.
.
สวัสดีครับเพื่อนชาวจักรยานทุกๆท่าน ในวงการจักรยานมีนักจักรยานหลายๆท่าน
ที่มีความเป็นมาในการมาปั่นจักรยานที่น่าติดตามมากๆ วันนี้ขอยกตัวอย่างมาก่อน
สัก 1 ท่านท่านนี้เป็นชายหนุ่มอายุอานามยังไม่มากครับ แต่เรื่องราวของเค้ามีเสน่ห์
น่าติดตามยิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการนำประวัติความเป็นมาของชายหนุ่มคนนี้มาเล่า
สู่กันฟังคงจะมีประโยชน์สำหรับท่านที่เริ่มจะปั่นจักรยานตามฝัน
กิตติพงษ์ กองแก้ว ชื่อนี้แทบไม่มีใครรู้จักนอกจากเพื่อนๆที่สนิทในแวดวงจักรยาน
เราท่านต่างรู้จักเค้าในนาม "โอ๊ตนนท์" ชายหนุ่มผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคมมามากมาย
วันนี้ขออนุญาตยกข้อสัมภาษณ์จากอีกบล๊อกมาแบ่งกันอ่านก่อนนะครับ แล้วต่อจากนั้น
จะเชิญเจ้าตัวมาเล่าแบบเกือบกินเปลือกกันเลยครับ
...โอ๊ตเกิดที่ฉะเชิงเทรา จังหวัดหนึ่งในไทย ได้บวชเป็นพระสามอาทิตย์ในปี 2548 ที่วัดสามกอ นอก
จากมีงานประจำแล้ว โอ๊ตยังทำงาน อาสาหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิระพยาบาลในกรุงเทพฯ และย่านแหล่งท่องเที่ยว
เป็นอาสาสายตรวจตำรวจจักรยานที่อยุธยาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวด้วย
ที่ ‘สปินน์ คาเฟ่’ มีค็อกเทลให้เลือกมากมาย นอกจากเขาทำค็อกเทล พิงค์เลดี้ หรือพุซซีแค็ทแล้ว
เขายังสามารถบอกแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับจักรยานได้อีกด้วย สามารถสอนคุณนานกว่าชั่วโมงก็ยังได้
และตอนนี้เขากำลังเรียนภาษาจีนอยู่ แต่เขาพูดตลก เก่งมาก…
ข้างความข้างต้นปรากฏอยู่ในหน้า About Us ของเว็บไซต์ http://www.spinn.cn
ซึ่งทำให้เรารู้จักและสนใจ “โอ๊ต” หรือกิตติพงษ์ กองแก้ว หนุ่มไทยนักปั่นวัยยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปด
หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งร้าน Spinn Cafe ร้านอาหารและร้านกาแฟที่มีข้อมูลการท่องเที่ยวทิเบตและ
บริการซ่อมบำรุงจักรยานขึ้นในกรุงลาซา (Lhasa-เมืองหลวงของทิเบต) ทิเบต
.................

.................

