ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

ผู้ดูแล: มิตร

กฏการใช้บอร์ด
กลุ่ม AIRPORT GROUP PHITSANULOK
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000
ผู้ดูแล MIT โทร 08-1534-4540
รูปประจำตัวสมาชิก
wakin
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4562
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2009, 11:19
Tel: 0897063895
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Trek 8900 - Trek 2.1

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย wakin »


ฝากคำคมไว้ให้อ่าน...
คชสารแม้ม้วยมีงา โคกระบือมรณา เขาหนังก็เป็นสำคัญ
บุคคลถึงกาลอาสัญ สูญสิ้นสารพัน คงแต่ชั่วกับดี
ถึงผมจะช้า แต่ผมก็ถึง....ชัวร์
รูปประจำตัวสมาชิก
ups
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 08:27
Tel: 084-2255291
ตำแหน่ง: " PHITSANULOK "

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย ups »

มะ มะ หมิว เขียน::D :D :D :D :D
นี่แหละถึงจะเรียกว่าเพื่อนแท้
ดั่งคำโบราญได้ว่าไว้

เพื่อนกิน ก็กินกับเพื่อน แต่ถ้า !! เพื่อนตาย ก็ไปกินงานเพื่อน
รูปประจำตัวสมาชิก
wakin
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4562
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2009, 11:19
Tel: 0897063895
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Trek 8900 - Trek 2.1

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย wakin »


นั่งทับบนเหล็กร้อน 1 นาที ช่างยาวนานราว 1 ชัวโมง
แต่นังทับบนสาวงาม 1 ชั่วโมง ช่างรวดเร็วกับ 1 นาที
ถึงผมจะช้า แต่ผมก็ถึง....ชัวร์
รูปประจำตัวสมาชิก
BL-PL
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1317
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 18:50
Tel: 0815320641
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Wheeler

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย BL-PL »

wakin เขียน:
นั่งทับบนเหล็กร้อน 1 นาที ช่างยาวนานราว 1 ชั่วโมง
แต่นั่งทับบนสาวงาม 1 ชั่วโมง ช่างรวดเร็วกับ 1 นาที
ชอบบรรทัดล่างมาก แต่เปลี่ยนจากนั่งเป็นนอนได้มั๊ย :lol: :lol: :lol:
ไฟล์แนบ
แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะ เอาป่าว
แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะ เอาป่าว
inbox10587.jpg (37.67 KiB) เข้าดูแล้ว 747 ครั้ง
BLPC
jhnoi
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 130
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ส.ค. 2008, 13:10
Tel: 055-211793
team: airport group pithsanulok
Bike: garry fisher wahoo

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย jhnoi »

ยังงี้เค้าเรียก ตายอย่างเขียด แบนแต้ดแต๋ :lol: :lol: :lol:
รูปประจำตัวสมาชิก
wakin
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4562
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2009, 11:19
Tel: 0897063895
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Trek 8900 - Trek 2.1

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย wakin »


มิตรภาพคือ การทรยศต่อความอยากที่จะเอาเปรียบผู้อื่น
ถึงผมจะช้า แต่ผมก็ถึง....ชัวร์
รูปประจำตัวสมาชิก
wakin
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4562
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ส.ค. 2009, 11:19
Tel: 0897063895
team: Forz Airport Phitsanulok
Bike: Trek 8900 - Trek 2.1

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย wakin »

[colo
ถึงเราจะไม่นำหน้าสุด แต่เราก็ไม่ยอมหลุดจากขบวน..รั้งท้ายr=#00BF00][/color]
ถึงผมจะช้า แต่ผมก็ถึง....ชัวร์
รูปประจำตัวสมาชิก
Rose
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 530
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2009, 21:26
team: AIRPORT GROUP PHITSANULOK
Bike: TREK

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย Rose »

เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น


เรื่องนี้ เล่ากันว่าเป็นเรื่องที่โจษขานกันมากในญี่ปุ่น
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ 22 ปีก่อน



ในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของญี่ปุ่นนั้น
การกินบะหมี่ในวันส่งท้ายปี นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้
ร้านบะหมี่ทุกร้านในประเทศญี่ปุ่นจึงขายดีมากในวันสิ้นปี
รวมทั้งที่แถบซัปโปโร บนเกาะฮอกไกโด



"ร้านฮอกไก" บนถนนซัปโปโร ก็เช่นกัน
ในวันนี้มีผู้คนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัดร้านตลอดทั้งวัน
ผู้เป็นเจ้าของและภรรยาแทบจะไม่ได้นั่งพักเลย จนกระทั่งถึงเวลา 22.00 น.
ผู้คนจึงเริ่มจะบางตาลง ตอนนี้ละ พอจะหายใจหายคอ
พอจะได้พูดคุยหรือนั่งพักบ้าง

โดยปกติแล้วบนถนนสายนี้
ผู้คนจะออกมาจับจ่ายซื้อของและสัญจรกันอย่างเนืองแน่นทั้งวันทั้งคืน
แต่ในวันนี้ผู้คนจะต้องรีบกลับบ้านเพื่อไปต้อนรับปีใหม่กัน
ดังนั้นร้านค้าบนถนนสายนี้จึงปิดร้านเร็วขึ้นกว่าปกติ
รวมทั้งเจ้าของร้าน"ฮอกไก"และภรรยา
ซึ่งก็อยากจะกลับไปฉลองปีใหม่ที ่บ้านเช่นกัน

พอลูกค้าคนสุดท้ายลุกออกจากร้าน ขณะที่ภรรยากำลังจะปิดประตูร้าน
เธอก็ต้องสะดุ้ง เพราะประตูร้านถูกเปิดออกอย่างเบาๆ
ด้วยมือของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งนำเด็กชายสองคนเข้ามาในร้าน
คนหนึ่งอายุประมาณ 10 ขวบ อีกคนหนึ่งอายุประมาณ 6 ขวบ
เด็กทั้งสองอยู่ในชุดกีฬาใหม่เอี่ยม แต่หญิงผู้เป็นแม่สวมโอเวอร์โค้ท
ลายสก๊อตที่ดูเก่าๆและรูปแบบไม่ทันสมัย

