ส่วนความเห็นผม
1.ล้อมันถ้าน้ำหนักเท่ากันทุกส่วนมันจะเหวี่ยงได้อย่างไงครับ?
2.ที่ใช้ล้อขอบสูงแล้วรู้สึกว่าเหวี่ยงนี้เพราะมันตัดลมได้ดีกว่าแล้วมันSaveแรงเรารึเปล่าครับ?
ปล.ขอคำอธิบายที่อิงกับหลักวิทยาศาสตร์ด้วยนะครับ
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
lucifer เขียน:ความจริงเนี่ย เรื่องเหวี่ยงนี่ มันก็พูดกันจนฟังแล้ว งงๆ
ผมว่ามันขึ้นกับ เรี่ยวแรง และวิธีการปั่น ตลอดจนถึงความต้องการในการจะรักษารอบขาด้วย
เพราะเอาเข้าจริงๆ เรื่องแบบนี้มันก็คล้ายกับ Flywheelของเครื่องยนต์ครับ ขอบล้อมวลสูง (ไม่ได้บอกว่าขอบสูงเสมอไปนะครับ) เมื่อมันหมุนแล้ว มันก็ไม่อยากจะหยุดหมุน และเมื่อมันหยุดหมุน มันก็ไม่อยากจะหมุน
ซึ่งตรงกันข้ามกับขอบล้อมวลเบาที่เมื่อหมุนแล้วก็อยากจะหยุดหมุน เมื่อหยุดหมุนก็ง่ายต่อการจะทำให้หมุนอีก
ขอบล้อมวลสูง มันก็ไต่รอบได้ช้าหน่อย ถ้าจะต้องการให้มันไต่รอบได้เร็วก็ต้องแข็งแรงมากหน่อย พอมันหมุนไปถึงจุดๆหนึ่ง มันก็มีความเฉื่อยเชิงมุมที่จะรักษาการหมุนของมันไปได้ต่อๆไป ถ้ามันหมุนได้เร็วมาก แรงเฉื่อยก็จะมากพอจะเติมการหมุนไปได้ครับ ร่วมกับแรงที่เราส่งลงไปที่บันได ก็จะช่วยให้มันหมุนต่อไปได้เรื่อยๆ
ระหว่างที่รถวิ่งไปข้างหน้า ก็จะพบกับแรงต้านทานอยู่ 2 อย่างใหญ่ๆ คือ แรงต้านทานต่อการหมุนของล้อ ( ความฝืดของยางต่อพื้นถนน + ความฝืดของจุดหมุนและระบบขับเคลื่อนทั้งหลาย + ความเฉื่อยเชิงมุมของการหมุนของล้อในกรณีที่ต้องการเร่งความเร็ว ) กับ สิ่งที่หนักหนาที่สุดก็คือแรงต้านอากาศ ซึ่งจะบรรเทาลงด้วยท่าร่าง และตัวจักรยาน ( เอาเข้าจริงๆแล้ว ตัวคนปั่นเองมีพื้นที่หน้าตัดมากกว่าตัวจักรยานเยอะ ผลจากตัวคนปั่นจึงโดดเด่นที่สุด ดังนั้นหากท่าร่างดี ปรับตัวได้ลู่ลมดี ค่านี้ก็จะลดลง )
สิ่งที่ตรงข้ามกับแรงต้านทาน ก็คือ แรงขับเคลื่อน ซึ่งจะประกอบด้วย แรงของผู้ปั่นที่จะส่งลงไปที่บันไดไปหมุนล้อ + ความเฉื่อยของรถเอง ซึ่งประกอบด้วยตัวรถและความเฉื่อยเชิงมุมอันเกิดจากความเร็วของล้อ
น้ำหนักของล้อก็เปรียบเหมือนน้ำหนักของFlyWheel หากหนักแต่เครื่องยนต์แรงน้อย มันก็ไต่รอบได้ช้า แล้วก็มีรอบที่จำกัด คล้ายกับล้อที่มีมวลของขอบมาก แต่ถ้าเครื่องยนต์มีแรงมาก ถึงแม้ว่าFlywheelจะหนักหน่อย แต่เมื่อลากรอบขึ้นไปได้สูงมาก ความเฉื่อยเชิงมุมที่รอบการหมุนสูงๆก็จะมีมากตามไปด้วย ทำให้มันยังคงรักษารอบต่อไปได้
