VP กติกาคะแนนเสื้อเขียวแบบใหม่ ใครได้เปรียบ?
โพสต์: 26 มิ.ย. 2015, 19:37
เสื้อเขียว (maillot vert) หรือเสื้อประจำผู้นำคะแนนสะสมจ้าวความเร็วของรายการ Tour de France ถือเป็นเสื้อที่ทรงคุณค่าที่สุดสำหรับนักปั่นแนวสปรินท์เตอร์ทั้งหลาย ประวัติความเป็นมายาวนานย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1905 การแข่ง Tour de France ครั้งที่ 3 มีเกณฑ์การตัดสินผู้ชนะด้วยการให้ตะแนนตามอันดับที่เข้าได้ ใครเข้าคนแรกของแต่ละช่วงก็ให้ 1 แต้ม และเมื่อจบทุกเส้นทางคนที่ได้แต้มน้อยที่สุดคือผู้ชนะรวม จนกระทั่งปี 1912 ได้ปรับกลับมาใช้ระบบสะสมเวลาจวบจนปัจจุบัน และนี่คือรากฐานของระบบ"เก็บแต้ม" ที่เริ่มใช้ในกีฬาจักรยาน และในการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีในปี 1953 ได้กำเนิดเสื้อสีเขียวที่นำเอาระบบเก็บแต้มกลับมาใช้คู่กันกับระบบเวลา นักปั่นสามารถชิงขัยเสื้อได้ทั้ง 2 ตัวแยกจากกัน โดยที่ผุ้ชนะเวลารวมอาจไม่ใช่คนที่เก็บแต้มได้ดีที่สุดเสมอไป และในปี 1959 ปรับการให้คะแนนเป็นคนที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรกได้คะแนนมากกว่าอันดับต่อๆไป ทำให้ผู้ชนะเสื้อเขียวคือผู้ที่เก็บแต้มได้มากที่สุดเหมือนในปัจจุบันนั่นเอง ต่อมารูปแบบการให้แต้มสะสมเพิ่มเติมจุดสปรินท์ตามรายทางเข้าไปด้วย ทำให้สุดท้ายระบบการแข่งขันสะสมแต้มกลายเป็นการแข่งขันของสปรินท์เตอร์ และเสื้อเขียวกลายเป็นสัญลักษณ์ของจ้าวความเร็ว ไปในที่สุด สุดท้ายระบบแต้มถูกแยกจากกันระหว่างเสตจทางราบและเสตจภูเขา
กติกาและรูปแบบของการให้คะแนนถูกเปลี่ยนมาเรื่อยๆตลอดระยะเวลาร้อยกว่าปีของการแข่งขัน ล่าสุดปี 2015 ผู้จัดได้ปรับระบบการให้คะแนนในหมวดการแข่งขันสะสมแต้มชิงเสื้อเขียวเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 4 ปีหลังจากปรับไปแล้วในปี 2011 โดยปรับให้มีสัดส่วนของคะแนนดังนี้
แต้มสะสมเส้นชัยเสตจทางราบ
หมายถึงเสตจทางราบที่เส้นชายเป็นทางราบที่เหมาะกับการสปรินท์ทำความเร็วสูงมากของสปรินท์เตอร์ เส้นทางโดยรวมเป็นทางราบเสียเป็นส่วนใหญ่
6 เสตจ (2, 5, 6, 7, 15, 21)
อันดับที่ 1 ได้ 50 แต้ม
อันดับที่ 2 ได้ 30 แต้ม
อันดับที่ 3 ได้ 20 แต้ม
จากนั้นลดหลั่นกันลงไปถึงอันดับที่ 15 แต้มสะสมเส้นชัยเสตจขึ้นเนิน
