OSK 97 เขียน:Lange เขียน:ที่เคยใช้
ลองไปลองมากลับมาจบที่รู3

รบกวนช่วยบอกความแตกต่างของแต่ละรูให้พอเข้าใจได้มั้ยครับ ผมไปค้นอ่านไปอ่านมาก็ยังงงๆ
มันบอกยากครับ มันจะบอกได้ก็ต่อเมื่อพี่ปั่นกับมันมานานมาก จนพี่คุ้นเคยกับมันไปแล้วเมื่อไหร่หละก้อ การเปลี่ยนรูพี่จะบอกความแตกต่างได้ทันที
ทฤษฎีเรื่องเกี่ยวกับใบเบี้ยวนี่มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างวุ่นวาย และขัดแย้งกันบ้างพอสมควร
ผมพบความจริงด้วยตัวเองเกี่ยวกับตัวเองกับจานเบี้ยวมา 2 ปีกว่าๆแล้วมั๊งครับ ล่าสุดผมจูนสับจานให้น้องในทีมเพื่อนำรถไปใช้แข่งในตูรเดอฟาร์ม รถของน้องเขาใส่ใบจานเบี้ยว แต่วันนั้นน้องเขาใส่บันไดธรรมดามาแทน เพราะวันก่อนนั้นต้องไปขี่ร่วมงานในกทม.ต้องเดินมากกว่าปั่น ก็เลยเสียดายรองเท้าและคลีท
เคล็ดลับในการจูนสับจานสำหรับRotor ก็คือ ต้องปั่นไปจูนไปครับ โดยไล่เฟืองหลังทีละเฟือง แล้วขึ้นจานใหญ่ลงจานเล็กไปเรื่อยๆ ( ที่ตำแหน่งเฟืองหลังแต่ละเฟือง แนวโซ่ที่เยื้องแตกต่างกัน จะส่งผลแตกต่างในเรื่องของความยากง่าย หนักเบา ของการขึ้นลงของโซ่ในช่วงเปลี่ยนจาน ) ในช่วงที่ผมจูนสับจานด้วยการปั่นไปจูนไปนั้น บนบันไดธรรมดา ผมรู้สึกเลยว่า จานเบี้ยวปั่นได้สบายกว่าจานกลม แถมยังรู้สึกว่าย่ำสนุกดี เพราะมันผ่านจุดตายบนตายล่างได้ง่ายกว่าการถีบบันไดธรรมดากับจานกลม
มันเป็นการช่วยยืนยันในข้อสังเกตของผมที่ว่า ถ้าไม่ได้ปั่นแบบควงบันไดหรือ cycling ใบเบี้ยวอาจจะปั่นได้สบายกว่าใบกลม เพราะผ่านจุดตายบนและตายล่างได้ไวขึ้น
คราวนี้ เมื่อเราผ่านการใช้ใบเบี้ยวไปได้พักใหญ่ๆ และได้พัฒนากระบวนการออกแรงให้เป็นไปในลักษณะของcycling มากขึ้น มากจนถ้าไม่ใส่บันไดคลิปเลสแล้วจะเกิดความรู้สึกแปลกๆ เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว เราจะสามารถบอกความแตกต่างของตำแหน่งรูแต่ละรูบนใบจานเบี้ยวได้ และที่สำคัญตำแหน่งของรูบนจานเบี้ยวที่เราใช้ก็อาจจะสร้างปัญหาให้เราได้โดยไม่รู้ตัว
เพราะเมื่อเราควงบันไดเป็นวงกลมได้มากขึ้น กล้ามเนื้อมัดต่างๆของขาจะถูกใช้ตามวงรอบในแต่ละองศาการหมุนของขาจาน การเปลี่ยนเส้นผ่าศูนย์กลางของใบเบี้ยวจะทำให้การออกแรงหรือtorqueเปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละองศา กล้ามเนื้อแต่ละมัดแต่ละชุดก็จะเรียนรู้ สมองก็จะจดจำ สร้างเป็นpattern ( คล้ายๆกับการที่เราฝึกวิ่งนั่นแหละครับ ความคล้องจองกันของการทำงานของกล้ามเนื้อ ( Simultaneous ) จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นpattern )
