ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

รายงาน/รูป "สรุปทริป" จากที่ได้ปั่นมา
รูปประจำตัวสมาชิก
หางแฮ้ม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3626
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
Tel: 0890414478
team: Top Cycle
Bike: Merida

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย หางแฮ้ม »

อาคารที่เรียกว่า "โรงท้าว" และ "โรงนาง" ถ้าเป็นปราสาทหินในไทยน่าจะตรงกับที่นักวิชาการเรียกกันว่า "โรงช้างเผือก" ปราสาทหินบางแห่งก็มีอาคารเดียว บางแห่งก็มีสองอาคาร
สันนิฐานกันว่าอาคารนี้เป็นที่สำหรับพักขบวนแห่ก่อนที่บรรดาชนชั้นสูงจะขึ้นไปสักการะเทวาลัยข้างบน คือตัวเมืองและพระราชวังของเจ้าเมืองอาจอยู่แยกออกไปอีกที่หนึ่ง เวลาเจ้าเมืองจะเสด็จมาทำพิธีทางศาสนาก็คงมีขบวนแห่ใหญ่โตเข้ามา เมือ่ถึงบริเวณนี้ก็จะพักขบวนไว้ที่นี่เพราะผู้ที่จะมีโอกาสขึ้นไปถึงเทวาลัยข้างบนได้ก็จะมีเพียงเจ้าเมือง เชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นสูงและนักบวชเท่านั้น ส่วนประชาชนและทหารชั้นผู้น้อยที่ร่วมขบวนมาก็จะหยุดพักรออยู่ข้างล่าง จะทำการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันอยู่บริเวณนี้ จากรูปของเสือทุ้ยข้างล่างที่บอกมาว่ามีกลุ่มก้อนหินที่อาจจะเป็นซุ้มประตูหรือโคปุระ ผมคิดว่าไม่น่าใช่เพราะผมไปเห็นมาแล้ว คงเป็นส่วนประกอบของอาคารโรงช้างเผือกที่ว่านั่นแหละครับ เขากำลังรวบรวมเพื่อทำการบูรณะ การบูรณะปราสาทหินที่ลาวถือว่าเป็นเรื่องใหม่มาก มีนักวิชาการต่างประเทศมาช่วยสอนช่างของลาวอีกทีหนึ่ง ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงฝึกสอนกันอยู่ อาคารที่เรียกว่าโรงโคนั้นเป็นเสมือนโรงเรียนที่ใช้ฝึกสอนช่างของลาวครับ จะเห็นว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเพื่อนเพราะบูรณะและฝึกสอนไปพร้อมกัน วิธีบูรณะปราสาทหินที่ทำกันโดยทั่วไปคือวิธีที่เรียกว่า "อนัสติโลซิส" (ใครทราบแล้วก็ถือว่าผมเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนก็แล้วกันครับ :lol: ) คือจะทำการรื้อก้อนหินแต่ละก้อนของอาคารลงมาแล้วให้หมายเลขกำกับไว้ว่าก้อนไหนอยู่ตรงไหน ต่อกับก้อนไหน ต่อจากนั้นก็จะสร้างเสริมรากฐานอาคารให้แข็งแรง แล้วจึงนำก้อนหินแต่ละก้อนประกอบเข้าคืนที่เดิม ส่วนก้อนไหนที่พังหล่นลงมาอยู่กับพื้นก่อนการบูรณะก็จะพยายามหาให้ได้ว่าควรจะอยู่ที่ไหน อันที่มีการแกะสลักลวดลายไว้ก็หาไม่ยากแต่อันที่เป็นก้อนเรียบๆก็หายากหน่อยว่าอยู่ตรงไหนหรืออาจหาไม่เจอเลย ตรงไหนที่หาก้อนหินมาใส่ไม่เจอและคิดว่าจำเป็นต้องใส่เข้าไปเพื่อความมั่นคงของตัวอาคารเขาก็จะไปตัดหินก้อนใหม่ใส่เข้าไปแทนแต่จะไม่มีการแกะสลักลวดลายอะไรลงไปเพื่อให้คนทั่วไปรู้ว่าอันนี้เป็นหินก้อนใหม่ไม่ใช่ของที่มีมาแต่ดั้งเดิม
ไฟล์แนบ
wp.jpg
wp.jpg (62.36 KiB) เข้าดูแล้ว 1282 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย หางแฮ้ม เมื่อ 04 มิ.ย. 2010, 15:33, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
น้าเป็ด...
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 7114
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 16:56

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย น้าเป็ด... »

รับหน้าที่ อาสา มาส่งสาร
เรียนทุกท่าน ทั่วไทย ใจประสาน
ปั่นเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์เพราะพระบริบาล
ตลอดกาล เทอดไท้ องค์ราชันย์...


......กดครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
mongkol_gm
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2670
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.ย. 2008, 11:53
team: ---- ศิลา ----
Bike: MERIDA HFS 2000 >>> KHS 2000

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย mongkol_gm »

เพิ่งจะได้เข้ามาอ่านครับ :D :mrgreen: ดีมากๆเลยครับ อ่านแล้วเพลินดี
ผมก็รักในหลวงครับ

.....ปั่น ปั่น ปั่น ....
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

สวัสดีคุณเสือโย่ง คุณน้าเป็ด และคุณ mongkol_gm ครับ
ขอบคุณที่แวะเข้ามาอ่านครับ และขอบคุณคุณน้าเป็ดสำหรับข้อมูลครับ