.....................โอ๊ตในลาซา
โอ๊ตและเพื่อนออกเดินทางจากประเทศไทยผ่านเขาสูงแถบเชียงรุ่ง สิบสองปันนาของจีน
เข้าสู่ทิเบตโดยใช้เวลานานกว่าสามเดือนบนหลังอานจักรยานกว่าจะบรรลุเส้นทางหลังคา
โลกที่พวกเขาใฝ่ฝันโดยพกพาความตั้งใจเล็กๆ ว่าอยากไปเปิดร้านกาแฟขึ้นที่นั่น
ทุกวันนี้โอ๊ตยังคงทำงานที่ร้านในกรุงลาซาอย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง
ในทิเบตขึ้นเมื่อกลางเดือนมีนาคมก็ตาม การสัมภาษณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นโดยผ่านโปรแกรม Chat
ระดับโลกอย่าง MSN และการถามตอบกันทางอีเมล์เพื่อหยั่งรู้สถานการณ์ในลาซา
ทุกข์สุขและความฝันของคนไทยคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตกอยู่ใต้อุ้งมือมังกรจีน
เริ่มปกติขึ้นแล้วครับ ทหารที่เข้ามาคุมดูแลก็ลดลงแล้ว มีน้อยกว่าตอนแรกเยอะ
มีการเริ่มซ่อมอาคารที่เสียหายที่โดนเผา ก็เริ่มมีการตกแต่งใหม่แล้วครับ
บางร้านก็เริ่มเปิดค้าขายตามปกติแล้วครับ
ผมติดอยู่ในโรงแรมครับผม กำลังนอนอยู่ ไม่รู้เรื่องอะไร
ผู้จัดการที่ร้านเขาก็โทรมาบอกว่าไม่ให้ผมออกจากโรงแรม และเขาบอกว่าขอปิดร้านด้วย
ผมก็ไม่คิดอะไรก็ให้เขาทำและนอนต่อ แต่มาสายๆ ผู้จัดการโทรมาอีก ผมก็ยังงงว่าเป็นไปได้ยังไง
แต่ก็ยังนอนต่ออีก จนเพื่อนของเพื่อนชาวฮ่องกงที่ทำร้านด้วยกันมาเคาะประตู บอกว่าเกิดการประท้วง
ผมก็เลยตื่นตอนนั้นเลย
ไม่มีครับ เพราะวันเกิดเหตุประมาณตีห้า ผมปิดร้านแล้วกลับโรงแรมนอน ก็เงียบสงบปกติเลยครับ
ถ้าผมเทียบกับการประท้วงครั้งที่แรงๆ ที่เมืองไทยแล้ว คงพอๆ กันครับ
เพราะที่นี่ถ้าไม่มีการจุดไฟเผาร้านค้า และทหารตำรวจควบคุมเหตุการณ์ก่อนที่จะบานปลาย
ก็คงจะเสียหายในวงแคบๆ นะครับ
รัศมีที่เสียหายก็ประมาณสามสี่กิโลฯ จากจุดศูนย์กลางการประท้วงที่หน้าวัดโจคัง
ซึ่งใกล้กับที่ตั้งร้านมากเลยล่ะครับ เดินไปห้านาที ก็ถึงวัดโจคังแล้ว
และร้านผมอยู่ติดขนานกับถนนโรงพยาบาลทิเบต ซึ่งเป็นถนนที่นักท่องเที่ยวเยอะมากๆ
เปรียบเหมือนถนนข้าวสาร ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ทำให้มีคนมาพักน้อย ถึงกับไม่มีเลย ช่วงแรกๆ
ในโรงแรมที่ผมพักก็มีเพียงนักท่องเที่ยวที่ยังติดเหลืออยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน
แต่หลังจากเขาอนุญาตให้ออกมาได้แล้ว ผู้คนก็พากันออกไปจากลาซาหมดจนเหลือแค่สามสี่คนเท่านั้น
ส่วนช่วงนี้คนก็เริ่มกลับเข้ามาแล้วตอนนี้ที่โรงแรมที่ผมพัก ก็มีคนเริ่มเข้ามาบ้างประปราย
คาดว่าถึงพฤษภาคมคงจะดีกว่านี้ เพราะการท่องเที่ยวจีนเขาจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าทิเบตได้ตามปกติ
.........................

.........................

.............................สปินน์คาเฟ่
เวลาปกติส่วนมากหลังตื่นนอนผมก็มาที่ร้านมาเอาจักรยานออกไปปั่นเล่นสักสามสิบกว่ากิโลฯ
แล้วก็กลับมาดูแลร้านต่อ ลูกค้าส่วนมากจะมาช่วงเย็นๆ ค่ำๆ เยอะมาก
มีเวลาก็เอาหนังสือภาษาจีนมาหัดเรียนบ้าง บางวันก็ไปเดินเล่นตามถนนดูการใช้ชีวิตว่าคนเขาทำอะไรบ้าง
แต่คนจะเยอะมากๆ ยิ่งแถวตลาดแทบเดินไม่ได้ ได้เห็นชาวทิเบตบางคนที่มาจากต่างจังหวัด
เขาดูตื่นเต้นมากๆ และบางคนเขาเดินมาจากบ้านด้วยการไหว้กราบลงไปกับพื้นทั้งตัว
ซึ่งทำให้ผมทึ่งในความศรัทราที่เขามีต่อสิ่งที่นับถือมากๆ
ผมอยากเดินทางมาทิเบตเพราะว่าอยากดูโลกกว้างนะครับ และผมก็ชอบปั่นจักรยานด้วย
เส้นทางไปทิเบตถือว่าเป็นเส้นทาง จักรยานที่นักปั่นจักรยานท่องเที่ยว (Touring - ทัวริ่ง)
ทั่วโลก ฝันจะ พิชิตครับ
......................................

