ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

เชิญชวนเพื่อนๆมาออกทริปแบบกันเอง ไม่มีทีมงานจัดการปั่นอย่างเป็นระบบมากนัก ดูแลกันเองพอสมควรในหมู่เพื่อนฝูง

ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย

รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

ยืดกล้ามเนื้อแก้ปวดหลัง
เมื่อรู้สึกปวดหลัง วิธีบำบัดเบื้องต้นที่ไม่ควรมองข้าม คือ การบริหารกล้ามเนื้อ เพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังและหน้าท้อง
ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวของคุณเอง ก่อนที่จะหันไปรับประทานยาแก้ปวด หรือพบแพทย์เพื่อรักษา



เริ่มจากการนอนหงาย งอเข่าขึ้นตั้งฉาก แขนทั้งสองข้างวางแนบกับพื้น หายใจเข้าและออกลึก ๆ 5-10 ครั้ง จากนั้นดึงเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาชิดหน้าอก ค้างไว้ 5 วินาที ทำสลับกับขาอีกข้าง จนครบ 10 ครั้ง แล้วดึงเข่าทั้งสองข้างให้ชิดหน้าอกพร้อมกัน ค้างไว้ 5 วินาที ทำซ้ำ 10 ครั้ง ต่อด้วยการเอียงเข่าท้องสองข้างไปทางด้านซ้ายเพื่อบิดสะโพก ค้างไว้ 5 วินาที สลับกับข้างขวา ทำจนครบ 10 ครั้ง

ยังอยู่ในท่านอนหงาย โดยยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วเกร็งขายกค้างไว้ 5 วินาที เอาขาลงแล้วยกขาอีกข้างทำสลับกันไป 10 ครั้ง แล้วกลับสู่ท่านอนหงาย ชันเข่าขึ้นตั้งฉาก แอ่นหลังแล้วเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที (ซึ่งช่วงก้นยังต้องติดพื้น) ผ่อนลงช้า ๆ จนหลังแนบพื้นนาน 5 วินาที จึงแอ่นหลังขึ้นมาใหม่ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง



ส่วนการยืดกล้ามเนื้อช่วงสะโพกและเชิงกราน ก็ให้นอนหงาย งอเข่าตั้งฉาก แล้วยกหลังและสะโพกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุด เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 5 วินาที แล้วค่อย ๆ ลดระดับลงจนหลังและสะโพกแนบพื้น ทำซ้ำเช่นเดิม 10 ครั้ง

ต่อด้วยการนอนหงาย ชันเข่าตั้งฉาก ยกศีรษะขึ้นพร้อมกับเกร็งหน้าท้อง แล้วใช้มือแตะที่เข่า ค้างไว้ 5 วินาที แล้วกลับสู่ท่าเดิม ทำจนครบ 10 ครั้ง


ยังมีท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อหลังโดยตรง เริ่มจากคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น จากนั้นจึงแอ่นหลังพร้อมกับเงยหน้าขึ้นค้างนาน 5 วินาที ทำสลับกับการโก่งหลังและก้มคอลงจนครบ 10 ครั้ง

สเต๊ปต่อมายังอยู่ในท่าคุกเข่าลงกับพื้นแล้วโน้มลำตัวไปด้านหน้า เหยียดมือทั้งสองข้างแตะพื้น แต่ให้เหยียดยืดขาข้างหนึ่งไปด้านหลัง เกร็งค้าง 5 วินาที ทำสลับกับอีกข้างจนครบ 10 ครั้ง ทั้งนี้สามารถเพิ่มการยืดเหยียดที่แขน ขณะยืดขาไปด้านหลังให้ยกแขนข้างตรงกันข้ามขึ้นสูงค้างไว้แล้วยกลงพร้อมกับขา


เปลี่ยนเป็นการนอนคว่ำ ช่วงเขาแนบติดพื้น แล้วแอ่นหลังขึ้นจากพื้นนับ 5 วินาที ผ่อนลงนอนราบท่าเดิม จนครบ 10 ครั้ง จากนั้นยกขาข้างใดข้างหนึ่งขึ้นให้มากที่สุดค้าง 5 วินาที สลับกับขาอีกค้างให้ครบ 10 ครั้ง สุดท้ายในท่านอนคว่ำหน้า ให้ยกศีรษะพร้อมช่วงอกขึ้นจากพื้นให้มากที่สุดค้างไว้นาน 5 วินาที 10 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม การบริหารกล้ามเนื้อตามสเต๊ปข้างต้น ไม่ควรทำอย่างรีบร้อนและรุนแรง หากอาการปวดกลับเพิ่มมากขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์.
takecareDD@gmail.com

ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

เทคนิคการวิ่งไม่ให้ปวดเข่า
การวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย แต่บางครั้งอาจเกิดอาการปวดเข่า นั้นเป็นเพราะออกกำลังกายไม่ถูกวิธี วันนี้เรามีเทคนิคการวิ่งไม่ให้ปวดเข่ามาบอก





ควรอบอุ่นร่างกายและยืดกล้ามเนื้อให้เพียงพอ โดยเริ่มจากการเดินเร็วหรือวิ่งเหยาะๆ ก่อนที่จะวิ่งเต็มที่ รวมทั้งควรยืดกล้ามเนื้อรอบเข่าและข้อเท้าทุกครั้ง เพื่อให้มีการปรับตัวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกาย โดยการเหยียดเข่าตรงและเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาค้างไว้ 5 วินาทีต่อครั้ง ทำประมาณ 10-20 ครั้งต่อวัน
เลือกซื้อรองเท้าวิ่งให้เหมาะสม รองเท้าที่ใช้ควรมีพื้นกันแรงกระแทกที่เพียงพอและมีความกระชับพอดีกับเท้า


