TDF2015 6 ชนิดนักปั่น
โพสต์: 08 ก.ค. 2015, 17:20
TDF2015 6 ชนิดนักปั่น
ในจำนวนนักปั่นที่เข้าแข่งรายการ Tour de France หรือการแข่งจักรยานอื่นๆ ที่มีจำนวน 198 คนจาก 22 ทีมนั้น นักปั่นแต่ละคนมีความชำนาญและความพิเศษที่แตกต่างกันไป แต่ละทีมเลือกหยิบเอานักปั่นที่เหมาะสมกับเป้าหมายของทีมมารวมตัวกันเพื่อสร้างกลุ่มนักแข่งที่เหมาะสมที่สุดกับเป้าหมายที่วางเอาไว้ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่นักปั่นทุกคนจะแข็งแรงและมีความสามารถทุกอย่างเหมือนๆกัน แล้วไปแข่งวัดความแข็งแรง(หรือวัดใจเกินร้อย) แล้วมาลุ้นผลแพ้ชนะกันเท่านั้น หากแต่ผลของการแข่งอาจจะเริ่มเห็นตั้งแต่การเลือกส่วนผสมของทีมที่ประกอบด้วยนักปั่นชนิดต่างๆเข้าร่วมกัน
ลองมาดูนะครับว่ามีนักปั่นแบบไหนบ้าง ที่เหมาะสมกับการหยิบมาร่วมกันเป็นทีมจักรยาน ต้องอธิบายก่อนว่าสำหรับมือใหม่อาจจะยังจินตนาการยากว่านักปั่นแต่ละประเภทมันต่างกันอย่างไร เพราะไม่ว่าจะแบบไหนก็ขี่ตามชาวบ้านไม่ทันอยู่ดี ผมแนะนำให้ลองเทียบกับระดับแรงที่ใกล้เคียงกับตนเอง อย่าไปเทียบกับอะไรที่ไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ คนทุกคนย่อมมีคุณสมบัติเข้าล็อคการเป็นนักปั่นซักชนิด(หรือบางคนฟ้าประทานมาให้มีองค์ประกอบหลายๆแบบ รวมกันในคนเดียว)
ALL-ROUNDER ถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึงนักจักรยานที่ถนัดทุกทาง แต่ในความเป็นจริงนักปั่นที่ถนัดในทางทุกแบบนั้นหายากเป็นอย่างยิ่ง และน้อยคนจะประสพความสำเร็จสูงสุดอย่างเช่นตำนานอย่าง Eddy Merckx ทว่าคำว่านักปั่น"ออลราวเดอร์"นี้หมายถึงนักปั่นที่สามารถทำเวลาได้ดีบนภูเขา และสามารถทำเวลาได้ดีในการขี่ไทม์ไทรอัลด้วย สำหรับภูเขานั้นเหตุผลมาจากวามชันและความยาวของภูเขาส่งผลให้ความต่างของสมรรถภาพนักปั่นแต่ละคนสะท้อนออกมาเป็นเวลาห่างกันได้มากกว่าบนทางราบ ด้วยเหตุนี้การแข่งจักรยานจึงมักจะมีวลีว่า "ผลแพ้ชนะ ตัดสินกันบนภูเขา" อย่างไรก็ดีหากนักปั่นที่ขับเคี่ยวเวลารวมไต่ไขาได้ดีแต่ไปเสียเวลาตามหลังในการขี่เดี่ยวไทม์ไทรอัล หรือจับเวลาเฉพาะคนที่ไม่มีเรื่องของเกมส์และกลยุทธมากนัก วัดกันที่ความแข็งแรงส่วนตัวล้วนๆ ที่สามารถทำเวลาต่างกันได้หลายนาที ก็ไม่สามารถจะมีโอกาสเข้าชิงผู็ชนะได้
ดังนั้น"ออลราวเดอร์"นั้นหมายถึงกลุ่มนักปั่นที่เหมาะจะเป็นผู้ชนะเวลารวม โดยมากจะเป็นตัวหลักของแต่ละทีม ป็นความหวังของทีมที่คนอื่นๆคอยช่วยเหลือ กายภาพที่พิเศษนอกจากอัตราวัตต์ต่อน้ำหนักที่ดี มีมวลร่างกายในระดับที่เหมาะสม ยังควรต้องมีปอดและตับที่ใหญ่พอที่จะคงความหนักของการออกแรงสูงๆไว้ได้นานในการขี่ไทม์ไทรอัลแบบนักปั่นไทม์ไทรอัลแท้ๆ นักปั่นที่มีคุณสมับติแบบนี้ในการแข่งครั้งนี้ได้แก่ Chris Froome, Vincenzo Nibali, Alberto Contador, Alexandro Valverde ส่วนนักแข่งในตำนานที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ Eddy Merckx, Lance Armsttrong, Miguel Indurain
