ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial แบบไหนจะปั่นไหลกว่ากันครับ 
แก้ไขล่าสุดโดย หัวฟู เมื่อ 26 พ.ย. 2014, 01:05, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
-
Watch
- ขาประจำ
- โพสต์: 125
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2014, 11:38
- Bike: Trek SC 7.5
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
จากประสบการณ์ ทาง รถไม่พลุกพล่าน Timetrial ครับ พอลงแอโร่ กดนิ่งๆ ตามรอบขา แสนสบาย ตอนนี้ ยังเหลือปวดคอบ้างเล็กน้อย ค่อยๆ ฟิตติ้งไปด้วยตัวเอง
แก้ไข : ไม่เคยลองทัวริ่งนะครับ ลองถามผู้มีประสบการณ์ ท่านอื่น
แก้ไข : ไม่เคยลองทัวริ่งนะครับ ลองถามผู้มีประสบการณ์ ท่านอื่น
OSK.119
- irat
- ขาประจำ
- โพสต์: 875
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ธ.ค. 2013, 11:57
- team: 18+
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ทัวร์ริ่ง Full load น่าจะไหลกว่านะครับ
ถ้าไม่โหลดก็ Time Trial ครับ มุดลมเห็นๆ
ถ้าไม่โหลดก็ Time Trial ครับ มุดลมเห็นๆ
สายแฟชั่น ปั่นเรื่อยเปื่อย
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ขอบคุณครับ อยากรู้เรื่องไหลครับ ไม่ขอนับเรื่องการแอโรแล้วกัน
- Machonut
- ขาประจำ
- โพสต์: 1772
- ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.พ. 2012, 03:31
- Tel: 0845355858
- team: Bike Thailand & Novice Bkk
- Bike: Phaesant ,Radac ,Ecciti
- ตำแหน่ง: เสนานิคม1
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ถ้าใช้ล้อชุดเดียวกันแล้วฟรีขา รถหนักกว่าไปไกลกว่า
TS57.3 CS35± AV28 LT240
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ผมว่า geometry เฟรมก็น่าจะมีส่วนด้วยรึเปล่าครับ เคยปั่นหมอบทัวริ่งคนเดียวรักษาความเร็วที่ 40 ได้เรื่อยๆยาวๆกว่าตอนปั่นหมอบเรซซิ่งคนเดียวครับ รู้สึกว่าต้องเติมบ่อยมาก ทั้งๆที่ใช้ล้อคู่เดียวกัน แต่ผมยังไม่เคยลองปั่น TT เลย อยากรู้ว่าอะไรจะไหลกว่าครับ ระหว่างเฟรม TT กับ หมอบทัวริ่ง ไม่นับเรื่อง AERO นะครับ
-
OSK 97
- ขาประจำ
- โพสต์: 13629
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2011, 12:05
- team: ทุ่งสง
- Bike: focus max. neilpride bora
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ผมยังไม่เข้าใจคําถามที่ว่าไหล มันไหลแบบไหน แต่ความคิดผม รถหมอบทัวริ่ง(ผมไม่เคยสัมผัส) มันน่าจะเทียบกับรถ TT ไม่ได้เลย ในการขี่บนถนนทั่วไป ยกเว้นไหลลงเนิน 
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ไหลแบบบนทางราบๆอะคับ เติมน้อยๆแล้วคงความเร็วคงที่ได้ยาวๆ ไม่นับเรื่องมุดลม เพราะผมเคยสตัดดี้มาว่าแค่ถอดถุงมือเวลาแอโร่ก้ดีกว่าใช้รถเฟรมแอโร่แล้ว
OSK 97 เขียน:ผมยังไม่เข้าใจคําถามที่ว่าไหล มันไหลแบบไหน แต่ความคิดผม รถหมอบทัวริ่ง(ผมไม่เคยสัมผัส) มันน่าจะเทียบกับรถ TT ไม่ได้เลย ในการขี่บนถนนทั่วไป ยกเว้นไหลลงเนิน