ควรตรวจดูลักษณะเท้าว่าผิดปกติหรือไม่ ส่วนใหญ่ที่พบคือ ภาวะเท้าแบน เวลาวิ่งนานๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดเข่าและข้อเท้าได้


ไม่ควรวิ่งก้าวเท้ายาวเกินไปหรือยกเข่าสูงเกินไป เพราะทำให้ข้อเข่าต้องงอมากเกินความจำเป็น อาจทำให้เกิดปัญหาปวดเข่าได้ง่ายขึ้น

ควรวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ส้นเท้า การวิ่งโดยลงน้ำหนักที่ปลายเท้านานๆ จะทำให้เกิดแรงกระชากพังผืดฝ่าเท้า ปวดกล้ามเนื้อน่อง และยังเกิดแนวแรงที่ผิดปกติที่ผ่านต่อข้อเข่า ทำให้ต้องงอเข่ามากขึ้นขณะวิ่ง และอาจทำให้เกิดการปวดเข่าด้านหน้าได้

เพียงเท่านี้ก็สามารถออกกำลังกายโดยการวิ่งได้อย่างไม่ปวดเข่าแล้ว.



ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

ออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือด
วิธีออกกำลังกายให้เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดที่แตกต่าง เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ ไม่ทำให้ร้ายกล้ามเนื้อเพราะการออกกำลังกายอย่างหักโหม




วันนี้ ยืดเส้นยืดสาย เตรียม

เริ่มจากเลือดกรุ๊ปเอ ควรออกกำลังกายแบบช้า ๆ ออกแรงไม่มาก เช่น โยคะ ไท้เก๊ก ชี่กง เพราะมีโครงกระดูกเล็ก หักง่าย สืบเนื่องจากอาหารที่เหมาะสมของคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ อาหารประเภทมังสวิรัติ หรือรับประทานเนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย



ส่วนเลือดกรุ๊ปบี ที่รับประทานอาหารทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ได้ในสัดส่วนที่เท่ากัน จึงมีความว่องไว ให้ออกกำลังกายอย่างสมดุล ไม่หักโหมหรือเชื่องช้าเกินไป เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ กอล์ฟ ปิงปอง


สำหรับผู้ที่มีเลือดกรุ๊ปเอบี เปรียบเสมือนส่วนผสมของกรุ๊ปเอและบี ให้สังเกตตนเองว่ามักเลือกรับประทานอาหารของกรุ๊ปเอ หรือกรุ๊ปบีมากกว่ากัน เมื่อทราบแล้วก็ให้ออกกำลังกายตามลักษณะของเลือดกรุ๊ปนั้น แต่ก็ควรเพิ่มการออกกำลังกายในแบบที่เหมาะกับเลือดอีกกรุ๊ปด้วย เช่น มักรับประทานผักและผลไม้อย่างคนเลือดกรุ๊ปเอ ก็ให้ออกกำลังกายแบบช้า ๆ เป็นหลัก และเสริมด้วยการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปบีบ้าง


ขณะที่คนเลือดกรุ๊ปโอ เหมาะสมกับการออกกำลังกายชนิดที่ต้องออกแรงมาก เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่งทางไกล ชกมวย เนื่องจากสภาพร่างกายสามารถบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูงและผักได้ในปริมาณมาก ทำให้มีโครงกระดูกที่แข็งแรง กล้ามเนื้อกระชับแน่น

ไม่ว่าคุณจะมีเลือดอยู่ในกรุ๊ปใด ต้องไม่ลืมการเดินเร็ว 10 นาที หลังจากออกกำลังกายตามกรุ๊ปเลือดทุกครั้ง นอกจากนี้ยังควรออกมายืดเส้นยืดสายเคลื่อนไหวร่างกายให้ผิวหนังถูกแสงแดดราว 20 - 30 นาที ในช่วงเวลา 11.00 - 14.00 น. เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีรังสียูวีในระดับเข้มข้น ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี 3 เพื่อช่วยลำเลียงแคลเซียมและแร่ธาตุต่าง ๆ ไปยังกระดูก โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง หากไม่ได้ออกมารับแสงแดดด้วยการนอนอาบแดดอยู่เฉย ๆ กับที่ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง. takecareDD@gmail.com


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

เคล็ดลับแก้อาการไมเกรน
ไมเกรนเป็นโรคปวดหัวที่มีความรุนแรง วันนี้เรามีวิธีลดอาการปวดหัวไมเกรนมาฝาก



นอนให้พอ เพราะการอดนอนมีส่วนกระตุ้นทำให้ไมเกรนกำเริบ


สังเกตอาการ ควรสังเกตอาการของโรคระยะแรกๆว่าเป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกๆได้ผลดีกว่าการรักษาหลังเป็นโรคนานๆ แนะว่าช่วงไหนที่ปวดหัวไมเกรนให้หลีกเลี่ยงที่ที่มีเสียงดังมากๆ เพื่อลดความเครียดที่อาจทำให้โรคกำเริบได้