"เชิญนั่งค่ะ" ภรรยาเจ้าของร้านทักทายลูกค้าด้วยอัธยาศัยอันดี
หญิงผู้เป็นแม่เอ่ยปากขึ้นอย่างหวาดๆว่า "ขอซื้อบะหมี่น้ำสักชาม
ได้ไหมคะ?" เด็กชายสองคนที่ยืนนิ่งอยู่ข้างหลังก็สบตากันอย่างหวาดๆไม่แตกต่างไปจากผู้เป็นมารดามากนัก
"ได้ค่ะ ได้ค่ะ ทำไมจะไม่ได้ละค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ"
ภรรยาเจ้าของร้านเชื้อเชิญพวกเขานั่ง ที่โต๊ะเบอร์สองชิดกับฝาผนังร้าน
แล้วเธอก็ตะโกนบอกไปทางห้องครัว ตามรูปแบบที่เธอเคยทำอยู่เป็นประจำ
"บะหมี่น้ำ หนึ่งชาม"
บะหมี่น้ำ หนึ่งชาม คือบะหมี่แค่หนึ่งก้อน ลวกลงในน้ำเดือด
แล้วปรุงเครื่อง ปรุงผัก ปรุงไข่ พร้อมน้ำซุป .....เจ้าของร้านคิด
"มันจะพออะไร๊!!!" แล้วเขาก็ใส่บะหมี่แถมเข้าไปอีกครึ่งก้อน
เขาปรุงออกมาเป็นบะหมี่น้ำ ใส่น้ำซุปเยอะๆ กลิ่นและควันหอมฉุย
โดยที่ภรรยาของเขา และลูกค้าไม่รู้เลยว่าเขาแถมบะหมี่มาให้
สามคนแม่ลูกนั่งล้อมหัวกันรอบชามบะหมี่ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย
กินพลางก็พูดคะยั้นคะยอคนอื่น
"ทานซิครับ แม่" ลูกชายคนพี่พูด
"แม่ ทานหน่อยซิครับ" ลูกชายคนน้องพูด ปากพูดพร้อมมือคีบบะหมี่เข้าปากแม่
แทนที่จะคีบบะหมี่เข้าปากตนเอง
ไม่นาน บะหมี่ทั้งชามก็หมดไม่มีเหลือ จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วทั้งสามคนก็ชมเจ้าของร้านและภรรยาว่า "ขอบคุณมากค่ะ(ครับ)
บะหมี่อร่อยมากค่ะ(ครับ)" พร้อมกับค้อมตัวลงอย่างสุภาพแล้วก็เดินจากไป
"ขอบคุณมากค่ะ(ครับ) สวัสดีปีใหม่ด้วยค่ะ(ครับ)"
เจ้าของร้านและภรรยาต่างก็กล่าวขอบคุณลูกค้าด้วยวาจาพร้อมกัน



ธุรกิจขายบะหมี่ในร้าน "ร้านฮอกไก" บนถนนซัปโปโร ดำเนินไปวันแล้ววันเล่า
ยุ่งตั้งแต่เช้าจรดเย็น และต่อเนื่องไปถึงตอนดึก
และแล้ววันเดือนก็ผ่านไปอีกครบหนึ่งปี


วันที่ 31 ธันวาคม ก็เวียนมาอีกรอบ ...ในวันส่งท้ายปีเก่า ร้านบะหมี่
"ฮอกไก" ก็ยังคงขายดีมากเหมือนทุกวันที่ผ่านมา
และขายดีมากเป็นพิเศษในวันนี้
เจ้าของร้านทั้งสองเหน็ดเหนื่อยกับการปรุงบะหมี่ เสิร์ฟบะหมี่
เก็บชามและเช็ดโต๊ะ จนที่สุดวันที่แสนจะวุ่นวายก็จบลง เฮ้อ
จะได้พักผ่อนฉลองปีใหม่กันสักที
เวลา 22.00น.กว่าๆในขณะที่ภรรยากำลังจะปิดร้านอยู่นั้น

เธอก็ต้องสะดุ้งชักมือกลับอีกรอบหนึ่ง เพราะประตูร้านถูกดึงออกเบาๆ
โดยผู้ที่เดินเข้าร้านมาก็คือ แม่กับลูกชายสองคน
พอเห็นเสื้อโอเวอร์โค้ท ลายสก๊อตที่ดูเก่าและไม่ทันสมัย
ภรรยาเจ้าของร้านก็นึกขึ้นได้ว่า
เป็นลูกค้ารายสุดท้ายของวันส่งท้ายปีเก่าของปีที่แล้วนั่นเอง

"ขอซื้อบะหมี่น้ำ สักหนึ่งชามได้มั๊ยคะ?"

"ได้ค่ะ ได้ค่ะ เชิญนั่งตามสบายนะคะ" แล้วเธอก็นำพวกเขาไปนั่ง ณ
ที่นั่งเดิมที่เคยนั่งเมื่อปีที่แล้ว โต๊ะเบอร์สองของร้าน
พร้อมกับตะโกนเข้าไปในครัวเหมือนที่เคยปฏิบัติทุกวัน "บะหมี่น้ำ
หนึ่งชาม"
เจ้าของร้านรับคำ "ได้ครับ บะหมี่น้ำหนึ่งชาม"
พร้อมกับจุดเตาที่เพิ่งจะดับไปเมื่อครู่ โชคดีที่ว่าไม่ต้องรอนาน
เพราะน้ำซุปในหม้อยังมีความร้อนสูงอยู่
ภรรยาของเขา ....ความที่เป็นคนมีน้ำใจดี ก็แอบเข้าไปสะกิดสามีว่า
"นี่ตาเฒ่า เธอปรุงบะหมี่ไปให้พวกเขาสามชามเลยไม่ได้เหรอ?
ทำไมจะต้องให้ไปแค่ชามเดียว สามคน!!!"
"ไม่ได้ ถ้าฉันทำเช่นนั้น จะทำให้พวกเขาอาย กินไม่อร่อย แล้วไม่สบายใจ รู้มั๊ย??"
สามีตอบพลาง แล้วก็แอบโยนบะหมี่อีกครึ่งก้อนลงไปในหม้อน้ำที่เริ่มจะเดือดพล่าน
โดยที่ภรรยาของเขาไม่ทันเห็น แล้วก็หันไปพูดกับภรรยาเสียงเบาๆว่า
"เห็นเธอพูดจาเสียงดัง ไม่นึกเลยว่า จิตใจก็ดีเหมือนกันนะ"
สามี ยกบะหมี่น้ำชามใหญ่ที่กลิ่นหอมชวนกินให้กับภรรยา
ยกไปให้สามแม่ลูกที่กำลังชะเง้อคอยอยู่ด้วยความหิว