สวัสดีครับคุณหางแฮ้ม

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ แต่ในส่วนกองหินที่ผมหมานถึงว่าอาจเป็นโคปุระนั้น
ไม่ใช่กองหินที่อยู่ข้างโรงท้าว โรงนาง หรอกครับ แต่หมายถึงกองหินที่มีลักษณะ
เหมือนฐานของอะไรสักอย่าง ในวงสีชมพู ตามภาพนี้ครับ

รูปภาพ

ผมพยายามหาโคปุระ ซึ่งจะสามารถบอกถึงรุ่น หรือสมัยของสถาปัตยกรรมขอม
และจุดซึ่งโคปุระนั้น "แบ่งเขตแดน" ระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์
(เขาพระสุเมรุ) ซึ่งแน่นอนว่า พื้นที่ภายในจากโคปุระไปสู่เทวาลัยนั้น
คนธรรมดาจะเข้าไปไม่ได้(ในสมัยนั้น)ดังนั้นโรงท้าวและโรงนาง ดังความหมาย
ที่คุณหางแฮ้มกรุณาให้มา จึงต้องอยู่ภายนอก

การที่สามารถหาตำแหน่งของโคปุระได้ ย่อมนำไปสู่การระบุฟังก์ชั่น
ของอาคารได้อย่างชัดเจน ตามภาพที่ผมโพสท์นี้ จุดที่อยู่ในวงสีชมพู
น่าจะเป็นเพียง "ซุ้มประตู " มาก่อน เพราะแสดงฐานซึ่งต้องรับน้ำหนัก
หรือรับโครงสร้างอะไรสักอย่าง โดยมีระดับถนนติดพื้นดิน แต่โคปุระ
ที่ผมเคยเห็นมาจากที่ต่างๆนั้น จะยกระดับเหนือพื้น หรือต่อเนื่อง
เป็นแนวอาคารหลังคาคลุมรอบปราสาท ที่เรียกว่า " ระเบียงคด "
ซึ่งผังโบราณสถานแบบนี้ จะบอกสมัยที่ก่อสร้าง ได้ระดับหนึ่งครับ

ดังนั้น หากย้อนไปดูผังปราสาทวัดภู จะเห็นว่าหากมีโคปุระอยู่แต่เดิม
อาจจะอยู่ตรงปลายบันไดทางขึ้นชั้นถัดไปนี้(ชั้นที่ ๒) ซึ่งผมพบแต่ฐาน
ซึ่งน่าจะเคยเป็นฐานของอาคาร อันอาจจะเป็นซุ้มประตูหรืออะไร
สักอย่างเหมือนกัน เพราะอีกเหตุผลหนึ่งที่ขัดแย้งก็คือ จุดนี้ยังเหลือ
ระยะทางขึ้นไปสู่เทวาลัยอีกพอสมควร โคปุระไม่น่าจะอยู่ห่างเทวาลัย
มากขนาดนี้ และไม่พบซากกองหิน ที่เกิดจากการหักพังของโคปุระอยู่
หรือในอีกทางหนึ่งซึ่งผมเห็นเป็นข้อสังเกตสำคัญคือ ปราสาทวัดภูนั้น
ไม่มีโคปุระ คงต้องอาศัยคำตอบจากท่านผู้รู้ต่อไปครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ขออนุญาตแทรกภาพสักนิดนะครับ เป็นภาพพระพุทธรูป หรือเทวรูป ?
ซึ่งอยู่นอกเทวาลัย ผมจำไม่ได้ว่าอยู่ในชั้นที่ ๔ หรือ ๓ ก่อนขึ้นสู่เทวาลัย

รูปภาพ

องค์พระพุทธรูป หรือเทวรูปองค์นี้ ถูกห่อหุ้มด้วยผ้า คงเหลือแต่ส่วนเหนือ
พระอังสะขึ้นไป มีศราภรณ์ แต่ติ่งหระกรรณยาวผมจึงไม่อาจบอกได้ว่า
เป็นพระพุทธรูป หรือเทวรูป เพราะเคยเห็นพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เขมร
ดูคล้ายเทวรูปมาก

หากดูจากศิราภรณ์บนพระเศียร พอจะบอกได้ว่าเป็นศิลปะสมัยก่อนนครวัดไม่นาน
อาจเป็นเทวรูปพระศิวะ ในภาคอวตารลงมาเป็นมนุษย์ ซึ่งต้องมีตาที่ ๓ อยู่กลางพระนลาฏ
แต่ผมไม่เห็น หรืออาจกร่อนไปตามกาลเวลา อันนี้คงต้องพึ่งผู้รู้อีกตามเคยครับ

ต่อไปเป็นภาพประติมากรรม " อะไรสักอย่าง "อยู่บนฐาน
ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นชั้นที่ ๔ ก่อนขึ้นสู่เทวาลัย

รูปภาพ


ดูจากรูปทรงประติมากรรมเท่าที่หลงเหลืออยู่ เป็นประติมากรรมประทับนั่ง
" มหาราชลีลา " ประกอบกับประติมากรรมนี้ อยู่ในชั้นเกือบบนสุด
ซึ่งพ้นจากชั้นนี้ก็คือชั้นของเทวาลัย ผมคิดว่าประติมากรรมเหล่านี้ น่าจะ
เป็นรูปสกัดด้วยหิน ของเทพยดา หรือกษัตริย์ขอม

