ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
-
krukeng
- สมาชิก
- โพสต์: 7
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 21:46
- Tel: 0866706165
- team: -
- Bike: 1
ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
ผมเพิ่งเริ่มขี่เมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนครับ
ขี่ไปเที่ยวมา เลยมาเล่าให้ฟังกันเพลินๆครับ
การเดินทางอันยาวนานเริ่มต้นขึ้น เวลาตีสี่ของวันจันทร์ที่ผ่านมา
ผมเริ่มเตรียมตัวการปั่นทางไกลตั้งแต่หลายวันก่อน
เอาเสื้อผ้าสองสามตัว เลือกเอาตัวที่มีน้ำหนักเบาที่สุดมาก่อน ใส่ถุงพลาสติก(ภาษาเหนือเรียก"ถุงแซ่ว") เผื่อต้องเจอฝน
เตรียมร่างกาย โดยไม่ปั่นไปไหนเลยสองวัน เล่นเทนนิสก็ไม่วิ่ง ฮ่ะๆ
ซื้อเคาน์เตอร์เพนมาไว้ด้วย
4.00น. (บ้านเชียงใหม่)
ตั้งมือถือให้ปลุกตอนตีสี่ ตื่นเต้นจัดกับการเดินทางไกลครั้งแรกของตัวเองบนจักรยาน
ทั้งที่ไปปายมาจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้ง
มีทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ อันนี้บ่อยสุด ขับรถยนต์ อันนี้ก็ไม่ใช่น้อย นั่งรถเมล์ นี่เคยครั้งเดียว นั่งรถตู้ นี่ก็ครั้งเดียว
แต่สำหรับจักรยานเคยเห็นแต่คนอื่นปั่น ย๊อกแย๊ก ย๊อกแย๊ก เวลาเราผ่านไประหว่างทางไปปาย
ครั้งนี้มันเลยตื่นเต้นคละเคล้ากับหวาดหวั่นเล็กน้อย
ทำให้ตีสองครึ่ง ตาก็ลืมขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เสียงปลุกใดๆ
จนต้องสะกดจิตตัวเองว่า
"นอนต่อเว้ย เดี๋ยวขี่ไม่ไหวนะเอ็ง"
จนได้ตื่นอีกทีตอนตีสี่
4.30น. เริ่มปั่น เข็นจักรยานที่มีของเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนมาหน้าบ้าน
ปิดประตูรั้วเสร็จ รอบตัวก็เข้าสู่ความเงียบ
ล้อเริ่มหมุนเวลา 04.38 ออกจากหมู่บ้านเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่
จากเดิมที่เคยมีรถวิ่งไปมา เช้าวันนั้นเงียบสนิท
ปั่นไปได้ไม่ถึงสิบกิโล...ฝนก็เริ่มโปรย
คำถามแรกของการเดินทางก็ตามมา...
"ตูมาทำอะไรอยู่ที่นี่"
มืดก็มืด ฝนก็ตก เริ่มง่วงนอน(เพราะตื่นเต้นจัด นอนไม่หลับ) แถมปั่นจักรยานอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด
แต่ไม่ได้แล้ว จะให้ถอยหลังกลับตอนนี้ เห็นทีจะมองหน้าตัวเองไม่ได้ไปอีกนาน
มาแล้วก็ต้องลุยต่อ
05.00
ปั่นเลย อ.แม่ริม มาซักหน่อยก็ถึงทางแยกที่จะเป็นทางลัดไป อ.ปาย
เป็นทางเล็กๆ เข้าหมู่บ้าน ผ่านโรงเรียนนานาชาติเปรมฯด้วย
จากทางเรียบๆเริ่มมีเนินเขามาให้ได้เปลี่ยนเกียร์
จากเนินเล็กๆ เริ่มมีสูงขึ้นตามลำดับ
แล้วภาพของ"ป่าเห้ว" ก็แว๊บเข้ามาในสมอง เพราะจำได้ว่าเส้นทางนี้ต้องผ่าน "ป่าช้า" ที่ว่าตั้งสามที่เป็นอย่างน้อย!!!
ก่อนออกจากบ้านก็ไม่เคยนึกถึงว่าการขี่จักรยานคนเดียวผ่านป่าช้านี่มันจะสยองขนาดไหน
แต่พอจักรยานค่อยๆพาตัวเองเข้าไปสู่ถนนด้านหน้าของป่าช้าที่แรก
จากคนที่ไม่ค่อยจะกลัวอะไร
ก็มีความรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที จากสันหลังไล่ขึ้นมาจนถึงท้ายทอย และลามไปจนถึงหัว
รู้เลยว่าไอ้อาการขนหัวลุกเนี่ย มันอย่างนี้นี่เอง
ใครไม่เคยเห็นป่าช้าทางเหนือ ผมจะบรรยายให้ฟังนะครับ
บริเวณที่เป็นป่าเห้วหรือป่าช้าเนี่ย รอบๆจะไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่เลย แถมใกล้ๆก็จะมีต้นสักสูงชะลูดขึ้นอยู่มากมาย
เวลาแสงจันทร์ส่องผ่านใบสักลงมาที่ด้านล่าง มองไปก็จะเห็นเป็นเงาตะคุ่มตะคุ่ม ไหวไปมา
ผ่านจากแนวต้นสักไปก็จะเป็นลานกว้างที่มี "แท่น" ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า
คงไม่ต้องบอกนะครับว่าแท่นที่ว่าเนี้ย เอาไว้ทำอะไร
และถัดไปจากแท่นนั้นก็จะเป็นศาลาสำหรับคนที่มาร่วมพิธี
แล้วก็เข้าสู่แนวต้นสักอีกครั้ง
เป็นไงครับ พอเห็นภาพหรือยังครับ
ตอนนี้ไม่รู้แรงมันมาจากไหน ผมปั่นแบบสุดแรง ไม่มองไปข้างๆเลย ได้แต่จ้องไปที่ไฟสว่างของบ้านหลังข้างหน้าที่อยู่ไกลลิบๆ
สยองมากครับ ขอบอก
ฟังอย่างเดียวอาจไม่ถึงใจ ขอเชิญท่านๆไปลองได้ครับ
ผมลองมาแล้ว และขอไม่ลองอีกครับ บรื๋ยยยยยย
โชคดีที่ป่าช้าแรกเป็นทางเนินที่ไม่ชันมาก
ใช้เวลาไม่นานก็ผ่านมาได้
6.00
ปกติแล้วหกโมงเช้านี่ มันน่าจะสว่างแล้วนะครับ
แต่ตอนที่ผมปั่นอยู่เนี่ย มันกำลังอยู่ระหว่างแนวป่ารกๆรอยต่อระหว่างสองหมู่บ้าน
แสงอาทิตย์ตอนเช้าก็เลยยังผ่านมาไม่ถึง
แล้วไอ้ที่โล่งอกว่าผ่านป่าช้าไปหมดแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
เพราะเนินสูงตรงหน้าที่ผมต้องใช้เกียร์ 2-3 ปั่นขึ้น
มองไปก็เห็นศาลาของป่าช้ากำลังรอผมให้ผ่านไปอยู่นั่นเอง
ตอนนี้ขนไม่ลุกแล้วครับ
ได้แต่หัวเราะกับตัวเองว่า "มึงบ้าแล้ว มึงบ้าแน่ๆ"
โชคดีที่เสียงเพลง MP3 ในหูไม่ใช่เพลงของ Thee Chaiyadej แต่เป็น เสียงหวาน น่ารัก สดใสของน้อง Colbie
เลยทำให้ช่วงปั่นผ่านป่าเห้วสุดท้ายผ่านไปได้แบบ ซาบายยยย ซาบายยยยยยยย.....