SPRINTER นักแข่งกลุ่มที่แทบจะไม่โผล่หน้าออกมาให้คนได้เห็นเลยตลอดการแข่งขัน แต่มีสังเวียนการชิงชัยที่โดดเด่นเร้าใจที่สุดในการแย่งผู้ชนะบนความเร็วสุง โดยปกติสปรินท์เตอร์หมายถึงนักจักรยานที่มีความสามารถในการปั่นเร่งความเร็วสูงได้เร็วและสร้างความเร็วสูงสุดได้มากกว่านักจักรยานปกติ มีลักษณะของกล้ามเนื้อหดตัวเร็วมนอัตราส่วนมากกว่าคนธรรมดา และมักจะมีร่างกายที่ใหญ่โตเพราะสามารถสร้างระเบิดพลังส่งรถไปได้มากกว่าในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้สปรินท์เตอร์มักต้องมาพ้ร้อมกับความเหี้ยม ดุดัน กล้าได้กล้าเสี่ยงและการตัดสินใจที่เฉียบคม เพราะเพียง 1 วินาทีที่ความเร็ว 60+ สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ทันที รวมถึงโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่อันตรายกว่านักปั่นแบบอื่นๆ เมื่อเหล่าสปรินท์เตอร์พยายามเข้าแย่งชิงตำแหน่งที่ดีที่สุดในการสปรินท์กันหลายๆคน นักแข่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสปรินท์เตอร์ที่อยู่ในยุคนี้ได้แก่ Mark Cavendish, Andre Greipel, Peter Sagan และตำนานนักสปรินท์ที่เก่งกาจยุคอดีตมีมากมายหลายคนได้แก่ Robbie McEvan, Erik Zabel, Mario Cipollini
TIME TRIALIST ไทม์ไทรอัล หรือการขี่เดี่ยวจับเวลาชี้ผลกันในระยะทางที่กำหนดจัดว่าเป็นการแข่งขันที่เรียบง่ายที่สุด ไม่มีเรื่องของเหมส์การแข่งขันหรือกลยุทธเหนือคู่แข่งมากอะไร คนที่เร็วกว่าก็คือคนที่ชนะและทำเวลาได้ดีที่สุด เป็นกติกาพื้นฐานง่ายๆของการแข่งขันั้งแต่ยุคโบราณที่สร้างมาเพื่อพิสูจน์ความแกร่งของนักปั่นแต่ละคนในการการแข่างยาวๆที่อาจมีปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง แต่ด้วยลักษณะเส้นทางที่มักจะเป็นทางราบ ระยะทางอยู่ในช่วงเวลาไม่นานนัก ทำให้นักแข่งที่มีร่างกายแข็งแรง สร้างพลังวัตต์ได้สูงและนานจะได้เปรียบที่สุด นักขี่ไทม์ไทรอัลแท้ๆจึงไม่เหมาะกับเส้นทางภูเขาด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่า ดังนั้นในการทำงานร่วมกันในทีม นักขี่ประเภทนี้จะทำหน้าที่"หัวลาก"ให้กับทีมเมื่อทีมต้องการความเร็วบนทางราบที่สูงและคงที่เป็นระยะเวลานานๆ หรืออาจจะใช้ความได้เปรียบนี้หนีออกจากกลุ่มที่ระยะทางไกลกว่าปกติแล้วไปเอาชัยชนะของเสตจมาได้ นักขี่ไทม์ไทรอัลที่น่าสนใจได้แก่ Rohan Dennis, Tony Martin, Tom Domoulin และนักขี่ไทม์ไทรอัลที่มีความเป็นตำนาน
ได้แก่ Fabian Cancellara, Chris Boardman, Bernard Hinault
PUNCHEUR นักปั่นกลุ่มนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูนะ และเพิ่งมามีความสำคัญโดดเด่นในรายการ Tour de France ในระยะหลังนี้ ปกติจะมีความสำคัญเป็นตัวหลักของทีมในการแข่งขันรายการคลาสสิค หรือการแข่งรายการวันเดียวที่เส้นทางเนินขั้นลงสลับกันไป มีความชันแต่ไม่ยาวมาก อาศัยพลังและความแข็งแรงเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญคือทักษะของการควบคุมรถที่ดี ทีมใช้งานนักแข่งพวกนี้ในการหนีไปเอาเสตจที่เป็นทางเนินเขาขึ้นลงและช่วงทางราบพิเศษที่มีถนนอิฐ หรือคอยอยู่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับผู้นำของทีมในจุดอันตรายบนถนนอิฐ
