้วผมก็ต้องสู็ทนทรมานเพื่อฝึกซ้อมให้พร้อมจะกลับเข้าสู่การแข่งขัน มันจึงเป็นปีที่หนักหนาสาหัส และยังมีปีที่ยิ่งกว่าในปี 2012 ผมไม่สามารถเปลี่ยนหรือเลือกได้ ผมต้องเดินหน้าต่อไป" ในอีกด้านเป็นที่ชัดเจนว่าคุณได้วางภาพหลังจากการแข่งจักรยานเอาไว้ชัดเจนแล้ว คุณอยากให้ภาพนั้นออกมาเป็นอย่างไร?
"สำหรับผม สิ่งที่ดีสำหรับผมคือหลังจากนี้ให้แฟนๆชื่นชอบและจดจำในสิ่งที่ผมเป็น สำหรับผม การได้ชื่อว่าเป็นที่สุดตรงนี้หรือตรงไหนมันไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือผู้คน ผมยังอยากได้รับแรงใจจากผู้คน อยากอยู๋ในใจของผู้คนมากกว่า ผมไม่อยากจะถูกลืมทันทีที่ผมเลิก แน่นอนล่ะ ผมไม่ใช่เอ็ดดี้ เมิคซ์ ผมก็คือผม ผมไม่เคยชนะรายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ เราต่างรู้กันว่ารายการนั้นทำให้ผู้คนจดจำและเป็นจุดสนใจได้มากที่สุด แต่นั่นไม่ใช่ตัวของผม ผมภาคภูมิใจในสิ่งที่ผมสำเร็จได้มา มันคือสิ่งที่ผมทำมาเสมอ พยายามขี่จักรยานให้ดีที่สุด ได้ผลดีที่สุดและเป็นที่จดจำได้ของผู้คนต่อไป" คุณมีความผิดหวังกับการแข่งชิงแชมป์โลกบ้างหรือไม่?
"น่าจะที่เม็นดรีซิโอ้ เมื่อปี 2009 เป็นการแข่งชิงแชมป์โลกที่ผมยอมทิ้งมันไปในผลสุดท้าย มันเป็นปีที่ผมแพ้รายการแชมป์โลก แต่เป็นปีที่ชนะรายการคลาสสิคใหญ่ 2 รายการ มันก็ไม่ได้เป็นปีที่แย่นัก ผมพยายามมองมันในด้านที่ดีหลังจากนั้น มันได้เกิดขึ้นกับผมเมื่อผมไม่ได้ชนะรายการชิงแชมป์โลกแต่ผมก็ได้ชนะรายการอื่นๆมา ดีกว่านักปั่นที่ชนะรายการชิงแชมป์โลกได้แต่ไม่ชนะรายการอื่นๆอีกเลย แน่นอนล่ะว่าผมควรจะต้องเอาชนะรายการให้ได้มากที่สุดมันเป็นสิ่งที่ผมหวังเอาไว้ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งอายุมากขึ้น มันก็ยิ่งดูยากขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าผมไม่เคยเอาชนะรายการชิงแชมป์โลกแล้วผมเลิกขี่ไป ผมก็ไม่ร้องไห้เสียใจกับมัน และแน่ล่ะคุณก็จะบอกว่าฟาเบียงไม่เคยเอาชนะแชมป์โลกได้เลย (แต่อย่าลืมว่าฟาเบียง เป็นแชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัล 4 สัมย)" ที่คุณล้มและบาดเจ็บในเสื้อเหลืองรายการตูร์ เดอ ฟร็อง เสตจที่สาม สามารถลุกขึ้นมาและขี่จนจบได้หรือไม่?