กินอาหารให้ตรงเวลา การกินอาหารไม่ตรงเวลาหรืองดอาหารเป็นบางมื้ออาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นสำคัญที่ทำให้อาการปวดหัวกำเริบ


ลดขนม น้ำตาล การกิน อาหารหวานมากๆ เครื่องดื่ม หรือลูกอมที่มีน้ำตาลมากๆ อาจทำให้ ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นๆลงๆ และไปกระตุ้นอาการปวดหัวได้

ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ทีแอลกอฮอล อย่างเช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ที่มีส่วนกระตุ้นทำให้ปวดหัวไมเกรนเพิ่มขึ้นได้


เตรียมยาแก้ปวดไว้ประจำบ้าน อย่าปล่อยให้ยาหมด หากต้องเดินทางบ่อยให้ทำรายการเช็คของใช้ ที่รวมยาไว้เสมอ


วิธีง่ายๆลองนำไปใช้ดูได้.


ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
GUD NJ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3204
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 19:17
Tel: -
team: ฅนชานเมือง
Bike: thai fixed♡^_^♡
ติดต่อ:

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย GUD NJ »

:D :D
★...สิ่งที่ทำให้เราหมดเรี่ยวแรงนั้น หาใช่ภูผาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าไม่.....หากแต่เป็นทรายเม็ดเล็กๆ เม็ดหนึ่ง ในรองเท้าของเราเอง........ <º))))><❤

➸ สู้ต่อไป....ทาเคชิ♫ ♬ ♪ ♩ ♭ ♪
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

โยเกิร์ตเป็นอาหารที่อร่อย แถมยังมีประโยชน์มากมาย วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาฝาก


- เวลาท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสียทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายน้อยลงหรือหยุดถ่าย

- โยเกิร์ตมีไขมันชื่อคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ


- โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย อย่างไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5

- โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ย่อยนมไม่ได้ แต่สำหรับโยเกิร์ตสามารถทำได้ เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้


- จุลินทรีย์ทั่วไปอาจทำร้ายร่างกายแต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ร่างกายต้องการ เพราะจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร" ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ

- แคลเซียมสูงที่ได้จากโยเกิร์ตจะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้ผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย


- ทำให้ปากสะอาด กำจัดกลิ่นปากและโรคเหงือก

- เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น

รู้อย่างนี้แล้ว หันมารับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำกันดีกว่า เพื่อร่างกายที่แข็งแรง.

ที่มา..เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเท้าเหม็น วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีวิธีการกำจัดกลิ่นเท้ามาฝาก



เริ่มจากหลังอาบน้ำเสร็จทุกครั้งให้โรยแป้งฝุ่นให้ทั่วเท้า เพื่อไม่ให้เท้าอับชื้น จากนั้นนำถุงน้ำชาที่ชงแล้วสักปราณ 4-5 ถุงมาแช่ในอ่างน้ำอุ่น แช่เท้าลงไปในน้ำอุ่นประมาณ 5-10 นาที เนื่องจากถุงชาช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เกิดจากการหมักหมมในรองเท้า แนะว่าควรทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง/สัปดาห์

เพียงเท่านี้ เท้าของคุณก็จะไม่มีกลิ่นมากวนใจ.
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

ประโยชน์ทางการแพทย์จากการขี่จักรยาน
นพ.ชาญวิทย์ โคธีรานุรักษ์



โดยปกติแล้วคนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ถ้าเดินในอัตราส่วนประมาณ 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เดินเร็ว) จะใช้พลังงานไป 2.3-60 = 138 กิโลแคลอรี่ต่อการเดิน 1 ชั่วโมง (เท่ากับการเผาผลาญข้าวกระเพราะไก่ไข่ดาว 1 จาน) แต่ถ้าขี่จักรยานในอัตราประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะเผาผลาญสารอาหารและใช้พลังงานในปริมาณไล่ๆ กับการเดิน 3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่าประโยชน์จากการขี่จักรยานก็คือการเผาผลาญและการใช้พลังงาน ทำให้ลดอัตราการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด


นอกจากนั้นการขี่จักรยานอย่างต่อเนื่องจึงเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่มีผลทำให้หัวใจแข็งแรง กล้ามเนื้อหัวใจทำงานได้ดีขึ้น การออกกำลังกายแบบแอโรบิคต่อเนื่องช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะสำคัญในร่างกาย ได้แก่ สมอง ไต ลดการเก็บสะสมตะกรันไขมันในหลอดเลือดทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะเส้นเลือดตีบตันในอวัยวะสำคัญที่กล่าวข้างต้น



นอกจากนั้นการขี่จักรยานยังเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ช่วยระบบการหายใจ เพิ่มประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในถุงลมปอดให้ดีขึ้นและยังเพิ่มระดับของฮอร์โมนแอนดอร์ฟินอันจะช่วยลดความเครียดในร่างกายให้ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ




