หน้า 1 จากทั้งหมด 29

เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 14:48
โดย นพพล
0. วันนั้น...14กุมภาพันธ์ ของปีนั้น


คน4คนกำลังจะเดินทาง

ชีวิต คนเราแต่ละคนต่างนิยามมันไปคนละแบบแตกต่างกัน หากใครก็ตามที่นิยามว่าชีวิตคือการเดินทาง เขาย่อมวาดหวังให้เส้นทางสายนั้นสวยงามและไร้อุปสรรค

แต่เชื่อเถอะเส้นทางสายนั้นไม่มีอยู่จริง บนเส้นทางของแต่ละคน คงมีหลายครั้งที่เราหลงลืมเผลอทำของมีค่าหล่นหายไปมากมาย ตามมาด้วยความรู้สึกเสียดาย

ซึ่งจะมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความสำคัญของมัน อาจเป็นเงินเป็นทองหรือของใช้ ทั้งที่สามารถจับต้องได้ด้วยมือและที่รู้สึกด้วยใจ

เราบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่เราจะเจอเข้ากับเหตุการณ์นั้น สิ่งที่ทำได้คือถี่ถ้วนและไม่ประมาทกับทุกสภาพการณ์ที่ดูเหมือนจะมาทดสอบความรอบคอบของเรา

มันคอยบอกคอยเตือนให้ละเอียดกับทุกย่างก้าวบนเส้นทางที่ออกเดิน แต่แม้จะรอบคอบอย่างไม่สะเพร่าเพียงใด แต่เราก็ยังพลาด เผลอทำบางอย่างหล่นหายไว้บนเส้นทาง

ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในความหมายที่ต้องพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายตามที่ต้องการ หรือเป็นเส้นทางในความหมายที่ต้องประคับประคองความรู้สึกให้ได้ตลอดรอดฝั่ง

.

เรากำลังเริ่มเดินทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง และเลยเถิดออกไปจนถึงชายแดนลาว

ก่อนถลำลึกไต่ข้ามภูเขาฟานสิปานสู่เมืองซาปาของเวียดนาม

ถนนกำลังนำพาพวกเรา ที่นั้นเราจะเจออะไรบ้าง

ผมไม่รู้

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 14:56
โดย นพพล
......ฤดูกาลกำลังนับถอยหลังเข้าสู่ระลอกสุดท้ายของลมหนาว ก่อนที่ความร้อนจะโถมใส่เข้ามายังภูมิภาคนี้

เรา4คนกำลังเริ่มเดินทางทวนลมหนาวขึ้นเหนือสู่เมืองชายแดนเวียดนามติดกับจีน อดีตเมืองพักตากอากาศของฝรั่งเศสสมัยที่มีเวียดนามเป็นอาณานิคม

เมืองที่อากาศเย็นสบายเมฆหมอกห่มคลุมตลอดทั้งปี มีขุนเขาฟานสิปานเป็นกำแพงใหญ่ขวางกั้นก่อนเข้าสู่เมืองกลางหุบเขา

เมืองที่มีนาขั้นบันไดรอบด้านเป็นดั่งอาภรณ์ที่ประดับประดาขุนเขา

ตามแผนเดิม พวกเราวางแผนจะออกเดินทางตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว แต่ต่างคนต่างติดงานยุ่งเหยิงจนกระดิกตัวไปไหนแทบไม่ได้

หน้าที่การงานมันคอยกวักมือเรียกหาให้ไปรับใช้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

กว่าจะคลี่คลายปลดเปลื้องภาระความรับผิดชอบออกไปได้ ก็เลื่อนวันเวลาเดินทางหลายครั้ง สุดท้ายก็มาลงตัวเอาวันนี้

วันแห่งความรักของฝรั่ง ก่อนที่ลมหนาวจะโรยแรง

พวกเรา4คน...