นักแข่งกลุ่มนี้มักมีรูปร่างที่ใหญ่ มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ มีความสามารถในการทนทาน(endurance)และการฟื้นตัวที่ระดับความเข้มข้นสูงๆน้อยกว่านักไต่เขา ทำให้เมื่อเข้าสู่ช่วงภูเขาสูงชันจึงไม่ค่อยเห็นนักปั่นเหล่านี้มีบทบาทกับทีมมากนัก นักแข่งที่มีความสามารถในด้านนี้ได้แก่ John Degankolb, Peter Sagan, Zederik Stybar และ Philippe Gilbert ในอดีตนักแข่งที่สร้างสีสันบนเส้นทางแบบนี้ได้แก่ tom Boonen, Paolo Bettini
DOMESTIQUE ลองนึกถึงนักจักรยานที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยในด้านหนึ่ง ขึ้นเขาก็ธรรมดา สปรินท์ความเร็วก็ไม่ได้มาก พลังระเบิดก็ไม่ได้เยอะ แต่มีความสมดุลย์ระหว่างแต่ละรูปแบบดีที่สุด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สามารถปรับใช้งานช่วยเหลือทุกอย่างได้ในทุกสถานการณ์ ปกติในทีมจะมีนักแข่งรูปแบบนี้อยู่ลายคนเพื่อรองรับการใช้งานทั่วไป รองรับรูปแบบเกมส์ทั่วไปตลอดเวลา คุณสมบัติหลักของนักปั่นกลุ่มนี้ต้องมีระดับการฟื้นตัวในแต่ละวันที่ดีมาก เพราะต้องถูกใช้งานหนักในทุกวัน แตกต่างจากนักปั่นที่มีรูปแบบเฉพาะอื่นๆที่มีบทบาทเฉพาะในพื้นที่ที่ตนเองถนัด การขึ้นๆลงๆรถทีมเพื่อนำของมาให้เพื่อนร่วมทีม การขี่อยู่ด้านหน้ากลุ่มนานๆเพื่อบังลมและพาไปอยู๋ในตำแหน่งที่เหมาะสมทุกวัน เป็นงานที่หนักคงที่สม่ำเสมอทุกวัน
นักแข่งกลุ่มนี้คือผู้ท่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริงเพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงตื่นเต้น ชี้เป็นชี้ตาย บทบาทจะไปอยู่ที่ตัวหลักๆหมดแล้ว การที่นักแข่งตัวหลักมีแรง มีกำลังไปโดดเด่นอยู่กลางกล้องได้ ก็มาจากนักปั่นกลุ่มนี้ของทีมที่ช่วยทำงานแบบไม่เด่นไม่ดังมาตลอดเส้นทาง ๋Jen Voigt คือสุดยอดนักแข่งแบบโดเมสทีคในตำนาน ซึ่งในระดับรายการ Tour de France นักแข่งหน้าที่นี้อาจเป็นดาราดังจากรายการแข่งอื่นๆเช่น Ritchey Porte ของทีม Sky และ Jakob Fuglsang ของ Astana
CLIMBER นักแข่งตัวเล็ก น้ำหนักเบา ร่างกายผอมกล้ามเนื้อขนาดเล็ก ดูแล้วไม่น่ามีความแข็งแรงแต่เมื่อถึงเสตจเขาสูงชันที่เทือกเขาแอลป์ และพีเรนีส นักปั่นกลุ่มนี้สามารถทะยานขึ้นไปบนเขาได้อย่างรวดเร็ว ทำการกระชากหนีได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนเป็นแพะภูเขากระโดดเล่นตามหน้าผา นักไต่เขาที่ดีต้องมีร่างกายที่มีระบบเอนดูแรนซ์สูง เพื่อการฟื้นตัวที่ดี สามารถพักและทำการรุกได้ใหม่บ่อยครั้ง มีน้ำหนักตัวที่เบาเพราะบนทางชันน้ำหนักมีผลมากกว่าพลังที่สร้างได้ นักไต่เขาที่ดีส่วนมากมีน้ำหนักระหว่าง 56-65 กก.