ทีนี้ไปต่อกันที่เทวาลัยเลยนะครับ
ภาพด้านขวา และด้านหน้าของเทวาลัยครับ


รูปภาพ

รูปภาพ


รูปภาพ

ภาพทับหลังด้านซ้ายของเทวาลัย เป็นภาพนารายณ์ทรงครุฑ มีพวงมาลัย
ประกอบลายพรรณพฤกษาเป็นรูปก้านขด แต่ไม่มีรัดก้านขด มาลัยเป็นแนวค่อนข้างตรง
ปลายมาลัยไม่มีรูปมกร(สัตว์ในหิมพานชนิดหนึ่ง) ก่อนกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕
คือก่อนสมัยบาเค็ง ส่วนด้านบนทับหลังเป็นหน้าบันเล็ก เป็นภาพเล่าเรื่องรามายณะ
อาจจะเป็นตอนหนุมานลักตัวนางสีดา แต่ใช่ตอนนี้หรือไม่ ? ผมได้แต่สันนิษฐานครับ


รูปภาพ

ภาพทวารบาลด้านซ้ายของเทวาลัย ยอดศิราภรณ์ทรงกระบอกมีลายแนวตั้ง
มีบัวรัดบนแสดงว่าเป็นเทพระดับวีไอพี ผ้านุ่งตลบซ้าย ด้านหน้ามีชายห้อย
รูปสมอเรือซ้อนกัน สองอย่างนี้ จะบอกว่าน่าจะเป็นศิลปะช่วงสมัยพระโคถึงบาเค็ง

ผมคิดว่า คำตอบเริ่มแคบเข้ามาแล้วครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
รูปประจำตัวสมาชิก
หางแฮ้ม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3626
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
Tel: 0890414478
team: Top Cycle
Bike: Merida

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย หางแฮ้ม »

สวัสดีครับเสือทุ้ย ขออภัยที่ผมเข้าใจว่าเสือทุ้ยหมายถึงกองหินข้างโรงท้าวในรูปจึงได้ทักท้วงไป
ตัวเทวาลัยคงอยู่ในสมัยบาแค็งหรือก่อนหน้านั้นเล็กน้อยตามที่เสือทุ้ยบอกไว้ครับ
แต่วัดภูก็คงเหมือนกับปราสาทหินหลายต่อหลายแห่งที่มีการก่อสร้างต่อๆกันมาหลายยุค รากฐานของสิ่งก่อสร้างที่เป็นอิฐข้างๆเทวาลัยก็น่าจะมีอายุเก่ากว่า เสียดายที่ไม่มีหลักฐานให้เห็นมากนัก
ตัวโรงท้าว โรงนางเองก็คงสร้างขึ้นภายหลังตัวเทวาลัย จากภาพสลักบนหน้าบันรูปอุมามเหศวรและทับหลังด้านที่หันหน้าไปทางบาราย ( ตามรูปด้านล่าง )เห็นได้ชัดว่าเป็นศิลปเขมรแบบเกลียง อายุราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 16 เพราะลวดลายพวงมาลัยที่มีอุบะคั่นกลางเป็นลักษณะเฉพาะของศิลปในยุคนี้
ผมว่าในระหว่างการขุดแต่งบูรณะวัดภูที่ทำอยู่ตอนนี้ คงจะได้พบหลักฐานต่างๆเพิ่มมากขึ้นครับ
ไฟล์แนบ
aaa.jpg
aaa.jpg (64.46 KiB) เข้าดูแล้ว 1240 ครั้ง
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

:lol: 555+ ผมกำลังพยายามหาวิธีที่เร็วที่สุด ที่จะสรุปประเด็นสำคัญ ว่าปราสาทวัดภูนั้น
สร้างขึ้นในหลายยุคหลายสมัย มีการต่อเติมอาคารต่างๆ เพิ่มไปจากเดิม จนรากฐานของเดิมนั้น
แทบไม่เหลือ หรืออาจไม่เหลือจริงๆ แต่ผมจะอธิบายโดยไม่แสดงเหตุผล ก็เกรงว่าท่านผู้อ่าน
จะคิดว่าผมเป็นหน่วยฝนเทียม เล่นยกเมฆมาเลย

แต่ตอนนี้คุณหางแฮ้ม กรุณาสรุปให้แล้ว ขอบพระคุณครับ

ดังนั้น ต่อไปนี้ผมจะเดินเรื่องเร็วหน่อย เพราะหลุดมาจากวงการจักรยานเยอะแล้ว

ไปกันต่อเลยครับ มาที่ภาพทับหลังของมุขหน้าเทวาลัย

รูปภาพ


ทรงช้างเอราวัณแบบนี้ พระอินทร์แน่นอน มีภาพสิงห์อยู่ที่มุมล่างทั้งซ้ายขวา

ส่วนภาพนี้ คือทับหลังด้านขวาของเทวาลัย

รูปภาพ


ซึ่งผมเองยังไม่มั่นใจนัก ว่าเป็นภาพอะไร แต่โดยความเห็นส่วนตัว
ผมคิดว่าเป็นภาพพระอิศวร ปาง " ทิฆัมพร " เพราะไม่ปรากฎเครื่องทรงใดๆ

ไปดูที่ทับหลังของมุขข้างกันครับ

รูปภาพ


รูปภาพ


ทับหลังของมุขข้างทั้งสองด้าน เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งเหนือ " หน้ากาล "
ศิลปะเป็นแบบและสมัยเดียวกันกับทับหลังด้านอื่นๆ

ผมแปลกใจและมีข้อสังเกต ว่าโดยปกติแล้ว หากเป็นเทวาลัยในลัทธิ " ไศวนิกาย "
ส่วนใหญ่ทับหลังของมุขกลางหรือมุขประธาน จะเป็นภาพพระอิศวร แต่ที่วัดภูเป็นภาพพระอินทร์

หรือว่า ขณะที่สร้างเทวาลัยนี้ ลัทธิ " ไวษณพนิกาย " คือบูชาพระวิษณุ(พระนารายณ์)
เป็นใหญ่ ได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อขอมสูงกว่าไศวนิกาย ในพุทธศตวรรษ ๑๔ แล้ว
ผมเองก็ตอบไม่ได้ครับ

