อย่างแรกเลย ผมอยากจะบอกว่า ทุกสิ่งในโลกนี้ มันฝึกปรือกันได้ทั้งสิ้นครับ
จักรยานกับวิ่ง มีความคล้ายคลึงกันในลักษณะที่มีการออกแรงซ้ำๆซากๆ โดยเรียงลำดับการทำงานของกล้ามเนื้อในลักษณะที่มีแบบแผนเฉพาะ วนเวียนในลักษณะกลับมาซ้ำที่เดิม
ความแตกต่างกันก็คงจะเป็นเรื่องของการเรียงลำดับการทำงานของกล้ามเนื้อนั่นแหละครับ ที่มันเรียงเป็นขั้นตอนหรือSequence ที่ไม่เหมือนกัน
ฝึกครับ ต้องฝึก
ในอดีตผมเป็นนักวิ่งระยะสั้น และระยะกลางที่ฝีเท้ากากๆคนหนึ่ง พอจะไปแข่งในระดับอบต. ได้บ้าง แล้ววันหนึ่งผมก็มาเริ่มหันมาสนใจจักรยานด้วยเหตุผลง่ายๆว่า มันไปได้ไกลกว่า ได้เห็นวิวทิวทัศน์มากกว่า เหนื่อยนักก็ปล่อยฟรีขาให้ไหลไปได้
แล้ววันหนึ่งผมปั่นจักรยานมาถึงสนามกีฬากลางในเมือง เห็นลู่วิ่งเท่านั้นแหละ วิญญาณนักวิ่งเก่าก็เข้าสิง สลัดจักรยานเสร็จก็ลงไปวิ่งเลย ผลคือ ง่อยครับ ง่อยชนิดที่งงๆ งงจนสงสัยว่าทำไมถึงวิ่งไม่ได้
ภายหลังจึงทราบว่า เพราะsequence ของการใช้กล้ามเนื้อมันต่างกัน สมองเราจดจำขั้นตอนของการปั่นจักรยานมาก่อน พอมาวิ่งร่างกายยังไม่ลืมขั้นตอนเดิม มันก็เลยง่อยๆเป็นธรรมดา เขาจึงต้องมีการฝึกที่เรียกว่า Transition เพื่อเรียนรู้วิธีการวิ่งหลังจากลงจากจักรยานมาแล้ว
เรื่องกลับมาวิ่งแล้วปวดต้นขานั้น ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ในเมื่อถ้าหากเราลงน้ำหนักไม่ดีพอ รองเท้าไม่ดีพอ ท่าวิ่งไม่ดีพอ พื้นที่ที่วิ่งไม่ดีพอ และอะไรๆอีกหลายอย่างไม่ดีพอ มันก็เจ็บต้นขาได้ เพราะ ในเวลาที่เราวิ่งนั้น เมื่อมีการลงน้ำหนัก เข่าจะมีการย่อหรืองอเข่าเล็กน้อย พร้อมๆกับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้ามีการหดตัวต้านแรง แล้วหดตัวเพื่อเหยียดข้อเข่าเพื่อดีดให้ตัวเราลอยขึ้น ถ้าเราวิ่งในลักษณะนี้เพียงอย่างเดียว กล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าก็จะรับแรงเข้าไปเต็มๆ
ครับ เจ็บแน่ ปวดแน่ ปวดจนเดินไม่เป็นเลย
ปัจจุบัน รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ๆ ออกแบบมาให้ความหนาของส้นรองเท้า กับปลายรองเท้า (ในส่วน midfoot ) มีความแตกต่างกันไม่มากนัก ( หลายๆยี่ห้อ จะแตกต่างกันเพียงแต่ 4mm เท่านั้น ) ทั้งนี้เพราะการศึกษาใหม่ๆพบว่า การวิ่งโดยการลงน้ำหนักที่ส้นเท้า เข่าจะรับแรงกระแทกในลักษณะ peak impact สูงทีสุด และสร้างปัญหาเรื่องการบาดเจ็บของเข่าได้ง่ายขึ้น และแน่นอนครับ กล้ามเนื้อต้นขาก็จะต้องทำตัวเป็นพระเอกแบบข้ามาคนเดียว และรับกรรมไปหนักๆด้วยเช่นกัน
การศึกษาใหม่ๆบอกว่า หากเปลี่ยนท่าวิ่ง โดยการลงน้ำหนักที่ปลายเท้า(forefoot) หรือ กลางเท้า(midfoot) แทน Peak impact force ที่เข่าจะลดลงอย่างมาก รองเท้ารุ่นใหม่ๆจึงออกแบบมาเพื่อสอดคล้องกับผลการศึกษาใหม่ๆดังกล่าว ( แต่บางยี่ห้อก็จะใส่ แผ่น in-sole ที่จะเพิ่มความแตกต่างให้ส้นเท้าสูงขึ้น โดยแตกต่างกันเป็น 8 mm เพื่อสนองความต้องการของคนที่ยังนิยมวิ่งแบบเก่าๆ )