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
แล้วก้อีกอย่าง สตั้ดดีัมาเขาก้บอกว่ารถทัวริ่งออกแบบมาให้ปั่นได้ไหลๆยาวๆเติมน้อยๆ
หัวฟู เขียน:ไหลแบบบนทางราบๆอะคับ เติมน้อยๆแล้วคงความเร็วคงที่ได้ยาวๆ ไม่นับเรื่องมุดลม เพราะผมเคยสตัดดี้มาว่าแค่ถอดถุงมือเวลาแอโร่ก้ดีกว่าใช้รถเฟรมแอโร่แล้วOSK 97 เขียน:ผมยังไม่เข้าใจคําถามที่ว่าไหล มันไหลแบบไหน แต่ความคิดผม รถหมอบทัวริ่ง(ผมไม่เคยสัมผัส) มันน่าจะเทียบกับรถ TT ไม่ได้เลย ในการขี่บนถนนทั่วไป ยกเว้นไหลลงเนิน
-
OSK 97
- ขาประจำ
- โพสต์: 13629
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 เม.ย. 2011, 12:05
- team: ทุ่งสง
- Bike: focus max. neilpride bora
Re: เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ยังไงถ้าขี่คงความเร็วนานๆ บนทางราบ ผมว่าสู้เสือหมอบธรรมดา หรือ TT ไม่ได้ ผมว่ารถมันออกแบบต่างกัน คนขี่คนเดียวกันนะครับหัวฟู เขียน:ไหลแบบบนทางราบๆอะคับ เติมน้อยๆแล้วคงความเร็วคงที่ได้ยาวๆ ไม่นับเรื่องมุดลม เพราะผมเคยสตัดดี้มาว่าแค่ถอดถุงมือเวลาแอโร่ก้ดีกว่าใช้รถเฟรมแอโร่แล้วOSK 97 เขียน:ผมยังไม่เข้าใจคําถามที่ว่าไหล มันไหลแบบไหน แต่ความคิดผม รถหมอบทัวริ่ง(ผมไม่เคยสัมผัส) มันน่าจะเทียบกับรถ TT ไม่ได้เลย ในการขี่บนถนนทั่วไป ยกเว้นไหลลงเนิน
- demolisher
- ขาประจำ
- โพสต์: 6654
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2009, 14:38
- Bike: Cannondale, Trek, Gary Fisher
Re: ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ขออนุญาตเทียบแบบนี้ไม่รู้ว่าจะใช้ได้ป่าวนะครับ
เอาเป็นรถยนต์ 2 คันมี flywheel หนักเท่ากันที่หนักซักหน่อยอันทำให้คัน A ที่มี 150 hp (ขอไม่เทียบในแง่แรงบิดเนาะ) ทำความเร็วสูงสุดได้แค่ซัก 120 km/hr อีกคันคือ B มีแรงม้ามากกว่ากันนิดหน่อยเป็น 180 hp สองคันนี้วิ่งที่ 100 km/hr แล้วปล่อยไหลมันก็ต้องเฉื่อยและไหลเท่ากันถูกไหมครับ
มันจะต่างกันตรงที่คัน B ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่าหรือที่ความเร็วเท่ากันก็เข่นแรงน้อยกว่า พร้อมๆ กับ B "เร่ง" ได้ปรู๊ดปร๊าดกว่าเนาะครับ
ส่วนการออกแบบจักรยานจะให้เบาหนักเท่าไหร่ถึงจะกำลังดี เน้นลู่ลมหรือปั่นสบายหรืออื่นๆ สำหรับ "เครื่องยนต์" ที่อาจจะมี "แรงคน" กับกำลังทรัพย์ต่างกันมากๆ หรืออื่นๆ อาจเป็นดุลยพินิจกับแนวคิดทางการตลาดที่ตัดสินใจกันยากมากๆ อะครับ
*************************
พอเทียบโดยมีปัจจัยอื่น เช่น คัน C มี flywheel เล็กกว่า (หรือน้ำหนักรวมทั้งคันเบากว่า แถมลู่ลมกว่าด้วย) มันก็ย่อมทำความเร็ว (สูงสุดเท่าที่ไม่เช่น) ได้สูงกว่า มันก็น่าจะไหลได้น่าพอใจกว่าโดยเฉพาะผมว่านักปั่นแนว TT ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับหมอบที่ไหลน้อยกว่าก็น่าจะรับรู้ได้ว่ามันไหลดีกว่า...โดยที่อาจจะไม่คุ้นหรือไม่ชอบทัวริ่งที่เร่งไม่ไปกับเร่งบ่อยๆ แล้วเหนื่อยชิบเป๋งก็อาจจะไม่สนใจว่ามันจะไหลขนาดนั้นที่ความเร็วต้วมเตี้ยมขนาดไหนไปทำไม เนาะ ?