.....และแล้วก็ถึงเวลาที่สามคนแม่ลูก นั่งล้อมหัวรอบชามบะหมี่อีกครั้ง
กินไปก็ชักชวนให้อีกฝ่ายกินเยอะๆ และก็พูดคุยกันอย่างสนิทสนม
...และเสียงคุยของสามคนแม่ลูก ก็ดังไปถึงหูของเจ้าของร้านและภรรยาด้วย
"หอมจังเลย...ยอดไปเลย...อร่อยจริงๆ"
"แม่ครับ ปีนี้เราสามารถมากินบะหมี่ของร้าน"ฮอกไก"ได้ นับว่าไม่เลวทีเดียวนะ"

"ถ้าปีหน้า สามารถมากินได้อีก ก็ดีนะสิ แม่"

กินเสร็จ ผู้เป็นแม่ก็จ่ายเงินไปหนึ่งร้อยห้าสิบเยน
แล้วสามคนแม่ลูกก็ลากลับอย่างสุภาพ และเดินออกจากร้าน "ฮอกไก"ไป
"ขอบคุณค่ะ(ครับ) และสวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)"
เจ้าของร้านและภรรยากล่าวขอบคุณบ้าง และมองตามหลังสามแม่ลูก เดินลับจากไป


กิจการของ "ร้านฮอกไก" ได้รับความนิยมดีมาก มีเงินเข้าร้านมากขึ้น
จนถึงกับจ้างพนักงานมาช่วยเก็บจาน ล้างจาน และช่วยงานอื่นๆ
วันทั้งวันเจ้าของร้านและภรรยาจะมีโอกาสต้อนรับและให้บริการลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรที่ผลัดหน้ากันเข้ามาใหม่
จนยากจะจำใบหน้าใครๆได้
แต่ใบหน้าของลูกค้าชุดหนึ่งที่เจ้าของร้านและภรรยาไม่เคยลืม
ก็คือใบหน้าของสามคนแม่ลูกในวันสิ้นปีเก่า




แล้วในวันสิ้นปี ก็เวียนกลับมาอีกครั้ง พอเลยเวลา 21.00น.ไปแล้ว
เจ้าของร้านและภรรยาก็สบตากันและเริ่มมองดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาที่ผนังร้านอยู่บ่อยๆ
ถึงเวลา 22.00น. พนักงานในร้านต่างได้รับเงินขวัญถุงจากเจ้าของร้าน
แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตน
พอลูกค้าและผู้ช่วยงานออกไปจากร้านหมดแล้ว เจ้าของร้านทั้งสองคนก็สบตากัน
แล้วก็ช่วยกันเอาป้ายราคาบะหมี่ในร้านที่เขียนไว้ว่า
"บะหมี่ชามละสองร้อยเยน" ที่แขวนไว้บนผนังทั้งหมด พลิกกลับด้านหลัง
แล้วช่วยกันเขียนใหม่ว่า "บะหมี่ชามละร้อยห้าสิบเยน" ..และเมื่อ
30นาทีก่อนหน้านี้ไปแล้ว ภรรยาของเจ้าของร้านก็เอาป้าย "จองแล้ว"
ไปวางไว้บนโต๊ะเบอร์สองของร้านเอาไว้แล้วด้วย......เหมือนกับว่า ร้านนี้
มีเจตนารอแขกชุดหนึ่งจะมาอย่างนั้นแหละ
22.30น. ในที่สุด สามคนแม่ลูก
ก็เดินเข้ามาราวกับเวลานัดของร้านแบบเงียบๆและอย่างสุภาพ
ลูกชายคนโตนั้นวันนี้เขาสวมเครื่องแบบมัธยมของโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง
ดูสภาพแล้วยังใหม่อยู่ทีเดียว ส่วนคนน้อง
เขาสวมเสื้อแจ๊คเก็ตที่พี่ชายเคยสวมเมื่อปีก่อน
มันยังดูหลวมๆไม่พอดีตัวนัก
แต่เด็กทั้งสองคนก็สูงขึ้นมากแม้จะดูผอมไปหน่อย
ผู้เป็นแม่ เธอยังคงสวมเสื้อโค้ท ลายสก๊อตที่ทั้งเก่าและไม่ทันสมัย
แต่ที่แปลกกว่าปีก่อนๆ ก็คือมันมีสีซีดลง และมีรอยเย็บชุน

"เชิญค่ะ เชิญค่ะ" ภรรยาเจ้าของร้านทักทายด้วยความดีใจ

ผู้เป็นแม่นั้น มองใบหน้าคนใจดีแล้วเธอก็ยิ่งรู้สึกเกรงใจยิ่งขึ้น
เปล่งคำพูดจากในลำคอออกมาเบาๆว่า "รบกวนช่วยทำบะหมี่น้ำ ให้สักสามชาม
ได้ไหมคะ?"

"ได้ค่ะ เชิญนั่งทางนี้ค่ะ"
ภรรยาเจ้าของร้านนำทั้งสามคนไปนั่งยังโต๊ะเบอร์สอง
และรีบเอาป้าย"จองแล้ว"ออกเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แล้วตะโกนบอกไปทางในครัวว่า "บะหมี่น้ำ สามชาม"
"ได้ครับ บะหมี่น้ำสามชาม ได้เดี๋ยวนี้ครับ"

