หน้า 1 จากทั้งหมด 1

VP การเลือกหมวกกันน็อคจักรยาน

โพสต์: 11 พ.ค. 2015, 19:02
โดย giro
4.jpg
4.jpg (92.64 KiB) เข้าดูแล้ว 1477 ครั้ง
การเลือกหมวกกันน็อคจักรยาน
เป็นหัวข้อที่หลายๆคนสงสัยกันว่า จะเลือกหมวกกันน็อคอย่างไรให้เหมาะสมที่สุดสำหรับการใช้งาน และสุดท้ายไม่ว่าจะเลือกจากมตรฐานความปลอดภัยและการที่หมวกเข้ากันได้ดีกับทรงของศีรษะผู้ใส่แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่พ้นคำถามยอดนิยมว่า "เราจะเลือกหมวกแบบไหนดี?" เพราะความหล่อเหลาเข้ากับหน้ามันมาพร้อมกับ "แฟชั่น" ของกระแสความนิยมด้วย
บทความนี้ของดเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆเอาไว้ก่อน และขอเว้นเรื่องของทรงหมวกนะครับ เพราะสองอย่างนี้มันเข้าใจได้ไม่ยาก หากลองสวมดูก็จะรู็ว่าหมวกที่ว่าทรงเหมาะกับเราหรือไม่ และเมื่อพลิกหมวกมาดูก็จะเห็นตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ซึ่งตราทั้งหมดมีการทดสอบความปลอดภัยมาเป็นอย่างดี ดังนั้นขอให้หมวกที่ท่านเลือกมีแหล่งที่มาที่น่าพอใจ ได้ลองสวมดูจริงๆก็จะตัดสินใจได้ไม่ยาก

แต่ชนิดของหมวกล่ะ?? นี่แหละคือปัญหาคาใจ ...ทุกวันนี้หมวกตักรยานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆได้แก่ หมวกธรรมดา หมวกทรงแอโร่ไดนามิคส์ และหมวกสำหรับไทม์ไทรอัลหรือไตรกีฬา ซึ่งทั้ง 3 มีเกณฑ์การออกแบบและส่งผลกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ขออธิบายทีละชนิดและยกข้อดี ข้อเสียของแต่ละประเภทกันก่อนนะครับ

1.หมวกกันน็อคธรรมดา
ซึ่งสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกเป็น 2 กลุ่มได้แก่หมวกสำหรับเสือภูเขาและหมวกสำหรับเสือหมอบ ซึ่งดูเผินๆจะเหมือนกัน แต่ถ้าพิจารณาลึกๆจะพบว่ามีความต่างในการออกแบบอยู่ 2 จุดหลักๆได้แก่
-ขนาดรูระบายอากาศ ...หมวกเสือภูเขาจะมีรูระบายอากาศเล็กและน้อยกว่าเพื่อป้องกันไม่ให้หินสามารถลอดผ่านรูมาหาศีรษะเราได้ ก้องกับการใช้งานของเสือภูเขาที่ขี่ในป่า ในทางขรุขระมักมีร่มไม้ มีเงาแดด และใช้เวลาไม่ยาวมาก ผิดกับเสือหมอบที่ขี่บนถนนเปิดกว้างกลางแดด ยากจะหาเงาร่มหลบร้อยและใช้เวลายาวกว่ามากๆ
-บริเวณด้านหน้าของหมวก ...เสือภูเขาอาจมีแก็ปบังแดดยื่นออกมา เพื่อความสบายในการขี่ป้องกันนแสงแดดรบกวนสายตาซึ่งจะทำให้มองเห็นสภาพถนนยากขึ้น แต่เสือหมอบจะมีด้านหน้าหมวกที่แบนและบางกว่าเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพในการมองเมื่อผู้ขี่ก้มลงและเหลือบตามองไปข้างหน้า
หลายๆยี่ห้อสามารถออกแบบหมวกทั้งเสือภูเขาและเสือหมอบให้ใช้ร่วมกันได้ แต่อีกหลายยี่ห้อก็แยกออกจากกันชัดเจน ดังนั้นนี่คงเป็นจุดแรกที่เราต้องตัดสินใจเลือก ซึ่ง Velopedia ไม่แนะนำให้เลือกตามประเภทรถ เพราะในบ้านเราน้อยคนที่ปั่นเสือภูเขาแล้วจะปั่นเข้าป่าเข้าดงลุยทางโหดๆ ส่วนมากก็นำมาขี่บนถนน ดังนั้นการเลือกชนิดของหมวกแนะนำให้เลือกตามเส้นทางที่จะไปมากกว่า อย่างไรก็ตามหากต้องการหมวกใบเดียว ได้ทุกแบบ ก็แนะนำให้เลือกหมวกที่สามารถถอดแก็ปบังแดดได้ และสามารถใช้งานได้ดีทั้งสองชนิด