ปัญหามันจะเริ่มเกิดขึ้น เพราะ Q-ring มี working angle หรือ มุมที่ lobe ของมันใหญ่ที่สุดอยู่แค่ราวๆ 10 องศาเท่านั้น ซึ่งนั้นคือองศารอบการหมุนที่จะออกแรงแล้วได้กำลังสูงสุด จะเป็นช่วงที่แคบๆ ดังนั้นเมื่อผ่านขบวนการเรียนรู้จนเกิดการฝังลึกลงไปในสมองแล้วเมื่อไหร่ patternของการออกแรงได้สูงสูดก็จะสัมพันธ์กับองศาของรอบการหมุนที่ใบจานมีเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุดเช่นกัน ( ออกแรงถึงpeak ตรงกับช่วงที่ใบจานถึงpeakพอดี )
สิ่งที่ส่งผลกระทบpatternดังกล่าวได้มาก ก็คือ การเปลี่ยนท่าปั่นที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น
เมื่อเราเรียนรู้กับ Q-ring เป็นระยะเวลานานๆกับการนั่งปั่น ( ปัญหาของคนเมือง ที่ไม่มีภูเขาให้ปีน ) จนสมองเรียนรู้ และรับรู้แล้ว คราวนี้พอเรายืนปั่นแล้วโน้มตัวไปด้านหน้า patternการออกแรงจะไม่สัมพันธ์กับรอบองศาเดิมเสียแล้ว
ในท่ายืนปั่นโน้มตัวไปข้างหน้า ช่วงออกแรงได้สูงสุดนั้นจะเลยจุดที่ใบจานเบี้ยวมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดไปแล้ว ( peakของการออกแรง อยู่เลยpeakของใบจาน ) ทำให้เรารู้สึกว่า มันผ่านจุดที่ออกแรงสูงสุดได้เร็วเกินไป ผลจึงเหมือนกับออกแรงไปแล้ว"วืด" เวลายืนโยกขึ้นเขาจะรู้สึกเหมือนมันเสียแรงเปล่า รถไม่ได้ทะยานไปด้านหน้าสมกับที่ออกแรงกระทำเลย แต่ถ้านั่งปั่นไปเรื่อยๆจะดีกว่า
ทำยังไงดี ถ้ารู้สึกแบบนี้ และเป็นคนที่มีลีลาในการปั่นขึ้นเขาด้วยการยืนย่ำ ยืนโยก หรือ ถ่ายโอนน้ำหนักตัวไปด้านหน้าบ่อยๆ ก็มีทางแก้ได้ 2-3 อย่าง คือ
1. ปรับรูจานเบี้ยวให้มีเลขน้อยลง เช่น เลข #2 เลขยิ่งน้อย-->จุดที่ใบจานมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากที่สุดก็จะมาถึงช้าลง ซึ่งก็อาจจะลงเอยกับจุดที่เราออกแรงสูงสุดที่เกิดขึ้นในขณะที่เรายืนย่ำ ยืนโยก ยืนโน้มตัวไปด้านหน้าได้ดีขึ้น แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นกับท่านั่งปั่นในลักษณะที่ถอยหลังไปนั่งท้ายๆเบาะ เพราะจะเกิดอาการที่"หนัก"ขึ้นจนต้องลดเกียร์ เพราะว่า พอจุดที่ใบจานมีเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่สุดมาถึงช้าลง แรงสูงสุดที่เราเคยเรียนรู้และออกแรงปั่นประจำนั้น มันจะหมดไปก่อนที่จะถึงจุดpeakของใบจานหนะสิครับ ผลคือจานที่ยังไม่ถึงpeak แต่แรงเลยpeakไปแล้ว
ทำยังไง ก็ต้องปรับตัวใหม่ เรียนรู้กระบวนการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ให้สมองเรียนรู้และรับรู้ใหม่