เรื่องทั้งหมดจึงมาตกอยู่ที่แรงของผู้ปั่นเองเป็นสำคัญ เพราะหากจะต้องปั่นให้ล้อหมุนขึ้นไปจนถึงความเร็วที่มากกว่า 35 กม/ชม. ได้ ผู้ปั่นต้องแข็งแรงพอที่จะต้องเอาชนะแรงเฉื่อยเชิงมุมต่อการหมุนเพิ่มรอบของล้อที่มีมวลของขอบมากๆ + ต้องเอาชนะแรงต้านของลมที่จะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลัง2ของความเร็วที่เพิ่มขึ้น ( เร่งจาก 20 กม/ชม เป็น 40กม/ชม ความเร็วเพิ่มขึ้น 2เท่า แรงต้านอากาศเพิ่มขึ้น 4 เท่านะครับ )
ดังนั้นคนที่แข็งแรงมาก ขาแข็ง ขาเทพ จึงรู้สึกว่าพวกล้อขอบสูงนั้นมันจะเหวี่ยงที่ความเร็วสูงๆ เพราะที่ความเร็วสูงๆนั้น ตัวเองมีแรงมากพอจะปั่นขึ้นไปให้ถึงได้ และที่ความเร็วสูง ความเฉื่อยเชิงมุมในการรักษารอบการหมุนของล้อขอบมวลมากก็จะมีค่ามากตามไปด้วย มันจึงช่วยรักษาความเร็วเอาไว้ได้นั่นเอง
แต่สำหรับคนที่มีความแข็งแรงอยู่ในระดับเฉลี่ย ก็อาจจะไม่สามารถพาล้อขอบมวลสูงขึ้นไปหมุนที่ความเร็วสัก 35 -40 ได้นานๆ เพราะกว่าจะขึ้นไปถึงก็เจอแรงต้านมากมายซึ่งบั่นทอนเรี่ยวแรงไปมาก พอไปถึงความเร็วที่ 35 ขึ้นไป ก็เอาชนะแรงต้านอากาศไม่ไหว ความเฉื่อยของการหมุนของล้อก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้
การช่วยรักษารอบการหมุนของล้ออันเป็นผลมาจากมวลของขอบล้อนั้น ตามหลักฟิสิกส์แล้ว มันจึงมีผลทุกๆความเร็วครับ แรงไม่มากพอจะฝ่าลมขึ้นไปได้ ก็ใช้ความเร็วแค่ 30 ไปเรื่อยๆ ไม่เร่งความเร็ว ไม่กดดันตัวเอง แรงเหวี่ยงของล้อขอบสูงมวลมากก็ช่วยส่งเสริมตรงนี้ได้เช่นกัน
ตรงนี้ผมสัมผัสได้จากการที่เริ่มกลับมาปั่นจักรยานใหม่ ลองมันหมดทั้งขอบ 32mm ขอบ 50mm สิ่งที่ผมพบก็คือ ในตอนแรกๆที่ไม่ค่อยจะฟิตเลยนั้น ล้อขอบ 32 mm จะไปได้ราวๆ 27-28 เจอลมเข้าหน่อยก็ร่วง ถ้าไม่มีลมส่งท้ายไม่มีลมดันหน้า ก็เลี้ยงสบายๆไปที่ 27-28 ได้สบาย เร็วกว่านั้นชักจะเหนื่อย พอเอาล้อ 52mm มาใช้ ตัวล้อเองก็หนัก ขอบก็หนัก ( อลู + คาร์บอน ) ผมกัดฟันขึ้นไปถึง 30ได้ จากนั้นก็ไปเรื่อยๆ เพราะล้อมันหนัก มันหมุนไปด้วยตัวของมันได้ง่ายขึ้น โดนลมดันหน้าก็ร่วงช้าหน่อย โดนลมดันหลังก็ไหลขึ้นไปและคงความเร็วไว้ได้นานขึ้น
