T_lek เขียน:จะจดบันทึกไว้ในเป้าหมายการเดินทาง.."วัดดอยแม่ปั๋ง"
............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
ผู้ดูแล: เอ็ม.เจ.ไบค์ นครปฐม
กฏการใช้บอร์ด
จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440
จำหน่ายจักรยาน(เก่าญี่ปุ่น) เสือภูเขาโครโมลี-อลูมิเนียมแบบตะเกียบ พร้อมซ่อมและโมดิฟายด์เสือภูเขาทางเรียบ-จักรยานเดินทางไกล โทร. 0814881440
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: 2013 .....Trek Cromo True Temper O X Touring 9 speed ล้อ 26 ของแม่บ้านพี่แดง สารภี เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- T_lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 622
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
- Tel: 0818914972
- team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
- Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
- ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ สาธุ.......
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
-
Merida1611
- ขาประจำ
- โพสต์: 112
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ค. 2011, 17:16
- team: MJ นครปฐม
- Bike: Merida Matt 40;Miyata
- ติดต่อ:
Re: 2013 .....Trek Cromo True Temper O X Touring 9 speed ล้อ 26 ของแม่บ้านพี่แดง สารภี เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
อาแดงครับ ผมก็มีเรื่องความพอดีมาเล่าให้ฟังเหมือนกันครับ ผมสั่งรถให้ลูกสาวผมคันนึงโดยที่ไม่ได้บอกอะไรพี่หน่อยเลย เพียงแค่เอาตัวลูกสาวไปให้ดู จนรถเสร็จ รถที่ได้ช่างเหมือนกับบุคลิคการแต่งตัวของลูกสาวผมเลย ฉายาที่ตา-ยายเรียกลูกสาวคือซาหริ่ม มันเป็นความเหลือเชื่อจริงๆครับDeang-sarapee เขียน:
![]()
อุปกรณ์ต่าง ๆ จัดหากันคนละวัน เวลา แต่ได้เฉดสี(โทน) เดียวกันทั้งรถทั้งอุปกรณ์และกระเป๋าเดินทาง ท่านประธานเอ็มเจ ส่งรถให้พอดีกับวันเวลาเดินทาง การฝึกซ้อมก็ลงตัวพอดี คณะกรรมการก็ให้ผ่านเนื่องจากสามารถเดินทางทะลุความโหด หินได้พอดิบพอดี (ผ่านดอยสามงก ปางสูง ตีนตก ระยะทางที่ ๖๗ กม.มือใหม่โอกาสผ่านได้น้อยมาก) นอกจากนี้ยังได้ร่วมเดินทางออกทริปเป็นครั้งแรกไปต่างประเทศพอดิบพอดี เรียกว่าทุกอย่าง พอดีไปหมด คุณนายจึงตกลงใจตั้งชื่อรถคันนี้ว่า "คุณพอดี"...เยี่ยมครับ
![]()
![]()
คุณซาหริ่ม

- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: 2013 .....Trek Cromo True Temper O X Touring 9 speed ล้อ 26 ของแม่บ้านพี่แดง สารภี เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- T_lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 622
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
- Tel: 0818914972
- team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
- Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
- ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
หายป่วย หายไข้ ในเร็ววันครับ..
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
T_lek เขียน:มาติดตามตอนต่อไป..........
หายป่วย หายไข้ ในเร็ววันครับ..
ชาติภูมิและถินกำเนิด พระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (หนู สุจิตฺโต) มีภูมีลำเนาเดิมอยู่ที่ ตำบลในเมือง อำเภอยโสธร(ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร) นามเดิม “หนูคัด” เกิด วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๔๕๗ ลำดับวงศ์ตระกูลมีดังนี้ ฝ่ายบิดา นายเพชร สีใส ฝ่ายมารดา นางหมุน สีใส มีน้องสาวร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑ คน ชื่อนางพูล (เล็ก) พลหาญ ท่านจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ (ป. ๔) บิดามารดาประกอบอาชีพ ชาวนา ท่านกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็กๆจึงอยู่กับคุณย่า ต่อมาคุณย่าเสียชีวิตอีก จึงอาศัยอยู่กับคุณป้า เป็นผู้เลี้ยงดูต่อมา จนอายุ ๑๗-๑๘ ปีคุณป้าก็ถึงแก่กรรมอีก พอดีมีญาติมารับน้องสาวไปอยู่ด้วย ท่านจึงเข้าวัดบวชเณรเพื่อศึกษาพระธรรมต่อไป การบรรพชาเป็นสามเณร หลวงปู่ขาดผู้อุปการะ ต้องรับจ้างขุดดินถมถนนได้ค่าจ้างวันละ ๑๕ บาท รับจ้างอยู่ ๑ เดือนจึงรวบรวมเงินซื้อจีวรและเครื่องบวชให้กับตนเอง จึงไปฝากตัวขอบวชเณรอยู่กับสมภารวัดในหมู่บ้านเพื่อฝึกหัดท่องบ่นสวดมนต์ และศึกษาด้านคาถาอาคมบ้างพอสมควร ในระยะนั้นหลวงปู่มั่น ภูริทฺตโต มีอายุ ๕๐ กว่าๆ ได้มาพักปักกลดชั่วคราวที่ป่าช้าร้าง อยู่ไม่ไกลจากวัดที่ท่านบวชเณรอยู่ ท่านเคยได้ยินกิตติศัพท์การสอนธรรมของ หลวงปู่มั่น มาก่อน จึงมีความปราถนาแรงกล้าที่จะได้ฟังธรรมจาก หลวงปู่มั่น โดยตรง เมื่อไปถึง เห็นองค์หลวงปู่มั่นนั่งอยู่ท่ามกลางพระเณรราว ๔๐-๕๐ รูป กำลังจะเริ่มแสดงธรรม สามเณรหนู จึงคลานเข้าไปกราบ