2คนแรกมีประสบการณ์รอนแรมด้วยจักรยานกันมาแล้วหลายทริป ผมคือ1ใน2คนนี้

ส่วนเพื่อนที่เหลืออีก2คน เราเคยมีประสบการณ์บางอย่างร่วมกันมาหลายครั้ง

เคยเดินไต่ภูเขาในสภาพปอดแทบฉีกที่ระดับความสูงอันเบาบาง ที่นั้นเราต่างไล่งับออกซิเจนด้วยกัน…kinabalu

โมโกจู ...เราเดินป่าข้ามห้วยจนตัวแทบเปื่อยยุ่ยละลายไปกับสายน้ำแม่เรย์วา

เราเคยเดินทับรอยเท้าของกันและกันที่ป่าเขาหลวง ,ป่าเขาพนมเบญจา

มันคือหลายปีของชีวิตเดินป่าที่บรรลุสุขมากกว่าเดินในเมือง

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:00
โดย นพพล
....พออิ่มตัวและห่างหายจากการเดินป่าผมมาปั่นจักรยานออกกำลังกาย

ส่วนเพื่อน2คนผันตัวเองไปโลดโผนในสนามแข่งจักรยานเสือภูเขา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของพวกเขาสำหรับการปั่นจักรยานเดินทางโดยมีสัมภาระติดสอยห้อยอยู่ท้ายรถ

และเป็นครั้งแรกที่เรา4คนได้กลับมาเดินทางร่วมกันอีกครั้ง จักรยานคนละคัน แรงกายแตกต่างกัน

ใจคนละดวง แต่ต่างมีจุดหมายร่วมกัน บนเส้นทางเดียวกัน

แต่การเดินทางครั้งนี้ของผมใช่ว่าจะราบเรียบ ทะเลไม่เคยไร้คลื่นลม วันเดินทางผมมีอาการท้องเสียมาตั้งแต่เช้า

ผมก้าวเดินขึ้นรถทัวร์ไปพร้อมกับอาการปวดท้องที่มีไข้อ่อนๆเป็นของแถม

รถทัวร์สายระยอง-หนองคายวิ่งฝ่าความมืดมาตลอดค่ำคืน ส่วนผมทรมานกับความปั่นป่วนของท้องมาตลอดทาง เหมือนคลื่นยามมรสุมที่ระลอกแล้วระลอกเล่าถาโถมเข้าใส่ลำไส้ทั้งคืน

กว่าอาการจะทุเลาก็ค่อนรุ่ง ของเช้าอีกวัน
.

หนองคายในยามเช้า สถานีขนส่งหนองคายคึกคักไปด้วยผู้คน จักรยานถูกยกลงมาประกอบล้อ

กระเป๋าสัมภาระติดตั้งท้ายรถในตำแหน่งที่พร้อมสำหรับเดินทาง เราแวะกินข้าวเช้าและซื้อเสบียงอาหารตุนเอาไว้

ประมาณ 7.00น.ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายปลายฤดูหนาว หลังจากปั่นถามทางจนเจอเส้นทางที่ถูกต้อง

คน4คนก็ปั่นจักรยานออกจากตัวเมืองหนองคายมุ่งหน้าสู่ชายแดนประเทศลาว

ผ่านทางสะพานมิตรภาพ

ในวันที่14กุมภาพันธ์ วันแห่งความรัก ปีนั้น

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:06
โดย นพพล
1.โลกเริงร่า เราเริงลม

แกนโลกหมุนเคลื่อน เวลาเลื่อนไหล

แกนล้อหมุนไป หัวใจออกเดิน (ตามทาง)
.

ทำเรื่องผ่านแดนที่สะพานเสร็จ ล้อจักรยานก็หมุนส่งพวกเราเข้าสู่ประเทศลาว ปั่นเข้าเวียงจันทน์มาไม่นานแล้วเราก็เจอทางแยก

ก่อนที่ความกังวลสับสนกับเส้นทางจะเข้าครอบงำ เราหยุดจอดถามทางกับชาวบ้านริมทาง

เพื่อเริ่มต้นเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข13ที่จะพาเราสู่หลวงพระบาง
.

ราว9โมงเราแวะซื้อซื้อขนมปังฝรั่งเศสที่ร้านริมทาง ร้านแรกบอกราคาอันเล็ก50บาท ส่วนอันใหญ่200บาท

เหมือนกำลังโดนหลอก!!!