จุดอ่อนคือร่างกายที่เล็ก กล้ามเนื้อที่น้อยกว่าไม่สามารถสร้างพลังบนทางราบได้ดีทั้งแบบการระเบิดสปรินท์หรือการค้างความเร็วสูงๆนานๆแบบไทม์ไทรอัล น้ำหนักตัวที่น้อยยังหมายถึงการลงเขาที่ทำได้ยากกว่า ความเร็วน้อยกว่า การเข้าโค้งเกาะถนนแย่กว่า รวมถึงความสะเืือนของถนนอิฐที่มีผลกับความเร็ว และกระแสลมก็มีผลมากกว่านักปั่นตัวใหญ่กว่ามาก นักไต่เขาแท้ๆของยุคนี้ได้แก่ Joaquim Rodriguez, Pierre Roland หรือนักไต่เขาที่เสริมด้านอื่นเช่น Alberto Contador, Nairo Quintana และนักไต่เขาที่เป็นที่จดจำในอดีตมากมายได้แก่ Michael Rasmunsen, Marco Pantani, Lucien Van Impe
แล้วคุณล่ะเป็นแบบไหน?
ลองสำรวจตัวเองดูมั้ยครับว่านิสัยการขี่จักรยานของคุณเหมาะสมจะเป็นนักแข่งประเภทไหนในเปโลตองอาชีพระดับโลกแบบนี้ ลองสำรวจคำถามง่ายๆด้านล่างแล้วอาจจะได้แนวทางการเลือกวิถีทางนักปั่นของคุณก็เป็นได้
ถ้าคุณไม่ชอบขี่เป็นกลุ่ม และคุณไม่ชอบการเร่งความเร็วกระแทกกระทั้น
...คุณคือนักปั่นที่เหมาะกับการขี่ไทม์ไทรอัลอย่างมีความสุข
คุณชอบขี่บนทางชัน และชอบภูเขายาวๆยิ่งไกลยิ่งดี
...คุณคือนักไต่เขาชั้นดี หากมีร่างกายเหมาะสมคุณสามารถไปได้ดีแน่
คุณชอบเส้นทางเนินชันแต่ไม่ชอบภูเขายาวๆ
...คุณเป็นพวกระเบิดพลังสั้นๆได้เรื่อยๆทรงพลังเป็น puncheur ที่ดี
เกลียดภูเขามาก แต่ชอบทางราบ และความเร็วสูง
...สิงห์ความเร็วของแท้ สปรินท์เตอร์คืองานที่เหมาะสำหรับคุณที่สุด
ทำได้ทุกอย่างไม่เกี่ยง แต่ไทม์ไทรอัลไม่ค่อยดีและไม่ค่อยรู้เรื่องเกมส์กีฬาจักรยานมากนัก
...คุณเป็นโดเมสทีคชั้นยอด ประสพการณ์จะพาให้คุณไปเป็นระดับซุปเปอร์โดเมสทีคที่มีส่วนสำคัญกับชัยชนะ
ขี่ไทม์ไทรอัลได้ดีขึ้นเขาได้ถนัดทั้งขี่กลุ่มและเดี่ยว ที่สำคัญอ่านจังหวะและสถานการณ์เก่ง
...คุณเป็นนักปั่นหายาก เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำเวลารวม เหลือแค่หมั่นซ้อมเจาะลึกให้ดีอย่าให้ฟอร์มตก
ขึ้นเขาไม่ได้เรื่อง สปรินท์ก็ไม่ไป ไทม์ไทรอัลก็ไม่ดี ระเบิดก็ไม่มีแรง แข่งที่ไรอยู่ผิดที่ผิดเวลา แต่ยังคงแข่ง
...คุณคื่อสุดยอดคนรักจักรยาน อย่าท้อครับ ถ้าทุกคนแข่งหมดใครจะเป็นคนดู ขอให้รักและสนุกกับจักรยานต่อไป กีฬาไม่ใช่มีเฉพาะผู้ชนะเท่านั้น มันต้องมีผู้แพ้ที่น่ายกย่องอยู๋ด้วยเสมอ
