รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ฉายหนังซ้ำให้ครับ
ขอบสูงต่ำเหวี่ยงทุกความเร็วครับ ด้านบน ผมไม่ได้มาว่าหรือฉีกหน้าท่านนะครับแต่มันผิดครับ
1.ล้อยิ่งต่ำ ยิ่งแหวกอากาศน้อย ล้อยิ่งสูง ยิ่งแหวกอากาศเยอะ ตรงข้ามกับที่ท่านเข้าใจเลยครับยกตัวอย่างเอาตะเกียบไปแกว่งในน้ำ กับช้อนแกว่งในน้ำ ผมขอลองใหม่ครับ
เอาตะเกียบจุ่มน้ำครึ่งหนึ่งแล้วแกว่ง กับเอาตะเกียบจุ่มทั้งอันแล้วแกว่งครับ
ท่านจะพบว่า อันที่จุ่มทั้งอันมัน"หนืด"กว่า นั่นเพราะทั้งแรงต้านและแรงฉุดด้านหลังตะเกียบมันมากกว่า
อุปมาตะเกียบเป็นซี่ล้อฉันใดก็ฉันนั้นครับ
ซี่ล้อคือตัวที่สร้างแรงฉุดและต้านมากที่สุดในล้อครับ อ้าวๆๆ อย่าเพิ่งงงว่าทำไมคุยเรื่องขอบแล้วผมมาวกไปหาซี่
ขอเริ่มใหม่ตรงนี้ครับ ว่าทำไมล้อต้องขอบสูง??
เดิมทีย้อนไปไม่ได้นานอะไรครับ เอาแค่ 15 ปี ก็ไม่มีล้อขอบสูงแล้วครับ แสดงว่าจริงๆมันเป็นของใหม่ครับ มันเกิดมาเพราะว่า UCI ไม่ให้ใช้ล้อดิสค์และล้อสามก้านแข่งแบบถนนครับ เป็นที่รู็กันมานานแล้วว่าล้อดิสค์และล้อสามก้านมันแอโร่ดีเหลือเกิน คำว่าแอโร่คืออะไร? มันคือการที่แหวกอากาศลดแรงต้านได้ดี แถมรีดอากาศผ่านไปลดแรงฉุดด้านหลังได้ด้วย นั่นแหละครับคือปัจจัย และเชื่อไหมครับว่าจริงๆแล้วแรงต้าน มีน้อยกว่าแรงฉุดมากมายมหาศาลครับ
ผมอยากให้ลองจินตนาการล้อที่หมุนนะครับ มีซี่ล้อ 20 ซี่พอหอมๆ รถเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วซัก 20 พอเบาๆ คิดว่าล้อต้องหมุนกี่รอบครับ?? และแต่ละรอบที่ล้อหมุนและรุเคลื่อนที่ไปด้านทิศทางหนึ่ง (ในทีนี้ผมขอยกตัวอย่างจากซ้ายไปขวา) ล้อมันเคลือ่นไปซ้ายไปขวาก็จริงแต่ล้อมันหมุนไม่ได้เกี่ยวกันครับ คือมันก็หมุนกับที่นั่นแหละครับ รถมันวิ่งไปเพราะแรงเสียดทานที่ยางผลักรถไป ล้อที่หมุนตามเข็มนาฬิกานี้ ซี่ล้อทั้ง 20 *ต้อง* แหวกอากาศตลอดเวลาครับไม่ใช่ว่าซี่ที่วิ่งสวนทางจะไม่แหวกอากาศนะครับ และเมื่อมันแหวกอากาศ มันก็จะเกิดแรงฉุดด้านหลังซี่ทั้ง 20 นั้น และถ้าสังเกตุให้ดีๆเข้าไปอีกจะพบว่า ซี่ที่ปลายติดขอบจะวิ่งวนรอบด้วยความเร็วที่มากกว่าซี่ที่อยู๋ใกล้ๆดุม ก็แน่นอนครับ ซี่วิ่งครบรอบเวลาเท่ากันแต่ที่ดุมระยะทางมันนิดเดียว ที่ขอบมันวิ่งตั้งไกลกว่าจะรอบ และถ้าดูทั้งหมดพร้อมการเคลลื่อนที่ดีๆจะพบว่า
*ซี่ล้อด้านบนวิ่งผ่านอากาศไปเร็วกว่ารถวิ่งมากมายหลายเท่า*
