VP หัวใคร หัวมัน เรือ่งของหมวกกันกระแทก ตอนที่ 1
โพสต์: 11 พ.ค. 2015, 18:01
"...หมวกยิ่งแพงยิ่งดี แล้วมันดียังไง?
...หมวกใบละเก้าร้อยกับใบละหมื่นก็เหมือนกัน แล้วอะไรที่มำหให้ราคาต่างกันเกือบสิบเท่า" หัวใคร หัวมัน
เรือ่งของหมวกกันกระแทก
ตอนที่ 1
มาทำความเข้าใจกับเรื่องเก่า เล่าใหม่ ถ้าเรือ่งนี้เป็นเหล้าเก่า ก็เป็นเหล้าเก่าที่คลาสสิคมากเพราะจะเอามากรอกใส่ชวดใหม่เมื่อไหร่ ก็ยังละมุนหอมกรุ่นนุ่มลิ้นอยู๋เสมอไป เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ขนาดอธิบายกันปีละ 5 รอบ ก็ยังมีผู้ละเลยไม่ใส่หมวก ยังมีผู้คนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับหมวกมากมาย
...หมวกยิ่งแพงยิ่งดี แล้วมันดียังไง?
...หมวกใบละเก้าร้อยกับใบละหมื่นก็เหมือนกัน แล้วอะไรที่มำหให้ราคาต่างกันเกือบสิบเท่า
บทแรกนี้ขออธิบายเกณฑ์ในการออกแบบของบรรดานักออกแบบกันก่อนว่ากว่าจะมาเป็นหมวกจักรยานให้ใส่กันนั้น มันผ่านกระบวนการคิดมาอย่างไร
ก่อนอื่นลองมานั่งจินตนาการสมอง กระโหลก และหัวของคุณนะครับ หลับตาคิดว่าสมองคือเต้าหู้ก้อนหนึ่งที่ลอยอยู๋ในกระป๋องที่ขนาดเกือบพอดี มีน้ำอยู๋เต็ม .... สมมุติว่ากระป๋องแข็งมากๆ ลองจินตนาการว่ากระป๋องกระแทกกับพื้นด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. กระป๋องไม่แตก แต่เต้าหู้ก้อนนั้นไม่ได้ลอยอยู่นิ่งๆ เต้าหู้มันต้องกระแทกกับกระป๋องผิวด้านในด้วย เฉกเช่นเดียวกับสมองของคุณๆเราๆ ที่กระแทกกับผนังกระโหลกด้านในเมื่อเราเอาหัวไปโหม่งพื้น ซึ่งนี่คือที่มาของอาการบาดเจ็บทางสมองที่ส่งผลถึงชีวิตได้ในภายหลัง
ดังนั้นวิธีการที่จะรักษาสมอง หรือเต้าหู้ให้ได้ก็คือ การพยายามชลอไม่ให้สมองหรือเต้าหู้ไปกระแทกกับผนังด้านในได้อย่างรุนแรก หากลดเวลาเกิดภาวะหยุดนิ่งจากความเร็วตั้งต้นเปลี่ยนจาก 0.2 วินาที ไปเป็น 0.8 วินาทีได้ แปลว่า สมองเคลื่อนที่ไปชนกับผนังกระโหลกด้วยความเร็วที่เบาลงหลายสิบเท่าแล้ว แล้วอะไรคือวิธีการชลอความเร็วนั้น?