หลวงปู่มั่นถามว่า “เณรมาจากไหน”จึงกราบเรียนท่านไป ท่านพยักหน้ารับทราบ ไม่ได้พูดอะไรอีก พอได้เวลาหลวงปู่มั่นเริ่มแสดงธรรม ทุกคนที่นั้นนั่งสมาธิตั้งใจรับฟังอย่างเงียบกริบ สามเณรหนู ทำสมาธิ หลับตาสงบนิ่ง ตั้งใจฟังธรรมด้วยดวงจิตอิ่มเอิบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก เกิดความสงบเย็นอย่างประหลาด แม้การแสดงธรรมเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็ยังไม่ถอนจากสมาธิ ยังคงนั่งนิ่งอยู่ ณ ที่นั้น จนใกล้ฟ้าสาง จิตจึงถอน แล้วเดินทางกลับวัดเพื่อเตรียมออกบิณฑบาต ท่านมีใจชุ่มชื่นอิ่มเอิบทั้งวัน เกิดความเชื่อมั่นในธรรมและตั้งใจว่าจะขอบวชเป็นพระภิกษุเพื่อปฏิบัติธรรมไป จนตลอดชีวิต
อุปสมบท พออายุครบบวชท่านก็เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดที่ท่านบวชเณรอยู่สังกัดในคณะมหานิกาย ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยหัดท่องบ่นสวดมนต์ เรียนคาถาอาคมต่างๆ รวมทั้งฝึกนั้งสมาธิด้วยตนเองตามแบบอย่างที่รับการชี้แนะจากหลวงปู่มั่น ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่หนูก็ได้ญัตติเป็นพระในสังกัดคณะธรรมยุต ณ พระอุโบสถวัดสร่างโศก (วัดศรีธรรมาราม) โดยมีพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (ทองพูล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิศาลศีลคุณ (โฮม) เป็นทั้งพระกรรมวาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์ ออกท่องธุดงค์ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หลังจากฝึกสมาธิวิปัสสนามั่นใจพอสมควรแล้ว หลวงปู่หนูได้ตัดสินใจออกธุดงค์ โดยท่านเห็นว่าการจะมานั่งๆนอนๆในวัดคงไม่เข้าท่า มีแต่ของปลอมทั้งนั้น ควรจะออกป่าค้นหาความจริงตามแบบอย่างของพระพุทธองค์ และตามครูบาอาจารย์สายกรรมฐานทั้งหลาย โดยอุปนิสัยหลวงปู่หนู เป็นพระที่มักน้อย ท่านใช้กลดเก่าที่พระองค์หนึ่งทิ้งเอาไว้ให้ ย่ามก็ขาด บาตรก็เก่า จีวรคร่ำคร่ามีการปะชุนพอได้อาศัย ท่านถือว่า “มักน้อยเพื่อให้ได้มรรค” ซึ่งท่านก็ถือเช่นนั้นตลอดมา
หลวงปู่หนู ออกธุดงค์ไปทางอำนาจเจริญ และไปพักปักกลดที่ป่าช้าร้างแห่งหนึ่ง ในเขตอำเภอเลิงนกทา อยู่ ๓-๔ เดือน มีพระอาจารย์ดี ร่วมอยู่ด้วย ต่อจากนั้นออกธุดงค์เดี่ยวไปทางมุกดาหาร ไปพักอยู่กับพระอาจารย์คำ อยู่ระยะหนึ่ง แล้วไปแสวงวิเวกแถบจังหวัดนครพนมพำนักปักกลดอยู่ตามป่าเขาไปเรื่อยๆ ท่านเดินทางจากนครพนมไปจังหวัดสกลนคร เพื่อจะไปรับคำสั่งสอนจากหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ แต่หลวงปู่ฝั้นไปปฏิบัติธรรมแสวงวิเวกที่ภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย จึงได้ตามขึ้นไปและอยู่ภาวนากับหลวงปู่ฝั้น ๓-๔ เดือน จึงกราบลาออกธุดงค์ต่อไป หลวงปู่หนูออกธุดงค์ไปทางท่าสองคอน บ้านหัวช้าง บ้านทุ่ง แล้วไปกราบขออุบายธรรมกับ หลวงปู่มั่น ที่บ้านหนองผือ ปกติหลวงปู่มั่น ท่านไม่ประสงค์จะให้พระเณร อยู่กับท่านมาก พอให้อุบายธรรมพอสมควรแล้ว จะให้แยกย้ายกันออกไปปฏิบัติด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาจึงค่อยมากราบเรียนถาม หรือเมื่อหลวงปู่ท่านส่งใจไปตรวจสอบ เมื่อพบว่าลูกศิษย์ลูกหาองค์ใดมีปัญหาจึงจะใช้พระหรือ ฆราวาสไปตามตัวให้มาพบเป็นรายๆไป พอใกล้จะเข้าพรรษาหลวงปู่มั่น จึงบอกให้หลวงปู่หนู ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่วัดม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร
ธุดงค์ภาคเหนือ หลวงปู่หนู ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติอยู่กับ หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ จนตลอดพรรษา พอออกพรรษาจึงได้กราบลาหลวงปู่อ่อน ออกธุดงค์มุ่งสู่จังหวัดทางภาคเหนือ หลวงปู่หนูออกจากสกลนครได้ธุดงค์ลงไป กาฬสินธ์ แล้วไปพักปักกลดอยู่ในเขตขอนแก่น ท่านต้องผจญกับความลำบากจากการเจ็บไข้ ไม่มียารักษา ต้องใช้ธรรมโอสถโดย “เข้าสมาธิแยกธาตุ แยกกาย พิจารณาธาตุธรรม จนถึงพิจารณาโลกธาตุ และข่มเวทนาจากอาการป่วยไข้จนหายได้ เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า สมาธิเป็นธรรมโอสถขนานเอกจริงๆ” หลวงปู่ธุดงค์จากขอนแก่น ไป ชัยภูมิ เลย หล่มสัก เพชรบูรณ์ นอกจากบำเพ็ญเพียรสำหรับตัวท่านเองแล้ว ยังสอนชาวบ้านรายทางให้ละเลิกนับถือผี หันมาถือพระไตรสรณคมน์ ขณะเดียวกันท่านก็ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องการขับไล่ผี และแก้อาถรรพณ์ต่างๆ เป็นการขจัดปัดเป่าทุกข์ให้กับชาวบ้านด้วย “น้ำมนต์หลวงปู่แหวนนั้นเมตตาเป็นเลิศ ส่วนน้ำมนต์จากหลวงปู่หนูนั้นป้องกันอาถรรพณ์ทำลายเสนียดจัญไร ได้ศักดิ์สิทธิ์นัก”
หลวงปู่หนู ธุดงค์ต่อไปในเขตจังหวัด พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ ท่านไม่ยอมพักที่ไหนเกิน ๑ คืน มุ่งไปให้ถึงเชียงใหม่โดยเร็ว หลวงปู่หนูไปถึงเชียงใหม่ เมื่อท่านอายุ ๒๙ ปี และพักที่เชียงใหม่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีจำพรรษาที่ ยโสธร บ้านเกิดเพียง ๑ พรรษา เพื่อช่วยพระอุปัชฌาย์สร้างโบสถ์เท่านั้น นอกนั้นอยู่ที่เชียงใหม่ตลอด ปักหลักที่ดอยแม่ปั๋ง หลวงปู่หนู ภาวนาอยู่กับหลวงปู่สิมได้ไม่นาน ก็มีศรัทธาจากบ้านป่าเป๊อะ อำเภอสารภี เดินทางมาขอพระกับหลวงปู่สิม เพื่อให้ไปอยู่ฉลองศัทธาของชาวบ้าน หลวงปู่สิม จึงได้จัดให้ หลวงปู่หนู ไปอยู่บ้านป่าเป๊อะ อำเภอสารภี ท่านจึงได้ไปอยู่ที่นั้น ๒ พรรษา ขณะที่ปฏิบัติสมาธิภาวนาอยู่ ท่านได้นิมิตเห็นบริเวณ ดอยแม่ปั๋ง ว่าเป็นถิ่นเดิมของท่าน ท่านจึงได้อำลาศรัทธาบ้านป่าเป๊อะ ออกธุดงค์ค้นหาสถานที่ในนิมิต