"ตอนนั้นผมเจ็บมาก แม้ผมอยู่ในโลกของความเจ็บปวด ที่เมื่อบาดเจ็บคุณต้องรีบลุกขึ้นมาแล้วขี่ไปต่อให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณสวมเสื้อเหลืองอยู่ เมื่อผมล้มผมรับรู้ได้ทันที ผมบอกตอนที่หยุดว่าผมรู็สึกไม่ได้ ผมรู้ว่ามันคือความเจ็บปวดเดียวกันกับที่เคยเป็นมาตอนแข่งคลาสสิค ผมยังคงขี่ต่อขึ้นเขา และค่อยๆลงไปที่รถทีมอย่างช้าๆเพื่อขอยาระงับความเจ็บ เพราะตอนนั้นผมเจ็บมากจริงๆ พวกเค้าพยายามกระตุ้นให้ผมไปต่อ เค้าบอกผมว่าผมสามารถหยุดการแข่งถอนตัวออกไปก็ได้แต่เราไม่อยากให้คุณหยุดลงพร้อมกับเสื้อตัวนี้ เสื้อตัวนี้ช่วยได้มาก ให้อะไรเราได้มาก ผมพยายามที่จะพาเกียรติยศของเสื้อตัวนี้ไปเส้นชัยให้ได้
ที่ความเร็ง 75 กม./ชม. มันไม่ใช่เรื่องสนุกๆที่จะล้ม หลายๆคนไม่เื่อว่านั่นเป็นความเร็ว 75 ซึ่งผมอาจจะโชคดี ที่ผมไปร่วงบนพื้นหญ้า ไม่ใช่บนผิวถนนยางมะตอย ลองนั่งรถแล้วกระโดดลงมาจากความเร็ว 75 กม./ชม. ดูแล้วคุณจะรู็สึกว่ามันเป็นยังไง ไม่ตลกเลย แต่ผมก็ยังอยู่ และอัศจรรย์ใจที่ผมยังรอดมาได้" ในหลายๆปีช่วงหลัง คุณกลายเป็นผู้นำของกลุ่มนักปั่น เป็นตัวแทนแสดงความคิดและตัดสินใจเมื่อหลายๆอย่างไม่ปลอดภัยและไม่เหมาะสมกับนักปั่น คุณชอบหน้าที่นี้หรือไม่?
"ท้ายที่สุดมันต้องมีขุดที่ผมต้องปกป้องความปลอดภัยของตัวผมเอง และผมปกป้องความปลอดภัยของกีฬาจักรยาน บางครั้งมีเหตุการณ์ที่มันน่าจะโอเคกับตัวผมเอง แต่มันไม่เหมาะสมกับเพื่อนนักปั่น ไม่เหมาะสมกับกีฬาจักรยาน ผมต้องลึกขึ้นแสดงออกในฐานะที่ผมเป็นผู้นำของทีม และเมื่อเราได้เป็นผู้ชนะมาหลายๆรายการ ผู้คนต้องฟังผม ไม่ใช่นักแข่งตัวเล็กๆที่คอยออกมาแสดงความเห็นหรือการต่อต้าน เป็นหน้าที่ของนักแข่งที่ชนะรายการใหญ่ๆมามากๆที่จะต้องออกมาพูด เพราะสุดท้าย พวกเราคือคนที่สามารถแสดงออกได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือกัน แน่นอนว่าเรื่องการเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายและสนุก เช่นในการแข่งที่โอมานที่มีภายุทรายเข้ามาในการแข่ง ถึงมันเกิดขึ้นอีก ผมก็จะทำเช่นเดิม ผมไม่ได้อะไรจากมัน ผมมีแต่คำตำหนิติชมเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับแรก นี่คือสิ่งที่ผมต้องการเสนอ ผลักดันเพื่อให้เกิดการยอมรับที่ลงตัวที่สุด เราต้องหาทางออก มันไม่เคยจบสิ้น แต่เราต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้ลตัว นี่คือกีฬาจักรยาน หากทุกคนถือแต่อัตตาทิฐิของตน เราก็ไม่สามารถไปต่อได้" *******************************