.................ระหว่างการเดินทางด้วยจักรยานเข้าเขตทิเบต
ตอนแรกที่เข้าทิเบต เริ่มทริปจากไทยเดือนมิถุนายน วันที่ 5 ปี 49 ครับ
เพื่อนผมเขาเริ่มปั่นจักรยานมาจากกรุงเทพฯ ครับ ส่วนผมยังติดงานอยู่เลยตามมาทีหลังอีกเดือนต่อมาครับ
ผมนั่งเครื่องบินไปลงเชียงใหม่ พาแม่เที่ยวก่อน แล้วก็ส่งแม่กลับผมจึงปั่นต่อไปเชียงแสน
เพื่อไปลงเรือเข้าจีนเดินทางกันอีกสามวันสามคืนจากนั้นค่อยเริ่มปั่นจักรยาน
สองคนครับ กับเพื่อนผมซึ่งเป็นคนฮ่องกงชื่อก้อง (เหยา หวาง ก้อง) ตอนนี้ก็ทำร้านอยู่ที่ลาซาด้วยกัน
.....................................

...............โอ๊ตกับก้องท่ามกลางสภาพอากาศอันหนาวเย็นระหว่างการเดินทาง
เตรียมตัวแทบไม่ทันเลยครับเพราะการเดินทางเกิดขึ้นกะทันหันมาก
เลยเตรียมได้เฉพาะสิ่งที่คิดออกครับ ก็เตรียมเงินไว้ พอควรครับ
แต่ส่วนมากเพื่อนฮ่องกงผมเขาออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งที่พัก และอาหารครับ
เพราะผมก็ช่วยเขาดูแลเรื่องรถจักรยานเขาทุกอย่าง เหมือนกันครับ
เคยปั่นไกลสุดต่อวันก็ 225 กิโลฯ ครับ ปั่นในทริปจักรยาน
ของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยไปนครนายกแค่นั้นเอง
แต่ผมใช้จักรยานปั่นไปทำงานจากบ้านแถว ๆ สะพานพระนั่งเกล้าฯ ไป มาบุญครองทุกวัน
ไม่ครับ เขาเพิ่งมาซื้อจักรยานปั่นจักรยานเที่ยวครั้งแรกก็ที่ไทยเองครับ
ผมไปเจอเขาในทริปจักรยานปั่นไปบางปะอินครับ ตอนนั้นผมทำหน้าที่ขี่จักรยานปิดท้าย
ปฐมพยาบาล พอดีผมตื่นสายต้องรีบปั่นตามออกไปก็เลยเจอก้อง ตอนนั้นเขาปั่นอยู่ท้ายสุดเลย
ผมเลยสอนเขาให้รู้วิธีขี่จักรยานอย่างถูกต้องครับ เรื่องปั่นจักรยานมาทิเบตก้องก็เป็นคนชวน
ปกติผมทำงานประจำที่เมืองไทยก็มีความสุขอยู่แล้ว ไม่อยากไปไหน
แต่พอดีที่เขามาชวนและผมเองก็อยากรู้อยากเห็นโลกกว้างบ้างก็เลยตกลงใจลาออกจากงาน
ไปตามที่เพื่อนชวนครับ แต่กะไว้ว่าไปสักปี แล้วจะกลับมาทำงานใหม่
แต่พอมาเปิดร้านที่นี่แล้วเลยอดกลับไปทำงานที่เก่า ซึ่งผมทำงานเป็นกัปตันของ
บริษัท SF Music City ได้สี่ปีกว่าๆ ที่นี่เป็นคาราโอเกะในเครือของโรงหนัง
อยู่ตรงชั้นเจ็ด มาบุญครอง ตอนนั้นงานหนักและผมต้องตื่นตอนเย็นๆ
ปั่นจักรยานจากนนท์ฯ ไปมาบุญครองทุกวัน เลิกงานก็มาทำอาสาจักรยานหน่วยแพทย์กู้ชีวิตอีกครับ
กว่าจะกลับบ้านก็ตีห้าหกโมงเช้า แต่ก็ต้องต้องกัดฟันขอลาออกทั้งๆ ที่เสียดายงานเก่า
มันคาใจอยู่ห้าสิบห้าสิบว่าจะไปดีมั้ย ผมยังไม่เคยออกไปปั่นจักรยานต่างประเทศ
ก็เลยอยากหาประสบการณ์เพิ่มบ้าง แล้วอีกอย่างเส้นทางปั่นจักรยานไปทิเบต
เป็นเส้นทางในฝันของคนที่ชอบการปั่นจักรยานทั่วโลก และผมเองก็อยาก