จนถึงดอยแม่ปั๋ง แล้วก็ปักหลักอยู่ที่นั้นตลอดมา ครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า หลวงปู่หนู ท่านไปดอยแม่ปั๋งครั้งแรก ๓ องค์ มีหลวงปู่พรหม จิริปุญฺโญ (ภายหลังท่านไปอยู่ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี) กับ หลวงพ่อคำบ่อ ฐิตปญฺโญ (ภายหลังไปสร้างวัดที่ป่าบ้านตาล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร) หลวงปู่หนู จึงปักกลดอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง เพียงองค์เดียว ถูกเจ้าถิ่นขับไล่ หลวงปู่หนู ได้อาศัยชาวบ้านออกค้นหาสถานที่ที่พบเห็นในนิมิตคือ ดอยแม่ปั๋ง ในสมัยนั้นเป็นป่ารกชัฏ เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิดลือกันว่าผีดุ จึงไม่มีชาวบ้านอย่างกรายเข้าไปในบริเวณนั้น หลวงปู่หนูพอใจในสถานนั้น ดอยแม่ปั๋งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน พออาศัยบิณฑบาตได้ ท่านจึงปักกลดภาวนาอยู่ที่นั้นองค์เดียว
การภาวนาในคืนแรกนั้น จิตใจท่านสงบเยือกเย็นดีมาก ได้เกิดภาพนิมิตว่า สถานที่นั้นในอดีตเคยเป็นวัดมาก่อน ในนิมิตเห็นพระเถระเต็มไปหมดทั้งลาน นั่งสงบเรียบร้อยน่าเลื่อมใส และในนิมิตบอกว่าเคยมีพระอรหันต์อยู่ที่นี่ นอกจากนิมิตแล้วก็เกิดปัญญาธรรมขึ้นมากมาย ท่านจึงตัดสินใจในคืนแรกนั้นว่า “จะอยู่ที่นี่” เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวว่ามีพระธุดงค์มาปักกลดภาวนาอยู่ ก็ได้ขึ้นมาถวายอาหารและฟังธรรม ธรรมะของท่านแปลกใหม่ ปฏิปทาก็น่าเลื่อมใส จึงได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ที่นั้น และช่วยกันสร้างกระต๊อบมุงใบตองตึงถวาย พอให้อาศัยขึ้น ๑ หลัง หลวงปู่หนู ภาวนาที่กระต๊อบอยู่ได้ไม่กี่วัน ก็มีพระเจ้าถิ่นขึ้นมาหา พร้อมทั้งแสดงอำนาจขับไล่ให้ท่านหนีไปที่อื่น พระองค์นั้นพร้อมพรรคพวกขับไล่หลวงปู่อยู่ถึง ๑๕ วัน หลวงปู่ก็ยังเฉย ไม่โต้ตอบปรากฏว่าพระองค์นั้นเกิดคอบวมขึ้นมาเฉยๆแล้วมรณภาพลง จึงไม่มีใครมารบกวนขับไล่ท่าน อยู่ต่อมาอีกไม่กี่วัน ได้มีคำสั่งให้เจ้าคณะตำบลมาขับไล่ท่านอีก ครั้งแรกขึ้นไปทั้งพระทั้งเณรรวม ๗ รูป ช่วงที่ขึ้นมาอากาศค่อนข้างอบอ้าว แดดออก พอพระเหล่านั้นมาถึงกลับมืดครื้ม ลมแรงทันที เจ้าคณะตำบลขึ้นมานั่งบนกระต๊อบ ไม่ได้ออกปากไล่โดยตรงแต่ก็พูดเป็นนัยบอกว่าท่านจะอยู่ที่นั่นต่อไปไม่ได้ หลวงปู่หนู บอกว่าชาวบ้านนิมนต์ให้อยู่ สร้างกระต๊อบถวาย ท่านจึงไม่อาจทิ้งศัทธาญาติโยมได้ จะไปก็ต่อเมื่อชาวบ้านไม่ต้องการให้อยู่
ปรากฏว่าไม่มีใครคาดฝัน เกิดฟ้าผ่าขึ้นมากิ่งไม้หักโค่นลงมา โคนกิ่งแทงทะลุหลังคากระต๊อบปักลงมาตรงที่เจ้าคณะตำบลนั่งพอดี แต่กิ่งค้างอยู่บนหลังคากระต๊อบ จึงไม่มีใครได้รับอันตราย เจ้าคณะตำบลตกใจ กระโดดไปยืนกอดเสาค้ำหลังคา แล้วทั้งพระทั้งเณรก็รีบกลับ พร้อมทั้งขู่ว่าจะพาพวกมาอีก หลวงปู่พูดไล่หลังว่า “เออ ไปยกพวกมาอีกนะ” คืนนั้นหลวงปู่นั่งสมาธิตั้งแต่หัวค่ำ ประมาณ ๔ ทุ่ม จึงออกมาเดินจงกรม พอเที่ยงคืนก็กลับไปนั่งสมาธิในกระต๊อบต่อ เมื่อจิตสงบรวมตัวดีแล้ว ก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากจิตของท่านเอง “พรุ่งนี้ถ้าเราไม่ทันมันละก็ มันจะฆ่าทิ้งจริงๆ” ตอนเช้า บรรดาศรัทธาขึ้นมาถวายอาหาร เห็นกิ่งไม้แทงทะลุหลังคาลงมา ก็ช่วยกันซ่อมแซม ถวายอาหารแล้วพากันกลับ โดยหลวงปู่ไม่ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พอตอนสายๆ หลวงปู่หนู เข้านั่งสมาธิ ก็เห็นทั้งพระทั้งชาวบ้านมาอยู่ที่ตีนเขาราว ๔๐-๕๐ คน ชาวบ้านต่างถือ มีด พร้า จอบ เสียม บ่งบอกว่ามาขุดหลุมฝังท่านด้วย หลวงปู่ทราบเหตุการณ์เช่นนั้นจึงนั่งรออยู่ อธิษฐานจิตแผ่เมตตาไปสู่กลุ่มคนเหล่านั้น พระเณรกลุ่มเดิมขึ้นมาบนดอย แล้วยื่นจดหมายให้ “เรามีจดหมายมาให้ท่านอ่าน แล้วนิมนต์ให้ท่านลงไปที่วัดทางบ้าน” หลวงปู่ทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ลงไป ท่านพูดว่า โอ๊ย เราลงไปไม่ได้หรอก ถ้าลงไปแล้วจะมีศรัทธาที่ใหนมาช่วยสร้างวัดให้เรา” เจ้าคณะตำบลพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้หลวงปู่หนูลงไปตามคำนิมนต์ในจดหมาย แต่ท่านไม่รับนิมนต์ ท่านเจ้าคณะฯ จึงให้ลงไปตามพวกที่รออยู่ที่ตีนเขาให้ขึ้นมา พระและหัวหน้าฆราวาสช่วยกันพูดจาข่มขู่ขับไล่หลวงปู่ โดยชาวบ้านที่มาด้วยส่วนใหญ่นั่งฟังพระโต้ตอบกัน หลวงปู่หนูตอบว่า “เอาเถอะ อย่าได้มาขับไล่เราเลย เราขอปักจิตปักใจ ปักหลักลงในที่ตรงนี้ จะไม่โยกย้ายและถอยหนีไปไหนอีกแล้ว เราจะสร้างวัดที่นี่ จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ช่าง เราจะขอเอาชีวิตของเรานี้เป็นที่ตั้ง ถวายต่อพระศาสนา ตั้งแต่เดี๋ยวนี้แหละ” แล้วท่านก็นั้งหลับตาเข้าสมาธิ หยุดโต้ตอบกับกลุ่มคนเหล่านั้น พร้อมกับตั้งสัจจะอธิฐานอยู่ในใจว่า “ข้าพเจ้าจะเริ่มต้นสร้างวัดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” กลุ่มคนเหล่านั้นพูดจาขับไล่ท่านอยู่พักใหญ่ เห็นว่าไม่เป็นผลจึงพากันถอยล่ากลับไป