7.00
แดดมาแล้ว
เป็นเช้าที่อากาศสดใส ด้านหน้าเป็นแนวเขาที่หมอกขาวโรยตัวอยู่ตรงตีน
ใกล้เข้ามาเป็นทุ่งนาเขียว และตรงกับช่วงที่ข้าวออกรวง
บางที่เป็นสีเขียว บางที่เป็นสีเหลืองอร่าม
ผู้คนเริ่มออกจากบ้านมาซื้อกับข้าวจากร้านขายกับข้าวเล็กๆแถวบ้าน
ขี่ผ่านไปเริ่มเห็นคนมายืนรอพระ เพื่อใส่บาตรตอนเช้ากันแล้ว
และผ่านไปซักพักก็ผ่านพระของวัดแถวนั้น ออกมาเดินรับบาตรเช่นกัน
ความตื่นตระหนกกับการไม่คุ้นเคยเส้นทางเมื่อชั่วโมงก่อน หายวับไปไม่ทันรู้ตัว
เป็นเช้าที่ขี่จักรยานด้วยความสดชื่น
หมอกเช้าเย็นๆผ่านเข้าปอดแบบเต็มที่
ตอนนั้นคิดว่า
"ชีวิตมันจะต้องการอะไรมากกว่านี้อีก
แค่ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมดีๆ กับครอบครัวดีๆ เพื่อนดีๆ ผู้คนรอบข้างดีๆ
แล้วชีวิตจะต้องการอะไรอีก"
8.00
ข้อมูลตอนที่เตรียมตัวปั่น บอกว่า ต้องดื่มน้ำเยอะๆ อย่าให้ขาดน้ำ
แต่ไม่เห็นมีใครบอกเรื่องเข้าห้องน้ำ
เอ่อ ..คือ
พอเริ่มสว่าง น้ำที่กินเข้าไปตลอดทางที่ปั่นมา ที่ร่างกายใช้ไม่หมด มันก็เริ่มหาที่ออก
แต่ทว่า มันสว่างแล้วน่ะสิ
ปั้มน้ำมันไม่ต้องพูดถึง ผ่านปั้มสุดท้ายมาตั้งแต่ยังไม่สว่างโน่น
เป็นเรื่องที่ต้องหาห้องน้ำเข้า
จำได้ว่ามีร้านกาแฟ "แป้นเกล็ด" ที่เคยพักเหนื่อยตอนที่ปั่นคราวก่อน
แต่ก็คิดอยู่นิดนึงว่า มันยังเช้าอยู่แล้วเค้าจะเปิดหรือยังหว่า
ปั่นไปจนเกือบถึง เห็นร้านอยู่ไกลๆ เห็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้า
ในใจคิด "รอดตายแล้ว"
แต่พอมาถึงร้านก็พบว่า ประตูรั้วยังปิด ร้านก็เพิ่งเริ่มเปิด ไอ้เราก็เป็นคนขี้เกรงใจเสียด้วย
เอาวะ ปั่นต่อ เดี๋ยวคงมีที่ปล่อยของ...
จะบอกให้ครับว่า การปั่นจักรยานขึ้นดอยโดยใช้เกียร์ 1-2 พร้อมกับปวดฉี่ เนี่ย ไม่ฮาเลยครับ
คิดว่า ไม่น่าเลยกรู ขอเค้าเข้าห้องน้ำซะให้เสร็จก็ไม่ต้องมาหน้าเขียวหน้าเหลืองอย่างนี้
หลังจากเลี้ยวออกมาจากร้านแป้นเกล็ดแบบผิดหวัง ก็พบกับมหกรรมการขึ้นเนินแบบนอนสต๊อปครับ
ขึ้น ขึ้น ... ขึ้น แล้วก็ขึ้นครับ
เกียร์มีอยู่เท่าไหร่ งัดมาใช้ให้หมดครับ 9.00น.
ถ้านับเวลาตั้งแต่ซื้อจักรยานมาจนถึงวันที่ปั่นไปปายนี่ก็สองอาทิตย์พอดี
การปั่นขึ้นเขาครั้งนี้ไม่หนักเท่าครั้งก่อนแล้ว อาจเพราะเริ่มชิน และเตรียมตัวมาหลายวัน
ทั้งกินอาหารตุนไว้(ราวกับเป็นหมีขั้วโลก จะจำศีลช่วงฤดูหนาวก็ไม่ปาน) นอนพักให้เต็มที่
และไม่ใช้กำลังขาเลยเป็นเวลาสองวัน!!
ทางขึ้นเขาเริ่มมีมากจนชิน
การขี่ด้วยเกียร์ 1-1 เริ่มมีให้เห็นบ่อยขึ้น
ทุ่งนาเขียวเริ่มถูกแทนที่ด้วยป่าทึบ แต่ก็มาพร้อมกับแสงแดดที่แรงขึ้น
เงาไม้สูงๆข้างทางเลยช่วยให้การขี่ ดูสบายๆ ขึ้นมาบ้าง
10.00น.