เจ้าของร้านตอบพลาง
โยนบะหมี่ที่เตรียมเอาไว้ลงในหม้อน้ำที่เดือดรออยู่แล้ว จำนวนสามก้อน
สามแม่ลูกกินบะหมี่คนละชามอย่างเอร็ดอร่อย กินไปก็สบตากันไป
วันนี้เขาทั้งสามไม่ต้องสุมหัวรวมกันที่ชามบะหมี่ ใบเดียวกันอีกแล้ว
ระหว่างกินก็มีสายตาห่วงใยมองไปที่คนอื่น
แต่เป็นสายตาที่ใครๆพบเห็นก็จะรู้ว่า ...ทั้งสามคนนี้เขามีความสุข
สองสามีภรรยาซึ่งแอบยืนอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่
ก็ได้รับรู้ถึงความสุขที่พวกเขาทั้งสามคนได้รับกัน
ในใจก็พลอยเบิกบานใจไปด้วย
"ลูกรัก วันนี้แม่ต้องขอบคุณลูกๆ เป็นอย่างมาก"
"ขอบคุณ ?" "ทำไมล่ะครับ"

"เรื่องเป็นอย่างนี้
...คือคุณพ่อของลูกที่ประสบอุบัติเหตุขับรถแล้วเสียชีวิตไป
ได้ทำให้คนอื่นอีกแปดคนได้รับบาดเจ็บ
และทางบริษัทประกันเขาไม่รับผิดชอบตรงส่วนนั้น ในช่วงหลายปีมานี่
ทำให้เราต้องจ่ายเงิน เดือนละห้าหมื่นเยน ทุกเดือน"

"เอ๊ะ เรื่องนี้ ผมกับน้องก็ทราบแล้วนี่ครับ" ผู้เป็นพี่ตอบ

ฝ่ายสองสามีภรรยาที่แอบอยู่ ต่างแทบจะลืมหายใจ ที่จะได้มีโอกาสฟังเรื่องนี้
"คือแต่เดิมนั้น แม่จะต้องชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้า เดือนมีนาคม
แต่ตอนนี้เราได้ชำระหนี้ไปหมดแล้ว หมดก่อนที่กำหนดตั้งสามเดือนแน่ะ"

"จริงหรือครับ แม่? ดีใจจังครับ" ลูกชายคนเล็กพูด
"จริงสิจ๊ะ นี่เป็นเพราะพี่ชายของลูก เขาขยันส่งหนังสือพิมพ์
ตัวลูกเองก็ช่วยแม่ ไปซื้อกับข้าวทำอาหาร
ทำให้แม่มีเวลาทำงานได้อย่างเต็มที่
ทางบริษัทของแม่จึงได้ให้เงินเบี้ยขยันพร้อมกับให้เงินโบนัสพิเศษกับแม่
วันนี้แม่ดีใจมากๆ ลูก
ที่สามารถนำเงินไปชำระส่วนที่เหลือได้ทั้งหมดรวดเดียว"
"ว้าว แม่ครับ พี่ครับ อย่างนี้ก็วิเศษ ซิครับ
...แต่ว่าขอให้ผมได้ช่วยทำอาหารต่อไปเถอะนะครับ" ลูกชายคนเล็กขอร้อง
"ผมก็จะส่งหนังสือพิมพ์ต่อนะครับ ...นะแม่นะ
เรายังจะต้องร่วมแรงสู้กันต่อไปอีกหน่อยละ นะน้องนะ"
"ขอบใจลูกทั้งสองมาก แม่ขอบใจจริงๆ"
ลูกชายคนที่เป็นพี่บอก "แม่ครับ ผมกับน้อง
มีความลับจะบอกกับแม่เหมือนกันครับ
คือในวันอาทิตย์วันหนึ่งของเดือนพฤศจิกายน โรงเรียนของน้อง
เขาได้แจ้งให้ผู้ปกครองไปเยี่ยมชมนักเรียนในวันพบผู้ปกครอง
คุณครูของน้องยังได้แนบจดหมายมาอีกฉบับหนึ่งว่า เรียงความของน้อง
ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮอกไกโด
เพื่อจะไปแข่งขันเรียงความทั่วประเทศ นี่ผมได้ยินมาจากเพื่อน
ๆของน้องนะครับ ผมถึงทราบ ดังนั้นในวันนั้นผมจึงไปเป็นตัวแทนของแม่
ไปร่วมในงานวันพบผู้ปกครองของน้องน่ะครับ"
"อ้าว จริงหรือลูก แล้วต่อมาล่ะ?"
ลูกชายคนน้องบอกแม่อย่างอายๆว่า "หัวข้อที่คุณครูให้เรียงความคือ
'ความปรารถนาของข้าพเจ้า' นะครับ แม่"
พี่ชายเสริมว่า "แม่ น้องได้นำเอาเรื่อง บะหมี่น้ำหนึ่งชาม
มาเขียนเป็นเรียงความครับ แล้วน้องยังได้อ่านต่อหน้าทุกคนด้วย"
แล้วพี่ชายก็พูดต่อว่า
"ในเรียงความเขียนว่า...'หลังจากที่คุณพ่อประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์แล้ว
ได้มอบหนี้สินให้เรามากมาย เพื่อที่จะชำระหนี้
คุณแม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำทุกวันทุกคืน
แม้แต่เรื่องของผมที่ผมต้องไปส่งหนังสือพิมพ์
น้องก็ยังเอาไปเขียนเลยครับ...' "
"ยังมีอีก น้องยังเขียนถึง ..' ในคืนวันที่ 31 ธันวาคม พวกเราสามคนแม่ลูก
ได้มีโอกาสมาล้อมหัวกันกินบะหมี่น้ำ
มันอร่อยมาก...สามคนกินบะหมี่น้ำแค่ชามเดียว และคุณตาคุณยายเจ้าของร้าน
ยังกล่าวขอบคุณพวกเรา แล้วยังอวยพรวันปีใหม่ให้กับพวกเราอีก....
เสียงเหล่านั้น เป็นกำลังใจให้พวกเราเข้มแข็ง
ที่จะยืนหยัดมีชีวิตอยู่ต่อไป
พยายามปลดเปลื้องหนี้สินทั้งหมดของคุณพ่อให้เร็วที่สุด...
ด้วยเหตุนี้เอง น้องจึงได้ตัดสินใจว่า โตขึ้นน้องจะเปิดกิจการร้านบะหมี่
แล้วจะต้องเป็นเจ้าของร้านบะหมี่ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
แล้วยังจะมอบกำลังใจให้แก่ลูกค้าทุกคน...ขอให้ทุกคนมีความสุขครับ...ขอบคุณครับ....'