ถ้าใครอ่านแล้ว ยังสงสัยว่า ทำไมชายผู้นี้คือคนสำคัญและเป็นนักปั่นอย่างไร? อาจต้องตามดูย้อนหลังไปยาวไกล ความโดดเด่นของนักปั่นคนนี้ ที่ปัจจุบันอายุ 34 ปี จริงๆก็ยังไม่ใช่วัยที่นับว่า "ชรา" สำหรับนักจักรยานอาชีพ มีนักปั่นอีกมากมายที่แข่งอยู๋ได้ในระดับโลกแม้วัยจะผ่านล่วงเลยไปมากกว่านี้อีกหลายปี เรียกว่าถ้าซ้อมและมีหน้าที่ทีมที่ดีเหมาะสม ก็สามารถอยู๋ได้ถึงย่าง 40 หรือเลยไปมากกว่านั้นก็มีมาแล้ว ฟาเบียง เริ่มต้นเป็นนักแข่งอาชีพทีมระดับโลกตั้งแต่ปี 2001 กับสังกัดทีม Mapei-Quick Step ด้วยอายุ 20 ปี แต่มาแจ้งเกิดดังสุดๆเอาตอนอยุ๋ในสังกัดทีม Team CSC ช่วงปี 2006-2010 และแตกออกมาร่วมสร้างทีมใหม่ Leopard-Trek ก่อนจะค่อยๆเปลี่ยนชื่อมาเป็น Trek Factory Racing Team ในปัจจุบัน ฉายา"สปาตาคัส" ได้มาเพราะเขาเป็นนักแข่งที่บู๊แหลกไม่เคยยอมแพ้ใครง่ายๆ เรียกได้ว่ามีเท่าไหร่ ใส่หมดไม่เหลือ หมดแล้วก็ยังไม่ยอมและควักออกมาใส่อีกจนกว่าจะถึงเส้นชัย ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แฟนๆของสปาตาคัสไม่เคยเสียใจที่เชียร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเห็นการสู้สุดใจขาดแล้ว ลืมไม่ลงจริงๆ มีนักปั่นไม่มากนักที่สามารถทำแบบนี้ได้ นักจักรยานอาชีพหลายๆคนจะถอดใจเมื่อพ่ายแพ้และรอคอยรายการหน้าค่อยเอาคืน แต่สิ่งที่ทำให้ฟาเบียง คือสปาตาคัส เพราะเค้าไม่เคยรอเอาคืนที่ไหน หากตามอยู่ก็จะไล่จนตายไปข้าง หากนำอยู่ก็จะหนีจนคู่แข่งถอดใจ จุดเด่นของการแข่งคือการขี่ทางราบความเร็วสูง ด้วยรูปร่างสูงใหญ่ ตัวยาว เป็นนักแข่งไทม์ไทรอัลที่ดีที่สุดของยุคคนหนึ่ง สามารถลงแข่งแกรนด์ทัวร์ต่างๆได้อย่างโดดเด่น นอกจากเสตจไทม์ไทรอัล ก็ยังสามารถแข่งเอาเสตจอื่นๆมาได้ด้วย เพราะใช้แทคติคที่ได้เรปียบในการยืนระยะยาวกว่าสปรินท์เตอร์ ขโมยเอาเสตจด้วยการหนี 2 กม. สุดท้าย ปล่อยให้บรรดาสปรินท์เตอร์ต้องตามขวิดไส้แตกมองตาละห้อย รวมเสตจที่ชนะในรายการแกรนด์ทัวร์ทั้งสิ้น 11 เสตจ และยังประสบความสำเร็จเอาชนะรายการโปรทัวร์ได้อีกหลายรายการ ที่สำคัญที่ไม่พูดคงไม่ได้คือความสำเร็จของรายการคลาสสิค รายการคลาสสิคช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่เป็นรายการวันเดียว ระยะทางยาวๆ หรือเส้นทางโหดๆ นักแข่งส่วนมากจะเป็นนักแข่งพิเศษที่ถนัดทางแบบนี้ มีความผสมระหว่างสปรินท์เตอร์ที่กระทืบโหดๆหนักๆได้เพื่อหนีในช่วงท้ายๆให้ขาด ดังนั้นก็อย่าแปลกใจที่นักแข่งส่วนใหญ่ที่เก็บรายการแบบนี้ได้จะมีความโดดเด่นด้านการสปรินท์ แต่ฟาเบียง คันเชลลาร่า ใช้พลังม้ามหาศาลยาวและคงที่เข้าสยบคู่แข่งในรายการเหล่านี้ เก็บชัยชนะคลาสสิคมาได้มากมาย รวมแล้วมากถึง 12 ครั้ง รายการคลาสสิคหลัก 5 รายการ ได้แก่ มิลาน-ซานรีโม่, ทัวร์ออฟแฟลนเดอร์, ปารีส-รูเบซ์, ลิเย่-บาสตอง-ลิเย่ และ จิโร่ดิลอมบาเดีย ฟาเบียงร่วมแข่ง 3 รายการหลัก (ลิเย่ฯและลอมบาเดีย ไม่เคยลง เนื่องจากไม่สัมพันธ์กับตารางแกรนด์ทัวร์และรายการชิงแชมป์โลก) ความเจ๋งก็ออกลายตั้งแต่ครั้งแรกๆ
ปี 2004 ลงแข่งปารีส-รูเบซ์ครั้งแรก ได้อันดับที่ 4
ปี 2006 ชนะรายการปารีส-รูเบซ์ แถมได้อันดับ 6 จากแฟลนเดอร์