ความแข็งแรงของผู้ปั่นนั่นแหละครับที่มีผลต่อเรื่องนี้ ยิ่งแข็งแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งปั่นต้านลมปะทะขึ้นไปได้มาก ยิ่งเร็วเท่าไหร่แรงเฉื่อยในการรักษารอบการหมุนก็ยิ่งมากขึ้น มันเป็นเรื่องที่วิ่งไปด้วยกันแหละครับ
คิดกันดีๆ มองกันรอบๆ แล้วจะได้เลิกพูดกันถึงเรื่องเหวี่ยงๆ เขวี้ยงๆ พวกนี้กันซะที
มือใหม่มาอ่านดู ก็เล่นขอบสูงกันเลย บอกว่ามันเหวี่ยงดี แต่ปั่นได้ไม่กี่ทีก็ท้อ เพราะอัดยังไงๆก็ไปไม่ถึงความเร็วนั้น ทั้งๆที่ลองปั่นธรรมดาๆ เอาแค่aerobicไปก่อน แล้วก็จะพบว่าล้อขอบสูงมวลมาก มันก็ยังไหลไปได้เรื่อยๆอยู่ดี แต่อัดแล้วไม่ขึ้นหรือขึ้นช้า ก็เท่านั้นแหละ ( เคยเจอขอบ 80 - 90 ที่ร้านชิน เด็กมือใหม่อยากได้ บอกสวยดี บอกเหวี่ยงดี ปั่นได้พักหนึ่งก็เอามาฝากขาย![]()
![]()
)
![]()
![]()
![]()
จากกระทู้นี้ครับ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 0&t=436575lucifer เขียน:แน่นอนครับ เรื่อง โมเมนความเฉื่อย moment of inertia มันเกี่ยวกับมวลโดยตรงอยู่แล้ว ถ้ามวลเท่ากันก็มาดูกันเรื่องของ aerodynamicSympho เขียน:ถ้าคุยเรื่องนี้ สำหรับล้อ ขอบสูง-ต่ำ หนัก-เบา
ต้องแยกเรื่องมวลของล้อ(โมเมนต์ความเฉื่อย)
กับความสูงของขอบ(แอร์โรไดนามิกส์ แรงต้านอากาศ กระแสอากาศปั่นป่วน)
ด้วยรึปล่าวครับ ตามที่เรียนมา มันมี2เรื่องปนกันอยู่
แล้วผมก็เคยถามในนี้แหละว่า มวลของล้อเท่ากัน ขอบ สูง กับ ขอบต่ำ จะมีความเหวี่ยงที่ว่าต่างกันมั้ย ก็ได้คำตอบว่า ขอบสูงเหวี่ยงกว่า
ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ จะไปหาล้อมาทดลองด้วยตัวเองก็ไม่มีตัง![]()
ซึ่งก็ต้องบอกก่อนว่า aerodynamic ของขอบล้อนั้นจะมีผลก็ต่อเมื่อเราสามารถขึ้นไปที่ความเร็วสูงๆได้ก่อนนะครับ ถ้าใช้ความเร็วเดินทางกันแถวๆ 30 กม/ชม. ก็อาจจะไม่ค่อยเห็นน้ำเห็นเนื้อนัก นอกจากนี้ร่างกายและท่าร่างของผู้ปั่นจะเป็นสิ่งที่ส่งผลต่อaerodynamic โดยรวมทั้งสิ้น และเป็นองค์ประกอบหลักของAerodynamicองค์รวมเสียด้วย
ครั้นจะบอกว่า aerodynamic ของขอบล้อมีผลน้อยเมื่อเทียบกับ aerodynamicขององค์รวมก็เถอะ เวลาเขาเอาเปรียบคู่แข่งขันกัน เขาก็ขอแค่นิดๆหน่อยๆ สะสมกันไปเรื่อย เช่น ใส่เสื้อรัดรูป โกนขนหน้าแข้งเพื่อลดกระแสลมที่ไหลมาสะดุดผิว โกนหัว ( สมัยก่อนที่ไม่บังคับเรื่องหมวก ) หุ้มรองเท้า เคยมีคนทำการศึกษากันมาแล้วสรุปออกมาว่า บนเส้นทางที่ยาวมากๆ นักปั่นที่แข็งแรงพอๆกัน มันชนะกันนิดเดียวเท่านั้น