ระหว่างขี่มีกลุ่มมอเตอร์ไซค์ใหญ่ (Big Bike) ขี่ผ่านไปบ้าง
ก็ให้นึกถึงตอนที่ตัวเองขี่มอเตอร์ไซค์มาปาย แล้วผ่านคนที่กำลังปั่นไปในเส้นทางเดียวกัน
ตอนนั้นคิดว่า เค้าเก่งจัง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะขี่เร็ว แถมคิดก็ช้า คิดจะโบกมือทักทายก็ผ่านไปเป็นร้อยเมตรแล้ว
ช่วงขึ้นเนินชันๆ มีรถกระบะคันหนึ่งแซงไปช้าๆ
แล้วก็มีเสียงหญิงสาวพูดดังๆจากรถคันนั้นให้ได้ยินว่า "บ๊าย บายยยยย"
เงยหน้ามองไปก็เห็นสาวน้อยโผล่หน้าต่างออกมาโบกมือทักทาย ทันควันเราก็โบกมือตอบไปเช่นกัน
เรี่ยวแรงที่มันเริ่มหมด ก็กลับมาพร้อมกับ กำลังใจจากคนแปลกหน้านั่นเอง
อีกครั้งที่กำลังปั่นขึ้นเนิน
ได้ยินเสียงรถมาจากด้านหลัง พอรู้สึกว่ารถนั้นใกล้เข้ามา ก็มีเสียง "ปี้นๆ" ดังขึ้น
หันไปมองก็เห็น มือขาวๆ โผล่มาโบกมือทักทายจากกระจกด้านหลัง
ก็เช่นเดิม เราก็โบกมือตอบไป
เรี่ยวแรงที่มันเริ่มหมด ก็กลับมาพร้อมกับ กำลังใจจากคนแปลกหน้านั่นเอง (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง)
ครั้งสุดท้ายที่เจอเรื่องประทับใจแบบเต็มๆ คือช่วงการ จูง
เนินหฤโหดลูกหนึ่งที่ชันจนแม้แต่เกียร์ต่ำสุดแล้วก็ยังเอาไม่ขึ้น จำใจ(หรือเต็มใจก็ไม่รู้)ลงมาจูง
อาจไม่เท่ห์ แต่เอาเหอะ เหนื่อยค่อดๆ ขอพักเดินหน่อย
ระหว่างจูงขึ้นเนินอยู่ ก็มีรถบรรทุกพ่วง มีเสาเข็มขนาดยาวแบกอยู่ด้วยค่อยๆแซงผ่านไป...แบบสโลว์โมชั่น
ผมคิดอยากจะเกาะท้ายรถพี่เค้าไปด้วยจัง
คิดยังไม่ทันจบความ รถพี่เค้าก็จอดห่างไปซักยี่สิบเมตร บนเนินลาดๆ
เราก็คิด "เอ... พี่เค้าเปลี่ยนเกียร์หรือเปล่าหว่า หรือว่าจอดรอเรา"
แต่จังหวะนั้นมันก็ทิ้งช่วง นานกว่าการเปลี่ยนเกียร์ของรถปกติ
เราก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า พี่เค้าคงรอให้เราไปเกาะมั้ง
ผมเลยตัดสินใจรีบวิ่งจูงจักรยานไปจนถึงท้ายรถ เล็งหาที่จับเหมาะๆ แล้วก็เกาะติดหนึบด้วยแขนขวา แขนซ้ายประคองแฮนด์จักรยาน
แล้วพี่รถบรรทุกก็ค่อยๆออกตัวอย่างช้าๆ ขึ้นเนินไปแบบเอื่อยๆ พาผมและจักรยานสูงขึ้น สูงขึ้น
จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของเนิน ความเร็วของพี่เค้าเริ่มมากขึ้น ผมก็สละยานแม่
พอปล่อยมือ ผมมองไปที่กระจกมองข้างของพี่เค้า ก็เห็นพี่คนขับโบกมือไหวอยู่ตรงที่นั่งคนขับ
เลยทำให้ผมมั่นใจว่า
"น้ำใจจากคนแปลกหน้า" มันมีอยู่จริงๆ
11.00น.
พักแป๊บ เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ
ขี่ไปเที่ยวมา เลยมาเล่าให้ฟังกันเพลินๆครับ
การเดินทางอันยาวนานเริ่มต้นขึ้น เวลาตีสี่ของวันจันทร์ที่ผ่านมา
ผมเริ่มเตรียมตัวการปั่นทางไกลตั้งแต่หลายวันก่อน
เอาเสื้อผ้าสองสามตัว เลือกเอาตัวที่มีน้ำหนักเบาที่สุดมาก่อน ใส่ถุงพลาสติก(ภาษาเหนือเรียก"ถุงแซ่ว") เผื่อต้องเจอฝน
เตรียมร่างกาย โดยไม่ปั่นไปไหนเลยสองวัน เล่นเทนนิสก็ไม่วิ่ง ฮ่ะๆ
ซื้อเคาน์เตอร์เพนมาไว้ด้วย
4.00น. (บ้านเชียงใหม่)
ตั้งมือถือให้ปลุกตอนตีสี่ ตื่นเต้นจัดกับการเดินทางไกลครั้งแรกของตัวเองบนจักรยาน
ทั้งที่ไปปายมาจนนับไม่ได้ว่ากี่ครั้ง
มีทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ อันนี้บ่อยสุด ขับรถยนต์ อันนี้ก็ไม่ใช่น้อย นั่งรถเมล์ นี่เคยครั้งเดียว นั่งรถตู้ นี่ก็ครั้งเดียว
แต่สำหรับจักรยานเคยเห็นแต่คนอื่นปั่น ย๊อกแย๊ก ย๊อกแย๊ก เวลาเราผ่านไประหว่างทางไปปาย
ครั้งนี้มันเลยตื่นเต้นคละเคล้ากับหวาดหวั่นเล็กน้อย
ทำให้ตีสองครึ่ง ตาก็ลืมขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เสียงปลุกใดๆ
จนต้องสะกดจิตตัวเองว่า
"นอนต่อเว้ย เดี๋ยวขี่ไม่ไหวนะเอ็ง"
จนได้ตื่นอีกทีตอนตีสี่
4.30น. เริ่มปั่น เข็นจักรยานที่มีของเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อคืนมาหน้าบ้าน
ปิดประตูรั้วเสร็จ รอบตัวก็เข้าสู่ความเงียบ
ล้อเริ่มหมุนเวลา 04.38 ออกจากหมู่บ้านเลี้ยวเข้าสู่ถนนใหญ่
จากเดิมที่เคยมีรถวิ่งไปมา เช้าวันนั้นเงียบสนิท
ปั่นไปได้ไม่ถึงสิบกิโล...ฝนก็เริ่มโปรย
คำถามแรกของการเดินทางก็ตามมา...
"ตูมาทำอะไรอยู่ที่นี่"
มืดก็มืด ฝนก็ตก เริ่มง่วงนอน(เพราะตื่นเต้นจัด นอนไม่หลับ) แถมปั่นจักรยานอยู่คนเดียวท่ามกลางความมืด
แต่ไม่ได้แล้ว จะให้ถอยหลังกลับตอนนี้ เห็นทีจะมองหน้าตัวเองไม่ได้ไปอีกนาน
มาแล้วก็ต้องลุยต่อ
05.00
ปั่นเลย อ.แม่ริม มาซักหน่อยก็ถึงทางแยกที่จะเป็นทางลัดไป อ.ปาย
เป็นทางเล็กๆ เข้าหมู่บ้าน ผ่านโรงเรียนนานาชาติเปรมฯด้วย
จากทางเรียบๆเริ่มมีเนินเขามาให้ได้เปลี่ยนเกียร์
จากเนินเล็กๆ เริ่มมีสูงขึ้นตามลำดับ
แล้วภาพของ"ป่าเห้ว" ก็แว๊บเข้ามาในสมอง เพราะจำได้ว่าเส้นทางนี้ต้องผ่าน "ป่าช้า" ที่ว่าตั้งสามที่เป็นอย่างน้อย!!!