หลวงปู่หนู จึงปักหลักอยู่ที่ดอยแม่ปั๋งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นับถือเป็นวัด ธรรมยุติ วัดแรกของอำเภอพร้าว ที่ดอยแม่ปั๋ง เป็นสถานที่สงบวิเวก เมื่อก่อนนี้ไม่มีถนนตัดผ่าน และก่อนที่จะตั้งเป็นวัด เคยมีครูอาจารย์หลายองค์ แวะเวียนมาปักกลดภาวนาที่นี่ได้แก่ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ขาว หลวงปู่สิม หลวงปู่พรหม หลวงพ่อคำบ่อ เป็นต้น สำหรับหลวงปู่หนูนั้นท่านสัมผัสรู้ทั้งเหตุการณ์ในอดีต และความรุ่งเรืองในอนาคตของดอยแม่ปั๋ง รวมทั้งเป็นที่เดิมของท่านมาก่อน ท่านจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นั้นตลอดไป น้อยคนที่รู้ ในสิ่งที่ควรรู้
หลวงปู่หนู นั่งสมาธิเห็นหลวงปู่แหวนอาพาธอยู่ที่วัดป่าบ้านปง จึงได้ไปรับมาอยู่ด้วย ขณะนั้นหลวงปู่แหวนมีอายุ ๗๕ ปี หลวงปู่หนูอายุ ๔๘ ปี เมื่อมาอยู่ที่แม่ปั๋งหลวงปู่แหวนได้ทำข้อตกลงกับหลวงปู่หนูว่า “ หน้าที่ต่างๆเช่น การดูแลรักษาเสนาสนะก็ดี การต้อนรับแขกก็ดี การเทศนาสั่งสอนอบรมประชาชนก็ดี ภาระกิจการบริหารวัดก็ดี การให้ศีลให้พรแก่สาธุชนผู้มาบำเพ็ญกุศลก็ดี และกิจอย่างอื่นๆ บรรดามี ที่จะเกิดขึ้นภายในวัดและนอกวัด ให้ตกเป็นภาระของพระอาจารย์หนูแต่เพียงผู้เดียว ส่วนองค์ท่านจะอยู่ในฐานะพระผู้เฒ่า ผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่รับภาระใดๆทั้งสิ้น นอกจากปฏิบัติธรรมอย่างเดียว”
กลายเป็นยักษ์เป็นมาร เมื่อหลวงปู่แหวน ท่านมาอยู่ที่ดอยแม่ปั๋ง โดยปล่อยวางภาระทุกสิ่งทุกอย่าง หลวงปู่หนูในฐานะเจ้าอาวาสจึงถูกดึงมาเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกขึ้นทุกทีๆ เป็นภาระที่หนักหน่วงที่สุด แทนที่ท่านจะได้มีโอกาสทุ่มเทความเพียรแสวงหาความหลุดพ้นตามที่ท่านปรารถนา กลับต้องมาสู้รบกับประชาชนเกือบทั้งประเทศ เมื่อมองย้อนหลังครั้งที่หลวงปู่แหวนยังอยู่หลวงปู่หนูท่านได้บำเพ็ญเพียร ขันติบารมีอย่างยิ่งยวด ช่วงแรกๆมีผู้คนมากราบหลวงปู่แหวน ยังไม่มาก ทุกคนมีโอกาสได้กราบท่านอย่างใกล้ชิด ต่างก็อิ่มเอิบใจ แต่มาระยะหลัง มีผู้คนประสบกับอภินิหารมหัศจรรย์จากหลวงปู่มากขึ้น กิตติศัพท์หลวงปู่ขจรกระจายไปทั่วประเทศ ผู้คนต่างหลั่งไหลมายังวัดดอยแม่ปั๋ง แม้แต่คณะทัวร์ที่มาเชียงใหม่ยังมีวัดดอยแม่ปั๋งเป็นสถานที่ยอดนิยมอยู่ด้วย ในระยะที่หลวงปู่แหวนท่านมีสุขภาพดี ไม่ป่วยไข้ พอออกรับแขกไหว ท่านก็จะออกมารับศรัทธาญาติโยม กลุ่มหนึ่งกลับไปกลุ่มใหม่มาถึงหลวงปู่หาเวลาพักไม่ได้เลย เมื่อหลวงปู่ออกมานั่ง ต่างคนต่างก็ยากไปใกล้ชิดให้มากที่สุด ชิงกันกราบที่เท้าท่าน ดึงมือท่านมาลูบหน้าลูบหัว ดึงชายจีวรท่านมาลูบหน้าลูบหัว แม้ผู้หญิงบางคนก็ไม่ละเว้น ต่างคนต่างเบียดเสียดเข้าไป จนเก้าอี้หลวงปู่แทบคว่ำก็มี เวลาท่านลุกหรือเดิน ประชาชนก็ห้อมล้อมเบียดเสียดจนท่านเซไปเซมาก็มีบ่อย พวกเราที่ทำกันอย่างนี้ เคยคิดไหมว่าหลวงปู่ที่แก่เฒ่าอาพาธเรี่ยวแรงน้อย จะทนได้อย่างไร บางคนก็มาขอท้าทายลองวิชา ต้องการทดสอบหลวงปู่แหวน ว่าท่านเป็นพระจริงอย่างที่เขาเล่าลือกันหรือไม่
นักสร้างเหรียญสร้างพระ ก็มากดดัน หรือมาดวนเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ให้หลวงปู่ปลุกเสกให้ จารแผ่นทองให้ มาขอโกนเส้นผม ขอตัดเล็บ ขอขัดขี้ไคลท่าน เพื่อเข้าพิธีสร้างวัตถุมงคลต่างๆ ทางวัดได้เข้มงวดกับการถ่ายรูปหลวงปู่มาก เพราะนัยน์ตาท่านแพ้แสงแฟลต มีบางพวกขอถ่ายรูปหลวงปู่ไปเพื่อกราบไหว้บูชา บางพวกถ่ายไปอัดขาย เอาไปทำล็อกเก๊ตขายก็ยังพอทำเนา บางพวกถ่ายรูปในขณะที่หลวงปู่ฉันอาหาร มือท่านกำลังล้วงลงไปในบาตร ใบหน้าท่านก้มลงไปพิจารณาอาหารในบาตร ก็กลายเป็นรูปที่ท่านกำลังปลุกเสกวัตถุมงคลให้เขา หรือเข้าไปประเคนของหลวงปู่ ก็กลายเป็นรูปหลวงปู่มอบวัถตุมงคลที่ปลุกเสกแล้วให้เขาก็มี เพื่อเอาไปโฆษณาขายวัตถุมงคลของเขา เพื่อให้เห็นว่าผ่านการปลุกเสกแล้ว เป็นต้น ผู้ที่มาหาหลวงปู่มีมากันหลายรูปแบบ หลายจริตหลายกิเลสจริงๆมาชนิดไม่เลือกเวลา มาถึงกันเมื่อไร ไม่ว่าดึกดื่นเที่ยงคืนก็จะต้องขอพบหลวงปู่ให้ได้ ทางวัดกำหนดเวลาให้กราบเยี่ยมหลวงปู่ แต่ละคนก็ทยอยกันไปตลอดเวลา อ้อนวอนขอเข้ากราบเพราะเดินทางมาไกลบ้าง อ้างกลุ่มนั้นกลุ่มนี้บ้าง
บางครั้งหลวงปู่แหวนท่านอาพาธ ท่านไม่ออกมาก็หาว่ากีดกัน หรือกล่าวหาว่ากักขังหลวงปู่เหมือนนักโทษ หรือให้ได้พบแต่คนรวยคนจนไม่ให้พบ สุดแต่จะสรรค์หามาตำนิติเตียน หลวงปู่หนู ในฐานะเจ้าอาวาสจึงตกเป็นเป้าการถูกกล่าวหาเป็นยักษ์เป็นมาร คอยกีดกันไม่ให้เข้าพบหลวงปู่แหวน บำเพ็ญขันติบารมี หลวงปู่หนู สุจิตฺโต ต้องกลายเป็น “ทศกัณฐ์” ในสายตาของมหาชน ซึ่งเห็นท่านเป็นยักษ์เป็นมารมาจนทุกวันนี้ ในฐานะเจ้าอาวาสหลวงปู่หนูท่านต้องทำหน้าที่ปกป้องหลวงปู่แหวน และดูแลท่านให้ท่านอยู่โปรดญาติโยมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่แรกมาอยู่ที่วัดดอยแม่ปั๋งหลวงปู่แหวนท่านวางภาระทุกอย่างไม่ยุ่ง เกี่ยวกับใคร และกิจการใดๆทั้งสิ้น หลวงปู่แหวนเคยต่อว่าหลวงปู่หนูว่ารักษาข้อตกลงนี้ไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้ถึงกับถือโทษโกรธเคืองอย่างจริงจังนัก หลวงปู่หนูท่านทำดีที่สุดแล้ว ข้อที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ บรรดาครูบาอาจารย์ท่านบอกว่า ในหลวงท่านไว้ใจเห็นว่า หลวงปู่หนูองค์เดียงเท่านั้นที่จะปกป้องรักษาหลวงปู่แหวนได้ พระองค์จึงมอบภาระนี้ให้หลวงปู่หนู หลวงปู่หนู ถูกโจมตีมาก ก็ตรงที่เงินหลั่งไหลมาที่วัดดอยแม่ปั๋งมาก แล้วหลวงปู่หนูเอาไปไหน ?