แต่ชนะก็คือชนะ
ที่ 1ก็คือที่ 1
เอวัง
ถ้าล้อเหวี่ยง มีความหมายว่า "ล้อหมุนไปได้เองทั้งๆที่ไม่มีแรงกดบันได" มันเป็นหลักการปกติทางฟิสิกส์เลยครับ แล้วทำไมขอบสูงดูเหวี่ยงกว่า ก็ตามข้างบนTdf เขียน:ผมไม่เชื่อเรื่องล้อเหวี่ยงครับ แต่ผมเชื่อเรื่องล้อลื่นไหลและแอโร่ไดนามิค
giro เขียน:ผมมาช่วยตอบให้เข้าเรื่องจักรยานจำเพาะให้ครับ
ถ้าได้อ่านเนื้อหาจากหนังสือต่างประเทศหรือจากบทความตางประเทศจะสงสัยครับว่า .........มันไม่มีคำว่า"เหวี่ยง"ปรากฏเลยครับ
คำว่าเหวี่ยงนั้นเป็นการสร้างคำนิยามของนักจักรยานไทยเราครับ ในทางกลับกันเลยครับ ล้อจักรยาน(และล้อรถยนต์)ที่ดี จะต้องหมุนอย่างคงที่เป็นแรงที่สม่ำเสมอ จะเห้นได้จากวลี ..... spin smoothly ....... ถ้าโบราณๆคงเรียกกันว่า"หมุนสะมอเร่"แล้วอาการเหวี่ยงที่เราๆเรียกมันคืออะไร? เพราะเวลายกล้อวงละครึ่งแสน วงละเกือบแสน มาหมุน ก็พบว่า มันไม่เห็นมาอาการ"เหวี่ยง"ตัวเลย ตรงกันข้าม ผมเอาล้อวงละสามพัน สี่พันมาหมุน เออ พบว่ามันมีอาการเหวี่ยงในบางจุดของวงล้อ
อ้าววว งั้นแปลว่าล้อเหวี่ยงๆกลับเป็นล้อรุ่นล่างๆสิเนี่ย??
มาบางอ้อตรงคำอธิบายของพี่ๆครับว่า ไอ้ล้ออลูฯรุ่นล่างๆ ตรงรอยเชื่อมของขอบจะมีน้ำหนักมากกว่าขอบช่วงอื่น ทำให้การหมุน"ไม่ราบลื่น" และมีแอบบอกผมมาว่า คนหลายๆคนยังเข้าใจว่านี่คือคำว่า"เหวี่ยง" ที่ว่ากัน
ผมก็จะขออธิบายคำว่าเหวี่ยงในที่นี้เลยครับ หลังจากอ่านทฤษฏีฟิสิกส์เชิงกลพื้นฐานกันมาแล้ว
กลับมาที่ล้จักรยานครับ อาการเหวี่ยงนั้นมาจากล้อที่เราเรียกกันว่า"ล้อขอบสูง" ซึ่งอันที่จริงตัวมนเองมีคุณลักษณะเรื่อง"อากาศพลศาสตร์" หรือ แอโร่ไดนามิค เป็นหลักครับ ที่มา มาอย่างไรนั้น รบกวนไปอ่านจากแนะนำล้อ Zipp ครับ ตรงนั้นทางผู้นำเข้าอธิบายใว้กระจ่างแล้ว ทั้งล้อขอบสูงและล้อดิสค์ ล้วนแต่"เหวี่ยง"ด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าตัวมันเองหมุนอย่างไม่สม่ำเสมอครับ