ลองมาดูนะครับว่ามีนักปั่นแบบไหนบ้าง ที่เหมาะสมกับการหยิบมาร่วมกันเป็นทีมจักรยาน ต้องอธิบายก่อนว่าสำหรับมือใหม่อาจจะยังจินตนาการยากว่านักปั่นแต่ละประเภทมันต่างกันอย่างไร เพราะไม่ว่าจะแบบไหนก็ขี่ตามชาวบ้านไม่ทันอยู่ดี ผมแนะนำให้ลองเทียบกับระดับแรงที่ใกล้เคียงกับตนเอง อย่าไปเทียบกับอะไรที่ไกลกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ คนทุกคนย่อมมีคุณสมบัติเข้าล็อคการเป็นนักปั่นซักชนิด(หรือบางคนฟ้าประทานมาให้มีองค์ประกอบหลายๆแบบ รวมกันในคนเดียว)
ALL-ROUNDER ถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึงนักจักรยานที่ถนัดทุกทาง แต่ในความเป็นจริงนักปั่นที่ถนัดในทางทุกแบบนั้นหายากเป็นอย่างยิ่ง และน้อยคนจะประสพความสำเร็จสูงสุดอย่างเช่นตำนานอย่าง Eddy Merckx ทว่าคำว่านักปั่น"ออลราวเดอร์"นี้หมายถึงนักปั่นที่สามารถทำเวลาได้ดีบนภูเขา และสามารถทำเวลาได้ดีในการขี่ไทม์ไทรอัลด้วย สำหรับภูเขานั้นเหตุผลมาจากวามชันและความยาวของภูเขาส่งผลให้ความต่างของสมรรถภาพนักปั่นแต่ละคนสะท้อนออกมาเป็นเวลาห่างกันได้มากกว่าบนทางราบ ด้วยเหตุนี้การแข่งจักรยานจึงมักจะมีวลีว่า "ผลแพ้ชนะ ตัดสินกันบนภูเขา" อย่างไรก็ดีหากนักปั่นที่ขับเคี่ยวเวลารวมไต่ไขาได้ดีแต่ไปเสียเวลาตามหลังในการขี่เดี่ยวไทม์ไทรอัล หรือจับเวลาเฉพาะคนที่ไม่มีเรื่องของเกมส์และกลยุทธมากนัก วัดกันที่ความแข็งแรงส่วนตัวล้วนๆ ที่สามารถทำเวลาต่างกันได้หลายนาที ก็ไม่สามารถจะมีโอกาสเข้าชิงผู็ชนะได้
ดังนั้น"ออลราวเดอร์"นั้นหมายถึงกลุ่มนักปั่นที่เหมาะจะเป็นผู้ชนะเวลารวม โดยมากจะเป็นตัวหลักของแต่ละทีม ป็นความหวังของทีมที่คนอื่นๆคอยช่วยเหลือ กายภาพที่พิเศษนอกจากอัตราวัตต์ต่อน้ำหนักที่ดี มีมวลร่างกายในระดับที่เหมาะสม ยังควรต้องมีปอดและตับที่ใหญ่พอที่จะคงความหนักของการออกแรงสูงๆไว้ได้นานในการขี่ไทม์ไทรอัลแบบนักปั่นไทม์ไทรอัลแท้ๆ นักปั่นที่มีคุณสมับติแบบนี้ในการแข่งครั้งนี้ได้แก่ Chris Froome, Vincenzo Nibali, Alberto Contador, Alexandro Valverde ส่วนนักแข่งในตำนานที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ Eddy Merckx, Lance Armsttrong, Miguel Indurain
SPRINTER นักแข่งกลุ่มที่แทบจะไม่โผล่หน้าออกมาให้คนได้เห็นเลยตลอดการแข่งขัน แต่มีสังเวียนการชิงชัยที่โดดเด่นเร้าใจที่สุดในการแย่งผู้ชนะบนความเร็วสุง โดยปกติสปรินท์เตอร์หมายถึงนักจักรยานที่มีความสามารถในการปั่นเร่งความเร็วสูงได้เร็วและสร้างความเร็วสูงสุดได้มากกว่านักจักรยานปกติ มีลักษณะของกล้ามเนื้อหดตัวเร็วมนอัตราส่วนมากกว่าคนธรรมดา และมักจะมีร่างกายที่ใหญ่โตเพราะสามารถสร้างระเบิดพลังส่งรถไปได้มากกว่าในเวลาสั้นๆ นอกจากนี้สปรินท์เตอร์มักต้องมาพ้ร้อมกับความเหี้ยม ดุดัน กล้าได้กล้าเสี่ยงและการตัดสินใจที่เฉียบคม