หลายท่านถึงกลับเรียกว่า เสี่ยหนู ก็มี / ลูกศิษย์หลวงปู่หนู บอกว่า หลวงปู่หนูท่านไม่มีสมบัติเป็นของส่วนตัวมีแต่เงินวัดเงินสงฆ์ ซึ่งท่านเป็นประธานในการเก็บรักษา และใช้จ่ายในนามสงฆ์ เงินที่รับจากศัทธาญาติโยม ได้นำไปสร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง เช่น สร้างอาคารสุจิณฺโณ อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ โบสถ์ ศาลา และสิ่งก่อสร้างวัดดอยแม่ปั๋ง อาคารพิพิธภัณฑ์พระครูวิจิตตโสธนาจารย์ (หนู สุจิตฺโต) เป็นต้น การช่วยเหลือสาธารณประโยชน์ ภายหลังงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แหวนเสร็จสิ้นแล้ว ท่านพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (หนู สุจิตฺโต) ได้อนุมัติเงินเท่าที่มีหลักฐานปรากฏดังนี้
ลาดยางถนนเข้าหมู่บ้าน บ้านแม่ปั๋ง ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งล้านสองแสนบาทถ้วน) สร้างศาลาถวายวัดประจำหมู่บ้านแม่ปั๋ง ๑หลัง ๓๐๐,๐๐๐ บาท (สามแสนบาทถ้วน) อาคารเรียนให้โรงเรียนบ้านแม่ปั๋ง ๑ หลัง ๓๐๐,๐๐๐ บาท (สามแสนบาทถ้วน) ให้เป็นทุนตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อการศึกษาอำเภอพร้าว ๖๐๐,๐๐๐ บาท (หกแสนบาทถ้วน) ให้เป็นทุนทำน้ำประปาอำเภอพร้าว ภายหลังให้ทุนไปขยายการผลิตน้ำประปา รวม ๒,๑๗๑,๘๕๗ บาท (สองล้านหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยห้าสิบเจ็ดบาทถ้วน)
ซื้อรถดับเพลิง ๑ คันให้อำเภอพร้าว ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ เกิดฝนแล้ง จึงได้บริจาคแท็งก์น้ำ จำนวน ๕๕ใบ ให้ทางอำเภอพร้าวไปแจกจ่ายให้ประชาชนตามหมู่บ้าน สร้างตึกสงฆ์อาพาธ สูง ๕ ชั้น ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ๕๕๐๐๐๐๐๐ (ห้าสิบห้าล้านบาทถ้วน) ซ่อมแซมหลังคาอุโบสถ ถวายวัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร สร้างศาลา ๒ ชั้น ถวายวัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร สร้างตึกสงฆ์อาพาธและตึกอุบัติเหตุ ให้แก่โรงพยาบาลยโสธร จัดซื้อคุรุภัณฑ์การแพทย์ ให้กับอาคารพระครูจิตตวิโสนธนาจารย์ (หนู สุจิตฺโต) สามัคคีธรรม โรงพยาบาลยโสธร รวม ๘๗๑๕๐๐๐ (แปดล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) จัดซื้อที่ดินให้โรงพยาบาลกุดชุม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อสร้างตึกโรงพยาบาล จัดซื้อคุรุภัณฑ์ทางการแพทย์ ให้แก่โรงพยาบาลกุดชุม
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- ขวัญใจ
- ขาประจำ
- โพสต์: 2561
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 มี.ค. 2011, 17:07
- Tel: 0823974409
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: scoot, fuji araya
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
Deang-sarapee เขียน:T_lek เขียน:มาติดตามตอนต่อไป..........
หายป่วย หายไข้ ในเร็ววันครับ..
สงสัยไม่น่าจะทันทริปเลาะโขงชมบั้งไฟพญานาคภาค 2 เสียแล้วกระมังครับ
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
ขวัญใจ เขียน:Deang-sarapee เขียน:T_lek เขียน:มาติดตามตอนต่อไป..........
หายป่วย หายไข้ ในเร็ววันครับ..![]()
ขอบพระคุณมาก ๆ ครับ วันนี้ตลอดทั้งวันอยู่กับ แพทย์ ทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์ (หนูลองยา) ตัดไหมเรียบร้อย ทุกอย่างดีหมด (ไม่มีแผลเป็น) เสียอย่างให้ใส่ถุงน่องต่ออีก ๒ อาทิตย์ ถอดได้เฉพาะอาบน้ำ เรียกว่า อัดและอึดต่อไปอีก (เวรกรรม)
![]()
![]()
สงสัยไม่น่าจะทันทริปเลาะโขงชมบั้งไฟพญานาคภาค 2 เสียแล้วกระมังครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- T_lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 622
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
- Tel: 0818914972
- team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
- Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
- ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
T_lek เขียน:ติดตามตอนต่อไปครับ..