ต่อเนื่องกันไปเลยครับ ผมจะพาไปดูของแปลก ที่เป็นจุดเด่นของปราสาทวัดภู
แต่ถูกทิ้งร้าง อยู่ด้านข้างเทวาลัย คือ " หินจระเข้ " อยู่ห่างเทวาลัย
ไปทางเหนือ ไม่เกิน ๑๐๐ เมตร จุดที่ ๕ ในแผนผังครับ

รูปภาพ


เรื่องยาวเลยครับทีนี้ เพราะหินลักษณะนี้พบไม่บ่อยนัก หินแกะสลักลึก เป็นรูปจระเข้
มีร่องเหมือนเป็นทางให้ของเหลวไหลลงสู่ภาชนะรองรับเบื้องล่าง ความยาวของรูปสลัก
ลำตัวเท่าตัวคนที่ไม่สูงนัก น่าจะประมาณสัก ๑๒๐ - ๑๓๐ ซม. เด็กโตนอนได้พอดี

ใครดูภาพนี้แล้วก็คงกลืนน้ำลายเอื๊อก เดาไม่ยาก ว่าเป็นแท่นสำหรับชำแหละ
หรือบูชายัญ ด้วยร่างกายมนุษย์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ผมไม่อยากจะจินตนาการ
ว่ากี่ศพ กี่ชีวิต ที่ได้ผ่านแท่นหินนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปพบทวยเทพในสรวงสวรรค์

หินนี้ทำให้ผมนึกถึง การพลีชีพบูชาต่อเจ้าแม่กาลี หรือปางหนึ่งของ
พระนางอุมาเทวี พระมเหษีของพระอิศวร ซึ่งทรงโปรดการดื่มเลือดสดๆ

หรือว่าแท่นหินนี้ เป็นตัวแทนของเทวาลัยแห่งวัดภูในยุคแรกๆ ที่ผู้คนยังศรัทธานับถือ
พระนางอุมาเทวี ตามนิกายศักติ ซึ่งเป็นนิกายหนึ่งในศาสนาพราหมณ์ยุคที่ ๒
หรือยุคมหากาพย์นั่นเอง

ผมเพลิดเพลินดื่มด่ำกับจินตนาการย้อนอดีตบนวัดภูอยู่นับชั่วโมง หากเราได้หามุมสงบ
ตามโบราณสถานเหล่านี้ แล้วจินตนาการถึงห้วงเวลาในอดีต ที่มีการบวงสรวง
มีนางอัปสราออกมาร่ายรำ ท่ามกลางเสียงประโคมของมโหรีปี่พาทย์ และกลิ่นธูปกำยาน
สำหรับผมแล้วมันเป็นความสุขสงบอย่างหนึ่ง แต่อันนี้เฉพาะกลางวันนะครับ
กลางคืนผมคงไม่กล้า กลัวเจอของจริง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
รูปประจำตัวสมาชิก
ทิวากร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6591
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:24
Tel: 081-977692สอง
team: ขุนหาญทีม
Bike: เปลี่ยนเป็นเทคแล้ว

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย ทิวากร »

:D
ชอบจริงๆ ชอบมากๆครับ กระทู้แบบนี้ พอมีความรู้อยู่นิดหน่อยไม่กล้าออกความคิด ขอเกาะไปเรื่อยก่อนนะครับๆ
คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรคือของปลอม ถ้ายังไม่เคยเห็นของจริง

บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ

สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ

อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185

เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
รูปประจำตัวสมาชิก
จงจิตร ปิ่นแก้ว
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 538
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ก.ค. 2009, 05:10
Tel: 084-0433617
team: เทศบาลหนองจ๊อม
Bike: มอสโซ่

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย จงจิตร ปิ่นแก้ว »

เยี่ยมมากเลยครับติดตามชมแล้วได้ความรู้ในอดีตอีกด้วยครับ ขอบพระคุณพี่เสือทุ้ยมาก ๆ ครับ ชอบมากครับ มาปั่นเชียงใหม่แล้วจะพาเที่ยวนะครับ
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ขออภัยที่ตอบช้านะครับ เครื่องผมมีปัญหา เลยต้องใช้โน๊ตบุ๊คแทน
มันเลยช้าหน่อย บ่ายนี้คงได้เดินเรื่องต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ

ตอบคุณทิวากร ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ หากมีประเด็นใดจะร่วมแจมก็เรียนเชิญได้เลย
ผิดถูกไม่ว่ากัน เพราะการเสวนาทำให้เกิดประเด็นเพื่อการศึกษาค้นคว้าอีกมากมาย
อย่างประเด็นที่ว่า ทัพสยามข้ามโขงที่จุดใด นั่นก็เกิดจากการเสวนากันในเว็บบอร์ดมาก่อน
เชิญเลยครับ ผมอ่านกระทู้ของคุณทิวากรแล้วก็สนใจเรื่องการเดินทางในเขมรมากครับ

ตอบคุณจงจิตร ขอบคุณครับ ผมอยากมีโอกาสขึ้นไปเชียงใหม่อีกเหมือนกันครับ
ผมเคยทำงานอยู่บนดอยที่หางดงปีกว่า ยังจดจำบรรยากาศธรรมชาติได้ดี คิดถึงครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ต่อเลยนะครับ

บริเวณใกล้ๆกับหินจระเข้ ก็จะพบหินรูปช้าง ซึ่งยังแกะสลักไม่เสร็จ ทำไมสองอย่างนี้จึงมาอยู่ใกล้ๆกัน ?