มาดูจุดดีของหมวกกันน็อคธรรมดา ...ถึงจะเรียกว่า"ธรรมดา"แต่ต้องมารู้กันก่อนว่ามันไม่ใข่จะธรรมดาอย่างชื่อนะครับ เพราะหมวกพวกนี้หากเป็นรุ่นท็อปๆแล้วล่ะก็ มันเบามาก บางยี่ห้อน้ำหนักเพียง 2 ขีดเท่านั้น และส่วนมากหมวกในระดับแข่งขันจะมีน้ำหนักไม่ถึง 3 ขีด ความเบานี้เองที่ทำให้คนใส่รู้สึกสบาย ไม่ต้องคอยรำคาญกับความรู็สึกว่าบนหัวเราแบกอะไรเอาไว้ ที่สำคัญหมวกแนวนี้จะเน้นที่การระบายอากาศที่ดีมากๆ มีช่องและทางเดินลมภายในหมวกควบคุมให้อากาศไหลผ่านเข้าไปและออกด้านหลัง ช่วยลดความร้อนได้เป็นอย่างดี และนี่คือสาเหตุหลักที่ทำไมหมวกดีๆ เบาๆ ถึงได้แพงมาก เพราะแม้หมวกจะเบา บาง มีช่องลมเยอะๆ แต่ก็ยังแข็งแรงและกันกระแทกได้ไม่ต่างจากหมวกรุ่นล่างๆที่ทึบๆตันๆ ด้วยการออกแบบ และเลือกใช้วัสดุที่ล้ำหน้ากว่า ราคาจึงแพงขึ้นไปด้วย
ทว่าการระบายอากาศนี่เองที่เป็นจุดที่ทำให้หมวกเสียคุณลักษณะของแอโร่ไดนามิคส์ไปโดยปริยาย ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นกระแสที่ทุกอย่างต้องแอโร่ฯให้ได้มากที่สุดในปัจจุบัน

2.หมวกเสือหมอบแบบแอโร่ไดนามิคส์
เมื่อกระแสโลกมาทางแอโร่ฯ หมวกก็ไม่พ้นที่จะต้องไปให้สุดทางด้วย อันที่จริงหมวกแอโร่ฯไม่ใช่ของใหม่ และแนวคิดเรื่องแอโร่ฯบนหมวกก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ ปกติเราก็มีหมวกไทม์ไทรอัลและหมวกไตรกีฬาสำหรับกรณีแอโร่ฯกันอยู่แล้ว เพียงแต่หมวกพวกนั้นนำมาขี่แบบถนนยาวๆนานๆไม่สบาย รูระบายอากาศน้อย น้ำหนักมากกว่า หมวกทั่วไปหลายๆรุ่นก็เคยโฑษณาว่าตนเองเป็นหมวกจักรยานที่แสนจะแอโร่ฯมาก่อน เช่น Specialized S-Works Prevail เคยโฆษณาว่าเป็นหมวกจักรยานที่แอโร่ฯที่สุดในบรรดาหมวกเสือหมอบ ด้วยการออกแบบในอุโมงค์ลมและทำให้ Mark Cavendish ใส่สปรินท์ได้เร็วจี๋ หรือ Lazer Genesis ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นหมวกจักรยานที่ออกแบบให้กระแสอากาศไหลผ่านเรียบดีทีสุด จนกระทั่งเกิดหมวกเสือหมอบแอโร่ขึ้นมาจริงๆ ซึ่งหมวกแบบนี้ต้องรับมือทั้งเรื่องความปลอดภัย ความแข็งแรง การระบายอากาศ น้ำหนักเบา และต้องแอโร่ฯมากๆด้วย เป็นความท้าทายของนักออกแบบ
ซึ่งหมวกเสือหมอบแบบแอโร่ฯเองก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยๆได้อีกคือหมวกแอโร่ฯแบบระบายอากาศได้ดี อาจจะไม่ได้แอโร่ฯมากมายอะไร ใช้วิธีการให้อากาศไหลผ่านไปได้แบบลื่นๆ ควบคุมไม่ให้เกิด drag ด้านหลังมาก เช่น Giro Synthe และหมวกเสือหมอบแอโร่ฯแบบเน้นความแอโร่ฯเป็นหลัก ระบายอากาศได้บ้าง น้ำหนักพอรับได้อยู๋ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียง (300-400 กรัม) หมวกกลุ่มนี้จัดว่าเป็นที่นิยมและกระแสแฟชั่นยอมรับกัน นักปั่นก็เชื่อถือว่าหมวกกลุ่มนี้ใส่แล้ว"หล่อ" ดูดีมีราศีมากขึ้น