ไปพิชิตหลังคาโลกดูบ้างเลยตกลงใจขอลาออก
ก่อนที่ผมจะเดินทางมาทิเบต ผมได้พบกับน้องปาว จักรยานกู้ชีพ
(ทำอาสาจักรยานกู้ชีพและได้ออกรายการคนค้นคน) ครั้งแรกโดยไม่รู้จักชื่อเสียงเขามาก่อน
วันหนึ่งผมปั่นจักรยานกลับจากที่ทำงานแล้วกำลังคิดถึงเพื่อนๆ
ในกลุ่มที่เคยร่วมทริปซึ่งประสบอุบัติเหตุ ก็เลยอยากหาวิธีช่วยปฐมพยาบาลเขา
บังเอิญปั่นไปเจอน้องปาวปั่นจักรยานประหลาดๆ มีไฟเต็มคันเลย แต่พอเข้าไปดูใกล้ๆ
เลยรู้ว่าเขาทำงานอาสาของหน่วยแพทย์กู้ชีวิต วชิระฯ ซึ่งผมก็รู้สึกสนใจอยากศึกษา
เรื่องการช่วยเหลือคนอยู่พอดี จึงเข้าร่วมทำงานเป็นอาสาจักรยานอีกคน
ในกลุ่มจักรยานอาสากลุ่มผมจะอยู่ในพื้นที่สนามหลวง ถนน ข้าวสาร สามเสน บางลำพู
เราก็จะค่อยๆ ปั่นไปตามซอยเล็กซอยน้อย และฟังวิทยุแจ้งเหตุต่างๆ ทั้งคืน
ซึ่งเป็นการดีที่ได้ช่วยเหลือในการออก ตรวจตระเวนไปเรื่อย เป็นการลดอาชญากรรม
และป้องกันเหตุร้ายตาม ซอยเปลี่ยวๆ ได้ มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บผู้ประสบเหตุต่างๆ
พอผมปั่นไปถึงเชียงแสนแล้วหาเรือเดินทางทวนแม่น้ำโขง ขึ้นไปถึงเชียงรุ่ง
สิบสองปันนาก่อนแล้วก็ค่อยไปต่อถึงซินเหมา ปูเออ ต้าหลี่ ลี่เจี่ยง จงเตี้ยน แชงกรีล่า
จนเข้าทิเบต ที่จริงแล้วมาทิเบตได้หลายทางด้วยกัน จะเข้าจากทางเนปาลก็ได้
หรือทางทิศเหนือประเทศรัสเซียก็ได้ครับ ตอนออกมาจากเมืองไทยรู้สึกตื่นเต้นมากๆ
ในใจคิดถึงพ่อแม่และเพื่อนๆ ครับ ตอนเรือลอยออกจากท่าเรือเชียงแสนผมแอบ ร้องไห้นิดหน่อย
เป้าหมายของผมมีแค่อยากไปพิชิตเท่านั้นเอง เพราะเคยอ่านแต่หนังสือเกี่ยวกับทิเบต
เลยอยากเห็นของจริงว่าเป็นยังไงบ้าง ส่วน เพื่อนผมเขาอยากเปิดร้านและก็ชวนให้ผมร่วมงานด้วยครับ
ผมไม่ได้ตั้งใจจะอยู่ยาวครับ ก็กะอยู่เป็นเพื่อนเพื่อนแล้วใช้เวลาเรียนภาษาจีนไปด้วย
ถ้าร้านอยู่ตัวแล้ว พนักงานสามารถดูแลร้านเองได้ ผมก็กลับไปหาอะไรทำต่อที่เมืองไทย
และที่เปิดร้านนี้ขึ้นก็เพราะว่าเพื่อนเขาชอบกาแฟ ส่วนผมชอบจักรยาน
ก็เลยเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน ผมออกแบบร้านเองทุกอย่าง
ประมาณสามพันกว่ากิโลฯ ครับ ใช้เส้นทางเก่าในยูนานตลอด
ถ้าคิดเฉพาะเวลาที่ปั่นจักรยานบนอานจริงๆ ก็แค่สามเดือนครับ แต่เราไม่รีบเพราะเราถือว่า
มาท่องเที่ยวด้วย ดังนั้นบางเมืองใหญ่จะหยุดพักและชมเมืองไปด้วย เลยใช้เวลาทั้งหมดห้าเดือน
จนถึงทิเบตในเดือนพฤศจิกายน ระหว่างเส้นทางก็ได้เจอคนที่ปั่นจักรยานมาไกลกว่าเราอีก
ก็เคยเจอบางคนที่ปั่นรอบทวีปหรือรอบโลก
ชอบหรือประทับใจอะไรมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้?