ปี 2008 ขึ้นโพเดี้ยมทั้งมิลานฯและรูเบซ์ฯ
ปี 2010 เอาชนะรายการแฟลนเดอร์ฯและรูเบซ์ฯติดกัน
ปี 2011 ขึ้นโพเดี้ยมรายการคลาสสิคหลัก 3 รายการติดๆกัน
ปี 2013 ได้โพเดี้ยมมิลานฯและแชมป์แฟลนเดอร์ฯติดกับรูเบซ์ฯอีกหนึ่งครั้ง
ปี 2014 ได้รองแชมป์มิลานฯ ป้องกันแชมป์แฟลนเดอร์ และโพเดี้ยมรูเบซ์ฯ ส่วนความสำเร็จด้านไทม์ไทรอัล ซึ่งแฟนๆจักรยานยากจะลืมสปาตาคัสได้แน่ๆ ก็เพราะภาพนี้ด้วยเช่นกัน เราชินตากับชายคนนี้ในสกินสูทขาวลายแถบสีรุ้ง หรือชุดแข่งประจำชาติแชมป์จากสวิสเซอร์แลนด์ และยังเป็นผู้ใส่เสื้อเหลือง ผู้นำการแข่งตูร์ เดอ ฟร็องซ์ บ่อยๆต่อจากการแข่งโปรล็อก(ไทม์ไทรอัลสั้นวันแรก) ย้อนหลังดูความสำเร็จของเขากันเบาๆไล่ตามปีกันสักหน่อย
1998,99 แชมป์โลกไทม์ไทรอัลรุ่นจูเนียร์
2002 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์(อายุเพียง 21 ปี)
2004 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, แชมป์โปรล็อกตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้สวมเสื้อเหลือง
2005 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์
2006 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, ได้แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งแรก และแชมป์ทีมไทม์ไทรอัลจากเวลต้าเอเอสปานญ่า
2007 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สอง แชมป์โปรล็อกและเสตจ 3 ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ รักษาเสื้อเหลืองเอาไว้ได้ถึง 6 วัน
2008 เหรียญทองโอลิมปิคเดี่ยวไทม์ไทรอัล, แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ แชมป์ไทม์ไทรอัลเสตจ 20 ตูร์ เดอ ฟร็องซ์
2009 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์และแชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สาม, ชนะเสตจ 1 เดี่ยวไทม์ไทรอัล ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ ได้สวมเสื้อเหลืองและป้องกันได้ 6 วัน, ชนะทั้งทีมไทม์ไทรอัลและเดี่ยวไทม์ไทรอัล เวลต้า เอเอสปานญ่า ได้สวมเสื้อผู้นำเวลารวม รวม 5 วัน
2010 แชมป์โลกเดี่ยวไทม์ไทรอัลครั้งที่สี่, ชนะโปรล็อกและเสตจ 19 รายการตูร์ เดอ ฟร็องซ์ และรักษาเสื้อเหลืองรวมไว้ได้ 5 วัน
2011 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์
2012 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์, ชนะโปรล็อก ตูร์ เดอ ฟร็องซ์ และรักษาเสื้อเลหืองเอาไว้ได้อีก 6 วัน
2013 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ และแชมป์เสตจไทม์ไทรอัล เวลต้า เอเอสปานญ่า