นั่นคือที่มาของแรงสวนการเคลื่อนที่มหาศาลครับ เราออกแรงถีบบันไดให้ล้อหมุนครับ ไม่ได้ออกแรงถีบให้รถวิ่งไปด้านหน้า ดังนั้นหากลดแรงฉุดล้อพวกนี้ได้ ล้อก็จะรักษาการหมุนไปได้ดีขึ้นนั่นเอง
และเมื่อห้ามใช้ดิสค์กับล้อสามก้าน ทางออกที่ชาญฉลาดก็คือ
ทำซี่ล้อให้สั้นลง
นั่นคือการทำขอบให้สูงขึ้นครับ เมื่อขอบสูงขึ้น ซี่ก็สั้นลง ลำพังไอ้ตัวขอบมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแรงต้านและฉุดมากหรอกครับ แต่ซี่ล้อที่สั้นลง 10 มิล หรือสั้นลงไปอีก 50 มิล นั้นต่างหากที่ส่งผล"มหาศาล" ครับ ถ้าไม่เชื่อว่ามหาศาลขนาดไหน ลองหาคนปั่นเทรนเนอร์แล้วเอานิ้วแหย่ล้อดูครับ จะรู้ว่าซี่ล้อมันวิ่งเร็วขนาดไหน และถ้าได้ลองบนเทรนเนอร์ก็จะรู็ว่า แม้รถไม่วิ่งเลย การที่ซี่ล้อสั้นลงมันก็ส่งผลให้"เหว่ยง"ได้ดีขึ้น
มาถึงคำว่า"เหวี่ยง" ที่เข้าใจกันดี ถ้าเข้าใจว่าล้อขอบสูงทำงานเพราะน้ำหนักขอบก็จะหลงกับคำว่าเหวี่ยงครับ แต่ถ้าคำว่าเหวี่ยงนั้นหมายถึง"การรักษาความเร็ว" และเข้าใจพื้นฐานที่เกิดมาของล้อขอบสูงด้านบนจะพบว่าบางอ้อมันอยู่ข้างหน้าครับ ขอบยิ่งสูงยิ่งเหวี่ยงเพราะแรงต้านแรงฉุดมันก็ยิ่งน้อยลง เมื่อน้อยลงมันก็ไหลมากขึ้น คนขี่ก็รู็สึกว่าล้อมันหมุนๆๆช่วยเรา ขริงๆก็แ่ค่แรงต้านมันน้อยลงนั่นแหละครับ
ถ้ายังไม่บางอ้อ ลองคิดดีๆครับว่าล้อที่ขอบสูงขึ้นมันต้านมากกว่าเดิมจริงๆหรือ แนวที่มันเคลื่อนที่ไปมันคนละแนวครับ ตะเกียบกับช้อนเทียบไม่ได้ครับพื้นที่และทรงไม่เหมือนันครับ
จากนั้นเรื่องน้ำหนักขอบ
ล้อขอบสูงกว่าก็"มักจะ"มีน้ำหนักมากกว่า และเมื่อมันหนักมากกว่าแม้ตัวมันเองจะ"ไหล"ได้ดีจากการที่มันแอโร่ แต่ไม่ได้แปลว่ามันมี"ความเร่งที่ดี" เพราะการที่ต้องออกแรงให้เกิดความเร่งไม่ว่าจาก 30-40 หรือ 0-15 ของเบาจะใช้แรงน้อยกว่าของหนักครับ เป็นเรื่องพื้นฐาน ดังนั้นสิ่งที่ตามมาของขอบที่สูงขึ้นคือ "ความเร่งที่แย่ลง" ไม่ลงลึกนะครับเพราะได้เขียนหลายกระทู้แล้ว
ดังนั้นผมสรุปเลยว่า ล้อขอบสูง จะยูงเท่าจิ๋มมด หรือสูงเป็นเจี๊ยววัวก็ตาม
มัน"เหวี่ยง" และ "ทำงาน" หรือ "ไหล" ทุกย่านความเร็วนั่นแหละครับ ถ้าเราปั่นด้ยความเร็ว *คงที่* แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีความเร่ง น้ำหนักจะมีผลต่อการออกแรงเพื่อขยับมวลขอบที่หนักขึ้น
ดังนั้นล้อขอบสูงที่หนักเท่ากันกับขอบต่ำ จึงไม่ได้หนืดเท้าในการสร้างความเร่งแถมยัง"ไหล"ได้ดีเพราะแหวกอากาศได้ดีขึ้น แต่มันอาจ"โหวง" เพราะมวลที่น้อยลงก็วิ่งรักษาความเฉื่อยตัวเองได้น้อยลงและมีผลกระทบจากลมกรรโชกมากกว่าครับ