หมายถึงเสตจทางราบที่มีเส้นทางถนนอิฐหรือเสตจเนินเขาสลับทางราบที่มีเส้นชัยขึ้นเนินนิดหน่อย มีลักษณะคล้ายเส้นทางการแข่งรายการคลาสสิค(รายการแข่งวันเดียว)
3 เสตจ (3, 4, 8)
อันดับที่ 1 ได้ 25 แต้ม
อันดับที่ 2 ได้ 22 แต้ม
อันดับที่ 3 ได้ 17 แต้ม
จากนั้นลดหลั่นกันลงไปถึงอันดับที่ 15
นอกจากนี้ยังมีแต้มสำหรับจุดสปรินท์อีก 20, 17 และ 15 แต้มที่สามารถเก็บได้ตามจุดต่างๆตามทาง ผลที่เปลี่ยนไป
ผลต่างอย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือช่องว่างของแต้มเสตจทางราบเพิ่มจากเดิม 10 เต้ม (อันดับแรกได้ 45 อันดับสองได้ 35 ) เป็น 20 แต้ม และช่องว่างของแต้มเสตจทางราบพิเศษเปลี่ยนจาก 5 แต้ม (อันดับแรกได้ 30 แต้ม อันดับสองงได้ 25 แต้ม) เป็น 3 แต้ม
ซึ่งหมายความว่า ผู้ชนะในเสตจทางราบที่เป็นแบบสปรินท์ความเร็วสูงมากจะมีคะแนนนำอันดับที่ 2 อยู่ 20 แต้ม ในขณะที่ผู้ชนะการสปรินท์แบบขึ้นเนินหรือเสตจทางราบพิเศษที่อาศัยความสามารถบนถนนอิฐจะมีช่องว่างจากอันดับที่สองเพียง 3 คะแนน ดังนั้นหากคิดแบบกำปั้นทุบดินง่ายๆ เพียงได้ที่ 1 ในทุกเสตจทางราบก็จะมีคะแนนทิ้งห่างจากที่สองอยู่ถึง 120 แต้ม ในทางกลับกันหากได้ที่สองในเสตจทางราบพิเศษก็จะมีคะแนนตามหลังอยู่เพียง 18 แต้ม และเพียงรักษาอันดับที่สองในการสปรินท์ตามทางก็จะมีคะแนนตามหลังอยู่ จุดละ 3 คะแนน เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันก็ยังได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 สำหรับกลุ่มที่แข่งขันชิงเสื้อเขียวนั่นเอง ดังนั้นหัวใจหลักของการชิงเสื้อเขียว จึงเป็นการชนะเสตจทางราบความเร็วสูงให้ได้มากที่สุด และรักษะอันดับในเสตจทางราบพิเศษรวมถึงจุดสปรินท์ต่างๆให้ไม่ห่างมากจนเกินไปนั่นเอง นักแข่งที่ถูกจับตามองในการชิงเสื้อเขียวแบบใหม่
ในเมื่อรูปแบบการให้คะแนนออกมาเป็นเช่นนี้ ตัวเต็งเสื้อเขียวก็คือกลุ่มนักปั่นระดับซุปเปอร์สปรินท์เตอร์ที่มุ่งเป้าหมายเอาชัยในเสตจทางราบให้ได้มาที่สุดอันได้แก่ Mark Cavendish, Marcel Kittel, Andre Greipel รวมไปถึงสปรินท์เตอร์จาก GreenEDGE, Lampre และ Katusha