รูปภาพ


ผมเดาเอาว่าบริเวณนี้ เป็นกองหินที่ไม่ใช้แล้ว(Dump Site) หรือหินที่เหลือจากการสร้างเทวาลัย
หรืออีกทีคือเป็นหินที่รื้อมาจากเทวาลัยองค์เดิม ก่อนที่จะสร้างองค์ใหม่ทับลงไป ในสมัยบาเค็ง

ผมเองก็จนปัญญาครับ เกิดไม่ทัน

เดินเล่นในบริเวณเทวาลัย บรรยากาศร่มครึ้ม สงบสมกับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มองลงไปข้างล่าง
จะเห็นอาณาบริเวณของวัดภูโดยรอบ เห็นโรงท้าว-โรงนาง และโรงโค ชัดเจน

รูปภาพ


เดินมาจนเจอของสำคัญอีกอย่าง บริเวณข้างเทวาลัย เป็นซากที่เหลือของอาคารเล็กมากด้านขวาของเทวาลัย
หรือเป็นแท่นบูชาอะไรสักอย่าง หากเป็นอาคาร ผมเดาว่าเป็น " บรรณาลัย " ใช้เก็บคัมภีร์
อย่าเพิ่งเชื่อผมนะครับ อันนี้ต้องรอนักโบราณคดีมาชี้ชัดอีกที


รูปภาพ

มาตรงนี้ พบหินสลักรูปนาค ๕ เศียร เดิมคงเป็นส่วนประกอบของหัวบันไดอาคารขนาดเล็ก


รูปภาพ

นาคปากกลม มีหงอนเป็นรัศมี ลวดลายไม่ละเอียดนัก รัศมีไม่กว้างและไม่มีหยักชัดเจน
บ่งบอกว่าเป็นนาค ก่อนสมัยนครวัด


ถึงตอนนี้ ขาซ้ายผมเริ่มออกอาการไม่อยากเดินอีกแล้ว เห็นทีจะต้องจบการชมวัดภูไว้เท่านี้ก่อน
ผมเริ่มไต่ลงมาข้างล่างเมื่อเกือบ ๑๑ โมงแล้วครับ มาหยุดดูที่หน้าโรงท้าว - โรงนางอีกที

ภาพหน้าบันภาพเดียวกับของคุณหางแฮ้มครับ


รูปภาพ


ทับหลังของอาคารนี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นศิลปะสมัยคลัง(Kleang) คุณหางแฮ้มเรียกเกลียง แต่ก็คือสมัยเดียวกันครับ
ภาพของมาลัยโค้งแทรกด้วยอุบะ มีลายก้านขดกับพรรณพฤกษาประกอบ กับภาพพระอิศวรประทับท่ามหาราชลีลา
อยู่เหนือหน้ากาล เป็นสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของศิลปะคลังชัดเจน ศิลปะคลังปรากฎในช่วงต้นของพุทธศตวรรษที่ ๑๕
นั่นแสดงว่า เทวาลัยนั้นสร้างก่อนโรงท้าว-โรงนาง ประมาณร้อยปี แสดงว่ายุครุ่งเรืองของเทวสถานวัดภู
น่าจะเป็นช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๑๕
ซึ่งผมคิดว่าเป็นช่วงที่อาณาจักรขอม กำลังรุ่งเรือง
กำลังเจริญก้าวหน้าไปสู่จุดสูงสุดในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ ก่อนที่จะเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว

ผมเชื่อว่าการขุดค้นและบูรณะวัดภูในอนาคต เราอาจได้หลักฐานเพิ่มเติมอีกมาก
โดยเฉพาะศิลปะแบบยุคเก่าอย่าง ศิลปะแบบพนมดา หรือศิลปะถาลาปริวัตร ซึ่งหาดูได้ยาก
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
รูปประจำตัวสมาชิก
หางแฮ้ม
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3626
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
Tel: 0890414478
team: Top Cycle
Bike: Merida

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย หางแฮ้ม »

เสือทุ้ยลงจากวัดภูมาแล้ว ก่อนที่ลุยต่อไปที่อื่น ผมขอใช้เวลานี้มาเล่าเรื่องที่ติดค้างเสือทุ้ยไว้
ตอนที่ผมทักท้วงว่าชื่อภูเขาฝั่งตรงข้ามกับเมืองปากเซริมทางที่ตัดใหม่มายังจำปาสักนั้นว่าชื่อภูมะโลง
โดยตั้งชื่อตามตัวละครเอกในตำนานพื้นบ้านเรื่องท้าวบาเจียง ผมเองก็จำเรื่องราวโดยละเอียดไม่ได้
เพราะได้ยินได้ฟังมานานแล้ว และสัญญาว่าจะไปให้เพื่อนที่ปากเซหารายละเอียดมาให้
ตอนนี้ได้มาแล้ว ก็เลยจะมาเล่าให้ฟังครับ