การออกกำลังกายโดยการขี่จักรยานเสือภูเขา เป็นกิจกรรมที่เข้าถึงธรรมชาติที่ดี ได้รับอากาศที่มีมลพิษน้อยลงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอน การขี่จักรยานขึ้นลงเขาถือเป็นการออกกำลังแบบแอโรบิคที่หนัก เพราะต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหัวใจในคนที่หัวใจแข็งแรงอยู่แล้วจึงเหมาะที่จะปั่นจักรยานเสือภูเขาจะทำให้หัวใจแข็งแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณ คล้ายๆ กับการเล่นเทนนิส ฟุตบอล สมรรถภาพระบบหัวใจและปอดจะดีขึ้นอย่างเด่นชัดหากว่าคุณขี่จักรยานเสือภูเขาเป็นประจำ การขี่จักรยานเสือภูเขา ปีนเขา ไตรกรีฑา เป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคหนัก ผู้ที่สามารถเล่นกีฬาประเภทนี้ได้ จำเป็นต้องมีสมรรถนะหัวใจและปอดดีเยี่ยมถึงจะมีความปลอดภัย



สำหรับการขี่จักรยานแล้วยังได้ประโยชน์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพราะได้ยืดเส้นยืดสาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอว สะโพก ทำให้ป้องกันปัญหาปวดกล้ามเนื้อขาได้ดี
ผู้ที่เริ่มขี่จักรยานใหม่ๆ มีข้อควรระวังดังนี้



เบาะที่นั่ง(อาน) จะต้องเหมาะกับสรีระของร่างกาย ไม่ควรนิ่มมากเกินไป เพราะจะทำให้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นขาได้ แต่ก็ไม่ควรแข็งเกินไปเพราะจะกระแทกกล้ามเนื้อก้น อักเสบง่ายและทำให้เมื่อยล้า

ความสูงของเบาะกับขาถีบ ควรมีความสัมพันธ์กับความยาวของขาของผู้ถีบ เมื่อถีบจนสุดควรให้องศาของเข่า เท่ากับแนวตรงของขาไม่เกิน 150 องศา ไม่เช่นนั้นจะทำให้ปวดกล้ามเนื้อขาและเมื่อยล้าง่าย


ที่มาข้อมูล : นิตยสาร Health Today
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
santad
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 11749
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 20:45
Tel: 0802689998
team: Baanfha Cycling team
Bike: Giantยักษ์ดำ10,Giantกาฟิว11,,SURLYมะเหมี่ยว,ฟิกเกียร์เสือน้อย,Schwinเจ้าม้าลาย

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย santad »

.....สวัสดีครับ..ขอมูลเยี่ยมมาก...เข้ามาเยี่ยมชม..
เสือหนุ่ม บ้านฟ้าๆ
--------------------
" ขยันปั่นวันละนิด " " พิชิตโรคภัย "
" ซื้อชีวิตด้วยแรงขา " " ดีกว่าจ้างคนมาเดินจูง "
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

วันนี้ดูเหมือนไปที่ไหนๆ ก็จะพบผู้คนที่ยิ้มแห้งๆ และบอกว่า "เซ็งว่ะ" โดยเป็นที่รู้กันว่า คำว่า "เซ็ง" กินขอบเขตไปถึงเรื่องอะไรบ้าง แต่ในความหมายของโรคเซ็งเรื้อรังที่มีการพูดถึงมากในวงการแพทย์ขณะนี้คือ กลุ่มอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง หรือ Chronic fatigue syndrome (CFS) ซึ่งในที่นี้ขอเรียกว่า "โรคเซ็งเรื้อรัง" เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย


ในเรื่องนี้ นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ เปิดเผยว่า ผู้ที่ป่วยด้วยกลุ่มอาการ "เซ็งเรื้อรัง" ที่ว่านี้ จะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยอ่อนอยู่เป็นระยะเวลานานอาจเป็นเดือน หลายเดือน หรือเป็นปี ภายหลังจากที่ต้องพบกับภาวะเครียดอย่างรุนแรง หรือภายหลังการเจ็บป่วย เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องเดินอย่างแรง เป็นต้น อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของคนปกติมักจะหายไปภายหลังการได้พักหรือนอนหลับให้เต็มที่สัก 2-3 วัน แต่ผู้ที่เป็นโรคเซ็งเรื้อรัง ไม่ว่าจะพักผ่อนขนาดไหนหรือบำรุงร่างกายมากเพียงใดก็ยังมีอาการอ่อนเพลียอย่างมากอยู่ โดยที่ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติใดๆ ได้


โรคเซ็งเรื้อรัง หรือ CFS นี้ มีผู้รายงานในชื่อของอาการอื่นมานานกว่า 1 ศตวรรษ โดยในปี ค.ศ. 1860 นพ.จอร์จ เบียร์ด เรียกชื่อกลุ่มโรคนี้ว่า Neurasthenia โดยเชื่อว่าเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่งที่มีอาการอ่อนเปลี้ย เหนื่อยง่ายโดยไม่พบสาเหตุ แพทย์อีกหลายคนวินิจฉัยผู้มีอาการเหล่านี้ว่าเป็นโรคโลหิตจางบ้าง หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ บางครั้งเลยไปถึงคิดว่าเป็นโรคเชื้อราแคนดิดาทั้งตัวก็มี



ต่อเมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์เจริญขึ้น ในกลางทศวรรษที่ 1980 โรคนี้ถูกขนานนามว่าเป็น "Chronic EBV" โดยเชื่อว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอ็บสไตน์ บาร์ (Epstein-Barr) แต่ในปัจจุบันทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก เพราะเราสามารถตรวจพบระดับแอนติบอดีของไวรัสอีบีวีที่เพิ่มขึ้นทั้งในผู้มีอาการและคนปกติ และในทางกลับกัน ผู้ที่มีอาการกลับไม่พบระดับของไวรัสอีบีวี แอนติบอดี หรือไม่เคยติดเชื้อไวรัสอีบีวีเลย