2014 แชมป์ไทม์ไทรอัลสวิสเซอร์แลนด์ บทความนี้ เป็นมุมมองของกีฬาจักรยาน จากชายที่เป็นนักแข่งอาชีพ ที่มีความรักในกีฬาจักรยานมาก และเห็นความสำคัญของการแข่งขันอย่างขาวสะอาด ที่สำคัญคือการมุ่งมั่นเน้นการแข่งที่ปลอดภัยต่อนักจักรยานมาโดยตลอด การที่นักแข่งอย่างเค้าซึ่งต่อสู้เป้นกระบอกเสียงของนักปั่นอาชีพด้านความปลอดภัยมาตลอดหลายๆปี ต้องจบรายการแข่งถอนตัวออกไปเพราะการบาดเจ็บรุนแรงนั้นถือเป็นเรื่องที่อาจจะต้องโทษโชคมากกว่า แต่มันก็นำเสนอมุมมองหลายๆอย่างที่สำคัญกับพวกเรานักจักรยานสมัครเล่น
การแข่งจักรยานที่เราต่างก็สมัครลงมาเล่นด้วยความสมัครใจ เสียเงินซื้อรถมาเล่น เสียเงินมาแข่ง เพื่อสุขภาพ ความสุและความสนุกท้าทาย มีอะไรที่เหมือนและแตกต่างจากนักแข่งอาชีพบ้าง? มาตรฐานการจัดการการแข่งขันและความปลอดภัยถูกมองสำคัญน้อยไปกว่าชัยชนะ เงินรางวัล เสื้อสวยๆและถ้วยใหญ่คับบ้าน นักแข่งต่างเอาชีวิต ความปลอดภัยไปใส่ เสี่ยงกับวินาทีเล็กๆเพื่อชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่บางครั้งย้อนกลับมามองแล้วมันก็คือฝุ่นธุลีหนึ่งท่หลงลืมไปได้เมื่อวันเวลาผ่านเลย ใครบ้างจะจำชื่อผู้ชนะของรายการแข่งที่เราๆขี่กันได้ไปอีกกี่ปี? มีแต่เพียงตัวเรา ตัวตน ที่ยังคงผูกยึดมันเอาไว้ในห้วงของความทรงจำและสร้างเป็นอุปโลกขึ้นมา
ความรัก และความคลั่งไคล้ ความทุ่มเท และความคุ้มค่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าคุ้มหรือไม่ และควรหรือเปล่า อยากฝากมองสักนิดว่าในการแข่งกีฬา โดยเฉพาะจักรยาน เราเคยคิดเผื่อความปลอดภัยของตัวเราเองและเพื่อนนักปั่นอื่นๆด้วยหรือไม่? เพราะแม้แต่โปรที่ต้องหาเลีัยงตัวเองด้วยการเอาชนะในกีฬานี้ ยังให้น้ำหนักและเหลือบตามองเรื่องนี้มากเสียยิ่งกว่านักปั่นภูธรเสียอีก[homeimg=300,250]http://www.thaimtb.com/forum/picture_mt ... 373462.jpg[/homeimg]
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
-
Number8
- ขาประจำ
- โพสต์: 402
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2013, 08:49
- Tel: 0898554137
- team: Dr.bike club/ Fang nopburi
- Bike: Schwinn/ specialized M2/ LOOK 675
- ตำแหน่ง: ฝาง เชียงใหม่
- ติดต่อ:
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อยอมแพ้ มนุษย์อาจถูกทำลายได้ แต่ไม่ยอมแพ้
เออร์เนส แฮมมิ่งเวย์
เออร์เนส แฮมมิ่งเวย์
- meeuwarn
- ขาประจำ
- โพสต์: 368
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มิ.ย. 2011, 13:17
- team: -
- Bike: Trex4300, merida901
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
สุดยอด
บ้านมีห้องเก็บถ้วยแน่ๆ
บ้านมีห้องเก็บถ้วยแน่ๆ
ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน
- punya467
- ขาประจำ
- โพสต์: 2200
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2012, 14:55
- team: Rayong road bike, On/Off cycling
- Bike: NICH LTD
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ขอบคุณครับ
ลูกเผลอแล้วเจอกัน
- เสือสวาท
- สมาชิก