โดยไร้การต่อรองจากปาก เราสยองกับราคานั้น จึงถอยหลังออกมาทันทีแล้วเดินผ่านเลยไป

เราตรงเข้าหาร้านถัดมา ที่นี้..ขนมปังอันเล็ก20บาท อันใหญ่60บาท

ไม่นานเกินรอ ก่อนน้ำลายจะสอปาก ขนมปังฝรั่งเศสยัดไส้ด้วยตับหมูและหมูยองก็ถูกลำเลียงลงสู่กระเพาะ

รอเวลาเผาผลาญเป็นพลังงานในการเดินทางสำหรับวันนี้ต่อไป

เพื่อนบางคนกินไปยิ้มไป เขาถูกปากในความเอร็ดอร่อยและสะใจกับมัน

เขารู้ว่ามันแตกต่างจากเมื่อหลายปีก่อนมากนัก ทำไม?

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:10
โดย นพพล
หลายปีก่อน

.....ระหว่างที่พักเหนื่อยข้างทางในการต่อสู้น้ำลายเหนียวคอกับยอดเขาลูกหนึ่งบนเส้นทางที่ออกจากหลวงพระบางสู่เมืองกาสี

ด้วยความหิวและเหนื่อย ชายคนหนึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองนั้นพกขนมปังฝรั่งเศสที่ซื้อจากหลวงพระบางมาด้วย1ชิ้น

เขาคว้าเอาขนมปังนั้นมากินแก้หิวและแก้เหนื่อย แต่อนิจจาขนมปังก้อนนั้นแทนที่จะอ่อนนุ่มเฉกเช่นขนมปังแผ่นทั่วไป มันกลับแข็งโป๊กและจืดสนิท

หนำซ้ำยังไม่มีไส้อะไรเลย แทนที่จะหายเหนื่อยกลับต้องเมื่อยกรามเพิ่มขึ้นไปอีกจากการเคี้ยวขนมปังแข็งๆก้อนนั้น

ยามเหนื่อยอะไรต่อมิอะไรก็ขวางหูขวางตาไปหมด อย่างหัวเสียและบ่นอะไรอีก2-3คำ ชายคนดังกล่าวก็ขว้างขนมปังก้อนดังกล่าวทิ้งพื้น (เฉียดก้อนขี้วัวแห้งไปนิดเดียว)

แต่ด้วยความเสียดาย เพื่อนของเขาซึ่งอยู่ข้างๆเห็นดังนั้นก็ก้มลงเก็บขนมปังชิ้นนั้น(แม้มันจะอยู่ใกล้กองขี้วัวแห้ง)

เขาเช็ดมันแล้วก็กินต่อจนหมด

หลายทริปต่อมาเขาและเพื่อนพบว่าเพียงใจเย็นลงอีกนิด เพียงแค่เอาขนมปังแข็งๆมาจุ่มลงไปในน้ำเกลือแร่รสชาติหวานอมเปรี้ยว

แค่นี้เขาก็จะได้กินขนมปังอันอ่อนนุ่มที่อร่อยไปอีกแบบและเพื่อนก็ไม่ต้องกินขนมปังเฉียดขี้วัวแบบวันนั้น

ภูเขาที่ขนมปังถูกขว้างทิ้งในวันนั้นชื่อ”กิ่วกะจำ”

และอย่างให้เกียรติ เพื่อนบางคนเรียกมันขณะเหนื่อยหอบว่า ”กิ่วกูจำ”

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:12
โดย นพพล
เช้านี้

....ทางหลวงหมายเลข13 พาเราตรงสู่วังเวียงเส้นทางตรงแน่วและราบเรียบไม่มีเนินให้ต้องเปลืองพลังงาน

ปั่นกันไปคุยกัน เส้นทางแม้แดดจะจ้า แต่ไม่ร้อน คงเพราะสายลมหนาวที่พัดเข้ามาปะทะ ทิวทัศน์2ข้างทางฉายภาพของบ้านเรือนและวิถีชีวิตริมทางภาพแล้วภาพเล่า

ชวนให้หายเหนื่อยหายร้อน แถวนี้เราพบการตั้งโต๊ะเล่นไพ่ริมทางบ่อยครั้ง และเด็กๆที่เมื่อปั่นผ่านก็จะออกมาร้องทักทายว่า”สบายดี”ตลอดทาง