ถ้าจะพูดว่า"เหวี่ยง" คงไม่ตรงนัก ต้องบอกว่า ล้อมัน"รักษาการเคลื่อนที่" ได้ดีมากกว่าครับ ซึ่งอากาศพลศาสตร์ทำหน้าที่ทั้งลดแรงต้านและสลายแรงฉุดตรงนี้ ทำให้ล้อพวกนี้ดูมีอาการเหมือนว่ามันไหลไปเองได้ง่ายๆ เหมือนว่ามีอะไรซักอย่างผลักมันไปข้างหน้า ยิ่งล้อดิสค์ยิ่งแล้วใหญ่ การออกแบบจะยิ่งทำให้ลมในองศาอื่นๆบางมุมช่วยผลักล้อได้เหมือนใบเรือ ดังนั้นคนขี่จึงรู้สึกว่ามันลื่น ไหล ไปด้านหน้าแถมมีแรงผลักด้วย
ส่วนล้อขอบสูงแม้จะมีค่าแอโร่ไม่มากเท่าล้อดิสค์ แต่มันกำเนิดมาเพื่อการใช้งานบนถนนอย่างแท้จริง ลดภาวะจุดอ่อนจากลมด้านข้าง(ที่ไม่ได้มีแค่แรงผลักทำให้รถเซ แต่มันทำให้เกิดแรงฉุดหน่วงการหมุนด้วย) ขอบที่สูงนอกจากจะแหวกอากาศลดแรงฉุดแล้ว ยังทำตัวเองเป็นมวลที่อยู่ปลายสุดของแกนหมุนอีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้ว่า มวลตรงปลาย มีแรงต้านน้อย มีแรงฉุดน้อย มันจะมีความสามารถในการคงการเคลื่อนที่ไปได้มากกว่า ทำให้เกิดแรงที่เหมือน"แรงเหวี่ยง"ตัวเองไปด้านหน้า และล้อพวกนี้ แรงฉุดเกิดที่ซี่ล้อมากกว่า ต่อให้ซี่ออกแบบมาดียังไง ก็ยังมีผลกับแรงฉุด แต่ด้วยมันอยู่ใกล้กับจุดหมุน ทำให้แรงนั้นส่งผลทางเชิงกลน้อยกว่าแรงที่ขอบล้อกระทำ ดังนั้นล้อที่หนักเท่ากัน ล้อที่น้ำหนักมากกว่าอยู่ที่ขอบจะ"เหวี่ยง"ตัวมากกว่าอยู่แล้ว ในทางกลับกัน ล้อที่น้ำหนักไม่ได้ตกที่ขอบจะใช้แรงน้อยกว่าในการขยับหรือหน่วงขอบ ดังนั้นล้อสองวง วงหนึ่ง 1400 กรัมขอบสูง อีกวง 1400 กรัม ขอบต่ำ วงแรกจะแอโร่ดี เรียกแบบบ้านเราว่าเหวี่ยงดี พอเอาไปขึ้นเขาอาจลำบากกว่านิดหน่อยเพราะจะหมุนมวลที่กลายล้อต้านแรงดึงดูดต้องใช้แรงมากกว่า ทำให้เจ้าล้อวงที่สองสามารถขึ้นเขาได้ดีกว่า หมุนมวลของขอบไปได้ง่ายกว่า แต่ถ้ามีกระแสอากาศไม่ว่าจะเป็นลมหรือมวลอากาศหมุนเกิดแรงฉุดก็จะส่สงผลกับมันมากกว่า ล้อจึงไม่"เหวี่ยง"ในทางราบ
ถ้าแนวคิดถ่วงล้อเพื่อให้"เหวี่ยง"นั้น จะมีผล มันก็คงเป็นแค่มวลที่ขอบที่มากขึ้น ซึ่ง มวลนี้เทียบกับเรื่องของอากาศพลศาสตร์แล้วถือว่าส่งผลน้อยกว่ามากครับ ยกตัวอย่างล้อขอบสูงยางงัด หนัก 1800 กรัม กับล้อยางงัดรุ่นประหยัด 1800 กรัมเช่นกัน สองตัวนี้มีสมรรถนะต่างกันลิบ ตัวแรกเหวี่ยงดี(ถ้าเรียกแบบบ้านเรา) วิ่งดี ตัวที่สองไม่ได้มีฟิลลิ่งนั้นเลย และแน่นอนว่าทั้งสองตัวนี้อัตราเร่งหนืดเท้าทั้งคู่ พอความเร็วสูงมากๆ กระแสอากาศยิ่งมีผลมากๆ ล้อขอบสูงหนักๆสามารถรักษาการหมุนได้ดีก็เกิดอารมณ์"เหวี่ยง" อีกตัวนึง หนักเท่ากันแท้ๆ แต่ไม่มีความสามารถทางด้านแอโร่เลย น้ำหนักที่มากไม่ได้มีผลอะไรนักเมื่อมันโดนกระแสอากาศส่งผลซะทั้งต้องแหวกแถมด้วยแรงฉุดทางด้านหลัง