ตำนานพื้นบ้านเรื่องนี้เริ่มต้นเมื่อเมื่อเศรษฐีชาวลาวลุ่ม (คนลาวที่อาศัยอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำโขง ) ผู้หนึ่ง
ชื่อท้าวโอลาน หลงเข้าไปในป่าตามลำพังและกำลังโดนเสือตัวหนึ่งไล่ทำร้าย ขณะนั้นมีนายพรานชาวป่า
ชื่อท้าวบาเลียงซึ่งอาศัยอยู่บนภูเขา ( น่าจะเป็นชนพื้นเมืองเผ่าใดเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงบอละเวน )
ผ่านมาพบและได้ใช้หน้าไม้และมีดเข้าต่อสู้กับเสือจนเสือได้รับบาดเจ็บและหนีไป ท้าวบาเลียงได้พาท้าว
โอลานกลับไปยังหมู่บ้านของตนและรักษาแผลที่โดนเสือทำร้ายให้ ท้าวโอลานได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นเวลา
สามวันสองคืนจนอาการดีขึ้น ก่อนเดินทางกลับบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านได้ทำพิธีสู่ขวัญและผูกแขนให้
ท้าวบาเลียงและท้าวโอลานเป็นเสี่ยวกัน ทั้งสองคนให้สัญญาว่าเมื่อมีลูกชายลูกสาวจะให้แต่งงานกัน
ต่อมาท้าวบาเลียงมีลูกชายชื่อท้าวบาเจียง ส่วนเศรษฐีโอลานมีลูกสาวชื่อนางมะโลง เมื่อทั้งสองโตขึ้น
ท้าวบาเจียงได้เดินทางมาหานางมะโลงบ่อยๆเพราะรู้จากพ่อว่านางเป็นคู่หมายของตน บ่าวสาวทั้งสอง
ได้เกิดรักใคร่กันและหวังว่าจะได้แต่งงานกันตามสัญญาที่พ่อของแต่ละฝ่ายให้ไว้ แต่เนื่องจากนางมะโลง
เป็นสาวงามมีชื่อเสียงไปทั่วจนมีเจ้าเมืองชื่อท้าวจำปาสักอยากได้มาเป็นภรรยา ท้าวโอลานอยากได้เขย
เจ้าเมืองก็เลยคิดเสียสัจจะ ห้ามนางมะโลงติดต่อกับท้าวบาเจียงอีก และขังนางไว้ในห้องไม่ให้ออกมา

หลังจากนั้นท้าวบาเลียงและภรรยาได้ลงมาจากป่าเพื่อมาสู่ขอนางมะโลงตามสัญญา ท้าวโอลานจึงบอก
ให้ท้าวบาเลียงไปหาสินสอดเป็น ขันเงิน เงินฮาง (แท่งโลหะเงิน ) วัว ควาย เป็ด ไก่ หมู และเหล้าไหอย่าง
ละ 100 มาให้ภายในหนึ่งเดือน โดยคิดว่าไม่มีทางที่ท้าวบาเลียงจะหามาได้ทัน ท้าวโอลานได้ส่งคนไป
บอกท้าวจำปาสักเจ้าเมืองให้รีบหาของเหล่านั้นมาสู่ขอนางมะโลงก่อนที่ท้าวบาเลียงจะมา ท้าวบาเลียงได้
กลับไปยังหมู่บ้านของตนและเล่าเรื่องสินสอดให้เพื่อนบ้านฟัง เพื่อนบ้านทั้งหลายจึงได้รวบรวมของมาช่วย
ท้าวบาเลียงจนได้ของครบตามที่ท้าวโอลานต้องการ

ท้าวบาเลียงและภรรยาจึงพาท้าวบาเจียงและเพื่อนบ้านแห่ขันหมากลงมาจากภูเขามายังบ้านท้าวโอลาน
ในขณะเดียวกันท้าวจำปาสักก็ได้แห่ขันหมากมาถึงบ้านท้าวโอลานก่อนแล้ว ท้าวโอลานจึงคิดอุบายให้คน
ของตนกลุ่มหนึ่งเดินทางข้ามโขงออกไปดักขบวนของท้าวบาเจียงที่นอกเมือง ขบวนแห่ของท้าวบาเจียง
ได้นอนพักแรมอยู่ริมน้ำโขง รุ่งเช้าขณะที่กำลังจะเดินทางต่อ ก็ได้พบคนกลุ่มหนึ่งเดินร้องไห้มา ท้าวบาเจียง
จึงเข้าไปถามว่าร้องไห้เพราะอะไร คนกลุ่มนั้นจึงบอกว่าเจ้านายของตนคือนางมะโลงได้เสียชีวิตแล้ว และ
พ่อของนางได้นำโลงศพของนางไปไว้บนยอดเขาเพราะนางสั่งเสียไว้เช่นนั้น นางต้องการให้คนรักของนาง
ได้มองเห็นนางจากระยะไกล คนกลุ่มนั้นชี้ไปที่โลงศพบนยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งพ่อของนางมะโลงได้ให้คน
นำโลงศพเปล่าขึ้นไปวางไว้ ท้าวบาเจียงเห็นดังนั้นจึงเสียใจมากและตรอมใจตาย พ่อแม่ของท้าวบาเจียงจึง
ได้ฝังศพของลูกชายไว้บนยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ตรงกันข้ามคนละฟากน้ำกับภูที่ไว้โลงศพเพื่อที่บ่าวสาว
ทั้งสองจะได้อยู่ใกล้กัน ก่อนเดินทางกลับขบวนของท้าวบาเจียงได้เทเหล้าและเป็ดไก่ที่นำมากองทิ้งไว้

แม่ของนางมะโลงได้นำข่าวมาบอกกับลูกสาวว่าท้าวบาเจียงตายแล้วเพราะอุบายของพ่อ นางเสียใจมาก
จึงหนีออกมาจากบ้านวิ่งขึ้นไปบนภูเขาที่พ่อได้นำโลงไปตั้งไว้ แล้วลงไปนอนในโลงและกลั้นใจตายที่นั่น
วิญญานของบ่าวสาวทั้งสองได้พบกันและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ส่วนท้าวโอลานก็เสียใจกับการตาย
ของลูกสาวและวิ่งเข้าไปในป่าจนถูกเสือตัวเดิมกัดตายเพราะเสียสัจจะที่เคยให้ไว้