ก่อนออกจากบ้านก็ไม่เคยนึกถึงว่าการขี่จักรยานคนเดียวผ่านป่าช้านี่มันจะสยองขนาดไหน
แต่พอจักรยานค่อยๆพาตัวเองเข้าไปสู่ถนนด้านหน้าของป่าช้าที่แรก
จากคนที่ไม่ค่อยจะกลัวอะไร
ก็มีความรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที จากสันหลังไล่ขึ้นมาจนถึงท้ายทอย และลามไปจนถึงหัว
รู้เลยว่าไอ้อาการขนหัวลุกเนี่ย มันอย่างนี้นี่เอง
ใครไม่เคยเห็นป่าช้าทางเหนือ ผมจะบรรยายให้ฟังนะครับ
บริเวณที่เป็นป่าเห้วหรือป่าช้าเนี่ย รอบๆจะไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่เลย แถมใกล้ๆก็จะมีต้นสักสูงชะลูดขึ้นอยู่มากมาย
เวลาแสงจันทร์ส่องผ่านใบสักลงมาที่ด้านล่าง มองไปก็จะเห็นเป็นเงาตะคุ่มตะคุ่ม ไหวไปมา
ผ่านจากแนวต้นสักไปก็จะเป็นลานกว้างที่มี "แท่น" ตั้งอยู่เด่นเป็นสง่า
คงไม่ต้องบอกนะครับว่าแท่นที่ว่าเนี้ย เอาไว้ทำอะไร
และถัดไปจากแท่นนั้นก็จะเป็นศาลาสำหรับคนที่มาร่วมพิธี
แล้วก็เข้าสู่แนวต้นสักอีกครั้ง
เป็นไงครับ พอเห็นภาพหรือยังครับ
ตอนนี้ไม่รู้แรงมันมาจากไหน ผมปั่นแบบสุดแรง ไม่มองไปข้างๆเลย ได้แต่จ้องไปที่ไฟสว่างของบ้านหลังข้างหน้าที่อยู่ไกลลิบๆ
สยองมากครับ ขอบอก
ฟังอย่างเดียวอาจไม่ถึงใจ ขอเชิญท่านๆไปลองได้ครับ
ผมลองมาแล้ว และขอไม่ลองอีกครับ บรื๋ยยยยยย
โชคดีที่ป่าช้าแรกเป็นทางเนินที่ไม่ชันมาก
ใช้เวลาไม่นานก็ผ่านมาได้
6.00
ปกติแล้วหกโมงเช้านี่ มันน่าจะสว่างแล้วนะครับ
แต่ตอนที่ผมปั่นอยู่เนี่ย มันกำลังอยู่ระหว่างแนวป่ารกๆรอยต่อระหว่างสองหมู่บ้าน
แสงอาทิตย์ตอนเช้าก็เลยยังผ่านมาไม่ถึง
แล้วไอ้ที่โล่งอกว่าผ่านป่าช้าไปหมดแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
เพราะเนินสูงตรงหน้าที่ผมต้องใช้เกียร์ 2-3 ปั่นขึ้น
มองไปก็เห็นศาลาของป่าช้ากำลังรอผมให้ผ่านไปอยู่นั่นเอง
ตอนนี้ขนไม่ลุกแล้วครับ
ได้แต่หัวเราะกับตัวเองว่า "มึงบ้าแล้ว มึงบ้าแน่ๆ"
โชคดีที่เสียงเพลง MP3 ในหูไม่ใช่เพลงของ Thee Chaiyadej แต่เป็น เสียงหวาน น่ารัก สดใสของน้อง Colbie
เลยทำให้ช่วงปั่นผ่านป่าเห้วสุดท้ายผ่านไปได้แบบ ซาบายยยย ซาบายยยยยยยย.....
7.00
แดดมาแล้ว
เป็นเช้าที่อากาศสดใส ด้านหน้าเป็นแนวเขาที่หมอกขาวโรยตัวอยู่ตรงตีน
ใกล้เข้ามาเป็นทุ่งนาเขียว และตรงกับช่วงที่ข้าวออกรวง
บางที่เป็นสีเขียว บางที่เป็นสีเหลืองอร่าม
ผู้คนเริ่มออกจากบ้านมาซื้อกับข้าวจากร้านขายกับข้าวเล็กๆแถวบ้าน
ขี่ผ่านไปเริ่มเห็นคนมายืนรอพระ เพื่อใส่บาตรตอนเช้ากันแล้ว
และผ่านไปซักพักก็ผ่านพระของวัดแถวนั้น ออกมาเดินรับบาตรเช่นกัน
ความตื่นตระหนกกับการไม่คุ้นเคยเส้นทางเมื่อชั่วโมงก่อน หายวับไปไม่ทันรู้ตัว
เป็นเช้าที่ขี่จักรยานด้วยความสดชื่น
หมอกเช้าเย็นๆผ่านเข้าปอดแบบเต็มที่
ตอนนั้นคิดว่า
"ชีวิตมันจะต้องการอะไรมากกว่านี้อีก
แค่ได้อยู่กับสิ่งแวดล้อมดีๆ กับครอบครัวดีๆ เพื่อนดีๆ ผู้คนรอบข้างดีๆ
แล้วชีวิตจะต้องการอะไรอีก"
8.00
ข้อมูลตอนที่เตรียมตัวปั่น บอกว่า ต้องดื่มน้ำเยอะๆ อย่าให้ขาดน้ำ
แต่ไม่เห็นมีใครบอกเรื่องเข้าห้องน้ำ
เอ่อ ..คือ
พอเริ่มสว่าง น้ำที่กินเข้าไปตลอดทางที่ปั่นมา ที่ร่างกายใช้ไม่หมด มันก็เริ่มหาที่ออก
แต่ทว่า มันสว่างแล้วน่ะสิ
ปั้มน้ำมันไม่ต้องพูดถึง ผ่านปั้มสุดท้ายมาตั้งแต่ยังไม่สว่างโน่น
เป็นเรื่องที่ต้องหาห้องน้ำเข้า
จำได้ว่ามีร้านกาแฟ "แป้นเกล็ด" ที่เคยพักเหนื่อยตอนที่ปั่นคราวก่อน
แต่ก็คิดอยู่นิดนึงว่า มันยังเช้าอยู่แล้วเค้าจะเปิดหรือยังหว่า
ปั่นไปจนเกือบถึง เห็นร้านอยู่ไกลๆ เห็นสิ่งมีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ด้านหน้า
ในใจคิด "รอดตายแล้ว"
แต่พอมาถึงร้านก็พบว่า ประตูรั้วยังปิด ร้านก็เพิ่งเริ่มเปิด ไอ้เราก็เป็นคนขี้เกรงใจเสียด้วย
เอาวะ ปั่นต่อ เดี๋ยวคงมีที่ปล่อยของ...
จะบอกให้ครับว่า การปั่นจักรยานขึ้นดอยโดยใช้เกียร์ 1-2 พร้อมกับปวดฉี่ เนี่ย ไม่ฮาเลยครับ
คิดว่า ไม่น่าเลยกรู ขอเค้าเข้าห้องน้ำซะให้เสร็จก็ไม่ต้องมาหน้าเขียวหน้าเหลืองอย่างนี้
หลังจากเลี้ยวออกมาจากร้านแป้นเกล็ดแบบผิดหวัง ก็พบกับมหกรรมการขึ้นเนินแบบนอนสต๊อปครับ
ขึ้น ขึ้น ... ขึ้น แล้วก็ขึ้นครับ
เกียร์มีอยู่เท่าไหร่ งัดมาใช้ให้หมดครับ 9.00น.
ถ้านับเวลาตั้งแต่ซื้อจักรยานมาจนถึงวันที่ปั่นไปปายนี่ก็สองอาทิตย์พอดี
การปั่นขึ้นเขาครั้งนี้ไม่หนักเท่าครั้งก่อนแล้ว อาจเพราะเริ่มชิน และเตรียมตัวมาหลายวัน
ทั้งกินอาหารตุนไว้(ราวกับเป็นหมีขั้วโลก จะจำศีลช่วงฤดูหนาวก็ไม่ปาน) นอนพักให้เต็มที่
และไม่ใช้กำลังขาเลยเป็นเวลาสองวัน!!