ผมชอบการผจญภัย เราต้องคำนวณแทบทุกวันเวลาเข้าทิเบตว่าจะมีหมู่บ้านให้ซื้อของมั้ย
ต้องเตรียมเสบียงสำรองไว้สำหรับสามสี่วันเลย เพราะถ้าปั่นไปในบางช่วงไม่มีหมู่บ้านหรือร้านค้าเลย
ก็จะไม่มีอะไรกินเส้นทางแต่ละช่วงมันแห้งแล้งมากๆ แทบไม่มีคนเลย ผมยังชอบ
เส้นทางและชาวบ้านตามเส้นทางครับ พวกเขาน่ารักดี บางครั้งชาวบ้าน เขาทำอะไรที่แปลก ๆ
จากความคุ้นเคยของเรา เราก็แอบขำ ตลกพวกเขาก็มี
เส้นทางในยูนานไม่โหดมาก ถึงแม้จะใช้เส้นทางเก่าๆ แต่ก็ยังพอไปได้
แต่พอเข้าเขตทิเบตแล้ว ยากขึ้นครับ เพราะเจอความหนาวจัด และเราต้องข้ามภูเขาขึ้นไปอย่างเดียว
ในบางลูกตั้งห้าสิบกว่ากิโลฯ แถม ถนนยังเป็นหินลอย ยิ่งทางเข้าเขตแดนช่วงแรก
ถนนมีเลนเดียว ก็ไม่อยากเรียกว่าถนนเลย แถมข้างทางเป็นเหวเยอะแยะ
อันตรายมีตลอดทางครับ อย่างวันแรกที่เขาจีน ก้องก็ปั่นไปลงหลุมรถล้มจนจักรยานพังเลย
ต้องหยุดปั่นไปวันหนึ่ง ต่อมาผมซ่อมจักรยานให้เขาพอปั่นไปต่อได้
แล้วจึงไปเปลี่ยนอะไหล่ที่ร้านจักรยานในเชียงรุ่ง ต่อมาก็เริ่มเข้าทิเบตเจอปัญหาเยอะกว่าเดิม
ทั้งเรื่องอากาศที่เบาบางตอนข้ามเขาสูงกว่าห้าพันเมตร
.......................................