....ในขณะที่กลุ่มสปรินท์เตอร์ทรงพลังและเหล่าสปรินท์เตอร์แบบพิเศษที่ความเร็วไม่สูงแต่ถนัดทางชันนิดหน่อยหรือทางอิฐมากกว่าก็คือนักแข่งสายคลาสสิคที่มีบทบาทเยอะในช่วงกลางฤดูกาลจะเสียเปรียบโอกาสสะสมแต้มไล่ตามทันที โดยเฉพาะ Peter Sagan ที่อาศัยจุดเด่นของการสปรินท์ได้หลากรูปแบบเก็บแต้มครองเสื้อเขียวมาตลอด โมเมนตัมที่ได้เปรียบตกมาอยู่ที่ Mark Cavendish ไม่เพียงคุณสมบัติส่วนตัวที่เป็นยอดสปรินท์เตอร์ แต่ทีมยังมีระบบ Lead Out ที่ดีคอยช่วยเหลืออย่าง Mark Renshaw และทีมก็ยังมีนักแข่งสายคลาสสิคที่พร้อมจะเข้าแย่งเสตจทางราบพิเศษมาได้ทั้ง Zdenek Stybar ที่เป็นสิงห์ทางคลาสสิคกับ Tony Martin เสือไทม์ไทรอัลแนวทรงพลังที่ถนัดเส้นชัยแบบขึ้นเนินนิดๆ หากทีมสามารถส่ง Cavendish เก็บเสตจให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ป้องกันอันดับไม่ให้ห่างในจุดสปรินท์รายทาง แถมด้วยการส่ง Stybar และ Martin ออกไปล่าเสตจทางราบพิเศษให้ได้ โอกาสที่จะถูกตีตื้นตามทนก็เหลือน้อยมาก อีกทีมที่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เสื้อเขียวแต่หากโอกาสมาถึงก็พร้อมที่จะรักษาเอาไว้ได้แก่ Giant-Alpecin ที่มีตัวสปรินท์เตอร์แห่งยุคอย่าง Marcel Kittel ที่ยังคงต้องรอดูฟอร์มกันอีกที และสปรินท์เตอร์แบบทรงพลังที่ได้ทั้งทางเนินและทางอิฐอย่าง John Degenkolb หากเลือกใช้รูปแบบแผนที่ดี คอยรักษาตำแหน่งไม่ให้อันดับห่างมาก ส่ง Degenkolb ออกไปเอาเสตจหรืออันดับดีๆกันไม่ให้แต้มห่างมาก และคอยมุ่งมั่นเก็บเสตจทางราบให้ได้ ก็มีโอกาสเข้าไปร่วมเล่นเกมส์ชิงเสื้อเขียวได้ไม่ยาก
*แก้ไขล่าสุดคอน้ฟิร์มว่า Kittel ไม่ลงนะครับปีนี้Kittel
เหตุผลหลักที่ผู้จัดเปลี่ยนรูปแบบการให้คะแนนเห็นได้ชัดว่าต้องการให้เสื้ือเขียวเป็นสัญลักษณ์ของ pure sprinter อย่างแท้จริง ดังที่เมื่อปี 2011 ปรับเพิ่มให้มีแต้มสำหรับกลุ่มใหญ่ที่สปรินท์ผ่านจุดสปรินท์ตามทาง เพื่อลดช่องว่าของแต้มที่เกิดจากการหนีกลุ่มออกไปเก็บแต้มสปรินท์ของนักปั่นสายคลาสสิคที่อาจไม่ได้มีความเร็วสูงเท่ากับสปรินท์เตอร์แท้ๆ นั่นเอง
*เกร็ดเล็กรู้ไว้ใช่ว่า
-1968 เสื้อรางวัลผู้ที่เก็บแต้มได้เป็นสีแดง ตามสีของสปอนเซอร์ที่สนับสนุนรางวัลนี้
-มีผู้ชนะเสื้อเขียวและเสื้อเหลืองทั้งสอยรายการได้แก่ Eddy Merckx และ Bernard Hinault ยิ่งกว่านั้น Merckx ยังเคยได้ครองเสื้อเหลือ เสื้อเขียว และเสื้อลายจุดสำหรับจ้าวภูเขาในคราวเดียวกัน
หมายถึงเสตจทางราบที่เส้นชายเป็นทางราบที่เหมาะกับการสปรินท์ทำความเร็วสูงมากของสปรินท์เตอร์ เส้นทางโดยรวมเป็นทางราบเสียเป็นส่วนใหญ่
