
รูป ตอนเรื่องกำลังจะออกไปสู่รันเวย์ พี่สรศักดิ์นั่งอยู่เบาะหลัง
From : โจ [ 17 มิ.ย. 47 - 11:22:01 น. ]
ที่มาเรื่องเดิมที่ ====ดู แฟนพันธ์แท้ เครื่องบินกันหรือป่าว บอกอสรศักดิ์ คุณยอดมาก ===
หักเขี้ยวราชสีห์ งานแปลแฟนพันธุ์แท้เครื่องบินรบ
นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552
รายงานโดย :พัมพ์กิ้น_พาย:
...ประมาณ 5 ปีที่แล้วเขาคนนี้ สรศักดิ์ สุบงกช ได้กลายมาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะแฟนๆ รายการ “แฟนพันธุ์แท้” เพราะเขาคนนี้ได้เป็นแชมป์ในรายการแฟนพันธุ์แท้ในหัวข้อ “เครื่องบินรบ” และนับเป็นพลเรือน (แท้ๆ) คนแรกที่ได้บินกับเครื่องบินขับไล่ความเร็วเหนือเสียง F16B และล่าสุดก็ยังทุบสถิติเป็นพลเรือนคนแรกที่ได้บินกับเครื่องบิน L 39 ซึ่งเป็นเครื่องบินโจมตีอีกด้วย
...ปัจจุบันนอกจากการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เขารัก อย่าง การปั่นจักรยาน การฟังดนตรีคลาสสิก การดำน้ำ ต่อโมเดลเครื่องบิน ศึกษาเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์อยู่เป็นประจำแล้ว เขาก็ยังชื่นชอบกับการเป็นนักเขียน และนักแปล ที่มีผลงานหนังสือออกมาอวดโฉมบนแผงแล้วหลายต่อหลายเล่ม
...สรศักดิ์ บอกว่า เขาเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ และก็อ่านหนังสือพิมพ์ออกตั้งแต่ขึ้นประถม 1 ด้วยซ้ำ หลังจากนั้นเขาก็อ่านหนังสือมาเรื่อยๆ ทุกประเภท ทั้งวิชาการ นิยาย จนคิดว่างานเขียนไม่น่าจะยาก และคันไม้คันมืออยากจะลงมือเขียนกับเขาบ้าง
....ความเป็นคนชอบและขวนขวายที่จะเรียนรู้ภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อได้มีโอกาสมาอ่านงานแปล เขาจึงเกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่าต้นฉบับที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
...“หนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่เริ่มอ่านตอน ม.ศ. 3 ก็คือ Inside the Third Reich เรื่องของ อัลเบิร์ต สเปียร์ เป็นสถาปนิกของฮิตเลอร์ เขาเขียนตอนติดคุกมา 20 ปี แต่ตอนนั้นอ่านไม่จบหรอก อ่านไปได้ 12 หน้าก็เก็บไว้ เพราะอ่านไม่ออก แต่เราอยากรู้เพราะเรามีความสนใจเกี่ยวกับพวกนาซี จากนั้นก็เลยไปอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเล่มอื่นที่ง่ายกว่า จนกระทั่งอีก 20 ปีต่อมา จนกระดาษเหลือง กรอบไปหมดแล้ว เอากลับมาอ่านอีกครั้งจนกระทั่งอ่านรู้เรื่อง”
...ความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษจากการเรียนรู้ด้วยตัวเองทำให้สรศักดิ์ทำงานแปลออกมาแล้วหลากหลายแนว ทั้งนิยายสืบสวนสอบสวน คู่มือเลี้ยงลูก สูตรความสำเร็จในชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างหญิงกับชาย หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องเซ็กซ์ (เขาบอกว่า ... ไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่)
…“หลักของการที่เราจะเรียนภาษาอังกฤษได้เก่ง เราต้องพยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่เป็นภาษาไทยให้หมด (ยิ้ม) และถ้ามีโอกาสก็ต้องฟังเยอะๆ แหล่งที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ก็คือ ทีวีนี่แหละ ยิ่งถ้าเป็นระบบสองภาษา ถ้ามีโอกาสก็เปิดระบบภาษาอังกฤษฟัง จะฟังรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ช่างมันเถอะ เพราะวันนี้ไม่รู้เรื่องเดี๋ยววันหน้าก็รู้เรื่องเองนั่นแหละ เพราะเราเกิดมาเราก็พูดภาษาไทยไม่ได้หรอก แต่เป็นเพราะเราเลียนแบบพ่อแม่มา ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันเราก็ต้องเลียนแบบเจ้าของภาษาให้ได้”