ทางขึ้นเขาเริ่มมีมากจนชิน
การขี่ด้วยเกียร์ 1-1 เริ่มมีให้เห็นบ่อยขึ้น
ทุ่งนาเขียวเริ่มถูกแทนที่ด้วยป่าทึบ แต่ก็มาพร้อมกับแสงแดดที่แรงขึ้น
เงาไม้สูงๆข้างทางเลยช่วยให้การขี่ ดูสบายๆ ขึ้นมาบ้าง
10.00น.
ระหว่างขี่มีกลุ่มมอเตอร์ไซค์ใหญ่ (Big Bike) ขี่ผ่านไปบ้าง
ก็ให้นึกถึงตอนที่ตัวเองขี่มอเตอร์ไซค์มาปาย แล้วผ่านคนที่กำลังปั่นไปในเส้นทางเดียวกัน
ตอนนั้นคิดว่า เค้าเก่งจัง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะขี่เร็ว แถมคิดก็ช้า คิดจะโบกมือทักทายก็ผ่านไปเป็นร้อยเมตรแล้ว
ช่วงขึ้นเนินชันๆ มีรถกระบะคันหนึ่งแซงไปช้าๆ
แล้วก็มีเสียงหญิงสาวพูดดังๆจากรถคันนั้นให้ได้ยินว่า "บ๊าย บายยยยย"
เงยหน้ามองไปก็เห็นสาวน้อยโผล่หน้าต่างออกมาโบกมือทักทาย ทันควันเราก็โบกมือตอบไปเช่นกัน
เรี่ยวแรงที่มันเริ่มหมด ก็กลับมาพร้อมกับ กำลังใจจากคนแปลกหน้านั่นเอง
อีกครั้งที่กำลังปั่นขึ้นเนิน
ได้ยินเสียงรถมาจากด้านหลัง พอรู้สึกว่ารถนั้นใกล้เข้ามา ก็มีเสียง "ปี้นๆ" ดังขึ้น
หันไปมองก็เห็น มือขาวๆ โผล่มาโบกมือทักทายจากกระจกด้านหลัง
ก็เช่นเดิม เราก็โบกมือตอบไป
เรี่ยวแรงที่มันเริ่มหมด ก็กลับมาพร้อมกับ กำลังใจจากคนแปลกหน้านั่นเอง (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง)
ครั้งสุดท้ายที่เจอเรื่องประทับใจแบบเต็มๆ คือช่วงการ จูง
เนินหฤโหดลูกหนึ่งที่ชันจนแม้แต่เกียร์ต่ำสุดแล้วก็ยังเอาไม่ขึ้น จำใจ(หรือเต็มใจก็ไม่รู้)ลงมาจูง
อาจไม่เท่ห์ แต่เอาเหอะ เหนื่อยค่อดๆ ขอพักเดินหน่อย
ระหว่างจูงขึ้นเนินอยู่ ก็มีรถบรรทุกพ่วง มีเสาเข็มขนาดยาวแบกอยู่ด้วยค่อยๆแซงผ่านไป...แบบสโลว์โมชั่น
ผมคิดอยากจะเกาะท้ายรถพี่เค้าไปด้วยจัง
คิดยังไม่ทันจบความ รถพี่เค้าก็จอดห่างไปซักยี่สิบเมตร บนเนินลาดๆ
เราก็คิด "เอ... พี่เค้าเปลี่ยนเกียร์หรือเปล่าหว่า หรือว่าจอดรอเรา"
แต่จังหวะนั้นมันก็ทิ้งช่วง นานกว่าการเปลี่ยนเกียร์ของรถปกติ
เราก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า พี่เค้าคงรอให้เราไปเกาะมั้ง
ผมเลยตัดสินใจรีบวิ่งจูงจักรยานไปจนถึงท้ายรถ เล็งหาที่จับเหมาะๆ แล้วก็เกาะติดหนึบด้วยแขนขวา แขนซ้ายประคองแฮนด์จักรยาน
แล้วพี่รถบรรทุกก็ค่อยๆออกตัวอย่างช้าๆ ขึ้นเนินไปแบบเอื่อยๆ พาผมและจักรยานสูงขึ้น สูงขึ้น
จนกระทั่งถึงจุดสูงสุดของเนิน ความเร็วของพี่เค้าเริ่มมากขึ้น ผมก็สละยานแม่
พอปล่อยมือ ผมมองไปที่กระจกมองข้างของพี่เค้า ก็เห็นพี่คนขับโบกมือไหวอยู่ตรงที่นั่งคนขับ
เลยทำให้ผมมั่นใจว่า
"น้ำใจจากคนแปลกหน้า" มันมีอยู่จริงๆ
11.00น.
พักแป๊บ เดี๋ยวมาเขียนต่อครับ
แก้ไขล่าสุดโดย krukeng เมื่อ 22 ต.ค. 2009, 17:19, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
- jackal2008
- ขาประจำ
- โพสต์: 1375
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2009, 14:23
- Tel: 087.198.0944
- team: none
- Bike: Fuji Touring 2016
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
ปาดหน้า มาบอกว่ารออ่านต่อครับ ฮาๆๆ ไอ้เนินนี้ละ เล่นเอาผมดิ้นพลาดๆ มาแล้ว เพราะกล้ามเนื้อกระตุก
-
phiya
- สมาชิก
- โพสต์: 45
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2009, 23:39
- team: no
- Bike: giant,rit
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
นั่งอ่านมองเห็นภาพเลยครับ เก่งจริงๆ 
- น้องหนึ่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 10662
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 04:07
- Tel: 0891441866
- ตำแหน่ง: http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
- ติดต่อ:
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
ชื่นใจด้วยคนครับ
ร้านจักรยานฝีมือดี มาดึกๆได้
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
- siamman18
- ขาประจำ
- โพสต์: 1204
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ส.ค. 2009, 14:38
- team: ปั่นไปเรื่อย
- Bike: Jamis X2; GT Transeo 4.0,caad 10 ,lapierre 400
- ติดต่อ:
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
พูดถึงป่าช้า เคยเหมือนกัน บ้านอยู่แถววัดบวรนิเวศ วัดตรีทศเทพ วัดชนะสงคราม วัดสังเวช วัดอินทรวิหาร(หลวงพ่อโต) วัดบางขุนพรหม แค่สองจุตรัส
ก็มีวัดล้อมบ้านละ
แต่ละวัดมีประวัติอันยาวนาน วัดสังเวชที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะสมัยรัชกาลที่ 3 มีโรคอหิวา(โรคห่า) ระบาดทำให้คนตายเยอะ ต้องเผาศพกันแบบ
กองๆกันไปฝังกันไม่ทัน รู้ประวัติแค่นี้ละครับ แตั้งแต่เล็กจนโต เดินผ่านละแวกวัดแถวนั้น เวลาบอก สองทุ่ม จะมืดสงัดเงียบ มีเสียงหมาเห่า แต่ไม่หอนเพราะไม่เคารพธงชาิติ ไอ้เราต้องใช้ทางแถวละแวกนั้นบ่อย เดินแบบมีสติมั่ง เดินแบบเมาปริ้นก็มีเพราะต้องไปจอดรถไกลๆ หรือนั่งรถเมล์ลงปากซอย ผ่านกำแพงวัด ช่วงสงัด วัดเมืองเหนือกับเมืองกรุงจะต่างกันที่หลุมศพภาคกลางจะอยู่ที่วัด อยู่ในเจดีย์ ฝากกันเป็นคอนโดห้องแถวตามกำแพง แต่ทางภาคเหนือ หลุมต่างๆ จะแยกต่างหากจากวัด เพราะทางเหนือถือว่าัวัดเป็นที่สงบ และสะอาด ปราศจากความมัวหมองต่างๆ ต้องเคารพไว้เบือ้งสูง ประมาณนั้น