6 เสตจ (2, 5, 6, 7, 15, 21)
อันดับที่ 1 ได้ 50 แต้ม
อันดับที่ 2 ได้ 30 แต้ม
อันดับที่ 3 ได้ 20 แต้ม
จากนั้นลดหลั่นกันลงไปถึงอันดับที่ 15 แต้มสะสมเส้นชัยเสตจขึ้นเนิน
หมายถึงเสตจทางราบที่มีเส้นทางถนนอิฐหรือเสตจเนินเขาสลับทางราบที่มีเส้นชัยขึ้นเนินนิดหน่อย มีลักษณะคล้ายเส้นทางการแข่งรายการคลาสสิค(รายการแข่งวันเดียว)
3 เสตจ (3, 4, 8)
อันดับที่ 1 ได้ 25 แต้ม
อันดับที่ 2 ได้ 22 แต้ม
อันดับที่ 3 ได้ 17 แต้ม
จากนั้นลดหลั่นกันลงไปถึงอันดับที่ 15
นอกจากนี้ยังมีแต้มสำหรับจุดสปรินท์อีก 20, 17 และ 15 แต้มที่สามารถเก็บได้ตามจุดต่างๆตามทาง ผลที่เปลี่ยนไป
ผลต่างอย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือช่องว่างของแต้มเสตจทางราบเพิ่มจากเดิม 10 เต้ม (อันดับแรกได้ 45 อันดับสองได้ 35 ) เป็น 20 แต้ม และช่องว่างของแต้มเสตจทางราบพิเศษเปลี่ยนจาก 5 แต้ม (อันดับแรกได้ 30 แต้ม อันดับสองงได้ 25 แต้ม) เป็น 3 แต้ม
ซึ่งหมายความว่า ผู้ชนะในเสตจทางราบที่เป็นแบบสปรินท์ความเร็วสูงมากจะมีคะแนนนำอันดับที่ 2 อยู่ 20 แต้ม ในขณะที่ผู้ชนะการสปรินท์แบบขึ้นเนินหรือเสตจทางราบพิเศษที่อาศัยความสามารถบนถนนอิฐจะมีช่องว่างจากอันดับที่สองเพียง 3 คะแนน ดังนั้นหากคิดแบบกำปั้นทุบดินง่ายๆ เพียงได้ที่ 1 ในทุกเสตจทางราบก็จะมีคะแนนทิ้งห่างจากที่สองอยู่ถึง 120 แต้ม ในทางกลับกันหากได้ที่สองในเสตจทางราบพิเศษก็จะมีคะแนนตามหลังอยู่เพียง 18 แต้ม และเพียงรักษาอันดับที่สองในการสปรินท์ตามทางก็จะมีคะแนนตามหลังอยู่ จุดละ 3 คะแนน เมื่อนำทั้งหมดมารวมกันก็ยังได้คะแนนนำเป็นอันดับ 1 สำหรับกลุ่มที่แข่งขันชิงเสื้อเขียวนั่นเอง ดังนั้นหัวใจหลักของการชิงเสื้อเขียว จึงเป็นการชนะเสตจทางราบความเร็วสูงให้ได้มากที่สุด และรักษะอันดับในเสตจทางราบพิเศษรวมถึงจุดสปรินท์ต่างๆให้ไม่ห่างมากจนเกินไปนั่นเอง นักแข่งที่ถูกจับตามองในการชิงเสื้อเขียวแบบใหม่
ในเมื่อรูปแบบการให้คะแนนออกมาเป็นเช่นนี้ ตัวเต็งเสื้อเขียวก็คือกลุ่มนักปั่นระดับซุปเปอร์สปรินท์เตอร์ที่มุ่งเป้าหมายเอาชัยในเสตจทางราบให้ได้มาที่สุดอันได้แก่ Mark Cavendish, Marcel Kittel, Andre Greipel รวมไปถึงสปรินท์เตอร์จาก GreenEDGE, Lampre และ Katusha