1. วัดดอยแม่ปั๋ง วันนี้ไม่คึกคักคลาคล่ำด้วยฝูงชนเหมือนสมัยหลวงปู่แหวนยังมีชีวิตอยู่ แต่ผู้คนยังคงมีสัญจรอยู่บ้าง พวกเขามาที่นี่เพื่อสักการะอัฐิธาตุของหลวงปู่ที่เคารพ และบางคนมาเพื่อรำลึกถึงความหลัง มาทวนภาพความเคลื่อนไหวของหลวงปู่ผู้ล่วงลับไปแล้ว
ที่น้ำตาไหลท่วมอกก็คงมี
ที่เห็นไตรลักษณ์ก็คงมี
ทุกคนที่มาที่นี่รู้แน่ใจว่านี่คือสถานที่เคารพ สถานที่ของครูบาอาจารย์อาศัยอยู่ยามมีชีวิต และเผาสังขารของตนเองยามชีวิตหมดไป
เคยเป็นบ้านอรหันต์และเป็นประตูนิพพานอีกบานหนึ่ง
2. วัดดอยแม่ปั๋ง ก่อนปี 2505 คือดอยแห่งความเงียบสงบ ไม่ทันได้บูมอย่างที่เรารู้จัก นั่นเพราะหลวงปู่แหวนไม่ทันได้มาพำนักอยู่ที่นี่ เมื่อพระอาจารย์หนูนิมนต์ท่านขึ้นดอยในปี 2505 ดอยแม่ปั๋งก็เริ่มเรืองรองขึ้นสู่ฟากฟ้าพระพุทธศาสนา
ความเคลื่อนไหวของหลวงปู่แหวนในสมัยแรกของการอยู่ดอยแม่ปั๋ง หาได้มีผู้ใดรู้จักกว้างขวางไม่ แต่พระอริยสงฆ์ท่านหนึ่ง สงบนิ่งอยู่กลางกรุงเทพฯ ไม่เคยออกจากวัดที่พำนัก กลับสามารถล่วงรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับดอยแม่ปั๋ง
พระอริยเจ้ารูปนั้นคือพระภิกษุพระยานรรัตน์ราชมานิต วัดเทพศิรินทราวาส
ท่านกล่าวว่า ขณะนี้ได้มีพระอริยเจ้าเกิดขึ้นทางภาคเหนืออีกองค์หนึ่ง
3. หนังสือพิมพ์รายวันพาดหัวข่าวใหญ่ระหว่างปี 2514
“หลวงปู่แหวนลอยอยู่บนก้อนเมฆ ขวางทางเครื่องบิน เหนือดอยแม่ปั๋ง”
นั่นหนังสือพิมพ์ฉบับไทย
หนังสือพิมพ์ฉบับฝรั่งก็พาดหัวบ้าง
“Down from the clouds, Famous monk is not as lofty legend persists”
และพาดโปรยคำพูดของหลวงปู่แหวนว่า
“Do you think I’m a bird?”
เนื้อข่าวมีใจความว่าขณะที่นักบินนำเครื่องบินขึ้นฝึกบินและเครื่องบินได้ บินผ่านฟ้าเหนือดอยแม่ปั๋ง นักบินก็ตาเหลือก มีพระภิกษุรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่บนก้อนเมฆ ขวางหน้าเครี่องบิน
ข่าวไม่ได้บอกว่านักบินถึงกับต้องหักคันบังคับเครื่องบินเลี้ยวหลบพัลวันหรือไม่
แต่ก็มีที่ใส่ไข่ไว้เสร็จแล้วว่านักบินทำอย่างนั้นเป็นที่อุตลุด
เมื่อนำเครื่องบินลงจอดที่เคยจอดเรียบร้อยแล้ว นักบินผู้ประสบเหตุมหัศจรรย์ก็บึ่งมายังสถานที่เกิดเหตุทันที
ไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหลวงปู่แหวนมาก่อน ก็ได้รู้จักได้เห็นกับตาตนเองว่าเป็นพระองค์เดียวที่นั่งบนก้อนเมฆขวางหน้า เครื่องบินของเขา
ข่าวนี้แพร่สะพัดเร็วกว่าไฟแก๊สที่ถนนเพชรบุรี
คนจำนวนมากมายเหลือคณนา จากทุกสารทิศเดินทางมุ่งหน้าสู่ที่หมายเดียวกันคือดอยแม่ปั๋ง
แม้หลวงปู่จะตอบข้อสงสัยแก่ทุกคนว่า
“ฮาบ่ใจ้ปี๋ จะเหาะได้ไง”
และ
“คิดว่าฮาเป็นนกเรอะ”
คนทั้งหลายก็ไม่เชื่อคำท่าน ทุกคนเชื่อคำของนักบินคนนั้น!
4. ประวัติชีวิต และการประพฤติปฏิบัติธรรมของหลวงปู่แหวน เห็นจะไม่ต้องกล่าว เนื่องจากว่ามีผู้กล่าวถึงมากมายแล้ว แต่ที่จะกล่าวถึงท่านในที่นี้นั้นจะเป็นไปด้วยเรื่องพระเครื่อง ศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่สถานเดียว
กำเนิดเหรียญรุ่นแรก
เหรียญหน้าวัว ปี 2513 คุณสุนทร จันทรวงษ์ สร้าง
คุณสุนทรได้อธิบายถึงมูลเหตุแห่งการสร้างเหรียญไว้ว่า
“ผมเคยได้ยินชื่อเสียงขจรขจายของพระภิกษุผู้หันหลังให้โลกหลายท่านด้วยกัน อาทิเช่น ท่านอาจารย์มั่น หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่สิม เป็นต้น หลวงปู่มั่นท่านเข้านิพพานแล้ว ผมจึงสนใจทำบุญกับหลวงปู่ที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน มีหลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม โดยช่วยท่านสร้างศาลา สร้างพระอุโบสถ เป็นต้น ต่อมาผมได้บุกเข้าไปนมัสการหลวงปู่แหวนด้วยความยากลำบาก เพราะสมัยนั้นยังไม่ได้ตัดทางเข้าไป เมื่อผมพบท่านแล้วมีอะไร ๆ หลายอย่างที่ประทับใจผมยิ่งนัก เช่นผมมีปัญหาชีวิตไปถามท่าน ท่านตอบว่า
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาได้เองโดยไม่มีเหตุ ฉะนั้นสุขหรือทุกข์ที่เราได้รับอยู่ก็เพราะเราสร้างเหตุไว้ เราต้องรับผลอันนั้น ถ้าไม่อยากรับผลที่เป็นทุกข์ก็หยุดสร้างเหตุอันจะให้เกิดทุกข์เสีย แล้วเรื่องต่างๆ ก็จะคลี่คลายเป็นความสงบไปเอง