สองสามีภรรยาเจ้าของร้าน ที่ยืนแอบฟังอยู่หลังโต๊ะทำบะหมี่ จู่ ๆ
ก็มีอันหายตัวไป พวกเขาไม่ได้หายตัวไปไหน
เพียงแต่พวกเขาคุกเข่านั่งกันอยู่ใต้โต๊ะ
ในมือถือปลายผ้าขนหนูกันคนละข้าง พยายามซับน้ำตาที่ไหลออกมาแบบไม่ยอมหยุด
"พอน้องอ่านเรียงความจบ คุณครูก็พูดว่า ...'
วันนี้พี่ชายได้มาเป็นตัวแทนของคุณแม่ ดังนั้นขอเชิญพี่ชาย
ขึ้นมากล่าวอะไรสักหน่อยค่ะ' "
"จริงหรือลูก แล้วลูกทำอย่างไรล่ะ?" แม่ถามลูกชายคนโตอย่างสนใจ
"มันกะทันหันครับแม่ ตอนแรก ๆก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผมจึงพูดไปว่า...'ขอบคุณทุกคนที่เอาใจใส่น้องผมเป็นอย่างดี
น้องผมต้องไปจ่ายตลาดซื้อกับข้าวกลับมาหุงอาหารทุกวัน
ดังนั้นในเวลาที่เพื่อน ๆ ทุกคน มีกิจกรรมทำกันในตอนเย็น
น้องผมก็มักจะอยู่ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ได้ เพราะต้องรีบกลับบ้าน
เมื่อเป็นอย่างนี้ คงจะทำให้ทุกคนวุ่นวายกันพอสมควร"
"และเมื่อครู่นี้ ตอนที่ผมได้ยินน้องอ่านเรียงความเรื่อง
บะหมี่น้ำหนึ่งชาม ผมรู้สึกอายมาก แต่พอผมได้เห็นน้องผม
ยืดอกอ่านเรียงความเรื่อง บะหมี่น้ำหนึ่งชาม ด้วยเสียงอันดัง นั้นจบลง
ผมถึงได้รู้ว่า ความรู้สึกอายเมื่อสักครู่นี้ ถึงจะเรียกว่า
เป็นความน่าละอายจริงๆ"
"หลายปีมานี้ ความกล้าของคุณแม่ ที่จะเข้ามาสั่งบะหมี่น้ำ หนึ่งชาม
เพื่อกินกันสามคนนั้น ผมกับน้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด
ผมและน้องจะต้องขยัน และดูแลแม่เป็นอย่างดี
และผมขอฝากน้องของผมให้ทุกคนช่วยดูแลด้วยครับ"
สามคนแม่ลูกกุมมือกันอยู่เงียบๆ ตบไหล่กัน
และกินบะหมี่หมดไปอย่างมีความสุข เมื่อจ่ายเงินสี่ร้อยห้าสิบเยน
พร้อมกับกล่าวคำขอบคุณเจ้าของร้านแล้ว
ก็ค้อมตัวลงอย่างสุภาพก่อนจะเดินออกจากร้านไป



เจ้าของร้านทั้งสอง ซึ่งกล่าวคำ "ขอบคุณค่ะ(ครับ)
และสวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" มองตามหลังสามคนแม่ลูกที่เดินจากไป
เขาทั้งสองรู้สึกว่า สิ่งที่ดีงามได้เกิดขึ้นแล้ว ในร้านนี้ในตอนสิ้นปี
เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

และแล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินผ่านไปอีกปีหนึ่ง



ในวันสิ้นปี ปีถัดมา พอถึงเวลา 21.00น.ทางร้าน "ฮอกไก" ก็วางป้าย
"โต๊ะจอง" ไว้บนโต๊ะเบอร์สอง แล้วก็เฝ้ารอคอย
การมาเยือนของสามคนแม่ลูกอย่างใจจดใจจ่ออีกรอบ
แต่แปลก ในปลายปีนั้น สามคนแม่ลูกไม่ได้มาปรากฏตัวที่ร้าน
ปีที่สอง ปีที่สามผ่านไปอีกสองปี ....โต๊ะเบอร์สอง ก็ยังคงว่างอยู่เช่นเดิม
...สามคนแม่ลูก ไม่ได้มาที่ร้าน "ฮอกไก" !!!! .....แล้วเขาไปอยู่ที่ไหน
เจ้าของร้านทั้งสองต่างคิด!!

อย่างไรก็ตาม กิจการของร้าน "ฮอกไก" ก็ดีขึ้น ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
เรียกว่าดีวันดีคืนเลยทีเดียว ภายในร้านมีการตกแต่งใหม่
โต๊ะเก้าอี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ...แต่ก็จะมี
โต๊ะเบอร์สองนี่แหละที่เก็บรักษาไว้ในสภาพเดิม

"นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะ?" ลูกค้าหลายคนต่างถามด้วยความกังขา
สุดท้ายภรรยาเจ้าของร้าน ก็เลยต้องเล่าเรื่อง บะหมี่หนึ่งชามกินกันสามคน
ให้แก่ลูกค้าทั้งหลายฟัง และบอกว่า "โต๊ะเก่าตัวนั้น
ที่ตอนนี้ยกมาวางไว้อยู่กลางร้าน
เหมือนกับว่าเป็นการให้กำลังใจกับตัวเองอย่างหนึ่ง และก้อไม่แน่ว่า
วันใดวันหนึ่งลูกค้าทั้งสามคนอาจจะกลับมาที่ร้านอีกก็ได้
โดยหวังว่าจะได้ใช้โต๊ะตัวนี้ในการต้อนรับลูกค้าทั้งสามอีก"
"เดี๋ยวนี้ โต๊ะเบอร์สอง ตัวนี้ ได้เปลี่ยนชื่อเป็น 'โต๊ะแห่งความสุข'
มันเป็นความสุขจริงๆที่ได้มองเห็นมัน และได้อยู่ใกล้ชิดมัน"
ลูกค้าทั้งหลายต่างก็พูดต่อๆ กันไป
...มีนักเรียนหลายคนอยากจะเห็นโต๊ะตัวนี้ ถึงขนาดที่ว่านั่งรถมาจากที่ไกลๆ
มากินบะหมี่ และเจาะจงที่จะขอนั่งโต๊ะเก่าตัวนี้



แล้วก็ผ่านวันที่ 31 ธันวาคม ไปอีกหลายปี หลายปี ...