ความรู้สึกในขณะนั้นคือรื่นรมย์และเริงร่ายามสัมผัสมือกับเด็กๆ

บางขณะเพื่อนนักแข่งสองคนก็ปั่นแข่งกันอย่างไม่ลดละ ทิ้งเราสองไว้ข้างหลังด้วยช่องว่างระยะห่างพอควร


“สนุกเขาล่ะ” ผมคิดในใจ

เรื่องอย่างนี้มันไม่แปลกสำหรับคนรักจักรยานที่จะลิ้มลองความเร็วจากพลังกล้ามเนื้อของตัวเอง

เมื่อมีโอกาสได้ปั้นบนเส้นทางที่สวยงาม มันจึงเกินยั้งใจที่จะปลดปล่อยพลังออกมา

ด้วยว่าความเร็วคือสุดยอดของความถวิลหาของทุกคนส่วนใหญ่ยามอยู่หลังอาน

เขาคงอยากระเบิดพลัง ผมก็เคยเป็น

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:20
โดย นพพล
.......ยามเย็น บ้านหินเหิบ บริเวณสะพานลาว-ญี่ปุ่น หลังจากไมล์จักรยานบอกตัวเลขหน้าจอกิโลเมตรที่105 ก่อนจะเข้าสู่เขตชุมชน

เราพบสถานที่สวยงามเงียบสงบริมสายน้ำที่แอบอิงอยู่กับภูเขาในอีกฟากหนึ่ง ลานหญ้าเตียนโล่งเหมาะสมสำหรับพักแรม

หลังสำรวจพื้นที่ เรากางเต็นท์ ก่อนที่จะลงพาตัวเองลงไปสัมผัสความสดชื่นของสายน้ำ

กลางความมืดริมน้ำหลังจากเสร็จภารกิจทุกอย่างผมซุกตัวเข้าถุงนอน

ปล่อยให้สายน้ำออเซาะกับตลิ่งและโขดหิน

เสียงแห่งราตรีกาลกระซิบเชิญสายหมอกบางเบามาร่วมบรรเลงเพลงธรรมชาติ กล่อมคนริมทาง

วันแรกของการเดินทางผ่านไปอย่างเรียบง่ายราบรื่นดุจเดียวกับสายน้ำ แต่ใช่ว่าสายน้ำจะราบเรียบสงบตลอดไป

แก่งน้อยใหญ่อาจรอเราอยู่ ที่นั้นสายน้ำอาจเดือดดาล จนทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

คุ้งน้ำข้างหน้า ใครเลยจะรู้ใจสายน้ำ

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:24
โดย นพพล
2.ชนกำแพง

.......ยามเช้า เมืองทั้งเมืองตกอยู่ใต้อ้อมกอดของหมอก

รถราบนสะพานปลุกให้คนริมสายน้ำตื่น เก็บข้าวเก็บของเรียบร้อยก็ออกเดินทาง

เช้านั้นเราแวะกินข้าวร้านริมทางแถวนั้นก่อนมุ่งหน้าสู่วังเวียง

ปั่นออกมาได้ไม่นานไมล์จักยานของผมก็จอดับหมดอายุการใช้งาน มันดับไปดื้อๆ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า
.

เส้นทางช่วงนี้เป็นทางราบตลอด มีเนินบ้างแต่ไม่หนักหนาสาหัสอะไร ราวๆเที่ยงวันก็เข้าเขตวังเวียง

สภาพเส้นทางสู่วังเวียงเป็นหลุมบ่อตลอดทาง รถมอเตอร์ไซด์ค่อนข้างเยอะ เหตุเพราะวังเวียงเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมของนักเที่ยวท่องต่างชาติ

เพื่อนสองคนปั่นแข่งกันไปอยู่ข้างหน้าลิบๆ ด้วยความที่กลัวว่าเขา2คนจะลืมไปว่าใกล้เที่ยงแล้วต้องหาที่กินข้าวที่วังเวียงก่อน

ผมจึงต้องออกแรงปั่นตามเพื่อให้ทัน เมื่อทันแล้วเราก็หยุดพัก รอเพื่อนคนที่อยู่ท้ายสุด