..................เส้นทางจักรยานอันยาวไกลที่ต้องผ่าน
ออกปั่นก็ตั้งแต่สิบโมงสิบเอ็ดโมงเช้าราวๆ นี้แล้วก็ไปหยุดพักหาที่ตั้งแคมป์ราวๆ หกโมงเย็น
ต้องทำอาหารกินกันเอง เวลาเดินทาง ส่วนมากจะพยายามตื่นให้เช้า แต่ก็ตื่นกันได้ประมาณสิบโมงครับ
เพราะ เวลาที่ทิเบตมันช้า ขนาดแปดโมงเช้าข้างนอกก็ยังมืดอยู่เลย
รถจักรยานผมสัมภาระมีเยอะครับ คือมีถุงนอนที่ใช้งานที่นี่แทบไม่ได้
เพราะอากาศมันหนาวเกินไป เต็นท์ก็ดันเอาแบบฤดูร้อนมา มีที่กรองน้ำแบบฟิลเตอร์
แล้วก็แบตเตอรี่ ขนาดสิบสองโวลต์ สิบสองแอมป์เอาไว้ชาร์จแบตฯ โทรศัพท์
หรือส่องไฟสปอตไลท์ล้านแรงเทียน เตาหุงอาหารแบบน้ำมัน หม้อสนาม
รถผมบรรทุกหนักสุดก็เจ็ดสิบกิโลฯ คันของเพื่อนจะหนักราวๆ สามสิบห้าถึงสี่สิบกิโลฯ
และเป็นรถพ่วงด้วย มีวันหนึ่งเพื่อนผมเขาไม่สบาย ปั่นไม่ไหว ผมก็เลยต้องแบกทั้งของผม
และลากรถพ่วงของเพื่อนด้วย ถึงที่พักหลับเป็นตายเลย ขาระบมไปหมด
อุณหภูมิช่วงเที่ยงประมาณแปดองศาครับ แต่ยามดึกเที่ยงคืน
จนเช้าอุณหภูมิติดลบเลยครับ ตื่นมาเต็นท์ก็จะมีน้ำแข็งเกาะ จักรยานมีแต่เกล็ดน้ำแข็งเต็มเลย
ช่วงเข้าทิเบตก็เลยไม่ค่อยได้อาบน้ำหรอก นานสุดเป็นอาทิตย์กว่าจะอาบที เพราะมันหนาวมากๆ
ขนาดน้ำที่กรองไว้กิน ตื่นเช้ามาก็กินไม่ได้เพราะกลายเป็นน้ำแข็ง บางครั้งก็เลยทำได้แค่ต้มน้ำ
แล้วชุบผ้าลูบเช็ดตัว
ครั้งแรกที่ถึงลาซา เราปั่นเข้ามาลาซาประมาณเที่ยงคืนเกือบ ตีหนึ่ง
ได้เห็นพระราชวังโปตาลาแล้ว น้ำตาเล็ดเลยครับ บอกตัวเองว่าเราทำสำเร็จแล้ว
พอก้องเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยก็มีเงินเก็บไว้ เพราะตอนเรียนอยู่เขาทำงานสร้างเว็บไซต์ด้วย
ก็เลยมีเงินเก็บเยอะ และก็เริ่มออกท่องเที่ยวไปหลายที่ ทั้งยุโรป เอเชีย
แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้ปั่นจักรยานเที่ยว เขาเคยมาลาซามาก่อนครับ ประมาณปี 2000
ก้องเขาชอบทิเบตเพราะในเวลาปกติแล้ว สงบดี และเขาก็อยากเรียนภาษาทิเบตด้วย
ส่วนผมอยากเรียนภาษาจีน พอมาถึงพร้อมกันครั้งแรก ก็ได้แต่เดินออกไปหาทำเลที่จะทำร้าน
เดินไปทุกถนนทุกซอยเพื่อหาสถานที่ เรามาถึงลาซาเดือน พฤศจิกายนปี 49
กว่าจะเปิดร้านได้ก็เดือนเมษาฯ ครับ นานมากๆ กว่าจะเจอสถานที่ ส่วนมากจะให้เช่าสถานที่
โชคดีที่เราใจเย็นจนมาเจออาคารที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ เลย ได้จ่ายแต่ค่าเช่าที่ไม่แพง
แต่เป็นสัญญาเช่าระยะยาว 10 ปี
เปิดมาใกล้จะครบปีหนึ่งแล้วครับ ตั้งแต่เดือนเมษาฯ ปีที่แล้ว (2550)
ครับ ผมวาดแบบร้านว่าจะให้ออกมายังไง รูปร่างเป็นยังไง ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ ห้องน้ำ
ห้องครัว ชั้นวางของครับ เป็นร้านกาแฟที่รวมกับร้านจักรยานครับ