ระยะหลัง พอถึงวันสิ้นปี หลังจากปิดร้านค้าแล้ว
เจ้าของร้านค้าในละแวกใกล้เคียงกับร้าน "ฮอกไก" ก็มักจะมารวมตัวกันฉลอง
โดยการกินบะหมี่ที่ร้าน "ฮอกไก" กินไปพลาง ก็รอเสียงระฆังตีบอกเวลา
วันส่งท้ายปีเก่า แล้วจากนั้นทุกคนก็จะร่วมกันไปวัดเพื่อไปไหว้พระด้วยกัน
...เป็นธรรมเนียมแบบนี้มารวม 5-6 ปีแล้ว


แล้วในวันนี้ ....วันสิ้นปีอีก เช่นเดียวกัน พอเลยเวลา 21.30น.ไปแล้ว
เจ้าของร้านขายปลาก็มาถึงที่ร้าน"ฮอกไก" ก่อน มาพร้อมกับนำซาซิมิ มาด้วย
ต่อจากนั้น ก็มีพ่อค้าอื่นๆเข้ามาเรื่อยๆ บ้างก็นำเหล้ามา
บ้างก็นำอาหารมา ปกติแล้วทุกสิ้นปี ที่ร้าน"ฮอกไก"
ก็จะรวมตัวกันได้ประมาณ 30-40 คน นับว่าคึกคักมาก
ทุกคนที่มานั้น ต่างก็รู้ตำนานเกี่ยวกับโต๊ะเบอร์สอง เป็นอย่างดี
...ทุกคนพยายามจะไม่เอ่ยถึงมัน แต่ในใจต่างก็คิดกันว่า
วันนี้"โต๊ะจอง"ตัวนั้น คงไม่มีคนที่พวกเขาเฝ้ารอ มานั่งหรอก
....มันคงจะว่างเปล่า เพื่อส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เช่นที่เคยเป็นมาทุกปี
พวกเขาบ้างก็กินเหล้า บ้างก็กินปลา บ้างก็กินบะหมี่ ต่างก็กินไปคุยไป
คุยเรื่องการค้าบ้าง คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้บ้าง
บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่ น้ำทะเลขึ้นลงเป็นยังไง คุยกันได้ทุกเรื่อง
จนเหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน
เวลาผ่านไปจนถึง 22.30น. และแล้วประตูหน้าร้าน "ฮอกไก" ก็ถูกเปิดออกเบาๆ
ทุกคนในร้านหยุดคุยชั่วครู่ หันไปมองยังทางหน้าร้าน
มีชายหนุ่มหน้าตาดีสองคน ยืนสง่าอยู่ที่หน้าร้านในชุดสูทสากล
พาดโอเวอร์โค้ทไว้ที่แขน พอมองเห็นว่าผู้ที่มาเป็นคนหนุ่ม
ทุกคนก็เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร
ต่างหันหน้าคุยกันต่อไปเสียงดังตามเดิม
ก่อนที่ภรรยาเจ้าของร้านจะพูดกับชายหนุ่มทั้งสองที่ไม่เคยรู้จัก ว่า
"ขอโทษค่ะ ที่นั่งเต็มหมดแล้วค่ะ"
ก็มีหญิงบุคลิกดีคนหนึ่ง สวมชุดกิโมโนเนื้อผ้าอย่างดี รูปแบบสวยงาม
เดินเข้ามายืนระหว่างกลางของชายหนุ่มทั้งสอง ทุกคนในร้านแทบจะหยุดหายใจ
เมื่อได้ยินคุณนายผู้นั้นพูดขึ้นว่า "เอ้อ
รบกวน...ถ้าจะกรุณาช่วยทำบะหมี่ให้สักสามชาม จะได้ไหมคะ?"

ทันทีที่ภรรยาเจ้าของร้าน ได้ยินโทนเสียงเบาๆ สุภาพ แบบคนเกรงใจ
แม้หากเธอจะตาบอด เธอก็ยังสามารถจะระลึกได้ถึงคนที่เธอเฝ้ารอมานานหลายปี
ว่าขณะนี้เขาทั้งสามนั้น
มาปรากฏตัวเป็นความเป็นจริงอยู่ที่หน้าร้านเธออีกครั้ง
สามี เจ้าของร้านที่ยืนตะลึงอยู่ที่โต๊ะทำบะหมี่ด้านใน
เขาเองก็ทั้งดีใจทั้งปลื้มน้ำตาไหล
เผลอชี้มือมายังลูกค้าทั้งสามที่อยู่หน้าร้านว่า "พวกคุณ . พวกคุณ"
เขาพูดออกมาแบบไม่รู้สึกตัวได้แค่นั้น แล้วคำพูดอื่นๆ ก็จุกอยู่ที่ลำคอ
มันพูดอะไรไม่ออก ทั้งเพราะความดีใจและความตื่นเต้น
ชายหนุ่ม หนึ่งในสองคน
เห็นท่าทางของภรรยาเจ้าของร้านที่นิ่งและตะลึงนัยน์ตาตื่น ทำอะไรไม่ถูก
ก็เลยพูดออกมาอย่างสุภาพว่า
"พวกเราสามคนแม่ลูก ที่เมื่อสิบสี่ปีก่อนในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
มาสั่งบะหมี่น้ำหนึ่งชาม ทานกันสามคนไงครับ
...พวกเราได้รับกำลังใจจากบะหมี่น้ำชามนั้น
พวกเราจึงได้สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้"
"แต่บังเอิญ พวกเราได้ย้ายครอบครัวไปอาศัยอยู่กับคุณยาย
ที่อำเภอชิกะเสียก่อน ปีนี้ผมสอบได้เป็นนายแพทย์แล้ว
และตอนนี้ได้เป็นหมอฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองเกียวโต
ปีหน้าเดือนเมษายน จึงจะย้ายมาประจำอยู่ที่โรงพยาบาลกลางของซัปโปโรได้"
"วันนี้พวกเรา แวะมาที่โรงพยาบาลเพื่อทำความรู้จักและฝากเนื้อฝากตัว
แล้วเลยไปไหว้สุสานของคุณพ่อ
ส่วนน้องชายคนนี้ที่เขาเคยใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของกิจการร้านบะหมี่
ต้องขออภัยด้วยที่ไม่สามารถทำตามที่คาดหวังได้
ขณะนี้น้องชายเขาได้ทำงานในธนาคารเกียวโต ....และวันนี้ วันส่งท้ายปีเก่า
เขาได้เสนอความคิดที่สุดยอดว่า ..พวกเราสามคนแม่ลูก
ควรจะมาเยี่ยมคารวะเจ้าของร้านบะหมี่ "ฮอกไก"
และขอซื้อบะหมี่น้ำสามชามด้วย จะกรุณาสักครั้งได้ไหมครับ?"
ภรรยาเจ้าของร้าน เธอฟังไป เธอพยักหน้าไปด้วยความดีใจ
เธอโค้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยน้ำตาคลอเบ้า
เจ้าของร้านขายผักที่บังเอิญนั่งอยู่ที่โต๊ะตรงประตู
ฝืนกลืนบะหมี่คำใหญ่ที่คาอยู่ในปากโดยไม่ต้องเคี้ยว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้
แล้วพูดกับภรรยาเจ้าของร้าน "อ้าว...คุณพี่... เป็นอะไรไปล่ะ?
...อุตส่าห์เตรียมการมาตลอดสิบปี ก็เพื่อเฝ้ารอวันนี้นะ."
" 'โต๊ะจอง' ตัวนั้นไง ที่คุณพี่จองเอาไว้ให้ลูกค้า จองมาตั้งสิบปี รีบๆ
ต้อนรับพวกเขาสิ เร็วเข้า เร็วเข้า"
ในที่สุด ภรรยาเจ้าของร้านก็ได้สติ
เธอพูดต้อนรับแขกที่เธอรอมานานอย่างเขินๆ
.."ยินดีค่ะ...เชิญนั่งข้างในค่ะ...นี่ตาเฒ่า บะหมี่น้ำสามชาม โต๊ะสอง"
สามีเจ้าของร้านที่ยืนตะลึงอยู่เช่นกัน เขาก็ได้สติ
รีบปาดน้ำตาแห่งความดีใจ พร้อมกับพูดว่า "ครับ..บะหมี่น้ำสามชาม."