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซ็งเรื้อรัง มักจะมีอาการอย่างรวดเร็ว เริ่มต้นโดยอาการปวดศีรษะ เจ็บบริเวณต่อมน้ำเหลือง ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย และขาดสมาธิ เป็นอาการที่คล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่คงจะอยู่นานกว่า ส่วนใหญ่จะมีอาการภายหลังการเจ็บป่วยด้วยโรคทางกาย เช่น ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ตับอักเสบ



ขณะที่บางรายอาจเกิดขึ้นหลังจากมีอาการของโมโนนิวคลีโอลิส (Mononucleosis) หรือโรคจูบ (Kissing disease) ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้พละกำลังของวัยรุ่นถดถอยลงไปชั่วระยะหนึ่ง ในบางรายอาการจะค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ผู้ป่วยบางรายบอกว่า เริ่มมีอาการหลังจากพบกับความเครียดมากๆ

น่าแปลกที่ว่า โรคเซ็งเรื้อรังหรือ CFS นี้จะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 2-4 เท่า อย่างไรก็ตาม แพทย์ทั่วไปยังคิดถึงโรคนี้น้อยกว่าที่ควร เนื่องจากการวินิจฉัยค่อนข้างยาก เพราะมีอาการที่อาจเป็นได้หลายโรค แพทย์ต้องวินิจฉัยแยกโรคทางกายที่มีอาการอ่อนเพลียคล้ายๆ กันไปก่อน เช่น Lupus หรือ Multiple Sclerosis ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นว่า โรคเซ็งเรื้อรังอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของโรคที่เป็นติดต่อกันโดยมีภาวะอ่อนเพลียเป็นอาการสำคัญ



โรคเซ็งเรื้อรังยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะลงไปได้ มีการให้ยาต้านไวรัส ยาต้านอารมณ์เศร้า ยาเพิ่มภูมคุ้มกัน รวมทั้งการให้อิมมูโนโกลบินในขนาดสูงๆ บางรายใช้ยาสงบประสาทพวก Benzodiazepine ร่วมด้วย เพื่อลดอาการวิตกกังวลและช่วยให้หลับ นอกจากนี้ ยังใช้ยาเพื่อรักษาอาการ เช่น ยาระงับปวดหรือยาแก้โรคภูมิแพ้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า ผู้ที่มีอาการเรื้อรังควรพยายามรักษาสุขภาพของตนเอง กินอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายพอสมควรที่จะไม่ก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลียอีก ผู้ป่วยควรรู้จักที่จะดูแลตนเองให้เหมาะทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา เพราะความเครียดจะทำให้มีอาการมากขึ้น


ในยุคที่ชีวิตแวดล้อมด้วยเรื่อง "ชวนเซ็ง" อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นนี้ การรู้เท่าทันอารมณ์ตนเอง และชวนคนรอบตัวหันไปมองเรื่องดีๆ ที่ให้กำลังใจ ประกอบกับศึกษาหลักความเป็นธรรมดาของโลก น่าจะเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในการป้องกันตนเองและคนรอบตัวให้ปลอดภัยจากโรคที่ไม่มียารักษา แต่มีอานุภาพบั่นทอนสุขภาพได้อย่างรุนแรง

เหนือขึ้นไปกว่านั้น การคิดและทำในสิ่งที่ดีบนหลักของการไม่เบียดเบียน และให้ความเคารพต่อเพื่อนร่วมสังคมอยู่เสมอ จะช่วยสร้างภูมิต้านทานการแพร่ระบาดของ "โรคเซ็งเรื้อรัง" ให้แก่สังคมไทยของเราทุกคน

www.manager.co.th
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

เชื่อว่าหลายบ้าน คงเคยมีอาการเหล่านี้มาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะบ้านที่มีผู้สูงวัย เริ่มตั้งแต่ หาโทรศัพท์ไม่เจอทั้งๆ ที่อยู่ในมือตัวเอง เดินหมุนตัวอยู่ในครัวเพราะจำไม่ได้ว่าจะมาหยิบอะไร หรือที่หนักกว่านั้นคือ ลืมบางเหตุการณ์ของเมื่อวานไปเสียสนิท

เหตุการณ์ในทำนองนี้ เกิดขึ้นกับคุณ หรือคนในบ้านคุณบ่อยไหม? ถึงแม้จะเป็นอาการหลงลืมเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ในบางกรณีหากเกิดขึ้นบ่อยเกินไป ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป เพราะอาการดังกล่าว กำลังเข้าข่าย "อัลไซเมอร์" โดยไม่รู้ตัว



วันนี้ทีมงาน Life and Family มีข้อมูลน่าสนใจ และเป็นประโยชน์จากโรงพยาบาลเวชธานีเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากัน โดยคำว่า "อัลไซเมอร์" เป็นโรคอย่างหนึ่งที่มีการทำลายเซลล์สมองไปเรื่อยๆ มีอุบัติการณ์ตามอายุที่มากขึ้น มักพบกับคนในบ้านที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นหนึ่งในโรคที่พบบ่อยของกลุ่มโรคผิดปกติทางสมอง "Dementia" ซึ่งมีการถดถอยในหน้าที่ของสมอง จำเหตุการณ์และช่วงเวลาได้ไม่แน่นอน ความจำเสื่อม มีปัญหาเรื่องการคิดอ่าน หาเหตุผล มีปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างแปลกๆ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่เหมาะสม อารมณ์จะไม่สม่ำเสมอ เมื่ออาการรุนแรงมากขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ


ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายขาดได้ เป็นการให้การรักษาตามอาการ และชะลออาการของโรคไม่ให้ลุกลามไปอย่างรวดเร็วเท่านั้น จึงทำให้โรคอัลไซเมอร์แตกต่าง และรุนแรงกว่าอาการสมองเสื่อมที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ วิธีการที่ดีที่สุดคือ ป้องกันจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดอัลไซเมอร์ โดยการควบคุมโรคหัวใจ งดการสูบบุหรี่ และดื่มของมึนเมา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงอาหารมัน รับประทานผักผลไม้ และอาหารที่อุดมไปด้วย วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิค พร้อมกับฝึกสมาธิ และคิดคำนวณ บริหารจัดการความเครียด และอย่าลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เช่น อายุที่มากขึ้น ประวัติในครอบครัว และการผ่าเหล่าทางพันธุกรรม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการของ Down's Syndrome มักจะเกิดอัลไซเมอร์ก่อนอายุ 40 ปี



ใครในบ้านที่เสี่ยงเป็น "อัลไซเมอร์" บ้าง?

1. ผู้สูงอายุ

ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น โดยพบว่าร้อยละ 25 ของผู้ป่วยอายุ 85 ปีเป็นโรคนี้ ดังนั้นคิด และคำนวณเกี่ยวกับตัวเลขอยู่บ่อยๆ เช่น คำนวณเวลา คำนวณราคาซื้อขาย หรือถ้าเป็นไปได้อยากให้ทำคณิตคิดเร็ว เป็นการฝึกสมองได้เป็นอย่างดี


2. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง

จะทำให้ผู้ป่วยเสียความทรงจำ การรักษาความดันจะทำให้ความดันดีขึ้น

3. หญิงวัยหมดประจำเดือน

ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลงในวัยหมดประจำเดือนของผู้หญิงจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ได้

4. กรรมพันธุ์

ถ้ามีบุคคลในครอบครัวป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ หรือปัญญาอ่อน จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

5. ภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ที่ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์

6. ภาวะที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน



รู้ได้อย่างไรว่ากำลังจะเป็น "อัลไซเมอร์"

1. อาการหลงลืม เช่น หลงลืมสิ่งของ ลืมนัด จำเหตุการณ์ หรือคำพูดที่เพิ่งผ่านมาไม่ได้

2. สับสนเรื่องเวลา สถานที่ กลับบ้านไม่ถูก

3. จำบุคคลที่เคยรู้จัก เพื่อน หรือสมาชิกภายในครอบครัวไม่ได้ คิดว่าเป็นคนแปลกหน้า

4. มีปัญหาเรื่องการพูด ลืม หรือเรียกสิ่งของไม่ถูก พูดคำ หรือประโยคซ้ำๆ

5. ไม่สนใจในสิ่งที่เคยสนใจ เช่น กิจกรรมประจำวัน งานอดิเรก

6. มีปัญหาเรื่องการนับ หรือถอนเงิน การใช้โทรศัพท์

7. มีพฤติกรรมที่อาจเกิดปัญหายุ่งยาก เช่น ออกจากบ้านเวลากลางคืน พฤติกรรมก้าวร้าว

8. ไม่สนใจดูแลความสะอาดของตัวเอง เช่น แปรงฟันไม่เป็น อาบน้ำไม่เป็น



หากพบว่า ผู้สูงอายุในครอบครัวมีปัญหาดังกล่าวข้อใดข้อหนึ่ง หรือมากกว่า อาจเป็นไปได้ว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์แล้ว หรืออาจมีปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ ควรมาพบแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท เพื่อรับการตรวจโดยละเอียด และวินิจฉัยแยกโรค เนื่องจากมีโรคหลายอย่างที่มีอาการความจำเสื่อม ซึ่งรักษาให้หายได้ เช่น โรคไทรรอยด์ ซิฟิลิสขึ้นสมอง หรือโรคขาดวิตามินบี 12 เป็นต้น และหากตรวจพบว่า เป็นอัลไซเมอร์ก็จะได้รีบให้การรักษา เพื่อชะลออาการของโรคออกไปให้ได้นานที่สุด



www.manager.co.th
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

หลังมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทย เริ่มมีกำลังแรงขึ้น

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศลักษณะทั่วไป วันนี้(16 มิ.ย.) ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทย เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยเริ่มมีฝนเพิ่มมากขึ้น



พยากรณ์อากาศทั่วไป ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 38 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 26 องศา สูงสุด 37 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเป็นแห่งๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี ลพบุรี สระบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 38 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 25 องศา สูงสุด 36 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24 องศา สูงสุด 36 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนหนักบางพื้นที่ บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต อุณหภูมิต่ำสุด 23 องศา สูงสุด 35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง ประมาณ 1 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร


กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 28 องศา สูงสุด 35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.รายละเอียด:


เดลินิวส์


Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

สิงห์บุรีจัดงานใหญ่รอบ 4 ปี ดึงผลไม้หวานอร่อยมาจำหน่ายโดยตรงจากชาวสวน ชูกระท้อนของดีขึ้นชื่อ พร้อมประชันประกวดอาหารอร่อย จับมือททท.ดึงนักท่องเที่ยวจับจ่าย กราบขอพรพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดในประเทศ

อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ถือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน และเร็วๆ นี้ กำลังจะมีงานใหญ่ที่ชาวจังหวัดรอคอย คือ “วันผลไม้หวาน อาหารอร่อย และของดีอำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี ปี 2553” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “วันหวาน ดี อร่อย” ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 2-4 ก.ค.นี้ ที่วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี โดยได้รับความร่วมมือจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเขตจังหวัดลพบุรี ช่วยประชาสัมพันธ์งาน



ที่กล่าวไว้ว่า ชาวจังหวัดสิงห์บุรีรอคอยนั้น ก็เป็นเพราะงานนี้ถูกระงับไม่ได้จัดมาตั้งแต่ปี 2549 เนื่องจากในปีนั้นชาวไร่ชาวสวนผลไม้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรุนแรง สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก กว่าจะฟื้นตัวก็ต้องใช้เวลานานจึงจะลืมตาอ้าปาก ได้จัดงานดีๆ ให้นักเที่ยวได้ชิมได้ซื้อผลไม้ที่หวานอร่อย

อำเภอท่าช้าง ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ มีสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำสวนผลไม้ ปัจจุบันมีผลไม้ที่ขึ้นชื่อหลายชนิด ที่นักท่องเที่ยวจะต้องชื่นชอบ คือ กระท้อน มังคุด ชมพู่ หรือลิ้นจี่ โดยเฉพาะกระท้อนที่มีรสชาติหวานอร่อย กระท้อนที่ปลูกส่วนใหญ่มี 4 สายพันธุ์ คือ พันธุ์อีล่า พันธุ์ปุยฝ้าย พันธุ์ทองใบใหญ่ และพันธุ์ทับทิม มีรสหวาน เนื้อนุ่ม เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค และที่สำคัญราคาไม่แพง



ในงานแถลงข่าว นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ ผวจ.สิงห์บุรี กล่าวถึงความพร้อมของการเตรียมงานพร้อมนำ “น้ำจิ้ม” เช่น การทำอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ เช่น ปลาร้าสับ ผัดไทใบตอง ทอดมันปลาเห็ด และยังมีผลไม้ที่ถือเป็นจุดเด่นของงาน นำมาให้สื่อมวลชนได้ชิมได้ทดสอบ “ความอร่อย” ว่าเยี่ยมสมคำร่ำลือหรือไม่ และก็ไม่ผิดหวัง อร่อยจริง ๆ!

จุดเด่นภายในงาน มีทั้ง รถขบวนแห่ผลไม้ ที่ตกแต่งไปด้วยผลไม้ พร้อมการแสดงพื้นบ้านประกอบขบวนรถ ที่สำคัญมีธิดาชาวสวนประจำรถด้วย และยังมีการประกวดการทำอาหารและขนมไทย เช่น ผัดไท ขนมถ้วยฟูน้ำตาลสด ส้มตำกระท้อน ปลาร้าสับ และคอกินห้ามพลาด มีการแข่งขันกินอาหารและขนมไทยภายในงานอีกด้วย



นอกจากนี้ ผู้มาเที่ยวชมจะได้ชมและซื้อผลิตภัณฑ์ ผลิตผลจากโครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ผลไม้ที่ชาวสวนนำมาจำหน่ายโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ชาวสวนได้มีรายได้ ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีเยี่ยม เพื่อให้ผลิตผลไม้มีคุณภาพ ส่วนอาหารอร่อยที่ผ่านการคัดสรร ได้แก่ ผัดไทสูตรโบราณ ขาดไม่ได้คือ ผลิตภัณฑ์โอท็อปที่ขึ้นชื่อของจังหวัด เช่น กุนเชียงหมู-ปลา ไข่เค็ม ปลาช่อนแดดเดยว ปลาร้าสับ ฯลฯ


เที่ยวชิมอาหารเพลิน ๆ ก่อนกลับอย่าลืมแวะกราบนมัสการขอพรหลวงพ่อแพ พระผู้สร้างวัดพิกุลทอง (สถานที่จัดงาน) เกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดสิงห์บุรี ที่เป็นทั้งพระนักพัฒนาและนักปกครอง ที่ชาวบ้านต่างให้ความเคารพศรัทธา และถึงแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้ว แต่ความดีและความระลึกถึงยังคงอยู่ และขอพรพระพุทธสุวรรณมงคลมหามุนี พระพุทธรูปนั่งปางประทานพรที่สง่าสวยงาม และองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
สนใจเตรียมตัวได้เลย
กันติพิชญ์ ใจบุญ

deflying@gmail.com

เดลินิวส์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

พบสาเหตุ อาการปวดหลังเรื้อรังวัยกลางคนและผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงสูง





ปวดหลังเป็น “อาการ” ที่พบบ่อยมากอาการหนึ่งในคนไทย จนบ่อยครั้งเรียกกันว่าเป็น “โรคปวดหลัง” ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะความเป็นจริงแล้ว เรื่องของการปวดหลังบริเวณบั้นเอวหรือส่วนที่สูงหรือต่ำกว่าเอวพอประมาณนั้นไม่ใช่โรค แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่



1.เนื่องจากมีความผิดปกติของกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอวตั้งแต่กำเนิด คือคลอดออกมาก็เป็นเลย โดยที่เราท่านไม่ทราบมาก่อน เพราะอาการปวดหลังยังไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นทันทีทันใด แต่เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น กระดูกสันหลังส่วนนั้นถูกใช้งานมาตลอดเวลา นานๆ เข้าก็จะแสดงอาการออกมา



2.พวกที่ได้รับอุบัติเหตุบริเวณกระดูกสันหลัง บริเวณบั้นเอว เช่น ตกลงมาจากที่สูง รถชน บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาทำให้กระดูกสันหลังถูกกระแทก


3.จากการติดเชื้อของโรคบางโรคแล้วลุกลามไปที่กระดูกสันหลังส่วนเอว เช่น การติดเชื้อวัณโรค โรครูมาติสซั่ม เป็นหนอง เป็นโพรงที่กระดูกสันหลัง เป็นต้น



4.มีการผิดปกติของขบวนการเมตาโบลิซึมของร่างกาย ซึ่งเป็นขบวนการภายในร่างกายของเรา ส่งผลของการผิดปกติไปยังกระดูกสันหลังโดยตรง เช่น โรคเกาต์ โรครูมาตอยด์



5.จากเนื้องอกบริเวณกระดูกสันหลังบั้นเอวแล้วไปกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังบริเวณนั้น ทำให้เกิดอาการปวดหลังขึ้น



6.จากการที่กล้ามเนื้อบริเวณหลังเกิดการอักเสบอย่างเฉียบพลัน จะมีอาการปวดหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเคลื่อนไหวส่วนหลัง ถ้าเคลื่อนไหวขยับมากก็จะปวดมากตามไปด้วย



7.จากการมีความผิดปกติของหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทำให้เกิดความผิดปกติของหมอนรองกระดูก ดังนั้นจึงขอเรียกรวมว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากหมอนรองกระดูกสันหลัง เช่น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนออกมา เป็นต้น



8.จากการผิดปกติของข้อกระดูกสันหลังโดยตรง เช่น เมื่อมีอายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาวแล้วเกิดกระดูกสันหลังคดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือเกิดการติดแข็งของกระดูกสันหลัง



9.มีความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องท้องหรือช่องเชิงกราน เช่น โรคไต มีความผิดปกติของมดลูก มีความผิดปกติของระบบการย่อยอาหาร ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการปวดหลัง


10.เกี่ยวกับสภาวะจิตใจ มีความตึงเครียด หรือในท่านสุภาพสตรีในระยะที่ใกล้จะหมดประจำเดือน จะมีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะฮอร์โมนของร่างกาย ทำให้หลังมีความตึงเครียดจนเกิดอาการปวดหลังตามมา



11.มีความผิดปกติจากบุคลิกท่าทาง เช่น บางท่านมีลักษณะหลังแอ่นไปข้างหน้ามากเกินไป เนื่องจากสะสมไขมันหน้าท้องไว้มาก หรือสตรีมีครรภ์ พวกนี้ก็จะปวดหลังได้



สำหรับอาการปวดหลัง ที่เราๆ ท่านๆ เป็นกันนั้น เกิดจากสาเหตุสองประการสุดท้ายเป็นส่วนใหญ่ คือ จากการเสื่อมสลายของหมอนรองกระดูกสันหลัง และเกิดจากความผิดปกติของบุคลิกท่าทาง โดยที่การเสื่อมสลายของหมอนรองกระดูกสันหลังจะเกิดกับคนในวัยกลางคนขึ้นไปจนถึงสูงอายุ ส่วนจากความผิดปกติของบุคลิกท่าทางจะเกิดได้ทุกวัยทั้งวัยหนุ่มวัยสาว กลางคน จนสูงอายุ



ท่านที่ปวดหลังเรื้อรังจึงไม่ควรที่จะซื้อยากินเองตามอาการ แต่ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาที่ต้นเหตุจึงจะเหมาะสม



ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
รูปประจำตัวสมาชิก
s_da
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2230
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2009, 09:57

Re: ฅน ชมรมจักรยานฅนชานเมีองเขตหนองจอก ปันไปกินไปแข่งไป 8/3/52

โพสต์ โดย s_da »

กินเกิน 1 ซอง ส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น




จากการศึกษาของสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกว่า 60-70% เป็นแป้งสาลี รองลงมา คือ ไขมันในเครื่องปรุงรส 15-20% ที่เหลืออีก 5-6% เป็นเกลือและผงชูรส หากรับประทานมากกว่า 1 ซอง หรือ 1 ถ้วยต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโซเดียมเกิน ความต้องการของร่างกาย ซึ่งจะส่งต่อระบบการทำงานของไต และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้


ดังนั้น ควรเลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บนฉลากระบุว่า เติมสารไอโอดีน ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเสริมให้เติมลงไป ในเครื่องปรุง

และไม่ควรกินบะหมี่สำเร็จรูปแบบดิบ ๆ ควร เติมไข่ หรือเนื้อสัตว์ และผักลงไปทุกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมและไขมันเกิน อาจเติมเครื่องปรุงเพียงครึ่งซองหรือน้อยกว่านั้น รวมทั้ง

ไม่ควรทานบะหมี่สำเร็จรูปติดต่อกันเป็นประจำอีกด้วย













ที่มา: เฮลล์คร์อนเนอร์
Window Movie Maker
upload youtube
ทำง่ายๆแบบนี้

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 2#p2805032
ตอบกลับ

กลับไปยัง “จัดทริปย่อย”