แต่ครู่ใหญ่ๆแล้วเพื่อนคนข้างหลังก็ยังไปโผล่มาเลย จนสุดท้ายต้องปั่นกลับไปตามเพราะกลัวว่าจะหลงกัน

เมื่อครบหน้าครบตาแล้วก็ได้เวลามื้อเที่ยง ซึ่งก็คือเฝอร้านริมทางแถวนั้น

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:28
โดย นพพล
วังเวียง...วันนั้นอยู่ในช่วงกำลังปรับปรุงทาง กำลังมีการราดยางถนน ฝุ่นจึงฟุ้งไปตลอดเส้นทางในตัวเมือง

วังเวียง...มีบ้านพักริมน้ำมากมาย ร้านอาหารเยอะแยะ ฝรั่งนิยมมานั่งบ้างก็กึ่งนอนดื่มกินกันในร้านเหล่านั้น

วังเวียง...เมืองที่มีลำน้ำผ่านกลางขนาบด้วยภูเขาหินปูนรูปร่างประหลาดสวยงามมากมาย

วังเวียง...สวยงามขนาดนั้นจึงไม่แปลกที่วังเวียงจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:30
โดย นพพล
......เสร็จจากมื้อเที่ยงเราก็ออกเดินทางต่อ ออกจากตัวเมืองมาได้สักพักก็เริ่มเข้าเขตภูเขาแล้ว

เราต้องปั่นข้ามภูเขาลูกนี้ก่อนจะลงสู่เมืองกาสี เรา4คนปั่นตามกันไปเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้านผ่านผู้คน

จนล่วงเข้า5โมงเย็น จู่ๆผมก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ช่องว่างของผมกับเพื่อนเริ่มห่างขึ้นๆ

แรงก็เริ่มหดหายไปจากขาดื้อๆ เหมือนขาผมมันมีรูรั่ว

จนขึ้นเนินสุดท้ายซึ่งยาวพอสมควร เพื่อนๆปั่นขึ้นเขาหายกันไปหมด

ถ้าเป็นฟุตบอลลีกผมก็อยู่ท้ายตาราง พวกโซนหนีตกชั้น :P :P :P

ผมพยายามไล่ตามแต่เร่งฝีเท้ายังไงก็ไม่ขึ้น เรียวแรงที่มีอยู่ก็ได้แค่ประคองตัวไปเรื่อยๆ

ใช่แน่แล้วผมกำลังเจอเข้ากับอาการที่เรียกว่า”ชนกำแพง”

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:34
โดย นพพล
เบรคแป็บครับ

เรื่องชนกำแพง คนที่ปั่นจักรยานคงน่าจะคุ้นเคยกันมาบ้าง หากจะข้ามกระทู้นี้ไปก็ไม่เป็นไรครับ

เพราะบันทึกการเดินทางครั้งนี้ผมเขียนให้เพื่อนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ปั่นจักรยานอ่าน จึงต้องเขียนอธิบายเอาไว้

แต่ถ้าท่านๆจะอ่านก็ไม่แปลก หากสนุกไปกับตัวอักษร ผมก็ดีใจครับ

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:36
โดย นพพล
อาการชนกำแพง..ใครไม่เคยเจอจะไม่เข้าใจ

อาการนี้มักเกิดกับการออกกำลังกายที่ใช้แรงนานๆติดต่อกันหลายชั่วโมง เช่นวิ่งมาราธอน ไตรกีฬาหรือจักรยานทางไกล

กำแพง มันมองไม่เห็น มันหน่วงเหนี่ยว ไร้ตัวตน สัมผัสไม่ได้ แต่รู้สึกได้

พลังงานที่เหลืออยู่มีไว้แค่ประคองร่างให้คงอยู่ ร่างกายหนักอึ้ง ท่อนขาหนืดหนึบ ไม่สามารถตอบสนองใดต่อการสั่งการของสมอง

เส้นทางราบเรียบ แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นขวางหน้าฉุดรั้งเราเอาไว้ ขวางไม่ให้เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