เพราะเพียง 1 วินาทีที่ความเร็ว 60+ สามารถชี้ขาดผลแพ้ชนะได้ทันที รวมถึงโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่อันตรายกว่านักปั่นแบบอื่นๆ เมื่อเหล่าสปรินท์เตอร์พยายามเข้าแย่งชิงตำแหน่งที่ดีที่สุดในการสปรินท์กันหลายๆคน นักแข่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสปรินท์เตอร์ที่อยู่ในยุคนี้ได้แก่ Mark Cavendish, Andre Greipel, Peter Sagan และตำนานนักสปรินท์ที่เก่งกาจยุคอดีตมีมากมายหลายคนได้แก่ Robbie McEvan, Erik Zabel, Mario Cipollini
TIME TRIALIST ไทม์ไทรอัล หรือการขี่เดี่ยวจับเวลาชี้ผลกันในระยะทางที่กำหนดจัดว่าเป็นการแข่งขันที่เรียบง่ายที่สุด ไม่มีเรื่องของเหมส์การแข่งขันหรือกลยุทธเหนือคู่แข่งมากอะไร คนที่เร็วกว่าก็คือคนที่ชนะและทำเวลาได้ดีที่สุด เป็นกติกาพื้นฐานง่ายๆของการแข่งขันั้งแต่ยุคโบราณที่สร้างมาเพื่อพิสูจน์ความแกร่งของนักปั่นแต่ละคนในการการแข่างยาวๆที่อาจมีปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้อง แต่ด้วยลักษณะเส้นทางที่มักจะเป็นทางราบ ระยะทางอยู่ในช่วงเวลาไม่นานนัก ทำให้นักแข่งที่มีร่างกายแข็งแรง สร้างพลังวัตต์ได้สูงและนานจะได้เปรียบที่สุด นักขี่ไทม์ไทรอัลแท้ๆจึงไม่เหมาะกับเส้นทางภูเขาด้วยขนาดร่างกายที่ใหญ่และมีน้ำหนักมากกว่า ดังนั้นในการทำงานร่วมกันในทีม นักขี่ประเภทนี้จะทำหน้าที่"หัวลาก"ให้กับทีมเมื่อทีมต้องการความเร็วบนทางราบที่สูงและคงที่เป็นระยะเวลานานๆ หรืออาจจะใช้ความได้เปรียบนี้หนีออกจากกลุ่มที่ระยะทางไกลกว่าปกติแล้วไปเอาชัยชนะของเสตจมาได้ นักขี่ไทม์ไทรอัลที่น่าสนใจได้แก่ Rohan Dennis, Tony Martin, Tom Domoulin และนักขี่ไทม์ไทรอัลที่มีความเป็นตำนาน
ได้แก่ Fabian Cancellara, Chris Boardman, Bernard Hinault
PUNCHEUR นักปั่นกลุ่มนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูนะ และเพิ่งมามีความสำคัญโดดเด่นในรายการ Tour de France ในระยะหลังนี้ ปกติจะมีความสำคัญเป็นตัวหลักของทีมในการแข่งขันรายการคลาสสิค หรือการแข่งรายการวันเดียวที่เส้นทางเนินขั้นลงสลับกันไป มีความชันแต่ไม่ยาวมาก อาศัยพลังและความแข็งแรงเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญคือทักษะของการควบคุมรถที่ดี ทีมใช้งานนักแข่งพวกนี้ในการหนีไปเอาเสตจที่เป็นทางเนินเขาขึ้นลงและช่วงทางราบพิเศษที่มีถนนอิฐ หรือคอยอยู่ช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับผู้นำของทีมในจุดอันตรายบนถนนอิฐ