คำตอบของท่านทำให้ผมสว่างและได้สติปัญญา เรื่องอื่นๆ จึงไม่ต้องถามอีก ผมไปกราบท่านหลายครั้ง ผมจึงทราบว่าท่านรู้หมดว่ากรรมเป็นเรื่องของแต่ละคน ท่านว่าผมสวดมนต์ไหว้พระสั้นยาวแค่ไหน ทำเสียงเหมือนพระแขกในบางครั้งและอื่นๆ อีกมาก ท่านเป็นพระสันโดษอย่างยิ่ง และมีอภินิหารที่ไม่ต้องพูด แต่ทำให้รู้เองเห็นเอง ด้วยเหตุนี้แหละครับผมจึงได้นำความในใจมาปรารภกับพระครูสังฆรักษ์กาวงษ์ เจ้าอาวาสวัดดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม เชียงใหม่ ว่าจะขอสร้างเหรียญหลวงปู่แหวน หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่สิม สร้าง 3 องค์ สร้างขึ้นเป็นพุทธบูชาว่าลูกศิษย์ตถาคตเจ้าทั้ง 3 รูปนี้ควรค่าแก่การกราบไหว้บูชาโดยแท้ พระครูท่านเป็นผู้ติดต่อ ผมเป็นผู้ออกเงินสร้าง แล้วนำเหรียญเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดสันติธรรมในคราวฉลองพระอุโบสถประมาณ พ.ศ. 2513 เหรียญทั้งสามองค์มีรูปร่างเหมือนกัน ผิดแต่องค์พระเท่านั้น สำหรับเหรียญหลวงปู่ตื้อได้มอบให้ท่านปลุกเสกเองถวายไปหมด ของหลวงปู่สิมเข้าพิธีแล้วให้ท่านแจกแก่ผู้ไปช่วยงานฉลองพระอุโบสถทุกคน ส่วนเหรียญของหลวงปู่แหวนนั้นผมนำกลับมาบ้านตั้งไว้บนหิ้งพระ เพราะตั้งใจว่าจะกราบไหว้เหรียญแทนองค์ท่านให้ครบปีครึ่ง”
คุณสุนทรได้บอกว่าจำนวนสร้างของเหรียญรุ่นแรกนี้มี เนื้อทองแดง 1,000 องค์ เนื้อเงิน 10 องค์เท่านั้น เมื่อถวายเหรียญแก่หลวงปู่แหวนแล้วได้ขอกลับคืนมาถวายวัดเจดีย์หลวง 200 เหรียญ วัดป่าดาราภิรมย์ 100 เหรียญ วัดสันติธรรม 100 เหรียญ วัดที่อำเภอสันกำแพง 100 เหรียญ วัดป่าสามัคคีธรรม สันป่าตอง 100 เหรียญ คุณสุนทรเก็บไว้เอง 50 เหรียญ และแจกให้คนเฒ่าคนแก่ในงานศพพ่อ แจกให้นักเรียนโรงเรียนเมตตาศึกษา วัดเจดีย์หลวง นอกเหนือจากที่กล่าวถึงนี้ได้ถวายหลวงปู่แหวนทั้งหมด
คุณสุนทรได้เล่าถึงอภินิหารของเหรียญรุ่นนี้ว่า
" อภินิหารของเหรียญไม่ต้องพูดก็ได้ บอกเพียงแต่ว่าใครได้ไว้บูชาแล้วหวงแหนยิ่งนัก แม้ผมเองเป็นผู้แจกแก่เด็กนักเรียนแล้ว ผมไปขอบูชาคืนด้วยเงินเขาไม่ให้ ถามว่าทำไมไม่ให้ เขาตอบว่า เพื่อนเขาคนหนึ่งไปอาบน้ำที่น้ำแม่ปิง พอดีมีพวกวัยรุ่นยกพวกตีกัน จึงยืนดูเพลินอยู่เลยโดนลูกหลงถูกจามกบาลด้วยขวานครับ ล้มลงไปเลยนึกว่าตาย พอไปเขย่าตัว กลับพูดว่าอะไรกันวะ กูไม่รู้เรื่องสักหน่อย หัวยังไม่โนเลย”
สุดท้ายคุณสุนทรได้กล่าวว่า
“ผม ไม่เคยติดใจเรื่องการจัดอันดับเหรียญ และคิดว่าไม่ควรสนใจเรื่องไม่เป็นสาระนี้ด้วย โปรดหยุดว่ากันเสียเถิด ผมรู้จักท่านอาจารย์หนูมานานกว่า โดยอัธยาศัยแท้จริงแล้วท่านมีเมตตาจิตจริง ๆ แต่คนเราอาจมีความสับสนเกิดขึ้นได้ในบางครั้งเหมือนกัน ให้อภัยกันทุกฝ่ายดีกว่าครับ”
5. เหรียญรุ่น 1
อาจมีผู้สงสัยว่าเหรียญรุ่นแรกกับเหรียญรุ่น 1 นี้มันยังไงกัน
เอาเป็นว่าเหรียญรุ่นแรกนั้นถูกสร้างขึ้นมาก่อน พอมาถึงเหรียญรุ่น 1 ซึ่งความจริงสร้างเป็นครั้งที่ 2 แต่ผู้คนอยากจะให้เป็นเหรียญรุ่น 1 ก็ว่ารุ่น 1 ตามกันไปแล้วกัน
เหรียญรุ่น 1 สร้างขึ้นปีเดียวกันกับเหรียญรุ่นแรก คือปี 2513 ลักษณะเหรียญมีรูปร่างกลม ด้านหน้าทำเป็นรูปหลวงปู่แหวนหันหน้าตรง ครึ่งองค์ เป็นเหรียญรมดำ สร้างจำนวน 3,000 เหรียญ
เฉพาะด้านหน้าเหรียญรุ่นนี้ใช้บล๊อกเดียวกัน เว้นแต่ด้านหลังจะมี 2 บล๊อก บล๊อกแรกให้สังเกตตัว “ทร” (อร) ตัวอักขระจะลบเลือน ส่วนอีกบล๊อกจะชัดเจนกว่า
เท่าที่ทราบเหรียญรุ่น 1 นี้ ค่านิยมไม่สู้เหรียญรุ่นแรกหรอก นี่ว่ากันแบบพาณิชย์
แต่ถ้าความขลังแล้วใครคิดว่าเหรียญรุ่นไหนเหนือกว่ารุ่นไหน
เหรียญรุ่น 2 สร้างปี 2514
เหรียญ รุ่น 2 นี้ มีด้านหน้าเป็นอย่างเดียวกับรุ่น 1 เพราะว่าใช้บล๊อกเดียวกัน เปลี่ยนแต่ด้านหลังคือ ทำให้ตัวอักขระวางอยู่ในแนวตั้ง ซึ่งเหรียญรุ่น 1 วางอยู่ในแนวนอน และบล๊อกก็ยังคงเป็นบล๊อกเดียวกัน
รุ่น 2 นี้ได้จัดสร้างเป็นเนื้อทองแดงรมดำ 3,000 เหรียญ เนื้อเงิน 114 เหรียญ เนื้อเงินนั้นตอกตัวเลข 9 ไทยไว้ด้านหลัง
เหรียญรุ่น 3 สร้างปี 2515
ลักษณะเป็นรูปใบโพธิ์ ความจริงคล้ายๆใบโพธิ์ ทำเป็นรูปหลวงปู่แหวนนั่งเต็มองค์ เหนือหัวหลวงปู่แหวนทำเป็นรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิมีรัศมีเป็นแฉก ใต้องค์หลวงปู่เขียนชื่อท่านไว้และใต้ชื่อเขียนว่า "รุ่นสุดท้าย”
ทำไมจึงเขียนว่ารุ่นสุดท้ายก็เหลือเดา เพราะว่าหลังจากรุ่นสุดท้ายที่ความจริงคือรุ่น 3 ก็ได้มีเหรียญรุ่นต่อๆ มาอีกมากมายหลายรุ่นจนนับไม่ถ้วน บางทีผู้สร้างอาจคิดว่าไม่น่าจะมีใครสร้างอีกแล้วก็ได้ จึงปักใจว่านี่คือรุ่นสุดท้ายแน่
เหรียญรุ่น 4
ทำเป็นรูปหลวงปู่แหวนยืนเต็มองค์ ไม่มีหูหรือห่วง ต้องเอาไปเลี่ยมกรอบแขวนคอกันเอาเอง เหรียญรุ่นนี้ผู้สร้างคือ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ โดยสร้างขึ้นในปี 2517 ประมาณเดือนมีนาคม