ภูเขาที่เป็นที่ฝังศพท้าวบาเจียงจึงได้ชื่อว่าภูบาเจียง ส่วนภูเขาที่นางมะโลงเสียชีวิตได้ชื่อว่าภูมะโลง
เป็ดไก่ที่ขบวนแห่ของท้าวบาเจียงกองทิ้งไว้กลายเป็น "ภูกองไก่" ( ภูเขาที่อยู่ตรงเชิงสะพานข้ามน้ำโขงที่ปากเซ )
ส่วนเหล้าไหที่กองทิ้งไว้กลายเป็น"ภูส่าเหล้า" ( อยู่ระหว่างภูกองไก่และภูมะโลง )

ตำนานพื้นบ้านของจำปาสักเรื่องนี้เล่าสืบต่อกันมานาน บางที่บางแห่งอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปบ้างครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
ทิวากร
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6591
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:24
Tel: 081-977692สอง
team: ขุนหาญทีม
Bike: เปลี่ยนเป็นเทคแล้ว

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย ทิวากร »

:D มาตามข้อมูล (เพียบเลย)
คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรคือของปลอม ถ้ายังไม่เคยเห็นของจริง

บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ

สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ

อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185

เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ขอบพระคุณอย่างสูงครับคุณหางแฮ้ม

เมื่อเดือนที่แล้วผมไปเวียงจันท์ ก็พยายามเสาะหาหนังสือที่มีตำนานภูมะโลง แต่ก็ไม่พบ
ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีมากๆ ที่คุณหางแฮ้มได้บันทึกตำนานนี้ไว้ที่บอร์ดนี้ครับ ตำนานนี้
เนื้อเรื่องคล้ายคลึงกับตำนานเขาตาม่องล่าย ที่ประจวบฯ ผมคิดว่าคนโบราณเขาเข้าใจ
ที่จะผูกเรื่องราว เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้จักภูมิประเทศและท้องถิ่น ผ่านตำนานพื้นบ้านเหล่านี้

ผมพยายามหา " ภูส่าเหล้า " ในแผนที่ ก็ไม่พบ พบแต่ตำแหน่งของภูกองไก่ ไม่ระบุชื่อไว้
ผมเข้าใจว่าภูส่าเหล้า คือยอดหนึ่งของภูมะโลง ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มเนินหลายยอด
หรือจะเป็นเนินที่อยู่ติดริมโขงตรงที่แคบที่สุด ผมก็ไม่แน่ใจครับ เลยขอติดไว้ก่อน

ไปกันต่อเลยครับ ใกล้จบแล้ว

-----------------------------------------

ผมลงมาจากวัดภู แวะดูพิพิธภัณฑ์เพื่อซื้อหนังสือ แล้วจึงรีบปั่นกลับโรงแรม เพราะแดดจัดขึ้นมาก
สภาพขาข้างซ้ายก็ยังไม่ดีขึ้น เมื่อกลับถึงโรงแรมจึงคิดว่าเช็คเอ๊าท์ดีกว่า อยู่อีกวันก็คงต้องนอนเฉยๆ

เก็บของแล้วร่ำลาเจ้าของโรงแรม ปั่นออกไปทางท่าเรือ ไม่กลับทางเดิมแล้ว
ผ่านอาคารโทรศัพท์ เห็นสวยดีก็เลยแวะถ่ายรูปไว้

รูปภาพ


ส่วนอันนี้ดูเหมือนเป็นที่ทำการของหมู่บ้าน บรรยากาศน่านั่งเล่น

รูปภาพ


ถึงท่าเรือแล้วครับ ความจริงต้องเรียกว่าท่าแพ

รูปภาพ


แต่เรือก็มี จะเช่าเที่ยวตามลำโขงก็ได้

รูปภาพ


คอยแพสักครู่ก็ได้ข้าม ค่าโดยสารทั้งคนทั้งรถ ๕,๐๐๐ กีบ(๒๐บาท) ไม่แพง

รูปภาพ


ลาก่อนจำปาสัก คงได้พบกันอีกในนัดล้างตา

รูปภาพ


สู่กลางลำโขง สวนกับแพอีกลำที่เหมือนกัน

รูปภาพ


อันนี้เป็นรุ่นเล็ก ลำตัวแฝดแบบคาทามารานเสียด้วย

รูปภาพ


อันนี้เกาะกลางลำโขง บรรยากาศสวยงาม อีกหน่อยอาจมีใครมาเช่าทำรีสอร์ท

รูปภาพ


คืนนี้จบแน่นอนครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เสือทุ้ย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 189
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
team: ไม่มี
Bike: Mongoos

Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ

โพสต์ โดย เสือทุ้ย »

ถึงตอนอวสานแล้วครับ

---------------------------------------------------------

ขึ้นฝั่งเอาบ่ายโมงแล้วครับ ผมปั่นต่อไปปากทางที่ " หลักสามสิบ "
จากท่าเรือไปหลักสามสิบ ก็สามกิโลแม้ว เพราะขาเจ็บ ผมเลยรู้สึกว่ามันไกลจัง
บางช่วงผมต้องปั่นขาเดียว คือกดน้ำหนักลงเท้าขวาที่ไม่เจ็บ เท้าซ้ายช่วยประคอง
มันทรมานดีแท้ๆ ถึงปากทางก็รู้ตัวแล้วว่า แม้อีกแค่ ๓๐ กิโล ผมก็ไปไม่รอดแน่

อย่ากระนั้นเลย รอรถเมล์หรือเหมารถไปดีกว่า ระหว่างรอรถที่แยกหลักสามสิบ
มีแม่ค้านำสินค้าพื้นเมืองมาขายมากมาย รวมทั้งผลอะไรก็ไม่ทราบ