ผมเอาขึ้นเทรนเนอร์ ล้อขอบสูงผมก็เซฟวัตต์ได้ที่ความเร็ว 20 ครับ ยืนยันเลยครับว่าที่บอกว่าขอบเท่านี้ ขึ้นที่เท่านั้น เข้าใจผิดทั้งเพแน่นอนครับ
เพราะในการปั่นจริงๆคุณไม่ได้ปั่นคงที่ครับ และยิ่งปั่นช้าที่ 20-30 ส่วนมากยิ่งปั่นกันไม่คงที่ครับ เร่งบ้าง ยืดบ้าง ฟรีบ้างแล้วขึ้นใหม่ ไม่ได้ต้องถึงขนาดกระชากหรอกครับแต่แค่นั้นส่งผลให้รู็สึก"หน่วง"ได้แล้วครับ
เอาง่ายๆยิ่งกว่านั้นเลย ถ้างั้นพวกไตรฯไม่ขี่ขอบสูงหรอกครับ ใส่ดิสค์กันด้วยซ้ำ
จขกท.คงเป็นอีกคนหนึ่งที่"สัมผัส"ได้ครับ แต่ระวังว่าหากขี่ความเร็วไม่ค่อยนิ่ง ล้อขอบสูงจะกลายเป็นภาระแทนครับ สนามเขียวส่วนมากจะี่กันแบบเร็วๆฟรีๆยืดๆเร่งๆ สลับไปเรื่อยๆครับ ขี่แบบนั้นเปลืองแรงครับ ทุกอย่างของจักรยานพยายามทำให้"ประหยัดแรง"มากที่สุดแตุ่้าเราขี่"เปลือง"เองก็ช่วยอะไรไม่ได้ครับ และถ้ายิ่งขี่นิ่งจริงๆ ขอบสูงอีกจะยิ่งสบายอีกด้วยครับ
ปล ผมขี่มาแล้วทั้งขอบจีน ไต้หวัน และขอบแคนาดา ตั้งแต่ขอบ 25 มิล ไป 30 มิล ไปยัน 38 มิล มา 50 และ 56 และ 60 และดิสค์ปิดสนิท .....ถ้าทางราบจริงๆผมว่า 50/50 หรือ 50/60 สมเหตุสมผลมากครับ ส่วนผสมที่ดีสำหรับทางราบถนนลมแรงคือ 38/50 ครับ ส่วนทางเขาขึ้นลงและถนนทั่วไปรวมถึงเขาระดับภาคกลางคือ 38/38 ถ้าพวกต่ำกว่า 30 ลงไป ขึ้นเขาดีจริงแต่ลงเขาหรือทางราบเป็นนุ่นเหวี่ยงตามลมเลยครับ เฟี้ยงนุ่นเต็มแรงยังไม่ไปไหน ส่วนของแคนาดา 56 มิล ... บอกได้เลยว่ามัน ไหล มาก เบาด้วย ย้วยไปบ้างแต่ผมตัวไม่หนักเลยไม่ได้รำคาญมาก ทว่า .... ราคามันเล่นล้อไต่หวันได้ 2 ชุด ผมจึงเลือกจะมีล้อเลือดมังกร 2 ชุดตอบทุกโจทย์แทนที่จะหาล้อแบรนด์เทพคู่เดียวแล้วหงุดหงิดกับมัน
ล้อประจำการ
ล้อซ้อม Mavic Aksium ถูก ทน ถึก เหวี่ยงมั้ย? ไม่รู้ ไหลมั้ย? ไม่รู้ แต่ถึกมากครับ ใส่ยางทนๆหนักๆ รวมหมดคงราว 2.3 กก.
ล้อจีนไร้นามขอบยางงัดคาร์บอน 50/60 น้ำหนักกำลังสบาย 1.55 ใส่ยาง Challenge เบาๆ
ล้อ Token T38 Superlight ขอบ 38 น้ำหนักต่ำ 1.3 นิดหน่อย ใส่ยางฮาล์ฟเบาๆ
ทั้งหมดรวมกันยังไม่ได้ล้อเทพๆซักคู๋เลยฮะ
ข้อดีคือ สบายใจมีรองเท้าใส่ทุกงาน
ข้อเสียคือรองเท้าที่ใส่ไม่ได้เทพทุกงานแค่ใช้งานได้ดี
ที่สำคัญ ความหล่อมีค่าต่ำมากระดับตัวประกอบเดินผ่านกล้องครับ

สมัยใส่ล้อ Zipp แค่จอดไว้ก็ราศีจับส่องประกายเหมือนโดมสมัยยังเอ๊าะๆ