....ในขณะที่กลุ่มสปรินท์เตอร์ทรงพลังและเหล่าสปรินท์เตอร์แบบพิเศษที่ความเร็วไม่สูงแต่ถนัดทางชันนิดหน่อยหรือทางอิฐมากกว่าก็คือนักแข่งสายคลาสสิคที่มีบทบาทเยอะในช่วงกลางฤดูกาลจะเสียเปรียบโอกาสสะสมแต้มไล่ตามทันที โดยเฉพาะ Peter Sagan ที่อาศัยจุดเด่นของการสปรินท์ได้หลากรูปแบบเก็บแต้มครองเสื้อเขียวมาตลอด โมเมนตัมที่ได้เปรียบตกมาอยู่ที่ Mark Cavendish ไม่เพียงคุณสมบัติส่วนตัวที่เป็นยอดสปรินท์เตอร์ แต่ทีมยังมีระบบ Lead Out ที่ดีคอยช่วยเหลืออย่าง Mark Renshaw และทีมก็ยังมีนักแข่งสายคลาสสิคที่พร้อมจะเข้าแย่งเสตจทางราบพิเศษมาได้ทั้ง Zdenek Stybar ที่เป็นสิงห์ทางคลาสสิคกับ Tony Martin เสือไทม์ไทรอัลแนวทรงพลังที่ถนัดเส้นชัยแบบขึ้นเนินนิดๆ หากทีมสามารถส่ง Cavendish เก็บเสตจให้ได้มากที่สุด ในขณะที่ป้องกันอันดับไม่ให้ห่างในจุดสปรินท์รายทาง แถมด้วยการส่ง Stybar และ Martin ออกไปล่าเสตจทางราบพิเศษให้ได้ โอกาสที่จะถูกตีตื้นตามทนก็เหลือน้อยมาก อีกทีมที่ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เสื้อเขียวแต่หากโอกาสมาถึงก็พร้อมที่จะรักษาเอาไว้ได้แก่ Giant-Alpecin ที่มีตัวสปรินท์เตอร์แห่งยุคอย่าง Marcel Kittel ที่ยังคงต้องรอดูฟอร์มกันอีกที และสปรินท์เตอร์แบบทรงพลังที่ได้ทั้งทางเนินและทางอิฐอย่าง John Degenkolb หากเลือกใช้รูปแบบแผนที่ดี คอยรักษาตำแหน่งไม่ให้อันดับห่างมาก ส่ง Degenkolb ออกไปเอาเสตจหรืออันดับดีๆกันไม่ให้แต้มห่างมาก และคอยมุ่งมั่นเก็บเสตจทางราบให้ได้ ก็มีโอกาสเข้าไปร่วมเล่นเกมส์ชิงเสื้อเขียวได้ไม่ยาก
*แก้ไขล่าสุดคอน้ฟิร์มว่า Kittel ไม่ลงนะครับปีนี้Kittel
เหตุผลหลักที่ผู้จัดเปลี่ยนรูปแบบการให้คะแนนเห็นได้ชัดว่าต้องการให้เสื้ือเขียวเป็นสัญลักษณ์ของ pure sprinter อย่างแท้จริง ดังที่เมื่อปี 2011 ปรับเพิ่มให้มีแต้มสำหรับกลุ่มใหญ่ที่สปรินท์ผ่านจุดสปรินท์ตามทาง เพื่อลดช่องว่าของแต้มที่เกิดจากการหนีกลุ่มออกไปเก็บแต้มสปรินท์ของนักปั่นสายคลาสสิคที่อาจไม่ได้มีความเร็วสูงเท่ากับสปรินท์เตอร์แท้ๆ นั่นเอง
*เกร็ดเล็กรู้ไว้ใช่ว่า
-1968 เสื้อรางวัลผู้ที่เก็บแต้มได้เป็นสีแดง ตามสีของสปอนเซอร์ที่สนับสนุนรางวัลนี้
-มีผู้ชนะเสื้อเขียวและเสื้อเหลืองทั้งสอยรายการได้แก่ Eddy Merckx และ Bernard Hinault ยิ่งกว่านั้น Merckx ยังเคยได้ครองเสื้อเหลือ เสื้อเขียว และเสื้อลายจุดสำหรับจ้าวภูเขาในคราวเดียวกัน