เล่าต่อ ขนาดว่าเดินกันทีต้องรีบวิ่งไม่ไหวครับ น่ากลัวเหลือหลายเพราะที่เก่า บางทีเดินไปทางมหาิวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงดึกๆ หลังเที่ยงคืน
ทำกิจกรรม กันงานบอลประเพณี ก็เดินผ่านคณะรัฐศาสตร์หรือคณะศิลปศาสตร์ ลิฟย์แดง เนี่ยเหมือนในหนังเด๊ะ เรื่องผีมหาวิทยาลัย น่ากลัวใช่เล่น ไม่มีใครกล้ามองขึ้นไปบนตึกที่มีทางเดินแน่นอน เพราะเจี๋ยวๆ สุด มาเล่าสู่กันฟัง ดูแล้วเห็นภาพ
แบบที่ตึกคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีคนเจอมากะตัว อยู่หอ้งพักครูช่วงดึก จะได้ยินเสียงโต๊ะลากครืดๆ ทั้งๆที่ ห้องถัดไปไม่มีคนอยู่สักคนเดียว
เอาสิ เวลานั้นก็สองทุ่มด้วย คนกลับหมดละ
อาถรรพ์ยอมรับว่ามีจริง ขนาดผมอยู่หอพัก เรียกว่า หอ 1 แรกเก่าสุดๆ ธรรมศาสจร์ รังสิตนี่ละ ห้องอยู่ทางขึ้นบันได เป็นทางสามแพร่ง
ห้องนอนกันสี่คน แต่ละคนก็เรียนวิศวกรรม ผมเรียนวิทยาศาสตรา์ ปรากฏเทอมแรก โดน F กระจาย เกรดต่ำกว่า 2.00 ทุกคน
จะว่าไม่อาถรรพ์ก็ใช่เรื่อง เพราะแหงนดูบนประตูก่อนเข้าห้อง มียันสีแดงแปะห้องเดียวนอกนั้นไม่มีครับ เอาสิ เจอมาเหมือนกันครับ
ก็มีวัดล้อมบ้านละ
แต่ละวัดมีประวัติอันยาวนาน วัดสังเวชที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะสมัยรัชกาลที่ 3 มีโรคอหิวา(โรคห่า) ระบาดทำให้คนตายเยอะ ต้องเผาศพกันแบบ
กองๆกันไปฝังกันไม่ทัน รู้ประวัติแค่นี้ละครับ แตั้งแต่เล็กจนโต เดินผ่านละแวกวัดแถวนั้น เวลาบอก สองทุ่ม จะมืดสงัดเงียบ มีเสียงหมาเห่า แต่ไม่หอนเพราะไม่เคารพธงชาิติ ไอ้เราต้องใช้ทางแถวละแวกนั้นบ่อย เดินแบบมีสติมั่ง เดินแบบเมาปริ้นก็มีเพราะต้องไปจอดรถไกลๆ หรือนั่งรถเมล์ลงปากซอย ผ่านกำแพงวัด ช่วงสงัด วัดเมืองเหนือกับเมืองกรุงจะต่างกันที่หลุมศพภาคกลางจะอยู่ที่วัด อยู่ในเจดีย์ ฝากกันเป็นคอนโดห้องแถวตามกำแพง แต่ทางภาคเหนือ หลุมต่างๆ จะแยกต่างหากจากวัด เพราะทางเหนือถือว่าัวัดเป็นที่สงบ และสะอาด ปราศจากความมัวหมองต่างๆ ต้องเคารพไว้เบือ้งสูง ประมาณนั้น
เล่าต่อ ขนาดว่าเดินกันทีต้องรีบวิ่งไม่ไหวครับ น่ากลัวเหลือหลายเพราะที่เก่า บางทีเดินไปทางมหาิวิทยาลัยธรรมศาสตร์ช่วงดึกๆ หลังเที่ยงคืน
ทำกิจกรรม กันงานบอลประเพณี ก็เดินผ่านคณะรัฐศาสตร์หรือคณะศิลปศาสตร์ ลิฟย์แดง เนี่ยเหมือนในหนังเด๊ะ เรื่องผีมหาวิทยาลัย น่ากลัวใช่เล่น ไม่มีใครกล้ามองขึ้นไปบนตึกที่มีทางเดินแน่นอน เพราะเจี๋ยวๆ สุด มาเล่าสู่กันฟัง ดูแล้วเห็นภาพ
แบบที่ตึกคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีคนเจอมากะตัว อยู่หอ้งพักครูช่วงดึก จะได้ยินเสียงโต๊ะลากครืดๆ ทั้งๆที่ ห้องถัดไปไม่มีคนอยู่สักคนเดียว
เอาสิ เวลานั้นก็สองทุ่มด้วย คนกลับหมดละ
อาถรรพ์ยอมรับว่ามีจริง ขนาดผมอยู่หอพัก เรียกว่า หอ 1 แรกเก่าสุดๆ ธรรมศาสจร์ รังสิตนี่ละ ห้องอยู่ทางขึ้นบันได เป็นทางสามแพร่ง
ห้องนอนกันสี่คน แต่ละคนก็เรียนวิศวกรรม ผมเรียนวิทยาศาสตรา์ ปรากฏเทอมแรก โดน F กระจาย เกรดต่ำกว่า 2.00 ทุกคน
จะว่าไม่อาถรรพ์ก็ใช่เรื่อง เพราะแหงนดูบนประตูก่อนเข้าห้อง มียันสีแดงแปะห้องเดียวนอกนั้นไม่มีครับ เอาสิ เจอมาเหมือนกันครับ
- jackal2008
- ขาประจำ
- โพสต์: 1375
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.พ. 2009, 14:23
- Tel: 087.198.0944
- team: none
- Bike: Fuji Touring 2016
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
อยากเจอแบบเด็ดๆ แนะให้ครับอีกที่หนึ่ง ในอุทยานแห่งชาติภูเขียว จ.ชัยภูมิครับ ถามเขาว่าบ้านพักที่ผีดุๆ นะที่ไหน (มีอยู่ที่เดียวละครับ ถ้าผมจำไม่ผิดเลยศาลฯ ไปนิด เดี๋ยวขอค้นรูปก่อนครับ ผมได้มีโอกาศไปถ่ายรูปที่นี่ และ วิ่งเผ่นแน่บมาแล้ว) รับรองครับ ไปแล้ว ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน


หลังนี้ละครับ แต่ผมบอกก่อนนะครับ มันอยู่ในป่าเลย มีทั้งฝูงกวางป่า หมาไน และ ช้างป่า ตอนดึกๆ โอ ผมเผ่นออกมาวิ่งมาบ้านพักเกือบ 3 กิโลฯ เรื่องมันยาว เอาไว้ไปเจอเองครับ รับรอง 3 กิโลฯ แปล๊บเดียว


หลังนี้ละครับ แต่ผมบอกก่อนนะครับ มันอยู่ในป่าเลย มีทั้งฝูงกวางป่า หมาไน และ ช้างป่า ตอนดึกๆ โอ ผมเผ่นออกมาวิ่งมาบ้านพักเกือบ 3 กิโลฯ เรื่องมันยาว เอาไว้ไปเจอเองครับ รับรอง 3 กิโลฯ แปล๊บเดียว
-
KI-RAY-NA
- ขาประจำ
- โพสต์: 3423
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มี.ค. 2009, 04:54
- ติดต่อ:
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
เอ....บ้านหลังนั้น ทำไมมีบันได เยอะจัง

-
KI-RAY-NA
- ขาประจำ
- โพสต์: 3423
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 มี.ค. 2009, 04:54
- ติดต่อ:
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
หรือว่า เอาไว้ให้คนวิ่งหนีผี โดยไม่ต้องแย่งกันเวลาลงจากบ้าน...หรือเปล่า

- domeno65
- สมาชิก
- โพสต์: 35
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ต.ค. 2009, 22:23
- Tel: 0897584646
- team: ศน.,cmmet cycling
- Bike: merida k6
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
รอชมครับ สนใจ
-
krukeng
- สมาชิก
- โพสต์: 7
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 21:46
- Tel: 0866706165
- team: -
- Bike: 1
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
10.30น.