- โพสต์: 82
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 เม.ย. 2011, 16:02
- ลงพุง
- ขาประจำ
- โพสต์: 130
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ม.ค. 2013, 12:00
- team: 2 ล้อพาเพลิน Krabi MTB 2012
- Bike: เทรก4400, Jamis Aurora, Java Siluro, Trek Emonda ALR5
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ชอบบทสรุปส่งท้ายมากครับ
ยังติดตาม เฟเบียนต่อไปครับ ฤดูกาลหน้า ขอเฮียคว้าแชมป์รูเบส์ ^^
ยังติดตาม เฟเบียนต่อไปครับ ฤดูกาลหน้า ขอเฮียคว้าแชมป์รูเบส์ ^^
- third party
- ขาประจำ
- โพสต์: 103
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ก.ย. 2012, 08:51
- team: ทีม มด ยะลา
- Bike: Lapierre XELIUS SL
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ย่อหน้าสุดท้าย กระแทกใจสุดๆไปเลยครับ
สู้แค่ดากแหก!!!!
- shpiak
- ขาประจำ
- โพสต์: 2147
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ม.ค. 2013, 10:43
- Bike: พับอย่างเดียว
- ตำแหน่ง: วงเวียนใหญ่
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
เยี่ยมครับ โดยเฉพาะบทสรุปส่งท้ายของวงก่รแข่งบ้านเรา..
ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
สิ่งที่คนรวยกับจนมีโอกาสมีได้เท่าๆกันคือบุญ กับมารยาท
มีเงินก็หามารยาทมาประดับตัวเป็นศรีไม่ได้ ต้องทำเอาเอง
- ParkGtong
- ขาประจำ
- โพสต์: 2969
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2010, 17:54
- Tel: 088-3636453
- team: ชมรมจักรยานเมืองน้ำดำ
- Bike: TEAM FT4
- ตำแหน่ง: จ.กาฬสินธุ์
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ไอดอลเลยครับคนนี้
เส้นทางนักต่อสู้มักจะโดดเดี่ยวเสมอ
9 สิ่งมหัศจรรย์กาฬสินธุ์ เมืองน้ำดำ
9 สิ่งมหัศจรรย์กาฬสินธุ์ เมืองน้ำดำ
- DoctorKeng
- สมาชิก
- โพสต์: 77
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ม.ค. 2014, 11:15
- team: BikeSi , BCC Biker, Very Forty
- Bike: Trek Fuel 100 2002, Trek Speed Concept 2.5, บ้านเสือหมอบ 25 ปี 19/25, LOOK 695 Herritage, S5 TDF 100th., Pinarello Dogma 65.1 Think 2 TDF 100th. Champion, Trek Speed Concept 7 Project
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
ขอบคุณครับ สำหรับความรู้นี้
-
OPKam
- สมาชิก
- โพสต์: 20
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มิ.ย. 2015, 08:59
- Tel: 0645952856
- team: สนุกการปั่น
- Bike: TEAM FT5 Blade
Re: Fabian Cancellara บทสัมภาษณ์ และเจาะลึกเส้นทางของยอดนักปั่นแห่งยุคที่คนลืมไม่ลง
เขาคือหนึ่งในสุดยอดนักจักรยานที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปไปอีกนานแสนนาน และผมก็ยังเฝ้ารอให้เค้าได้ครองแชมป์ในรายการ Pro Tour อีกครั้ง ^___^