หมวกกลุ่มนี้ถ้าจะให้พูดกันตรงๆจริงก็คือหมวกที่ทำงานได้"ดี"ในทุกด้านแต่ไม่ได้ดีที่สุด ความแอโร่ไม่ได้มากเท่าหมวกไทม์ไทรอัล และไม่ได้ใส่สบายเท่าหมวกธรรมดา แต่ความได้เปรีบบทางด้านแอโร่ไดนามิคส์ที่ 40 วินาทีบนระยะทาง 40 กม. เทียบกับหมวกธรรมดา หรือทำให้นักปั่นขี่ได้เร็วขึ้น 1% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยก็เป็นเหตุผลที่ดีที่ทำให้หลายๆคนนิยมเลือกใช้
ข้อเสียที่สำคัญคือการที่มันไม่ได้ดีเด่นเลยสักอย่างเดียวนั่นแหละครับ เบาก็ไม่ได้เบา ระบายได้ดีแต่ก็ไม่ได้เด่นเมื่อเทียบกับหมวกธรรมดา ดังนั้นหากต้องการขี่ให้แอโร่ฯจริงๆฝช้หมวกไทม์ไทรฯไปเลยย่อมดีกว่า และหากต้องการขี่ทางไกลๆ ระยะเวลานานๆหรือขึ้นเขากันเป็นลูกๆหมวกธรรมดาก็ย่อมดีกว่าแน่นอน

3.หมวกแอโร่ไดนามิคส์แบบไทม์ไทรอัลหรือไตรกีฬา
เป็นหมวกที่สร้างมาเฉพาะสำหรับการใช้งานที่เน้นเรื่องแอโร่ฯเป็นหลัก การระบายอากาศและน้ำหนักเบาเป็นรอง ปลายหมวกด้านหลังออกแบบมาให้กระแสอากาศไหลไปได้อย่างรวดเร็วราบลื่นไม่เกิด drag ผิวหมวกเรียบมีรูน้อยๆเพื่อให้กระแสอากาศไหลไปได้ดี ส่วนแว่นด้านหน้านั้นยังไม่มีการวิจัยพบว่ามันช่วยเรื่องแอโร่ฯได้มากเป็นประเด็น แต่ช่วยเรื่องความสบายของคนใส่มากกว่า ส่วนหมวกแอโร่ฯแบบที่ท้ายกุดๆ ออกแบบมาเพื่อลดกระแสอากาศที่จะเกิด drag ด้านหลังหากนักปั่นขยับหัวไปมามากกว่า เพราะหมวกแบบที่หางยาวๆเหมาะกับท่าปั่นที่ต้องอยู่นิ่งๆท่านั้นเฉยๆ หากขยับไปมามาก จะกลายเป็นการเกิดกระแสอากาศด้านหลังมากกว่าเสียอีก
คงเดากันได้ไม่ยากครับว่าข้อเสียของหมวกกลุ่มนี้ก็คือความสบาย การระบายอากาศและน้ำหนัก ถึงขนาดแม้แต่โปรนักแข่งหากต้องแข่งไทม์ไทรอัลในวันที่อากาศร้อนมากๆ ยังยอมเลือกใส่หมวกแบบธรรมดาแทนที่จะใส่หมวกไทม์ไทรอัลเลยก็มีมาแล้ว เพราะต่อให้มันดีแค่ไหนก็ตามแต่ถ้าร้อน จนเหงื่อหยด ก็ส่งผลกับร่างกายและจิตใจไม่น้อยเช่นกัน ต่อมาเมื่อมีหมวกเสือหมอบแบบแอโร่ฯ แม้ว่าหมวกไทม์ไทรอัลจะทำเวลาได้ดีกว่าหมวกเสือหมอบแอโร่ฯอยู่ 20 วินาที บนระยะทาง 40 กม. แต่เมื่อชั่งน้ำหนักเรื่องความสบายและน้ำหนักเบา นักไตรกีฬาและ iron man ตำนวนไม่น้อยก็เทเสียงไปนิยมหมวกเสือหมอบแบบแอโร่ฯทันที เพราะความต่างกันเพียง 0.3% แต่สบายกว่ากันเยอะ