ฝนตกแดดออก
เหนื่อยมากๆ โค้งหักศอกที่ขนาดมอเตอร์ไซค์ยังต้องเกียร์หนึ่ง
สำหรับจักรยานมือใหม่อย่างผม
ขอจอดนั่งพิงเหล็กราวข้างทางก่อน ละกัน
ฝนตกเย็นๆ ก็ดี รู้สึกหายร้อนมาบ้าง
..
หลังจากผ่านเนินช่วงโหดสุดๆมา เริ่มมีทางลงเขาให้ได้ชื่นใจบ้าง
แล้วก็มาถึงร้านขายของ ขายน้ำ
แวะซัดข้าวผัดหนึ่งจาน
ระหว่างนั่งกิน มองไปที่กระเป๋าท้ายรถเห็นน้ำหยดติ๋งๆ งงๆว่าน้ำอะไร
พบว่ากระติกพลาสติกที่เอาไว้ใส่น ้ำสำรองถูกกระแทกกับแร็คจนทำ ให้ก้นกระติกแตก
ต้องทำใจทิ้งมันไป (จากเหตุการณ์นี้พบแล้วว่า ขวดน้ำแบบไฮโซไม่เหมาะเลยกับการเดินทางแบบจักรยาน มันต้องน้ำเปล่าขวดละเจ็ดบาทธรรมดา นี่แหล่ะ ดี)
11.00น.
ออกจากร้านข้าว ทางเริ่มเป็นขึ้น ขึ้น อีกครั้ง
ข้าวผัดจานเดียวเหมือนไม่พอกับ พลังงานที่เสียไปเมื่อเช้าเลย
อากาศที่ยังเย็นสบายเริ่มเปลี่ ยนเป็นอุ่น และร้อน ตามลำดับ
น้ำในกระติกใต้อานเริ่มเหลือน้อย แถมไม่ได้ซื้อน้ำสำรองมาอีกขวด ด้วย
ด้วยเพราะ "กลัวหนัก"
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นก็ผ่านร้าน ขายของข้างทางแต่ดันคิดว่า "เอาไว้ก่อนเหอะ ขี้เกียจจอดอ่ะ"
แต่กลายเป็นความคิดที่ผิดอย่างม หันต์ อันส่งผลร้ายในภายหลัง
11.30น.
น้ำในกระติกหมดสนิท แรงก็เริ่มหมด พาลมาทำเอาใจฝ่อไปด้วย
เหมือนจะไม่มีร้านขายของอยู่ใกล้ ๆเลย มองไปข้างหน้า มีแต่ป่าทั้งนั้น
อยากจะเขกกระโหลกตัวเองที่ ไปหวังอะไรที่มองไม่เห็น
ขาดน้ำตอนขี่จักรยานทางไกลมันไม่ ใช่เรื่องเล่นๆซักนิด
มันไม่เหมือนตอนขับรถ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ที่ เมื่อน้ำหมดก็แค่หิวน้ำ
แต่นี่มันจะเป็นลมให้ได้
แถมด้วย ข้าวผัดเมื่อตอนสิบโมง มันเริ่มหาทางออกแล้ว ...เอ่อ
12.00น.
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในทะเลทรายเค้า จะดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นโอเอซิส
แต่ผมดีใจมากที่เห็นร้านขายของ
ร้านริมถนนตรงข้ามกับบึงน้ำใหญ่ๆ ที่มีรีสอร์ทเล็กๆอยู่รอบๆ
หลายคนที่ไปปายบ่อยๆอาจพอนึกอ อก
หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อย ก็สั่งทุกอย่างที่อยากกิน กินแบบให้หายอยาก
ก๋วยเตี๋ยว สไปรท์ กาแฟ น้ำเปล่า เดินไปหาขนมหวานๆอีกถุงสองถุง
ระหว่างรอก๋วยเตี๋ยว ก็ไปจัดการข้าวผัดเมื่อเช้าซะ
น่าจะใช้เวลาที่นั่นเกือบครึ่ง ชั่วโมงทีเดียว
เพราะถามพี่ผู้หญิงคนขายแล้วได้ ความว่า "แม่แสะ" จุดหมายปลายทางเหลืออีกซักสิบกิโลน่าจะได้
เลยขอพักให้หายเหนื่อยแบบสนิทสนิท เลยแล้วกัน
อีกเช่นเคย ร้านนี้ได้แต่ผ่านไปมาไม่เคยแวะ
แต่วันนี้รู้สึกได้เลยว่าลมเย็น จากบึงใหญ่ๆนั่น ทำให้รู้สึกสบายดีจริงๆ
"ปั่นมาคนเดียวเหรอคะ"
"ครับ" ในใจคิดว่า กรูนี่เท่ห์มากๆ
13.00น.
ทางช่วงสุดท้ายก่อนเข้า "บ้านแม่แสะ"
เป็นทางลงยาว บนถนนลาดยางใหม่เอี่ยม สีดำสนิท ตัดกับเส้นประกลางถนน สีขาวจั๊ว
สองข้างทางที่เป็นต้นไม้ปลายฤดู ฝน ต้นฤดูหนาว
ทำให้หัวใจมันพองโต
รู้สึกได้ว่า นี่แหล่ะรางวัลของความพยายาม
ถ้าจักรยานมันมีระบบ cruise control ก็จะขอปล่อยมือ กางแขนให้สุดๆ
แล้วปล่อยให้จักรยานมันไหลไปตาม โค้งให้เพลิดเพลิน
13.30น.