นักแข่งกลุ่มนี้มักมีรูปร่างที่ใหญ่ มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ มีความสามารถในการทนทาน(endurance)และการฟื้นตัวที่ระดับความเข้มข้นสูงๆน้อยกว่านักไต่เขา ทำให้เมื่อเข้าสู่ช่วงภูเขาสูงชันจึงไม่ค่อยเห็นนักปั่นเหล่านี้มีบทบาทกับทีมมากนัก นักแข่งที่มีความสามารถในด้านนี้ได้แก่ John Degankolb, Peter Sagan, Zederik Stybar และ Philippe Gilbert ในอดีตนักแข่งที่สร้างสีสันบนเส้นทางแบบนี้ได้แก่ tom Boonen, Paolo Bettini
DOMESTIQUE ลองนึกถึงนักจักรยานที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลยในด้านหนึ่ง ขึ้นเขาก็ธรรมดา สปรินท์ความเร็วก็ไม่ได้มาก พลังระเบิดก็ไม่ได้เยอะ แต่มีความสมดุลย์ระหว่างแต่ละรูปแบบดีที่สุด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่สามารถปรับใช้งานช่วยเหลือทุกอย่างได้ในทุกสถานการณ์ ปกติในทีมจะมีนักแข่งรูปแบบนี้อยู่ลายคนเพื่อรองรับการใช้งานทั่วไป รองรับรูปแบบเกมส์ทั่วไปตลอดเวลา คุณสมบัติหลักของนักปั่นกลุ่มนี้ต้องมีระดับการฟื้นตัวในแต่ละวันที่ดีมาก เพราะต้องถูกใช้งานหนักในทุกวัน แตกต่างจากนักปั่นที่มีรูปแบบเฉพาะอื่นๆที่มีบทบาทเฉพาะในพื้นที่ที่ตนเองถนัด การขึ้นๆลงๆรถทีมเพื่อนำของมาให้เพื่อนร่วมทีม การขี่อยู่ด้านหน้ากลุ่มนานๆเพื่อบังลมและพาไปอยู๋ในตำแหน่งที่เหมาะสมทุกวัน เป็นงานที่หนักคงที่สม่ำเสมอทุกวัน
นักแข่งกลุ่มนี้คือผู้ท่ปิดทองหลังพระอย่างแท้จริงเพราะเมื่อเข้าสู่ช่วงตื่นเต้น ชี้เป็นชี้ตาย บทบาทจะไปอยู่ที่ตัวหลักๆหมดแล้ว การที่นักแข่งตัวหลักมีแรง มีกำลังไปโดดเด่นอยู่กลางกล้องได้ ก็มาจากนักปั่นกลุ่มนี้ของทีมที่ช่วยทำงานแบบไม่เด่นไม่ดังมาตลอดเส้นทาง ๋Jen Voigt คือสุดยอดนักแข่งแบบโดเมสทีคในตำนาน ซึ่งในระดับรายการ Tour de France นักแข่งหน้าที่นี้อาจเป็นดาราดังจากรายการแข่งอื่นๆเช่น Ritchey Porte ของทีม Sky และ Jakob Fuglsang ของ Astana
CLIMBER นักแข่งตัวเล็ก น้ำหนักเบา ร่างกายผอมกล้ามเนื้อขนาดเล็ก ดูแล้วไม่น่ามีความแข็งแรงแต่เมื่อถึงเสตจเขาสูงชันที่เทือกเขาแอลป์ และพีเรนีส นักปั่นกลุ่มนี้สามารถทะยานขึ้นไปบนเขาได้อย่างรวดเร็ว ทำการกระชากหนีได้ครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนเป็นแพะภูเขากระโดดเล่นตามหน้าผา นักไต่เขาที่ดีต้องมีร่างกายที่มีระบบเอนดูแรนซ์สูง เพื่อการฟื้นตัวที่ดี สามารถพักและทำการรุกได้ใหม่บ่อยครั้ง มีน้ำหนักตัวที่เบาเพราะบนทางชันน้ำหนักมีผลมากกว่าพลังที่สร้างได้ นักไต่เขาที่ดีส่วนมากมีน้ำหนักระหว่าง 56-65 กก.