หมายเหตุจาก จขบ. : เรื่องนี้ เจ้าของร้านทำดีอะไรบ้าง?
ที่จริงก็ไม่ได้ทำดีอะไรมากมายนักสำหรับคนทั่วไป ...เพราะได้ให้
บะหมี่ครึ่งก้อน สองครั้ง ....กับน้ำซุปใส่มากหน่อย สองครั้ง
....กับคำพูดที่มีอัธยาศัยอันดีว่า "เชิญนั่งค่ะ ขอบคุณค่ะ(ครับ)
และคำพูดตามเทศกาลว่า สวัสดีปีใหม่ค่ะ(ครับ)" ก็เท่านั้น

แต่สิ่งที่เจ้าของร้านทั้งสองได้ให้ เป็นอันมาก แก่สามคนแม่ลูก ก็คือ
...ท่าทางที่เต็มใจยินดี ไม่บ่น ว่าตนเองเหนื่อย
เมื่อสามคนเข้ามาหาความสุขจากการซื้อบะหมี่ทานร่วมกัน... ไม่รังเกียจ
ไม่ดูหมิ่นว่า ลูกค้าซื้ออาหารน้อย แค่ชามเดียวทานกันตั้งสามคน
แต่ทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เหมือนประหนึ่งว่า
ลูกค้าคนอื่นๆเขาก็ทำเช่นนั้น

นี่สิ ที่ทำให้สามคนแม่ลูก ต้องการมาก ในยามที่ทั้งสามคนพบกับวิกฤติ
...การได้รับประทานบะหมี่อร่อยพร้อมกันสามคนด้วยความสุขใจนี้
ทำให้พวกเขาทั้งสามคนมีความรู้สึกว่า พวกเขายังเป็นคนปกติธรรมดา
ที่มีทั้งความทุกข์และความสุขได้ เหมือนกับคนอื่นๆ
...ที่สามารถจะได้พบกับคนที่ไม่ยอมรับตนและคนที่ยอมรับตน
ซึ่งเหมือนกับคนปกติธรรมดาทั่วไปที่มักจะได้รับแบบนี้เหมือนกัน
...ซึ่งทำให้พวกเขาทั้งสาม พร้อมที่จะสู้กับวิกฤติใดๆ
และมีกำลังใจยืนหยัดสู้ เพื่อวันที่ดีข้างหน้า

คนพิการ และคนที่มีทุกข์ภัย(บางคน) เขาจะคิดเช่นนี้จริงๆ...

หันกลับมาโฟกัสในโลกปัจจุบันของตัวเรา ....อย่ามองข้ามความสำคัญของตนเอง
คนเราทุกคนสามารถจะมีอิทธิพลต่อคนอื่นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ...การกระทำ
และคำพูดของเรา เป็นได้ทั้งแรงหนุน และแรงหน่วง
ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ต่อผู้อื่นที่อยู่ใกล้ชิดเรา

ควรที่จะคิดก่อนพูด ควรที่จะคิดก่อนทำ...
พยายามให้ผลกระทบจากตัวเราเป็นเรื่องที่ดี ต่อคนใกล้เคียง บ่อยๆ

แม้วันนี้เราจะไม่มีเงินทำบุญ หรือไม่ว่างจะไปทำบุญ

ก็ให้การพูดและการกระทำของตัวเรา เป็นการสร้างบุญโดยไม่ต้องทำบุญกับพระ ..ก็ได้
สิ่งของมีไว้ให้ใช้...คนมีไว้ให้รัก
รูปประจำตัวสมาชิก
จ่าเยิ้ม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8694
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2008, 14:15
Tel: 0613635515
team: Cyclemania-Trek-Probike
Bike: TREK Madone 9 / TREK Superfly AL
ตำแหน่ง: 68/2 ถ.วิสุทธิกษัติย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก 65000
ติดต่อ:

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย จ่าเยิ้ม »