เอาเป็นรถยนต์ 2 คันมี flywheel หนักเท่ากันที่หนักซักหน่อยอันทำให้คัน A ที่มี 150 hp (ขอไม่เทียบในแง่แรงบิดเนาะ) ทำความเร็วสูงสุดได้แค่ซัก 120 km/hr อีกคันคือ B มีแรงม้ามากกว่ากันนิดหน่อยเป็น 180 hp สองคันนี้วิ่งที่ 100 km/hr แล้วปล่อยไหลมันก็ต้องเฉื่อยและไหลเท่ากันถูกไหมครับ
มันจะต่างกันตรงที่คัน B ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่าหรือที่ความเร็วเท่ากันก็เข่นแรงน้อยกว่า พร้อมๆ กับ B "เร่ง" ได้ปรู๊ดปร๊าดกว่าเนาะครับ
ส่วนการออกแบบจักรยานจะให้เบาหนักเท่าไหร่ถึงจะกำลังดี เน้นลู่ลมหรือปั่นสบายหรืออื่นๆ สำหรับ "เครื่องยนต์" ที่อาจจะมี "แรงคน" กับกำลังทรัพย์ต่างกันมากๆ หรืออื่นๆ อาจเป็นดุลยพินิจกับแนวคิดทางการตลาดที่ตัดสินใจกันยากมากๆ อะครับ
*************************
พอเทียบโดยมีปัจจัยอื่น เช่น คัน C มี flywheel เล็กกว่า (หรือน้ำหนักรวมทั้งคันเบากว่า แถมลู่ลมกว่าด้วย) มันก็ย่อมทำความเร็ว (สูงสุดเท่าที่ไม่เช่น) ได้สูงกว่า มันก็น่าจะไหลได้น่าพอใจกว่าโดยเฉพาะผมว่านักปั่นแนว TT ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับหมอบที่ไหลน้อยกว่าก็น่าจะรับรู้ได้ว่ามันไหลดีกว่า...โดยที่อาจจะไม่คุ้นหรือไม่ชอบทัวริ่งที่เร่งไม่ไปกับเร่งบ่อยๆ แล้วเหนื่อยชิบเป๋งก็อาจจะไม่สนใจว่ามันจะไหลขนาดนั้นที่ความเร็วต้วมเตี้ยมขนาดไหนไปทำไม เนาะ ?
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ปั่นไหล ผมว่านิยามเราน่าจะคล้ายกันนะครับ คือ สามารถคงความเร็วไว้ได้ง่าย โดยไม่ต้องออกแรงเติมมากนักหัวฟู เขียน:เสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial แบบไหนจะปั่นไหลกว่ากันครับ
ถ้านิยามเราตรงกัน ก็มาคุยกันเรื่องที่ยุ่งยากขึ้นอีกนิด เพราะปัจจุบันทุกๆคำถามเขาอธิบายได้ด้วย power meter โดยเขาจะมาเทียบกันเลยว่า คนปั่นคนเดิม ความเร็วควบคุมเท่าเดิม กับจักรยานแต่ละแบบ ว่าใช้กำลังแตกต่างกันอย่างไร
นั่นคือ ถ้าที่ความเร็วเท่าเดิม หรือ คงความเร็วได้เท่าเดิม ใช้กำลังน้อยกว่า ----> สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ power meter มันคือคำว่า "ไหลกว่า" **แต่สำหรับคนที่ใช้power meter มันคือคำว่า"ประหยัดวัตต์กว่า"
ถ้าใช้ power meter ให้เกิดประโยชน์มากกว่าที่จะเอามันมาเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับรถ เราก็จะเห็นว่า เราสามารถใช้กำลังกับจักรยานได้แตกต่างกันในหลายๆลักษณะ
ในการจะรักษาความเร็วให้คงที่นั้น อาจจะทำได้ 2 แบบ คือ
1. ยิงผ่อน ยิงผ่อน ซึ่งคำว่ายิงผ่อน นี่ หมายถึงการเติมกำลังเพิ่มเข้าไป แล้วผ่อนกำลังลง เราจะเห็นเลยว่าการปั่นแบบนี้ค่าวัตต์จะไม่คงที่ ขึ้นๆลงๆตลอด แกว่งตัวอยู่ในช่วงกว้างๆ
