ผมตั้งใจจะกางเต็นท์นอนที่วัด โรงเรียน หรือไม่ก็อนามัยหมู่บ้าน
แต่ที่นี่ไม่มีวัด โรงเรียนตอนเช้าก็ต้องตื่นเช้า ส่วนอนามัย ....
ผมเจอ หนุ่มน้อย
ปากะญอ ชักชวนให้ไปนอนที่บ้าน แถมยังสละเตียงนุ่ม ๆ ให้ผมได้ใช้ ทั้ง ๆ ที่ผมปฏิเสธนับสิบครั้ง
“ไม่เป็นไร ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ “ ออกมาจากปากหนุ่มน้อยทุกครั้งที่พยายามจะให้สิ่งดี ๆ กับผู้มาเยือน
“พี่อาบน้ำแล้ว เดี๋ยวผมจะมาเรียกกินข้าวนะ” ..... ดูซิครับ ประโยคนี้สำหรับคนแปลกถิ่นอย่างผม จะให้รู้สึกอย่างไร ....
อาหารเย็น ...
แตงโมน้อยใส่ปลากระป๋อง ไข่เจียว น้ำพริก ข้าวดอย .... และ ข้าวเปอะ ที่เธอบอกว่าขาดไม่ได้
ใช่แล้วครับ .....
เธอ
พี่สาว หนุ่มน้อยปากะญอ ที่ว่า ....
พี่วา ... ครับ
สอบถามไปมา เธอก็อายุคราวเดียวกับผม
แต่เมื่อผมให้เธอเดาว่า ผมอายุเท่าไร ......
ถึงแม้จะเฉลยแล้วก็ตาม .......... เธอยังส่ายหัวและบ่นว่า “ไม่เหมาะเลย ดูไม่น่าจะถึง”
น่ารักมั้ยล่ะ ...
ขอบคุณครับ ...
เรียบร้อยกับมื้อเย็นแล้วผมก็เล่นกับเด็ก ๆ ลูกหลานของเธอ หลายคนยังพูดภาษาไทย ไม่ได้ แต่เราก็รู้สึกเป็นมิตรต่อกันไม่ยาก
จนช่วงหัวค่ำ ผมสังเกตเห็นชาวบ้านเดินจับกลุ่มไปทิศทางเดียวกัน จึงถามหนุ่มน้อยปากะญอว่า
เขาไปไหนกัน
“ซ้อมร้องเพลง .... เอาไว้ร้องวันอาทิตย์ตอนเข้าโบสถ์”
ถือนี่นับถือพระเจ้าเหรอ
“ครับ .... คนที่นี่นับถือพระเจ้า ทุกวันอาทิตย์จะเข้าโบสถ์เพื่อนมัสการ”
“พี่อยากไปดูมั้ย ?”
... เพื่อน ๆ อยากไปดูมั้ยล่ะ ?
ตามมา .........
หลังกลับจากทำไร่ และภารกิจประจำวันเรียบร้อยแล้ว ชาวบ้านจะมาร่วมซ้อมร้องเพลงกันทุกวัน เพื่อที่จะใช้ในวันเข้าโบสถ์
ทำไมส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น และผู้หญิงล่ะ ? ผมถาม
“ผู้ชาย และคนที่กลับจากไร่ ส่วนมากจะเหนื่อย จึงพักผ่อนอยู่กับบ้านครับ”
....
ผมนั่งฟัง เสียงร้อง ของ ปากะญอ ประสานเสียงกันด้วยความตั้งใจ พร้อมกับ จิบน้ำชา ที่หนุ่มน้อยปากะญอยื่นให้ ....
หากผมไม่เดินทาง ผมจะพบกับ ความสุข แบบนี้หรือไม่ .... ?
....
“ถ้าหนาวนี้พี่มา ผมจะให้ภรรยาตัดชุด ปากะญอ ไว้ให้ ....”
เดาซิครับ ....... ว่าผมรู้สึกอย่างไร .....
....
ถึงแม้ผมจะวางการเดินทางไว้ 10 วัน
และคืนนี้เป็นเพียงคืนที่หก ....
แต่ผมกลับรู้สึกว่า ....
ทริปนี้ ....
สมบูรณ์ที่สุดแล้ว ...
....
ขอบคุณครับ .....