แจ้งข่าวงานแข่งครับ ...........
เพิ่มรุ่น VIP อีก 1 รุ่นค่าสมัคร 500 บาท มีถ้วยให้ทุกคน (เตรียมไว้แล้ว 5 ใบถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่ม)
Cyclemania Phitsanulok
มิตร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3991
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 13:31
Tel: 09-0505-3111
team: Phitsanulok

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย มิตร »

อืม.......ชัดเลยเจ๊เรื่องเล่า
รูปประจำตัวสมาชิก
Flukey
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 508
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 มิ.ย. 2009, 19:20
Tel: 089-890-8967
team: Airport Group Phitsanulok / Phit' Lok Bike Team
Bike: M5 - S works แดงแปร๊ด, Merida Touring

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย Flukey »

จ่าเยิ้ม เขียน:แจ้งข่าวงานแข่งครับ ...........
เพิ่มรุ่น VIP อีก 1 รุ่นค่าสมัคร 500 บาท มีถ้วยให้ทุกคน (เตรียมไว้แล้ว 5 ใบถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่ม)

พี่บาร์ ลงรุ่นนี้เห๊อะ........... :lol:
I'm Specialized

I'm Airport Group Phitsanulok

ตัวอยู่ไกล แต่ใจอยู่แอร์พอร์ต
รูปประจำตัวสมาชิก
ups
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 973
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ย. 2008, 08:27
Tel: 084-2255291
ตำแหน่ง: " PHITSANULOK "

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย ups »

Flukey เขียน:
จ่าเยิ้ม เขียน:แจ้งข่าวงานแข่งครับ ...........
เพิ่มรุ่น VIP อีก 1 รุ่นค่าสมัคร 500 บาท มีถ้วยให้ทุกคน (เตรียมไว้แล้ว 5 ใบถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่ม)

พี่บาร์ ลงรุ่นนี้เห๊อะ........... :lol:

พี่ไม่เคยแข่งกับใคร นอกจากกับ " ตัวเอง " ชนะสิ่งใดเล่า จะยิ่งใหญ่ กว่าชนะใจ " ตัวเอง "


(พูดไปงั้นแหละ ที่ไหนได้ไม่มีตังสมัคร VIP ต่างหาก :lol: )
รูปประจำตัวสมาชิก
เสือแสนย์
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1554
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 พ.ค. 2009, 03:58
Tel: 086-9307203
team: ชุมเสือบ้านคลองพิษณุโลก
Bike: Specialized Rockhopper A1

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย เสือแสนย์ »

ups เขียน:
Flukey เขียน:
จ่าเยิ้ม เขียน:แจ้งข่าวงานแข่งครับ ...........
เพิ่มรุ่น VIP อีก 1 รุ่นค่าสมัคร 500 บาท มีถ้วยให้ทุกคน (เตรียมไว้แล้ว 5 ใบถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่ม)

พี่บาร์ ลงรุ่นนี้เห๊อะ........... :lol:

พี่ไม่เคยแข่งกับใคร นอกจากกับ " ตัวเอง " ชนะสิ่งใดเล่า จะยิ่งใหญ่ กว่าชนะใจ " ตัวเอง "


(พูดไปงั้นแหละ ที่ไหนได้ไม่มีตังสมัคร VIP ต่างหาก :lol: )
:twisted: :twisted: พี่ไม่เคยแข่งกับใคร นอกจากกับ " ตัวเอง " ชนะสิ่งใดเล่า จะยิ่งใหญ่ กว่าชนะใจ " ตัวเอง " (พูดไปงั้นแหละ ที่ไหนได้ไม่มีตังสมัคร VIP ต่างหาก :lol: ) :mrgreen: :mrgreen:

โถ่นึกว่าบาร์ได้กินบะหมีน้ำสามชามของป้าโรสซะอีก..ยังงันก็เก็บตังค์ไว้กินบะหมี่อิ่มกว่านะบาร์
มิตร เขียน:ผมว่างานนี้ เสือแสนย์ โพสต์ผิดอย่างมหันต์ดังข้อความที่ว่า "โถ่นึกว่าบาร์ได้กินบะหมีน้ำสามชามของป้าโรสซะอีก..ยังงันก็เก็บตังค์ไว้กินบะหมี่อิ่มกว่านะบาร์" เรียกป้า น่าจะมีเคืองนะครับ เสือแสนย์ ถอนคำพูดได้นะก่อนที่ป้าโรส เอ้ย เจ๊จีจ้า จะเกิดอาการไม่สบอารมณ์ :lol: :lol:
:lol: กลับมาแก้ไขข้อความจาก ป้าโรส..เป็นพี่โรส ละกัน หลานแสนต้องขออภัยด้วยนะครับ ไปล่วงเกินปูชนีญบุคคลซะแล้ว
แก้ไขล่าสุดโดย เสือแสนย์ เมื่อ 15 พ.ย. 2009, 12:02, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
..ชุมเสือบ้านคลองพิษณุโลก...

http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=43
มิตร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3991
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 13:31
Tel: 09-0505-3111
team: Phitsanulok

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย มิตร »

ผมว่างานนี้ เสือแสนย์ โพสต์ผิดอย่างมหันต์ดังข้อความที่ว่า "โถ่นึกว่าบาร์ได้กินบะหมีน้ำสามชามของป้าโรสซะอีก..ยังงันก็เก็บตังค์ไว้กินบะหมี่อิ่มกว่านะบาร์" เรียกป้า น่าจะมีเคืองนะครับ เสือแสนย์ ถอนคำพูดได้นะก่อนที่ป้าโรส เอ้ย เจ๊จีจ้า จะเกิดอาการไม่สบอารมณ์ :lol: :lol:
รูปประจำตัวสมาชิก
สมชาย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1851
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 19:51
Tel: 089-7022176
team: Airport group Phitsanulok
Bike: เสือภูเขา,เสือหมอบ,แม่บ้าน

Re: ซุบซิบทั่วไป.....สไตล์แอร์พอร์ต พิด'โลก(พฤศจิกายน 2552)

โพสต์ โดย สมชาย »

ได้อ่านแล้ว ถึงกับกลั้นน้ำตาเอาใว้ไม่อยู่เลยครัับ
...
ขี่จักรยานไปทุกที่พร้อมกับปิ่นโตหนึ่งเถา
ตอบกลับ

กลับไปยัง “AIRPORT GROUP PHITSANULOK”