ร้านเราดีที่ว่าเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทั้งนักปั่นจักรยาน ทัวริ่งหรือนักแบกเป้
เพราะร้านเรามีให้ข้อมูลเกี่ยวกับทิเบตทั้งการท่องเที่ยวและเส้นทางต่างๆ ด้วยครับ
ตอนเปิดร้านแรกๆ เราก็ไม่มีอะไรเลย พนักงานก็ไม่มี จนประมาณสองสามเดือนผ่านไปถึงมีลูกค้ารู้จักมากขึ้น
เป็นการรวมเงินกันและแบ่งหน้าที่กันทำงานครับ ส่วนมากในร้านผมจะดูแลด้านจักรยาน
และอุปกรณ์ของร้าน ดูแลบาร์ เป็นพ่อครัวเฉพาะทำอาหารไทย
เพราะผมก็พอรู้เรื่องการทำอาหารมาบ้าง พวกต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวาน ต้มข่าไก่
เพราะแม่ผมเขาเป็นคนทำอาหารขายส่วนก้องเขาดูแลเรื่องสัญญาเช่า
ทำงานเกี่ยวกับเอกสารและข้อมูลของทิเบต
ก็เป็นร้านที่เป็นความหวังของนักจักรยานแบบทัวริ่งครับ เพราะ ร้านจักรยานในลาซา
เขาจะขายแค่จักรยานครับ เครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอที่จะซ่อมรถ
และอะไหล่ที่ใช้ก็เป็นระดับต่ำทั้งหมด ส่วนที่ร้านผม ใช้อะไหล่เกรดสูงทั้งหมดเลยครับ
ต้องสั่งนำเข้ามาจากจีน แต่ที่ร้านไม่มีบริการให้เช่าจักรยานนะครับ
เพราะว่าจักรยานผมคันนึงก็ปาไปสองหมื่นแล้ว ถ้าเช่าแล้วหายก็แย่เลยครับ ไม่คุ้ม
นอกจากนี้ที่ร้านยังเป็นแหล่งข้อมูลให้นักท่องเที่ยวด้วย เนื่องจากก้องเขาเก่งอังกฤษ
เลยแนะนำข้อมูลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ดีครับ
........................................

..................โอ๊ตขี่จักรยานโชว์ให้เด็กชาวทิเบตชม
ทั้งนักท่องเที่ยว นักจักรยาน แม้แต่คนในพื้นที่ คนทิเบตก็มา ครับ
คนทิเบตชอบร้านเราเพราะร้านเราเป็นกันเองเขาเลยมาเป็นลูกค้า
สุดท้ายเป็นเพื่อนกันไปหลายคนแล้ว ร้านเรามักมีของแปลกๆ ให้เขาชม ซึ่งหาดูที่ไหนไม่ได้
วันไหนว่างก็เล่นมายากลให้เขาดู เขาชอบของแปลกที่ไม่มีในลาซา
อย่างพวกของที่มีดีไซน์แปลกๆ เราก็เอามาขาย มีเกมบอร์ดต่างๆ ให้เล่น
ก็เริ่มดีครับ แต่มาแย่ตอนที่เขาประท้วงครับ ช่วงนี้เลยซบเซา
นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมีครับ แต่เดี๋ยวก็ดีขึ้น ถ้าลาซาเปิดปกติแล้ว ก็น่าจะดีเหมือนเดิมครับ
ได้ความสนุกครับ ทำงานแบบนี้ยิ่งลูกค้าเยอะยิ่งสนุก เพราะมีเพื่อนคุย
และได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน ตอนนี้ก็คิดกันว่าจะปรับปรุงร้านยังไงกันไปเรื่อยๆ ครับ
มีเงินก็จะลงทุนอะไรอีกหลายอย่าง เพราะก้องเขาอยากขายจักรยานทั้งคัน
อยากทำเมนูให้มีรายการอาหารเยอะขึ้น แต่เจอสถานการณ์แบบนี้เข้าไป
เงินที่ได้ก็ลดลง แผนการที่คิดว่าจะลงทุนก็เลยต้องเก็บไว้ก่อน
รู้สึกเศร้าครับ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้นและหนักขนาดนี้