ถึงเกสต์เฮาส์บ้านแม่แสะ
ด้วยความสุข เหนื่อย แต่สุข
ฝนตกแดดออก
เหนื่อยมากๆ โค้งหักศอกที่ขนาดมอเตอร์ไซค์ยังต้องเกียร์หนึ่ง
สำหรับจักรยานมือใหม่อย่างผม
ขอจอดนั่งพิงเหล็กราวข้างทางก่อน ละกัน
ฝนตกเย็นๆ ก็ดี รู้สึกหายร้อนมาบ้าง
..
หลังจากผ่านเนินช่วงโหดสุดๆมา เริ่มมีทางลงเขาให้ได้ชื่นใจบ้าง
แล้วก็มาถึงร้านขายของ ขายน้ำ
แวะซัดข้าวผัดหนึ่งจาน
ระหว่างนั่งกิน มองไปที่กระเป๋าท้ายรถเห็นน้ำหยดติ๋งๆ งงๆว่าน้ำอะไร
พบว่ากระติกพลาสติกที่เอาไว้ใส่น ้ำสำรองถูกกระแทกกับแร็คจนทำ ให้ก้นกระติกแตก
ต้องทำใจทิ้งมันไป (จากเหตุการณ์นี้พบแล้วว่า ขวดน้ำแบบไฮโซไม่เหมาะเลยกับการเดินทางแบบจักรยาน มันต้องน้ำเปล่าขวดละเจ็ดบาทธรรมดา นี่แหล่ะ ดี)
11.00น.
ออกจากร้านข้าว ทางเริ่มเป็นขึ้น ขึ้น อีกครั้ง
ข้าวผัดจานเดียวเหมือนไม่พอกับ พลังงานที่เสียไปเมื่อเช้าเลย
อากาศที่ยังเย็นสบายเริ่มเปลี่ ยนเป็นอุ่น และร้อน ตามลำดับ
น้ำในกระติกใต้อานเริ่มเหลือน้อย แถมไม่ได้ซื้อน้ำสำรองมาอีกขวด ด้วย
ด้วยเพราะ "กลัวหนัก"
ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นก็ผ่านร้าน ขายของข้างทางแต่ดันคิดว่า "เอาไว้ก่อนเหอะ ขี้เกียจจอดอ่ะ"
แต่กลายเป็นความคิดที่ผิดอย่างม หันต์ อันส่งผลร้ายในภายหลัง
11.30น.
น้ำในกระติกหมดสนิท แรงก็เริ่มหมด พาลมาทำเอาใจฝ่อไปด้วย
เหมือนจะไม่มีร้านขายของอยู่ใกล้ ๆเลย มองไปข้างหน้า มีแต่ป่าทั้งนั้น
อยากจะเขกกระโหลกตัวเองที่ ไปหวังอะไรที่มองไม่เห็น
ขาดน้ำตอนขี่จักรยานทางไกลมันไม่ ใช่เรื่องเล่นๆซักนิด
มันไม่เหมือนตอนขับรถ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ที่ เมื่อน้ำหมดก็แค่หิวน้ำ
แต่นี่มันจะเป็นลมให้ได้
แถมด้วย ข้าวผัดเมื่อตอนสิบโมง มันเริ่มหาทางออกแล้ว ...เอ่อ
12.00น.
ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในทะเลทรายเค้า จะดีใจแค่ไหนที่ได้เห็นโอเอซิส
แต่ผมดีใจมากที่เห็นร้านขายของ
ร้านริมถนนตรงข้ามกับบึงน้ำใหญ่ๆ ที่มีรีสอร์ทเล็กๆอยู่รอบๆ
หลายคนที่ไปปายบ่อยๆอาจพอนึกอ อก
หลังจากจอดจักรยานเรียบร้อย ก็สั่งทุกอย่างที่อยากกิน กินแบบให้หายอยาก
ก๋วยเตี๋ยว สไปรท์ กาแฟ น้ำเปล่า เดินไปหาขนมหวานๆอีกถุงสองถุง
ระหว่างรอก๋วยเตี๋ยว ก็ไปจัดการข้าวผัดเมื่อเช้าซะ
น่าจะใช้เวลาที่นั่นเกือบครึ่ง ชั่วโมงทีเดียว
เพราะถามพี่ผู้หญิงคนขายแล้วได้ ความว่า "แม่แสะ" จุดหมายปลายทางเหลืออีกซักสิบกิโลน่าจะได้
เลยขอพักให้หายเหนื่อยแบบสนิทสนิท เลยแล้วกัน
อีกเช่นเคย ร้านนี้ได้แต่ผ่านไปมาไม่เคยแวะ
แต่วันนี้รู้สึกได้เลยว่าลมเย็น จากบึงใหญ่ๆนั่น ทำให้รู้สึกสบายดีจริงๆ
"ปั่นมาคนเดียวเหรอคะ"
"ครับ" ในใจคิดว่า กรูนี่เท่ห์มากๆ
13.00น.
ทางช่วงสุดท้ายก่อนเข้า "บ้านแม่แสะ"
เป็นทางลงยาว บนถนนลาดยางใหม่เอี่ยม สีดำสนิท ตัดกับเส้นประกลางถนน สีขาวจั๊ว
สองข้างทางที่เป็นต้นไม้ปลายฤดู ฝน ต้นฤดูหนาว
ทำให้หัวใจมันพองโต
รู้สึกได้ว่า นี่แหล่ะรางวัลของความพยายาม
ถ้าจักรยานมันมีระบบ cruise control ก็จะขอปล่อยมือ กางแขนให้สุดๆ
แล้วปล่อยให้จักรยานมันไหลไปตาม โค้งให้เพลิดเพลิน
13.30น.
ถึงเกสต์เฮาส์บ้านแม่แสะ
ด้วยความสุข เหนื่อย แต่สุข
-
didE1234
- ขาประจำ
- โพสต์: 1379
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ต.ค. 2009, 18:03
- Tel: 0835302323
- team: คนเดียว เที่ยวไปเรื่อย ๆ
- ติดต่อ:
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
ขี่ตั้งแต่ 22 ต.ค. 09 เพิ่งมาถึงเหรอครับ
- เสือขี้จ่ม
- สมาชิก
- โพสต์: 18
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ธ.ค. 2010, 21:37
- Tel: 0855283548
- team: เสือ JD ปล่อง
- Bike: GIANT RINCON
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
สุดยอดเลย
จุดหมายที่ไม่มีวันสิ้นสุด
http://www.youtube.com/watch?v=Os3BnID0oXU
http://www.youtube.com/watch?v=Os3BnID0oXU
- กฤษณ์ชพงษ์
- ขาประจำ
- โพสต์: 885
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ส.ค. 2010, 15:13
- Tel: 085-858-7739
- team: พหลโยธิน58,จักรยานเพื่อสุขภาพทอ.
- Bike: bianchi,klein
Re: ขี่จักรยานไปแม่แสะครับ
อ่านเรื่องอื่นๆไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่อ่านเรื่องผีๆๆๆๆ แปลงมากภาพชอบติดตาเลย กำลังจะตลุยเดี่ยวเที่ยวอุทธยานอยู่พอดี เฉียวเลย