แน่นอนครับถ้าเอาหัวเพียวๆไปโหม่งพื้นเลย มันไม่ชลอความเร็วแน่นอน เพราะแรงกระแทกที่เกิดจากความเร็วที่ลงไปโหม่งมันส่งมาเต็มๆ เหมือนกับเราออกแรงยันการเคลื่อนที่เอาไว้ตรงๆ วิธีที่ทำให้การกระแทกลดลง ค่อยๆลดความเร็วเส้ยววินาทีได้คือการบุรองรับด้วยสิ่งที่นุ่ม เวลาเรากระโดดตัวเองลงบนที่นอนหนานุ่ม ที่นอนทำหน้าที่ค่อยๆชลอความเร็วตัวเราลงจนเหลือ 0 และนี่คือที่มาของต้นกำเนิดการออกแบบหมวกจักรยาน
หมวกจักรยานในยุคเก่าอาศัยเพียงแนวคิดนี้เป็นหลัก ตั้งแต่ยุคหมวกริ้ว(หมวกหนังวินเทจ) มาจนยุคต้น 90s (หมวกโฟมตันๆ) หมวกเหล่านี้ใช้ผิวตัวเองเป็นเหมือนที่บุรองรับชลอแรงกระแทกเอาไว้ ทว่าๆข้อแม้มันตามมาทันทีสองข้อ ประการแรก...มันต้องหนาและตัน เพื่อรองรับซับแรงให้ได้ดี ประการที่สองสืบเนื้องกัน มันเลยร้อนและอบหัว ซึ่งพาลทำให้นักแข่งไม่ยอมใส่กัน (ถึงขั้นประท้วงหยุดแข่งกันเลย) เป็นที่มาของแนวคิดใหม่ที่จะออกแบบหมวกจักรยานให้ได้แข็งแรง มีรูเยอะๆ
หมวกจักรยานที่มีรูระบายอากาศมากๆ มันเสียความสามารถในการซับแรงไป ดังนั้นในยุคปลาย 90s หมวกพยายยามทำให้มีรูมากที่สุดในขณะที่ยังสามารถซับแรงกระแทกได้ รูเหล่นาี้ช่วยให้หมวกเย็นขึ้น ระบายอากาศดีขึ้น แถมเบาลงมาก ซึ่งชะตากรรมการออกแบบไปอยู่ที่ชั้นเชิงในการวางโครงสร้างของหมวกให้ซับแรงได้ดีแม้ว่าจะเจาะเสียพรุน
และแล้วก็เกิดแนวคิดใหม่ขึ้นมา.... ในเมื่อเราซับแรงหมวกแล้วหมวกจะเสียความเบาและสบายไป ลองเปลี่ยนแนวคิดไปมองเรือ่งการ"กระจายแรง" แทนที่จะซับแรงเอาไว้หมวกที่ออกแบบด้วยแนวคิดนี้จะกระจายแรงกระแทกไปบนตัวมันเอง ส่งผลให้แรงกระแทกไปอยู๋ที่หัวเราน้อยลง ซึ่งส่งผลให้สมองกระแทกด้วยความเร็วที่น้อยลงในผลสุดท้ายนั่นเอง หมวกกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เมือ่มหวกมีรูพรุนไปหมด โครงสร้างของหมวกเป็นเหมือนริ้วเส้นกระจายแรงไปบนตัวเอง
และด้วยแนวคิดนี้เอง หมวกจักรยานจึงมีน้ำหนักเบาลงเรือ่ยๆ มีรูระบายอากาศได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอาศัยโครงสร้างภายในด้วยวัสดุไฟเบอร์หรือวัสดุเสริมความแข็งแรงยิ่งทำให้หมวกเบาลงแต่แข็งแรงขึ้นได้อีกมาก หมวกเหล่านี้เมื่อเจแรงกระแทกแรงๆ แรงกระแทกจะส่งกระจายไปจนัท่วโครงสร้าง และซับแรงเอาไว้ จนเกิดการแตก หัก ร้าว ลองสังเกตุอุบัติเหตุที่หมวกแตกร้าวพบว่ารอยแตกร้าวไปอยู๋ในจุดที่ไม่ได้โดนกระแทกด้วย นั่นแปลว่าแรงถูกส่งออกไปถึงจุดนั้นตามการออกแบบของนักออกแบบนั่นแหละครับ
นี่คือที่มาของหมวกจักรยาน ความต่างของหมวกถูกและแพง หมวกที่เบา ระบายได้ดีแต่แข็งแรงรับแรงได้ดีเท่ากันก็ย่อมแพงกว่า ด้วยการออกแบบและวัสดุ ปัจจัยการตลาดนั้นมีผลบ้างแต่ไม่สูงมากสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ หมวกเบาๆๆไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป หมวกหนักๆไม่ได้แปลว่าจะแข็งแรงเสมอไป แล้วอะไรคือตัววัดว่าหมวกนั้นดีหรือไม่ดี?? คนเลือกซื้อหมวกจะพิจาณาจากอะไรได้บ้าง???