จะชนให้พังไปต่อหน้าก็ไม่ได้เพราะมันคือกำแพง

ข้างหน้าผมมองไปไกลลิบตาไม่เห็นใครอยู่เลย เพื่อนคงทะยานลงเขากันหมดแล้ว

รอบกายผมมีแต่สายลมที่โชยแผ่ว โดยมีทุ่งหญ้าขนาบอยู่ซ้ายขวาของเส้นทาง

แสงสุดท้ายของผีตากผ้าอ้อมเริ่มโรยรา ผมปั่นไปเท่าที่แรงกายจะทำได้

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:37
โดย นพพล
......ครั้นปั่นต่อไม่ไหวจนต้องหยุดพักเพราะหมดแรงจะฝืนไปต่อ

ก้มลงซบหน้าลงกับแฮนด์จักรยาน ลงมาเดินเข็นจักรยานอยู่พักใหญ่

แต่ในเมื่อล้อต้องหมุนต่อไป เรียวแรงเริ่มกลับคืน รวบรวมแรงกายเท่าที่มีอยู่ปั่นไต่เนินต่อไปช้าๆ

จริงๆแล้วลำพังแค่การปั่นอยู่ท้ายแถวหรือโดนเพื่อนทิ้งจนมีระยะห่างเป็นเรื่องปกติ

เพราะโดยทั่วไประหว่างปั่นผมก็มักหยุดเพื่อถ่ายรูปนานๆอยู่แล้ว

เพื่อนก็อาจคิดว่าผมหยุดถ่ายรูป จึงพากันทะยานลิ่วขึ้นยอดเขาไป

ปล่อยผมไว้ข้างหลัง

ยามหมดแรงก็เหมือนรถยนต์ขาดน้ำมันที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:38
โดย นพพล
......เฉกเช่นนักรบที่ไร้เกราะกำบัง

ขาดความมั่นใจ ความคิดกระเจิดกระเจิงฟุ้งซ่าน จดจ่ออยู่ยอดเนินลิบๆข้างหน้า

ทิวทัศน์รอบตัวแม้สวยงามแต่มองคล้ายภาพขาวดำอันแสนหดหู่ ความมั่นใจหดหายไปตามเรี่ยวแรงที่หมดลง

ความเดียวดายแทรกซึมเข้ามาอย่างไร้เหตุผล ยิ่งเร่งแต่กลับยิ่งช้า

ถ้าเป็นรถยนต์คงปล่อยควันดำท่วมขุนเขา เสียงดังสนั่นแต่วิ่งไม่ออก

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นแค่ประมาณ30นาที แต่ช่างวังเวงสิ้นดี

สรรพสำเนียงรอบกายเงียบสงบ มีเพียงหัวใจที่เต้นแรงและเสียงลมหายใจที่เหนื่อยหอบและแข้งขาที่อ่อนล้า

อยู่เคียงข้างไปจนกระทั่งสุดเนิน แต่สุดท้ายเพื่อนก็รอผมอยู่

นั่นไง หลังเนินลูกนั้น :lol: :lol: :lol:

Re: เรื่องเล่าข้างถนน ซาปา....บางอย่างหล่นหายที่ชายแดน

โพสต์: 12 ม.ค. 2015, 15:42
โดย นพพล
3. กาสี มีเธอ


ภูเขาจะกั้นขวางหน้า แดดกล้าจะร้อนเพียงใด

พี่จะไปหาเธอจนได้ เป็นตายพี่จะไปหานาง
.

ถึงแม้บางครั้งจะชอบเถียงหัวชนฝา แต่ผมไม่มีวันยอมตายคาฝาหรือกำแพงที่มองไม่เห็นนั้น

ที่สุดแล้วผมก็ทั้งเข็นรวมถึงรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลือปั่นข้ามภูเขาจนมาลงที่เมืองกาสีจนได้

ก่อนหน้านั้นผมได้บอกเพื่อนเอาไว้แล้วว่าคืนนี้เราจะนอนกันที่เมืองกาสี โดยให้รอที่บริเวณหลักกม.ที่205

เราจะพักที่บ้านหลังหนึ่ง

บ้านซึ่งผมเคยมาอาศัยพักพิงกางเต็นท์

เมื่อครั้งปั่นจักรยานเที่ยวหลวงพระบางเมื่อ5ปีก่อน