2. ใช้ใบจานที่เบี้ยวกว่าเดิม เช่น QXL ซึ่งจะมี working angle ที่กว้างขึ้นคือ 15องศา การยืนปั่นหรือยืนล้ำไปด้านหน้าเพื่อขึ้นเขา ก็จะยังอยู่ในช่วงworking angleดังกล่าวได้ แต่ผลที่ตามมาก็คือ การปรับตั้งสับจานหน้าจะเริ่มยากขึ้น จานยิ่งเบี้ยวมากขึ้นเท่าไหร่จะยิ่งปรับตั้งสับจานหน้ายากขึ้นตามเสมอๆ และจานยิ่งเบี้ยวมากเท่าไหร่ patternในการเรียนรู้และรับรู้ของสมองจะทำให้ในช่วงที่ผ่านจุดตายบนและตายล่างนั้น จะเกิดการเรียนรู้ใหม่ที่จะทำให้กล้ามเนื้อออกแรงน้อยลงไปอีก ซึ่งแน่นอน นั่นคือจะต้องเสียเวลาที่จะต้องเรียนรู้กันใหม่อีกพักใหญ่ๆ เพราะถ้าคนที่ปั่นใบกลมจนเคยชิน ออกแรงปั่นมันทุกๆรอบองศา พอเจอจานเบี้ยวมากๆเข้า ช่วงผ่านจุดตายบนตายล่างเดิมที่เคยออกแรงป้ายและไสได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ก็จะผ่านจุดดังกล่าวไปอย่างไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลย ไม่สามารถสร้างประโยชน์ใดๆจากความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ผ่านการฝึกมาได้เลย แล้วยังจะต้องมาเรียนรู้ใหม่ โดยต้องมาเปลี่ยนกระบวนการออกแรงใหม่ โดยจะเน้นการออกแรงในช่วงของการถีบและการดึงมากขึ้นกว่าเดิม
3. กลับมาใช้ใบจานกลมอย่างเดิม เรียนรู้ใหม่ ออกแรงควงบันไดให้เนียนยิ่งขึ้น สร้างpatternในการออกแรงใหม่
เรื่องจริงคือ ใบกลม คือใบที่ใช้ได้ในทุกๆสภาวะ จะถอยเบาะไปหลัง เดินเบาะมาหน้า หรือ นั่งปั่นท้ายเบาะ ยืนปั่นหน้าหัวเบาะ ก็จะไม่มีผลทางกายภาพของใบจานมารบกวน แต่มันเป็นจานที่ฝึกยากและใช้เวลาในการเรียนรู้นาน รวมถึงต้องเน้นฝึกกล้ามเนื้อทุกๆมัดให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น จากเดิมจานเบี้ยวที่ใช้มัดใหญ่ทำงานหนัก มัดเล็กทำงานเบา กลับกลายมาเหมือนกับว่าทุกๆมัดจะทำงานเท่าๆกัน
แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่อย่างที่หลายๆคนและผมเคยคิด ถึงแม้ว่ารัศมีของใบจานกลมจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่วิธีการออกแรงของเราในแต่ละรอบองศาการหมุนก็ยังสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้เช่นกัน จึงไม่ใช่ว่าทุกๆมัดจะทำงานเท่าๆกันตามรัศมีของจานที่เท่าเดิม ทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้
ใบจานเบี้ยวจึงเป็นจานที่ช่วยให้ปั่นได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่จานที่ดีที่สุดในทุกๆสถานะการณ์ แต่จะดีที่สุดในบางสถานะการณ์และจะแย่ที่สุดในบางสถานะการณ์เช่นกัน สุดแต่ผู้ใช้จะเข้าใจและเลือกใช้ให้ถูกต้อง