ตอนหน้าพบกับ "มาตรฐานหมวก" ตราสัญลักษณ์ในหมวกที่หลายคนไม่เคยใส่ใจจะสังเกตุ ถ้าเลือกซื้อตู้เย็น คุณมองดูเบอร์ 5 ซื้ออาหารคุณมองหา อย. ถ้าซื้อพัดลมคุณมองหา มอก. แล้วหมวกจักรยาน?? คุณจะมองหาอะไรดี
พบกันตอนต่อไปครับ
Velopedia
...หมวกใบละเก้าร้อยกับใบละหมื่นก็เหมือนกัน แล้วอะไรที่มำหให้ราคาต่างกันเกือบสิบเท่า" หัวใคร หัวมัน
เรือ่งของหมวกกันกระแทก
ตอนที่ 1
มาทำความเข้าใจกับเรื่องเก่า เล่าใหม่ ถ้าเรือ่งนี้เป็นเหล้าเก่า ก็เป็นเหล้าเก่าที่คลาสสิคมากเพราะจะเอามากรอกใส่ชวดใหม่เมื่อไหร่ ก็ยังละมุนหอมกรุ่นนุ่มลิ้นอยู๋เสมอไป เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ขนาดอธิบายกันปีละ 5 รอบ ก็ยังมีผู้ละเลยไม่ใส่หมวก ยังมีผู้คนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับหมวกมากมาย
...หมวกยิ่งแพงยิ่งดี แล้วมันดียังไง?
...หมวกใบละเก้าร้อยกับใบละหมื่นก็เหมือนกัน แล้วอะไรที่มำหให้ราคาต่างกันเกือบสิบเท่า
บทแรกนี้ขออธิบายเกณฑ์ในการออกแบบของบรรดานักออกแบบกันก่อนว่ากว่าจะมาเป็นหมวกจักรยานให้ใส่กันนั้น มันผ่านกระบวนการคิดมาอย่างไร
ก่อนอื่นลองมานั่งจินตนาการสมอง กระโหลก และหัวของคุณนะครับ หลับตาคิดว่าสมองคือเต้าหู้ก้อนหนึ่งที่ลอยอยู๋ในกระป๋องที่ขนาดเกือบพอดี มีน้ำอยู๋เต็ม .... สมมุติว่ากระป๋องแข็งมากๆ ลองจินตนาการว่ากระป๋องกระแทกกับพื้นด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. กระป๋องไม่แตก แต่เต้าหู้ก้อนนั้นไม่ได้ลอยอยู่นิ่งๆ เต้าหู้มันต้องกระแทกกับกระป๋องผิวด้านในด้วย เฉกเช่นเดียวกับสมองของคุณๆเราๆ ที่กระแทกกับผนังกระโหลกด้านในเมื่อเราเอาหัวไปโหม่งพื้น ซึ่งนี่คือที่มาของอาการบาดเจ็บทางสมองที่ส่งผลถึงชีวิตได้ในภายหลัง
ดังนั้นวิธีการที่จะรักษาสมอง หรือเต้าหู้ให้ได้ก็คือ การพยายามชลอไม่ให้สมองหรือเต้าหู้ไปกระแทกกับผนังด้านในได้อย่างรุนแรก หากลดเวลาเกิดภาวะหยุดนิ่งจากความเร็วตั้งต้นเปลี่ยนจาก 0.2 วินาที ไปเป็น 0.8 วินาทีได้ แปลว่า สมองเคลื่อนที่ไปชนกับผนังกระโหลกด้วยความเร็วที่เบาลงหลายสิบเท่าแล้ว แล้วอะไรคือวิธีการชลอความเร็วนั้น?