…ผลงานเขียนและแปลของสรศักดิ์ ที่ผ่านมามีด้วยกันหลายเล่ม อาทิ 1941 Pearl Harbor มหาสงครามพลิกโลก ถึงเวลาหมาจะพูด ไต่ฟ้ากินเมฆ กองพันเดนนรก เด็ดปีกอินทรี เหตุเกิดที่ถนนเบเคอร์ CSI ไขปมคดีปริศนา สอนลูกให้เป็นผู้นำ พ่อแม่เป็นพิษ คุณหมอขอบอก เซ็กซ์เพื่อสุขภาพ คัมภีร์จีบผู้ชาย ฯลฯ
…ถามว่า ถนัดแปลหนังสือแนวไหนมากที่สุด สรศักดิ์ บอกว่า หนังสือแนวเทคโนทริลเลอร์ ที่มีเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ ทหาร การรบ เครื่องบินรบ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เขาถนัด เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
…“ผมสนใจเรื่องอาวุธมาจากการต่อโมเดลมาตั้งแต่เด็กๆ เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเพราะเทคโนโลยีต่างๆ ในปัจจุบันมาจากการทำสงคราม มนุษย์ต้องพยายามพัฒนาคอมพิวเตอร์ก็เพื่อไปถอดรหัสของนาซี คอมพิวเตอร์เครื่องแรกจึงเกิดขึ้น หรืออินเทอร์เน็ตก็คือช่องทางการสื่อสารชนิดหนึ่งที่อเมริกาวางไว้ว่าถ้าหากเกิดสงครามนิวเคลียร์ทุกอย่างสลายหมด แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังสามารถใช้สื่อสารกันได้”
…ล่าสุด สรศักดิ์ได้เข้ามาทำงานแปลให้กับสำนักพิมพ์ โพสต์บุ๊กส์ ในเครือบริษัท โพสต์ พับลิชชิง กับหนังสือแนวเทคโนทริลเลอร์ ที่มีชื่อว่า “The Lion Of Lucerne” หรือ “หักเขี้ยวราชสีห์” ผลงานเขียนเรื่องแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามของ แบรด ทอร์ เจ้าของรายการสารคดีท่องเที่ยวชื่อดัง Traveling Lite และเจ้าของรางวัล New York Times Bestsellers และ The National Bestseller ผู้ที่ทำให้ สกอต ฮาร์แวธ กลายเป็นพระเอกคนใหม่ในหัวของนักอ่านกว่าครึ่งค่อนโลก
…เรื่องราวของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถูกผู้ก่อการร้ายกลุ่มหนึ่งจับตัวไป และหน่วยอารักขาชั้น เยี่ยมตายเกลี้ยง สกอต ฮาร์แวธ อดีตหน่วยซีลแห่งกองทัพเรือ ในฐานะหัวหน้าทีมจึงได้รับภารกิจช่วยชีวิตประธานาธิบดี และตามล่ากลุ่มก่อการร้ายมาลงโทษ จากเทือกเขาหิมะในยูทาห์ สู่ภูผาน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อที่จะชิงตัวประธานาธิบดีกลับมาให้ได้ และกระชากหน้ากากผู้ที่ชักใย ซึ่งงานนี้ สกอต ฮาร์แวธ ต้องเข้าถ้ำสิงห์ เผชิญหน้ากับเหล่ายอดมนุษย์นักฆ่าที่อันตรายที่สุดในโลก
…กับการทำงานแปลในครั้งนี้ สรศักดิ์ บอกว่า เขายังไม่เคยอ่านงานของ แบรด ทอร์ มาก่อน เพิ่งจะมีโอกาสได้มาอ่านตอนที่ทำงานแปลหนังสือเล่มนี้ และในฐานะที่ต้องทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ให้ผู้อ่านชาวไทยได้สนุกสนานไปกับเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ สรศักดิ์ บอกว่า
…“หนังสือเล่มนี้ผมว่ากระชับดี ถ้าพูดกันแบบตรงไปตรงมาก็อาจจะเป็นเรื่องที่เราเรียกว่าน้ำเน่า (ยิ้ม) ที่พระเอกเก่งคนเดียว อะไรก็รู้ไปหมด เจมส์ บอนด์ ชัดๆ แต่ทอร์เขาก็จะมีเทคนิคในการเขียนที่กระชับ และมีรายละเอียดที่สมจริงสมจัง โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือสถานที่ต่างๆ ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะดูจากภูมิหลังของเขา ทอร์เขาเป็นคนจัดรายการสารคดีท่องเที่ยวมาก่อน เขาจึงบรรยายประเพณี หรือภูมิประเทศของสวิสได้ค่อนข้างเห็นภาพชัดเจน รวมทั้งมีรายละเอียดของอาวุธต่างๆ พอประมาณ”
…จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ สรศักดิ์ บอกว่า อยู่ที่ความเก่งกาจของตัวเอกของเรื่องอย่าง สกอต ฮาร์แวธ ที่จะทำให้คนอ่านต้องลุ้นตามไปกับภารกิจการตามหาตัวประธานาธิบดีสหรัฐว่า ฮาร์แวธจะพิสูจน์ตัวเองได้อย่างไร และตัวคนเดียวจะสามารถเข้าไปช่วยประธานาธิบดีได้อย่างไร และอีกเรื่องก็คือ ความโดดเด่นของสถานที่
…“สำหรับผมมองว่าหนังสือเล่มนี้แจ๋วเลยแหละ สำหรับคนที่เพิ่งจะเขียนหนังสือเล่มแรก และก็เป็นนิยายที่อ่านได้เพลินๆ แทบไม่อยากวางเลย เพราะพอจะวางปั๊บก็จะเชื้อเชิญให้อยากอ่านบทต่อๆ ไปให้จบ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วสนุก นอกจากความสนุกที่ตัวละครจะพาเราไปแล้ว ยังได้ความรู้เรื่องการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ถ้าคุณจะต้องไปอยู่ท่ามกลางหิมะถล่ม สกอต ฮาร์แวธ จะบอกคุณว่าจะเอาตัวรอดได้อย่างไร หรือถ้าคุณไปสวิตเซอร์แลนด์ แบรด ทอร์ ก็จะบอกคุณว่าตรงไหนน่าเที่ยว นั่นคือสิ่งที่น่าอ่านในเล่มนี้ เพราะเป็นมากกว่าหนังสือเทคโนทริลเลอร์ที่จะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพิ่มพูนความรู้ให้เรารู้อะไรได้มากกว่าความสนุกเพียงอย่างเดียว”
…“หักเขี้ยวราชสีห์” เล่มนี้เป็นปฐมบทของนิยายทริลเลอร์ที่มีภาคต่อทั้งหมดอีก 6 เล่ม และมีตัวละครเอกคือ สกอต ฮาร์แวธ เช่นเดียวกัน สำหรับเล่มต่อไปที่สรศักดิ์กำลังแปลอยู่ตอนนี้ก็คือ ผลงานล่าสุดของทอร์ ที่มีชื่อเรื่องว่า The Last Patriot
…“เล่มนี้จะเป็นเหตุการณ์ตอนที่ สกอต ฮาร์แวธ อายุ 30 กว่าแล้ว และกำลังเบื่องานสายลับ งานอารักขา แล้วคิดที่จะไปมีชีวิตอยู่กับคนรัก ไปสร้างครอบครัว แต่สุดท้ายก็อยู่ไปได้ บังเอิญว่ามีเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นอีก จนเขาจำเป็นที่จะต้องไปกวาดล้างอีกครั้ง”
…และสำหรับประสบการณ์ในการทำงานแปลที่ผ่านมาหลายปีนั้น สรศักดิ์ได้แนะนำเทคนิคสำหรับผู้ที่อยากเป็นนักแปลอย่างเขาบ้างว่า
…“หลักของการแปลที่ให้ได้อรรถรสตามต้นฉบับก็คือ อ่านเพื่อตีความ ไม่ใช่แปลตัวต่อตัว เช่น Where are you going ? จะแปลว่า คุณกำลังจะไปไหนก็ได้ คุณจะไปไหนก็ได้ นั่นคุณจะไปที่ไหนก็ยังได้ นี่คือความหมายของภาษาที่ไม่จำเป็นต้องแปลตรงตัว แต่เราเอาแก่นของภาษามาถ่ายทอดให้คนอ่านเข้าใจถึงอารมณ์ของเนื้อเรื่องตรงนั้น
…และก็อย่าไปซีเรียสเรื่องไวยากรณ์มากนัก แต่บางอย่างก็อาจจะจำเป็น เช่น is was เป็นการเรียงลำดับเหตุการณ์เราก็ต้องให้ความสำคัญ แต่ถ้าเป็นศัพท์ที่เกี่ยวกับอารมณ์ก็ต้องดูตามสถานการณ์ และบริบทตอนนั้นว่าเป็นอย่างไร เช่น Who are you working for? ถ้าเป็นอารมณ์ปกติก็จะเป็นคุณทำงานให้ใครครับ แต่ถ้ากำลังจะฆ่ากันอยู่แล้วก็อาจจะต้องแปลว่าใครใช้มึงมา หรือมึงทำงานให้ใคร อะไรทำนองนี้”
…ปัจจุบันสรศักดิ์เป็นบรรณาธิการบริหารให้กับหนังสือสปอร์ต สตรีต นิตยสารเพื่อคนขี่จักรยานฉบับเดียวในประเทศไทย เขียนคอลัมน์พิเศษเกี่ยวกับยุทโธปกรณ์ และเรื่องทหารที่คนอยากรู้ลงในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ รับหน้าที่เว็บมาสเตอร์ให้กับเว็บไซต์ของหลายบริษัท รวมทั้งยังคงทำงานแปล และเรียบเรียงหนังสือให้กับบริษัท โพสต์ พับลิชชิง อย่างต่อเนื่อง