มามองล้ออย่าง Roval ล้อที่"เหวี่ยง"ทั้งๆที่ขอบไม่สูงและล้อก็ไม่หนักมากมาย น้ำหนักดุมปลาดาวหนักกว่า เหวี่ยงเพราะ ลดแรงต้านและแรงฉุดที่เกิดจากซี่ล้อ อย่างที่บอกว่าแรงนี้มากมหาศาลนัก ลดระยะตรงนี้ไปได้ครึ่งๆ ก็ลดแรงได้มากมาย ล้อก็มีฟิลลิ่ง"เหวี่ยง"ได้เช่นกันโดยไม่ต้องมีน้ำหนักถ่วงที่ขอบ
สรุปสุดท้ายเลยครับ..............คำว่าเหวี่ยงที่เรียกกันนั้นไม่ได้มีอะไรมากกว่าคำว่า"แอโร่ไดนามิค" เลย.......... แต่มันไม่ผิดที่จะรู้สึกแบบนั้นบนจักรยานครับเพราะอาการที่ล้อเคลื่อนไปได้มันคล้ายการเหวี่ยงตัวจริงๆ ต้องไปหาล้อพวกนี้มาแล้วลองเอามือหมุนดูครับว่ามันหมุนส่มำเสมอมากๆ ถ้าจะมีอาการไม่ราบรื่น ก็มาจากไม่แม่เหล็กติดไมล์ ก็มาจากพวกจุ๊บสูบยางกับอะแด็ปเตอร์ต่อยาวนั่นแหละครับ
คิดง่ายๆครับ ล้อขอบสูงรุ่นพระเจ้าหนักแค่โลเดียว ทำไมมัน"เหวี่ยง"ดีกว่าล้อหนักสองโลได้?? เรื่องมวลมีผลก็จริงแต่น้อยมากๆเมื่อเทียบกับอากาศพลศาสตร์
สำหรับล้อผมว่าสิ่งสำคัญคือ
-แอโร่ไดนามิค
ไม่ใช่แค่แหวกอากาศได้ดีต้องมีแรงฉุดน้อยด้วย ทั้งจากขอบและซี่ล้อ
-น้ำหนัก
ยิ่งเบายิ่งดี เพราะแม้ว่าเบาแต่แอโร่ดี ลื่นดี มันก็ยังคงตัวได้มาก ล้อดิสค์ก็เบาลงเรื่อยๆจากกำเนิดของมัน อัตราเร่งและการขึ้นทางชันสำคัญที่นำ้หนักนี่ล่ะครับ
-แรงเสียดทานในดุม
อันนี้ก็พูดกันตรงๆว่าความลื่น ถ้าสองอย่างแรกยอดเยี่ยมดุมฝืดก็จบกัน แต่แน่นอนว่าถ้าดุมลื่น แรงเสียดทานน้อย ล้อก็หมุนไปได้ดีขึ้น
-ความแข็ง
ล้อที่ดีต้องแข็ง แข็งพอจะรับน้ำหนักได้ แข็งพอจะรับแรงบิดได้ แข็งพอจะเข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ทั้งขอบและซี่ต้องแข็งพอด้วยทั้งคู่ จะเอาเบาเข้าว่าแต่ยวบหยึยก็ไม่ใช่ล้อที่ดี
ปล.
"Gravity: The attractive force that cannot be seen, only can be felt " = เรียกกันง่ายๆว่า "เสน่ห์" หรือเปล่าครับ![]()
ถ้างั้นรู้สึกว่าตรงเอแบคบางนาจะมีแรงดึงดูดสูงกว่าเขาเขียวนะครับ เห็นดูดนักจักรยานจนเสียทิศทางไปสามคน คาดว่าเร็วๆนี้จะดูดไปอีกเพียบบบบบบ
![]()