เมื่อเข้าใจหมวก ทั้ง 3 แบบกันแล้ว การเลือกหมวกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อยากจะฝากเอาไว้ว่าลองเลือกหมวกให้เหมาะกับการใช้แล้วการขี่จักรยานจะน่าสนุกขึ้นอีกมากครับ ตอนนี้ใกล้หน้าร้อนแล้ว ใครที่นิยมความหล่อใส่หมวกแอโร่ฯแล้วเท่ห์ หน้าหนาวผ่านไปแล้ว วันดีคืนซวยขี่ยันเที่ยงแล้วน้ำตาท่านจะไหลเพราะเหงื่อหยดลงมามันแสบตา จากที่ลองมาแทบจะทุกตัว พบว่าหมวกเสือหมอบแอโร่ฯแม้ว่าจะระบายอากาศได้ดี แต่เมื่อเทียบกับหมวกทั่วไปแล้วยังนับว่าห่างกันอยู่พอสมควร ทางที่ดีมีทั้งสองแบบจะเหมาะที่สุด
สำหรับสิงห์ไทม์ไทอัลหรือนักไตรกีฬานอกจากต้องดูระยะของตนเองเป็นหลัก ยังต้องพิจารณาการซ้อมด้วย เพราะแม้ว่าเวลาแข่งจะขี่แค่ 60-90 นาที แต่เวลาซ้อมก็ต้องปั่นกันหลายๆชั่วโมงเช่นกัน ดังนั้นก็คงไม่พ้นต้องมีหมวกสองใบอีกอยู่ดี แต่อาจเลือกลงทุนกับหมวกใบที่ใส่ซ้อมไม่ต้องมากเท่าใบแอโร่ฯก็ได้ และสำหรับกลุ่มระยะทางยาวๆ โปรระดับโลกก็ให้ความเชื่อมั่นในหมวกเสือหมอบแบบแอโร่ฯแทนหมวกไทม์ไทรฯ
สุดท้ายก็คือนักปั่นที่ปั่นระยะทางไม่ไกล ปั่นเช้าๆ หรือตอนกลางคืนเป็นหลัก ใช้เวลา 1-2 ชม. ถ้าเริ่มตอนเช้าก็เสร็จก่อนจะสาย แบบนี้หมวกเสือหมอบแบบแอโร่ฯเหมาะที่สุดครับ นอกจากหล่อเหลาตามกระแสไม่ตกยุค ก็ยังได้เรื่องแอโร่ฯมาให้คุยเทียบกับเพื่อนได้ว่าได้เปรียบกันอยู่ 1% ระยะเวลาสั้นถึงจะร้อนแต่ก็ยังพอทนได้
ส่วนใครที่เป็นนักปั่นจอมอึด ขี่ได้ 4 ชม. เปฝ็นปกติ ร้อยกิโลเป็นของขนมๆ ออกทริป งานแข่ง ไปหมด ขี่ตั้งแต่เช้ายันเที่ยง ขึ้นเขาบ่อยๆ ...ลองเลือกมหวกทั่วไปแบบเย็นๆมาแล้วชีวิตจะดีขึ้นครับ ยิ่งถ้าเขาอยู่ที่ 5 กม. สุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย กว่าจะไปถึงเขาลูกนั้นก็ปาเข้าไปสิบโมงกว่าแล้ว ขึ้นเขาความเร็ว 20 กม./ชม. ลมแทบจะไม่เข้ารูหมวก บอกได้เลยว่าหมวกเย็นๆ ที่เอาน้ำราดหัวให้สบาย จะเหมือนชุบชีวิตให้มีแรงปั่นได้อีกเฮือก

Velopedia ไม่ขอฟันธงว่าหมวกแบบไหหนดีที่สุด แต่ขอให้ทุกท่านได้ลองศึกษาเปรียบเทียบและเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดกับทั้งการใช้งานและความอยากของท่าน เพื่อให้ขี่จักรยานกันได้อย่างสนุกสนาน มีควาสุขกับการได้เหนื่อยยิ่งขึ้น