ผมเนี่ย ถึงกับลั่นเลย เพราะทันทีที่เห็นผลการศึกษาเรื่องนี้ รองเท้าวิ่งคู่แรกในรอบ 10 ปี ก็ถูกจัดหามาครับ ผมเปลี่ยนท่าวิ่งใหม่ จากเดิมที่เคยวิ่งแบบลงส้น มาวิ่งลงที่ midfoot แทน โดยผมยังวิ่งอยู่บน Treadmill แทนที่จะไปวิ่งบนถนน เพราะสถานที่ไม่เอื้อ และที่ทำงานผมเองก็มี treadmill บริการอยู่แล้ว วิ่งๆไปก็เริ่มเปลี่ยนมาวิ่งลง forefoot บ้าง วิ่งลงmidfootบ้าง แต่ไม่ลงที่ส้นเท้าเลย
วันแรก ผมพยายามเอาระยะทำการที่ผมเคยมีความคุ้นเคยที่สุด คือ 2 กม. วิ่งวันแรกก็กว่าจะผ่านไปได้ก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร เจ็บกล้ามเนื้อต้นขาไหม ก็จบนิดหน่อยครับ ตามเหตุผลที่บอกแล้ว แต่ไม่ได้เจ็บมากมายขนาดวันรุ่งขึ้นจะเดินไม่เป็น ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมถนัดการวิ่งในลักษณะลงน้ำหนักที่ปลายเท้าและกลางเท้ามาก่อน เนื่องจากมันเป็นท่าบังคับของนักวิ่งระยะสั้นหรือระยะกลางที่ใส่รองเท้าพื้นตะปู พักไป 1 วัน วันที่สามก็กลับมาวิ่งอีก สามารถเพิ่มความเร็วได้ไปได้อีก ท่าวิ่งเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้าร่างได้อีก
พอดีจะไปแข่งที่สวนผึ้งก็เลยต้องหยุดวิ่งแล้วกลับมาซ้อมคอร์สจักรยานต่อ
ปัจจุบันเดือนๆหนึ่งผมจะวิ่งประมาณ 1 - 2 ครั้ง หลังวิ่งก็จะมีอาการบ้างนะครับ แต่ไม่รุนแรงมากมาย อยากจะกลับมาวิ่งอีกเรื่อยๆเท่าที่มีเวลาและมีโอกาส
ครั้งสุดท้าย ผมเริ่มวิ่งโดยเพิ่มความเร็วจนถูกจริตกับจังหวะการวิ่ง คง HRไว้ที่ 140 แล้วจึงคงความเร็วคงที่ไปเรื่อยๆจนครบ 40 นาที HRจบที่ 160 ระยะทางบน Treadmill บอกว่า 6 กม. ผมพบความเปลี่ยนแปลงในเรื่อง endurance หลังจากพักไปแล้ว 1 วัน แล้ววันต่อมาไปเข้ากลุ่มจักรยานกับกลุ่มขาแรง
สิ่งที่ผมยืนยันว่าได้จากการวิ่งแน่ๆก็คือ จังหวะการหายใจ และการได้ฝึกกล้ามเนื้อช่วงบนของร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการยกกระดูกซี่โครงซึ่งจะถูกใช้ในช่วงของ full inspire ( หายใจเข้าสุดๆ ) สิ่งที่ตามมาแบบเห็นผลทันตาคือ endurance นอกจากนี้ยังสามารถสลับวิ่งกับจักรยานได้ เพราะถึงจะมีกล้ามเนื้อบางชุดถูกใช้งานร่วมกัน แต่กล้ามเนื้อหลักๆจะถูกใช้ต่างกัน ล้ากล้ามเนื้อชุดหลักของวิ่ง ก็ยังปั่นจักรยานได้ดีอยู่เช่นกัน ( อาจจะด้อยไปบ้าง เพราะกล้ามเนื้อมัดร่วมมันล้านิดๆ แต่กล้ามเนื้อมัดหลักๆยังสดอยู่ )
นักวิ่งที่วิ่งบนถนนหลายคนไม่ชอบวิ่งบน treadmill เพราะว่าท่าวิ่งมันไม่เหมือนกัน วิ่งบนtreadmill จะเหนื่อยกว่า น่าเบื่อกว่า แต่ผมชอบวิ่งบนTreadmill เพราะสะเทือนน้อยกว่า ตัวtreadmillจะdampแรงกระแทกได้ดีกว่า ทรมาณเข่าน้อยกว่า แต่ลึกๆก็ยังอยากจะกลับไปวิ่งบนถนนเหมือนกับสมัยหนุ่มมากกว่านี้อีกให้ได้ ฮ่า ฮ่า
สุดท้ายครับ ถ้าอยากจะเป็นนักจักรยาน ก็ควรซ้อมจักรยานเป็นอาหารหลัก และ วิ่งเป็นอาหารเสริม , ยกเว้นอยากจะเป็นนักทวิกีฬา หรือ ไตรกีฬา อันนี้ต้องเน้นวิ่งเป็นหลัก จักรยานเป็นอาหารเสริม แล้วยังต้องเรียนรู้วิธีการปั่นใหม่ เพื่อเก็บกล้ามเนื้อส่วนสำคัญสำหรับการวิ่งเอาไว้อีกด้วย อันนี้ผมเครดิต คุณ ฉอ Dr.Egg ผู้คิดจานไข่สำหรับงานนี้โดยเฉพาะอีกเช่นกัน
แค่ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมยังอ่อนนักในเรื่องของการวิ่ง