จุดอ่อนคือร่างกายที่เล็ก กล้ามเนื้อที่น้อยกว่าไม่สามารถสร้างพลังบนทางราบได้ดีทั้งแบบการระเบิดสปรินท์หรือการค้างความเร็วสูงๆนานๆแบบไทม์ไทรอัล น้ำหนักตัวที่น้อยยังหมายถึงการลงเขาที่ทำได้ยากกว่า ความเร็วน้อยกว่า การเข้าโค้งเกาะถนนแย่กว่า รวมถึงความสะเืือนของถนนอิฐที่มีผลกับความเร็ว และกระแสลมก็มีผลมากกว่านักปั่นตัวใหญ่กว่ามาก นักไต่เขาแท้ๆของยุคนี้ได้แก่ Joaquim Rodriguez, Pierre Roland หรือนักไต่เขาที่เสริมด้านอื่นเช่น Alberto Contador, Nairo Quintana และนักไต่เขาที่เป็นที่จดจำในอดีตมากมายได้แก่ Michael Rasmunsen, Marco Pantani, Lucien Van Impe
แล้วคุณล่ะเป็นแบบไหน?
ลองสำรวจตัวเองดูมั้ยครับว่านิสัยการขี่จักรยานของคุณเหมาะสมจะเป็นนักแข่งประเภทไหนในเปโลตองอาชีพระดับโลกแบบนี้ ลองสำรวจคำถามง่ายๆด้านล่างแล้วอาจจะได้แนวทางการเลือกวิถีทางนักปั่นของคุณก็เป็นได้
ถ้าคุณไม่ชอบขี่เป็นกลุ่ม และคุณไม่ชอบการเร่งความเร็วกระแทกกระทั้น
...คุณคือนักปั่นที่เหมาะกับการขี่ไทม์ไทรอัลอย่างมีความสุข
คุณชอบขี่บนทางชัน และชอบภูเขายาวๆยิ่งไกลยิ่งดี
...คุณคือนักไต่เขาชั้นดี หากมีร่างกายเหมาะสมคุณสามารถไปได้ดีแน่
คุณชอบเส้นทางเนินชันแต่ไม่ชอบภูเขายาวๆ
...คุณเป็นพวกระเบิดพลังสั้นๆได้เรื่อยๆทรงพลังเป็น puncheur ที่ดี
เกลียดภูเขามาก แต่ชอบทางราบ และความเร็วสูง
...สิงห์ความเร็วของแท้ สปรินท์เตอร์คืองานที่เหมาะสำหรับคุณที่สุด
ทำได้ทุกอย่างไม่เกี่ยง แต่ไทม์ไทรอัลไม่ค่อยดีและไม่ค่อยรู้เรื่องเกมส์กีฬาจักรยานมากนัก
...คุณเป็นโดเมสทีคชั้นยอด ประสพการณ์จะพาให้คุณไปเป็นระดับซุปเปอร์โดเมสทีคที่มีส่วนสำคัญกับชัยชนะ
ขี่ไทม์ไทรอัลได้ดีขึ้นเขาได้ถนัดทั้งขี่กลุ่มและเดี่ยว ที่สำคัญอ่านจังหวะและสถานการณ์เก่ง
...คุณเป็นนักปั่นหายาก เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้นำเวลารวม เหลือแค่หมั่นซ้อมเจาะลึกให้ดีอย่าให้ฟอร์มตก
ขึ้นเขาไม่ได้เรื่อง สปรินท์ก็ไม่ไป ไทม์ไทรอัลก็ไม่ดี ระเบิดก็ไม่มีแรง แข่งที่ไรอยู่ผิดที่ผิดเวลา แต่ยังคงแข่ง
...คุณคื่อสุดยอดคนรักจักรยาน อย่าท้อครับ ถ้าทุกคนแข่งหมดใครจะเป็นคนดู ขอให้รักและสนุกกับจักรยานต่อไป กีฬาไม่ใช่มีเฉพาะผู้ชนะเท่านั้น มันต้องมีผู้แพ้ที่น่ายกย่องอยู๋ด้วยเสมอ