2. กับอีกวิธีหนึ่งคือ ปั่นด้วยกำลังที่ค่อนข้างคงที่ รู้จักการเกลี่ยกำลัง เราจะเห็นว่าการปั่นแบบนี้ค่าวัตต์จะแกว่งอยู่ในช่วงแคบๆ
จะแบบใดก็ตาม หากไม่ต้องออกกำลังยิงมาก หรือ ไม่ต้องออกกำลังมากเพื่อเกลี่ยแล้ว รถคันนั้นก็ย่อมจะรักษาความเร็วคงที่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แปลว่า ไหลกว่า รถอีกคันที่ต้องออกกำลังมากกว่าในทุกกรณี
ปัจจัยที่ทำให้เราสามารถรักษาความเร็วเดินทางไว้ได้ โดยที่ไม่ต้องออกกำลังมากมาย ปัจจัยเหล่านี้จึงกลายมาเป็นรถที่บางคนเรียกว่า "รถประหยัดวัตต์"
รถประหยัดวัตต์ อาจจะมีหลายมุมมอง แต่สำหรับผมจะพูดถึงรถที่ไม่ต้องออกกำลังมากมายนัก แต่สามารถคงความเร็วอยู่ได้ คุณสมบัติที่สำคัญของรถประหยัดวัตต์มีอะไรบ้าง
1. ลู่ลม ถ้าไม่ยุ่งเรื่องเครื่องแต่งกาย เสื้อผ้า หน้าผม องคาพยบ ไม่พูดเรื่อง skin suit ไม่พูดเรื่องถุงหุ้มรองเท้า หมวกแอโร่ แต่พูดกันเฉพาะการออกแบบเฟรม และการบังคับท่านั่งปั่นของผู้ปั่น เราก็จะพบคำตอบว่า รถที่ลู่ลมกว่า จะส่งผลที่ความเร็วสูงๆ เพราะที่ความเร็วที่สูงขึ้นนั้น แรงต้านอากาศจะเพิ่มขึ้นเป็นกำลังสองของความเร็ว ท่าปั่นที่เหมาะสมก็จะส่งเสริมความลู่ลมให้สอดคล้องกันไปยิ่งขึ้น
- รถTT ถูกสร้างมาเพื่อเน้นความลู่ลม เน้นท่าปั่นที่ลู่ลมมากเป็นพิเศษ
- รถเสือหมอบทัวริ่ง ซึ่งไม่ใช่เสือหมอบRacing ถูกสร้างมาให้เดินทาง ไม่ได้เน้นความเร็ว ท่าปั่นค่อนข้างจะสบายตัว แต่ไม่มีความลู่ลมตามแบบฉบับของรถลู่ลม
ถ้าเอารถเสือหมอบทัวริ่งมาเดินทางที่ความเร็ว 40 กม/ชม. ความรู้สึกเดิมที่หลายคนบอกว่า"ไหล" ก็จะหมดไป เพราะเมื่อเจอแรงต้านอากาศมากมาย ต้องเติมกำลังลงไปอย่างมากเพื่อจะเอาชนะ ในขณะที่รถ TT มันจะเป็นช่วงความเร็วที่มันแสดงความได้เปรียบออกมาได้อย่างมากมาย
2. ความ stiff ของเฟรม เคยอ่านบททดสอบกันไหมครับ รถสมัยใหม่ๆโดยเฉพาะพวก เสือหมอบ Racing จะเน้นความ stiff บริเวณของท่อคอ และบริเวณกระโหลก ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นองค์ความรู้มาแต่โบราณเลยว่า บริเวณทั้ง 2 จุดนี้ เป็นบริเวณที่รับแรงเค้นมากที่สุด เฟรมที่มีความstiffบริเวณ 2 จุดนี้มากๆ ก็จะใช้กำลังที่ความเร็วสูงๆน้อยลงกว่าพวกที่ไม่stiff เพราะที่ความเร็วสูงๆนั้น เราจะต้องออกกำลังกระทำกับบันไดมากขึ้น ( เพื่อต้านแรงต้านอากาศ ที่มากขึ้นเป็นกำลังสองของความเร็ว ) ถ้าเฟรมไม่stiff พอ กำลังที่เราส่งไปกระทำกับบันได ก็จะเสียไปกับการบิดตัวของเฟรม ทำให้ไม่สามารถส่งกำลังไปฉุดล้อหลังได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
- รถTT ออกแบบมาโดยไม่สนใจเรื่องน้ำหนัก แต่สนใจในเรื่องความstiffของเฟรมเป็นสำคัญ ส่วนกระโหลกหรือท่อคอจะหนาอวบ มีมวลสารมาก ( และยังลู่ลม )