แน่นอนครับถ้าเอาหัวเพียวๆไปโหม่งพื้นเลย มันไม่ชลอความเร็วแน่นอน เพราะแรงกระแทกที่เกิดจากความเร็วที่ลงไปโหม่งมันส่งมาเต็มๆ เหมือนกับเราออกแรงยันการเคลื่อนที่เอาไว้ตรงๆ วิธีที่ทำให้การกระแทกลดลง ค่อยๆลดความเร็วเส้ยววินาทีได้คือการบุรองรับด้วยสิ่งที่นุ่ม เวลาเรากระโดดตัวเองลงบนที่นอนหนานุ่ม ที่นอนทำหน้าที่ค่อยๆชลอความเร็วตัวเราลงจนเหลือ 0 และนี่คือที่มาของต้นกำเนิดการออกแบบหมวกจักรยาน
หมวกจักรยานในยุคเก่าอาศัยเพียงแนวคิดนี้เป็นหลัก ตั้งแต่ยุคหมวกริ้ว(หมวกหนังวินเทจ) มาจนยุคต้น 90s (หมวกโฟมตันๆ) หมวกเหล่านี้ใช้ผิวตัวเองเป็นเหมือนที่บุรองรับชลอแรงกระแทกเอาไว้ ทว่าๆข้อแม้มันตามมาทันทีสองข้อ ประการแรก...มันต้องหนาและตัน เพื่อรองรับซับแรงให้ได้ดี ประการที่สองสืบเนื้องกัน มันเลยร้อนและอบหัว ซึ่งพาลทำให้นักแข่งไม่ยอมใส่กัน (ถึงขั้นประท้วงหยุดแข่งกันเลย) เป็นที่มาของแนวคิดใหม่ที่จะออกแบบหมวกจักรยานให้ได้แข็งแรง มีรูเยอะๆ
หมวกจักรยานที่มีรูระบายอากาศมากๆ มันเสียความสามารถในการซับแรงไป ดังนั้นในยุคปลาย 90s หมวกพยายยามทำให้มีรูมากที่สุดในขณะที่ยังสามารถซับแรงกระแทกได้ รูเหล่นาี้ช่วยให้หมวกเย็นขึ้น ระบายอากาศดีขึ้น แถมเบาลงมาก ซึ่งชะตากรรมการออกแบบไปอยู่ที่ชั้นเชิงในการวางโครงสร้างของหมวกให้ซับแรงได้ดีแม้ว่าจะเจาะเสียพรุน
และแล้วก็เกิดแนวคิดใหม่ขึ้นมา.... ในเมื่อเราซับแรงหมวกแล้วหมวกจะเสียความเบาและสบายไป ลองเปลี่ยนแนวคิดไปมองเรือ่งการ"กระจายแรง" แทนที่จะซับแรงเอาไว้หมวกที่ออกแบบด้วยแนวคิดนี้จะกระจายแรงกระแทกไปบนตัวมันเอง ส่งผลให้แรงกระแทกไปอยู๋ที่หัวเราน้อยลง ซึ่งส่งผลให้สมองกระแทกด้วยความเร็วที่น้อยลงในผลสุดท้ายนั่นเอง หมวกกลุ่มนี้เกิดมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 เมือ่มหวกมีรูพรุนไปหมด โครงสร้างของหมวกเป็นเหมือนริ้วเส้นกระจายแรงไปบนตัวเอง
และด้วยแนวคิดนี้เอง หมวกจักรยานจึงมีน้ำหนักเบาลงเรือ่ยๆ มีรูระบายอากาศได้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอาศัยโครงสร้างภายในด้วยวัสดุไฟเบอร์หรือวัสดุเสริมความแข็งแรงยิ่งทำให้หมวกเบาลงแต่แข็งแรงขึ้นได้อีกมาก หมวกเหล่านี้เมื่อเจแรงกระแทกแรงๆ แรงกระแทกจะส่งกระจายไปจนัท่วโครงสร้าง และซับแรงเอาไว้ จนเกิดการแตก หัก ร้าว ลองสังเกตุอุบัติเหตุที่หมวกแตกร้าวพบว่ารอยแตกร้าวไปอยู๋ในจุดที่ไม่ได้โดนกระแทกด้วย นั่นแปลว่าแรงถูกส่งออกไปถึงจุดนั้นตามการออกแบบของนักออกแบบนั่นแหละครับ
นี่คือที่มาของหมวกจักรยาน ความต่างของหมวกถูกและแพง หมวกที่เบา ระบายได้ดีแต่แข็งแรงรับแรงได้ดีเท่ากันก็ย่อมแพงกว่า ด้วยการออกแบบและวัสดุ ปัจจัยการตลาดนั้นมีผลบ้างแต่ไม่สูงมากสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ หมวกเบาๆๆไม่ได้แปลว่าจะดีเสมอไป หมวกหนักๆไม่ได้แปลว่าจะแข็งแรงเสมอไป แล้วอะไรคือตัววัดว่าหมวกนั้นดีหรือไม่ดี?? คนเลือกซื้อหมวกจะพิจาณาจากอะไรได้บ้าง???
ตอนหน้าพบกับ "มาตรฐานหมวก" ตราสัญลักษณ์ในหมวกที่หลายคนไม่เคยใส่ใจจะสังเกตุ ถ้าเลือกซื้อตู้เย็น คุณมองดูเบอร์ 5 ซื้ออาหารคุณมองหา อย. ถ้าซื้อพัดลมคุณมองหา มอก. แล้วหมวกจักรยาน?? คุณจะมองหาอะไรดี
พบกันตอนต่อไปครับ
Velopedia