รูปภาพ


แต่เธอบอกว่าอร่อยนักหนา ผมเห็นมีรถผ่านมาจอดซื้อหลายคัน
แต่ผมก็ไม่ได้ลองหรอกครับ ปกติก็ไม่ค่อยถูกกับผลไม้อยู่แล้ว

สักพักหนึ่ง มีรถตู้ผ่านออกมาจากจำปาสัก แม่ค้าช่วยเรียกให้ แล้วบอกโชเฟอร์
ประมาณว่าช่วยเอาหมอนี่ไปที มันบังหน้าร้าน :lol: โชเฟอร์หันไปถามชายที่นั่งข้างๆ
ก็พยักหน้า ตกลงผมได้นั่งรถตู้ติดแอร์ ในราคา ๕๐,๐๐๐ กีบ(๒๐๐ บาท)
ผมต้องขอขอบคุณแม่ค้าท่านนั้น ไม่งั้นผมคงแย่ อาจต้องนอนปากเซอีกคืน

พอมาถึงขนส่งปากเซ ผมจึงได้ทราบว่าชายที่นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ
เป็นวิศวกรคนไทย ที่ไปทำงานในจำปาสักนานแล้ว จะกลับเชียงใหม่
ผมดูเวลาแล้วทันรถอุบลเที่ยวสุดท้ายบ่ายสามครึ่ง ก็เลยตัดสินใจกลับเลยดีกว่า

ระหว่างนั่งรถมากับคุณหมูวิศวกรไทย ผมได้มีโอกาสเล่าเรื่องที่ผมได้พบมา
ตอนที่เห็นแม่หญิงลาวที่บ้านท่งเส็ด นั่งฟังถ่ายทอดประชุมรัฐสภาไทยอย่างใจจดใจจ่อ
ผมจึงได้คำตอบจากคุณหมูว่า " มันเป็นของแปลกสำหรับบ้านเขาน่ะพี่ "
แล้วคุณหมูก็ได้อธิบายให้ผมฟังอย่างติดตลกว่า " ลาวไม่มีฝ่ายค้านนะครับ
มีแต่พรรคซึ่งเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาล จึงเป็นเรื่องแปลกที่เขาได้เห็นรัฐบาล
(ตามความเข้าใจของเขา)ด่ากันออกอากาศให้ชาวบ้านฟัง "

ผมได้คำตอบจากคุณหมูแล้ว หายสงสัยเลย

ผมแยกกับคุณหมูที่อุบล แล้วก็รอรถเตรียมตัวกลับบ้าน
เป็นอันจบทริปวิบากบันเทิงเล็กๆ ไว้เพียงเท่านี้

อันนี้สภาพตอนกลับครับ

รูปภาพ


เปรียบเทียบกับขาไป ยังหล่ออยู่ในห่อ

รูปภาพ



บันทึกนี้ นอกจากเป็นบันทึกเรื่องราวความทรงจำของการเดินทาง
ด้วยจักรยานแล้ว ผมยังหวังว่า บันทึกนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจ
ระหว่างคนสองแผ่นดิน ซึ่งเป็นคนสายเลือดเดียวกัน และต่างก็เป็น
ส่วนหนึ่ง ของลำน้ำโขง ที่ได้หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนสองฝั่งมาช้านาน

อดีตที่ขัดแย้ง ขมขื่นทุกข์ยาก แม้เป็นเรื่องไม่น่าจดจำ
แต่อดีตก็ให้บทเรียนที่มีค่าเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะใช้อดีตอย่างไร ?

" ให้อดีตรับใช้ปัจจุบัน ให้ปัจจุบันกำหนดอนาคต "

เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินความจริง ผมหวังว่า ผู้คนทั้งสองแผ่นดินนี้
จะก้าวผ่านรอยร้าวในอดีต และได้ร่วมสร้างอนาคตที่งดงามด้วยกัน


รูปภาพ



ก่อนจบบันทึกนี้ ผมต้องขอขอบคุณ Thaimtb.com
ที่กรุณาให้พื้นที่นำเสนอเรื่องราว ขอขอบคุณเว็บมาสเตอร์
ที่กรุณาให้เกียรติเป็นกระทู้ Sticky ครับ


และผมขอขอบคุณ สมาชิกทุกท่าน ที่ได้ร่วมเสวนา โดยเฉพาะคุณหางแฮ้ม
ที่กรุณาช่วยแก้ไขชื่อ และเติมเต็มสาระให้สมบูรณ์ อีกทั้งคุณโยซูวา ผู้ที่กรุณา
ให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์กับการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง

แม้บันทึกการเดินทางนี้จะจบลงแล้ว แต่หากสมาชิกท่านใดมีข้อสงสัย
หรือจะร่วมแสดงความเห็น ก็ขอเรียนเชิญต่อได้เลยนะครับ

สุดท้ายนี้ ขอทุกท่านที่เป็นกำลังใจ ได้รับความขอบคุณ จากทีมงานเสือทุ้ย
(มีคนเดียวแหละ) ซึ่งหากมีโอกาส จะได้นำเสนอสาระการเดินทาง ในทริปต่อไป

รูปภาพ

(สาเหตุที่ต้องปิดบังใบหน้า มิใช่เพราะจรรยาบรรณในวิชาชีพอะไร
หรอกครับ แต่เป็นเพราะโจทก์เยอะ โดยเฉพาะจากบอร์ดการเมือง)


พบกันใหม่ใน " ย้อนรอยทัพไทย ไปเชียงตุง " หรือ
" ค้นหาอดีต วีรกรรมผู้การตี๋ " ปลายปีนี้ครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่

" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม

ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “สรุปทริป / รายงานการปั่น”