- รถเสือหมอบทัวริ่ง ไม่ได้เน้นความstiff แต่เน้นความสบาย และความแข็งแรงของเฟรมที่เพียงพอต่อการบรรทุกสัมภาระ วัสดุที่เลือกมาใช้ทำเสือหมอบทัวริ่งที่ดีที่สุดก็คือ Chromoly เพราะเหมาะสมกว่าวัสดุทุกอย่างในแง่ของ ความนุ่มนวลในการเดินทาง ค่าความแข็งของเนื้อวัสดุโดยพื้นฐาน ความสามารถในการซ่อมแซมเมื่อคดงอผิดรูป (ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอจากอุบัติเหตุ ) เฟรมchromoly ที่ stiffมากที่สุด ก็ยังไม่stiffเท่ากับเฟรมTT ที่ทำมาจากอลูมิเนียมหรือคาร์บอนไฟเบอร์
ถ้าต้องการความไหลที่ความเร็ว 40 กม/ชม. คุณเหนื่อยแน่ๆ ถ้าคิดว่าจะปั่นเสือหมอบทัวริ่งที่ความเร็วเท่านี้
แล้วน้ำหนักรถหละ น้ำหนักรถเป็นผลพวงสุดท้ายจากการออกแบบรถ ถ้าคุณต้องการรถAero คุณก็ต้องยอมรับว่าจะเจอกับรถที่หนัก ถ้าคุณต้องการรถที่เบา เพราะลดเนื้อวัสดุลง ปัญหาก็จะมาที่เฟรมจะมีความ stiffลดลง ซึ่งต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้วัสดุที่มีค่า modulus สูงขึ้น เช่น ใช้ High modulus carbon fiber โดยยังสามารถพอกเพิ่มเนื้อมวลสารบริเวณท่อคอและกระโหลกให้อวบอ้วนใหญ่โตได้ โดยที่น้ำหนักไม่ได้เพิ่มมากขึ้น ( แต่จ่ายเงินเพิ่มขึ้น )
รถเบาๆแต่ไม่ลู่ลม เพราะเน้นใช้ท่อกลม ท่อคอเล็กๆแบบเดิมๆ เฟรมกระโหลกบางๆแบบเดิม พวกนี้ทำอย่างไรก็ไม่มีทางstiffได้เพียงพอต่อการที่จะเลี้ยงความเร็วสูงๆโดยไม่ต้องออกกำลังมากๆได้
พอเพิ่มมวลสาร ทำท่อคอใหญ่ขึ้น ทำท่อล่างเป็นรูปกึ่งรีกึ่งเหลี่ยม ใช้กระโหลกแบบใหม่ๆเช่นพวก BB90 , BB86 , BB386EVO หรือแบกน้ำหนักอีกนิดพอกมากขึ้นอีกนิดโดยใช้ BBRight มวลสารที่เพิ่มขึ้นก็ส่งผลต่อน้ำหนักตัวมากขึ้นนั่นเอง
รถTimeTrial ไม่มีคันไหนเบาอยู่แล้ว
รถTouring bike ก็ไม่มีคันไหนเบาเช่นกัน ยิ่งfull load ด้วยแล้วหนักมหาศาล
เอามาปล่อยลงเขาแข่งกัน ผมว่าคงมีแต่คนไม่เต็มบาทแหละที่อยากจะมาพิสูจน์แพ้ชนะ
เน้นว่า กรุณาอ่านทีละบรรทัด อ่านให้ครบสาระ แล้วจะเข้าใจว่า ที่มโนกันไปนั้นว่า เฟรมนี้ไหล เฟรมนั้นไหล เฟรมโน้นไม่ไหล จริงๆแล้วมันยังมีปัจจัยที่มากมายกว่าที่คิด แค่วิธีการปั่น รู้จักวิธีการปั่นโดยออกกำลังแบบเกลี่ย แค่นี้ก็ทำให้รู้สึกว่ารถไหลขึ้นมาได้แล้ว แค่ฝึกให้แข็งแรงขึ้น รถที่เดิมไม่ค่อยจะไหล ก็จะไหลขึ้นเช่นกัน
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
giro
- ขาประจำ
- โพสต์: 3090
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 15:14
- Tel: 0865040751
- team: Team Bike And Body Cycoling
- Bike: Kemo KE-R5, Giant Propel Advance SL, Specialized Alez E5 Revolution
- ตำแหน่ง: ซอยอารีย์ พหลโยธิน กทม.