ทั้งๆ ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดมาก่อน ในช่วงแรกๆ ก็เครียดครับ เพราะมีทหารเต็มเมืองเลย
แต่ตอนนี้เขาลดกำลังออกไปบ้างแล้ว และนักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามาเที่ยวเหมือนเดิม
ในไม่ช้าก็จะเป็นสภาวะปกติเหมือนเดิม เราก็คงต้องเริ่มสู้ใหม่
ความรู้สึกตอนนี้มันเหมือนตอนที่เราเปิดใหม่ๆ คือลูกค้าไม่ค่อยมี
เลยได้แต่ทำใจและคิดว่าจะพยายามให้ดีเป็นปกติในไม่ช้า ถึงมีเหตุการณ์ร้ายๆ
หลังจากจบแล้วชาวทิเบตเขาก็คงทำตัวปกติ เป็นมิตรเหมือนเดิม
เวลาเดินผ่านหน้้าร้านก็ยิ้มทักทายให้เรา บางวันผมก็เล่นกับเด็กๆ ทิเบต
เอาจักรยานผมให้เขาขี่เล่น อยากให้เด็กได้ขี่จักรยานบ้าง
คนลาซาหรือคนทิเบต ปกติเป็นคนขี้อาย รักสงบ ใจกว้าง มากๆ
มีลูกค้าทิเบตบางคนมาสั่งเบียร์กินเยอะมากๆ แต่เขาจ่ายเลี้ยงเพื่อนหมด
คนที่นี่เขาอยู่กันอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องมีอะไรหรูหรามาก เวลาเขาเจอคนต่างชาติ
ก็ชอบทักทาย บางคนพูดเป็นแต่คำว่า โอเค บางคนก็พูดฮัลโหล ก็น่ารักดีครับ คนที่นี่ยิ้มง่าย เป็นมิตรดี
คิดถึงบ้านมากๆ ครับ เพราะว่าจะสองปีแล้วยังไม่ได้กลับบ้าน
รู้สึกเป็นห่วงและคิดถึงพ่อแม่มาก คิดว่าอยากจะเก็บเงินได้แล้วไปเปิดธุรกิจเล็กๆ
ที่เมืองไทยบ้าง เคยคิดเอาไว้ว่าอยากทำร้านสปินน์คาเฟ่ในไทยบ้าง
จะได้ใช้เวลาดูแลพ่อแม่ได้ครับ แต่การใช้ชีวิตในลาซาก็มีสิ่งที่ชอบเยอะครับ
ตั้งแต่ ได้เพื่อนใหม่ๆ เป็นชาวทิเบต และได้เรียนรู้ธรรมเนียมประเพณีเขามากขึ้น
รู้สึกอากาศมันบริสุทธิ์ หายใจได้เต็มปอด แต่ออกซิเจนมันน้อยเท่านั้นเอง
ที่ไม่ชอบคงเป็นเรื่องอากาศที่หนาวจัดตอนฤดูหนาวและออกไปไหนไกลๆ
ไม่ได้ติดอยู่แต่ในลาซาที่ทั้งเมืองก็ไม่ใหญ่มากเลยได้แต่วนไปวนมาในเมืองเหมือนติดคุก
ไม่ค่อยได้มีทริปออกไปปั่นจักรยานเหมือนตอนอยู่เมืองไทย ได้แต่ปั่นออกไปชานเมือง
บางวันที่มีเทศกาลของคนทิเบตก็ไปดูเทศกาลเขา ตอนนี้ยังออกไปไกลๆ ไม่ได้ เพราะว่าต้องดูแลร้านครับ
ถ้าผมมีเงิน หมดห่วงทุกอย่าง ก็อยากปั่นจักรยานรอบโลก บ้างครับ โลกมันกว้างใหญ่ดี
แต่ละถิ่นแต่ละประเทศ วัฒนธรรมประเพณี ไม่เหมือนกัน ยังไงก็เกิดมาแล้วก็อยากเดินทางรอบโลกสักครั้ง
แต่ทุนมันสูงมาก เลยขอเก็บเป็นฝันไว้ก่อน แต่ที่พอเป็นไปได้อยากใช้เวลาปั่นเที่ยวทุกที่ในไทย
ให้ครบทุกจังหวัดก่อน ไทยเองก็มีหลายที่น่าเที่ยวและผมยังไม่เคยไป
ให้ความรู้สึกว่าตัวเองปลดปล่อยอิสระ เพราะไม่ต้องทำงาน
ผมชอบที่ได้เห็นวัฒนธรรมต่างถิ่นต่างแดน ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยเห็นในไทย
ได้ชมธรรมชาติแบบเต็มที่ รู้จักการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ ได้มิตรภาพและเพื่อนใหม่ครับ





