- ติดต่อ:
Re: ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
มีอีกอย่างครับ TT ยิ่งเร็วยิ่งไหลมากและยิ่งส่งผลมาก
ทัวริ่งที่หนักแม้จะไหลได้ดีแต่ยิ่งเร็วมากๆไม่ได้ไหลดีนะครับ เพราะมันไหลไปด้วยการรักษาโมเมนตัมแรงเฉื่อยของน้ำหนักในการเคลื่อนที่ แต่พอเร็วจัดๆเจอแรงฉุดอากาศเข้าไปก็ไม่ได้ไหลมากขึ้นครับ
ส่วน TT ที่อาจจะหนักพอกัน พอยิ่งเร็วแรงฉุดแรงต้านก็น้อยกว่าความได้เรปียบก็มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นก็ยิ่งไหลไปได้ดีกว่าครับ
แต่อย่าเอามาใส่ใจครับ ทัวริ่งไม่ได้เป็นรถที่เอามาขี่เอาสมรรถนะครับ มันทำมาเพื่อขี่ระยะไกลมากๆและบรรทุกของได้ดี รวมถึงมีกลไกที่เรียบง่ายดูแลรักษาได้ง่าย
ในขณะที่เสือหมอบและไทม์ไทรฯเอาสมรรถนะเข้าว่า ขี่ไกลก็จริงแต่เป็นไกลแบบเร็ว เน้นแรง มีการกระชากมีเขาต้องอัดขึ้นไป มีทางราบต้องสปรินท์ และในการแข่งขันไม่มีใครจอดรถซ่อมตีนผีริมทางครับ มีปัญหาเยอะ เปลีย่นรถเลยครับ
ทัวริ่งที่หนักแม้จะไหลได้ดีแต่ยิ่งเร็วมากๆไม่ได้ไหลดีนะครับ เพราะมันไหลไปด้วยการรักษาโมเมนตัมแรงเฉื่อยของน้ำหนักในการเคลื่อนที่ แต่พอเร็วจัดๆเจอแรงฉุดอากาศเข้าไปก็ไม่ได้ไหลมากขึ้นครับ
ส่วน TT ที่อาจจะหนักพอกัน พอยิ่งเร็วแรงฉุดแรงต้านก็น้อยกว่าความได้เรปียบก็มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นก็ยิ่งไหลไปได้ดีกว่าครับ
แต่อย่าเอามาใส่ใจครับ ทัวริ่งไม่ได้เป็นรถที่เอามาขี่เอาสมรรถนะครับ มันทำมาเพื่อขี่ระยะไกลมากๆและบรรทุกของได้ดี รวมถึงมีกลไกที่เรียบง่ายดูแลรักษาได้ง่าย
ในขณะที่เสือหมอบและไทม์ไทรฯเอาสมรรถนะเข้าว่า ขี่ไกลก็จริงแต่เป็นไกลแบบเร็ว เน้นแรง มีการกระชากมีเขาต้องอัดขึ้นไป มีทางราบต้องสปรินท์ และในการแข่งขันไม่มีใครจอดรถซ่อมตีนผีริมทางครับ มีปัญหาเยอะ เปลีย่นรถเลยครับ
ฟังสาระจักรยาน Podcast
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
https://open.spotify.com/show/76iDUCWXgqqixg1CmoSDIp
ข่าวสารจัรกยาน
https://www.facebook.com/cyclinghubthailand/
- หัวฟู
- สมาชิก
- โพสต์: 99
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มิ.ย. 2010, 09:50
- Bike: colnago กับ freeagent
Re: ความไหลของเสือหมอบทัวริ่งกับจักรยาน time trial
ขอบคุณครับ ผมนี่กระจ่างเลย 