จำนวนสร้าง ทองคำ 17 เหรียญ เงิน 85 เหรียญ นวโลหะ 108 เหรียญ ทองแดง 5,000 เหรียญ
เห็นจะกล่าวถึงเหรียญรุ่นต่าง ๆ ของหลวงปู่แหวนไว้แค่นี้ เพราะว่าต่อจากนี้ไปไม่มีอะไรแน่ว่าเหรียญรุ่นไหนเป็นรุ่นไหน เพราะว่าออกมามากมายไล่หลังกันติดๆ จนเกินจะสรุปได้
ถ้าจะต้องกล่าวถึงเหรียญรุ่นต่างๆ ต่อไป คงกล่าวแต่เพียงว่าเป็นเหรียญที่สร้างขึ้นเดือนไหน ปีไหน และจะลงเท่าที่จะหาภาพได้ ที่ไม่มีภาพก็แล้วไป ไม่ได้แปลว่าไม่ใช่เหรียญของท่าน ใครมีเหรียญหลวงปู่ในมือแต่หนังสือศักดิ์สิทธิ์ไม่มีภาพลงให้ดูก็อย่าใจเสีย
เกินสามารถที่จะหามาลงได้ครบนี่ครับ
5. หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยถามหลวงปู่แหวนสมัยอยู่ปรนนิบัติครูอาจารย์ผู้เฒ่ารูปนี้ว่าหลวงปู่แหวนปลุกเสกพระอย่างไร
“แผ่เมตตา”
สัตว์โลกทั้งหลายอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
แผ่เมตตา, ใครๆก็แผ่ได้ แต่ทำไมแผ่แล้วพระเครื่องไม่ขลังเหมือนหลวงปู่แหวน
มีผู้ถามหลวงปู่แหวนว่าพระเครื่องของหลวงปู่นานแค่ไหนจึงจะเสื่อม
“ห้าพันปี”
ความเข้มขลังกับอายุอันยาวนาน 5 พันปี เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นเรื่องที่เราท่านเหลือจะสรุปลงให้แน่ชัด แต่อาจสามารถคาดเดาได้ว่านั่นคืออำนาจจิต หรือพลังจิตตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นเหตุเป็นผล
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยกล่าวว่า
“ความศักดิ์สิทธิ์ไม่มี มีแต่พลังจิต”
อำนาจ จิตที่ปุถุชนอย่างผมจะกล่าวถึงได้อย่างรางเลือนเท่าที่ความจำกัดแห่ง ภูมิปัญญาจะเอื้อนั้นเห็นทีจะวิจารณ์ได้แค่ยกตัวอย่างที่แสนไกลตัวให้ฟัง
หลวง พ่อเปลี่ยนเล่าว่าเคยนวดเฟ้นถวายหลวงปู่แหวนอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งท่านคิดว่าเป็นครูบาอาจารย์ผู้เฒ่าก็สบายอย่างนี้ ลูกศิษย์ลูกหาต้องลำบากมาปรนนิบัติ แค่คิด, หลวงปู่แหวนก็ชักขาหนี ไม่ยอมให้นวดอีก
หลวงพ่อเปลี่ยนเอะใจสงสัย กิริยาประหนึ่งล่วงรู้ความคิดของท่านอย่างแจ่มชัดนั้นเป็นความรู้ที่แท้จริงหรือ
วันรุ่งขึ้นท่านเข้าไปนวดถวายอีก และเริ่มกำหนดจิตคิดปลงกัมมัฏฐานว่า เออ..คนเราหนุ่มแน่นก็ดูดีทุกคน พอแก่เฒ่าแล้วเนื้อหนังก็เหี่ยวย่นน่าเกลียด แบบขาหลวงปู่ไม่มีผิด นี่แหละหนอสังขารของคนที่ไม่เคยเที่ยง นี่แหละอนิจจัง
แค่คิด, หลวงปู่แหวนยิ้มชอบใจ ไม่ชักขาหนีอย่างเมื่อวาน
ท่านจึงว่า การล่วงรู้วาระจิตของครูอาจารย์ผู้เฒ่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องสงสัย อำนาจอย่างนั้นเป็นสมบัติของท่านอย่างสมบูรณ์แล้ว
อีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นกับอาจารย์เบิ้ม ซึ่งได้เล่าว่าครั้งหนึ่งท่านคลานเข้าไปหาหลวงปู่แหวนซึ่งกำลังนั่งอยู่บน เก้าอี้เข็น ท่านนึกจะเข้าไปกราบเรียนหลวงปู่เพื่อขอเมตตาหลวงปู่ปลุกเสกพระเครื่องของ ท่านให้เป็นพิเศษ เพราะว่าท่านศรัทธาในองค์หลวงปู่อย่างที่สุด
เพียงคิด ยังไม่ทันเอ่ยปาก หลวงปู่แหวนก็โงกหน้ามายิ้มและกล่าวขึ้นว่า
“ปลุกเสกให้ทะลุฟ้าทะลุดินเลยเน้อ”
6. อภินิหารหรือจะเรียกอย่างที่เข้าใจทั่วไปว่าความศักดิ์สิทธิ์ ในบรรดาพระเครื่องของหลวงปู่แหวนนั้นยังเป็นเรื่องที่เล่ากันไม่จบ
อู๊ด หนองบัว เดินทะเร่อทะร่าอยู่บสนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในสไตล์บ้านนอกเข้ากรุง ขณะนั้นโพล้เพล้มีรถยนต์คันหนึ่งแล่นเฉียดเข้ามาใกล้ตัว ประตูบานหนึ่งหลุดออกมาทั้งบาน ปลิวคว้างเข้าปะทะอู๊ดเต็มเหนี่ยวถึงล้มตึงทั้งยืน
เสียงเบรกสนั่น เสียงฝีเท้าคนวิ่งเข้ามาล้อมรอบตรวจดูคนเคราะห์ร้าย และเสียงถอนหายใจโล่งอกก็ติดตามมา
อู๊ดไม่เป็นอะไรเลย
แรง ปะทะจากประตูรถทั้งบานที่เหวี่ยงมาด้วยความรุนแรงในขณะรถกำลังวิ่งเร็วเป็น เพียงความรู้สึกเหมือนมีลมก้อนหนึ่งปะทะที่ใบหน้าและลำตัวอู๊ดเท่านั้น
ไม่มีความเจ็บปวดใดใดเกิดขึ้นเลย
อู๊ดมีผ้ายันต์หลวงปู่แหวนอยู่ในกระเป๋าเสื้อเพียงผืนเดียว
ทุกวันนี้อู๊ดคร่ำครวญหาผ้ายันต์ผืนนั้นอยู่ทุกเวลา เพราะว่าผ้ายันต์นั้นหายไป ไม่รู้ไปทำตกหล่นที่ไหน
ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2517 สมัยพระเครื่องชุดของนายแพทย์สุพจน์ ศิริรัตน์ ออกจำหน่ายใหม่ๆ มีเด็กคนหนึ่งมาขอบูชาพระเครื่องปรกใบมะขามเป็นเงินมากมายถึง 600 บาท คุณอารมณ์ ทับสุวรรณ อยู่ในเหตุการณ์นั้นจึงซักถามเด็กคนนั้นอย่างสนใจ ทำไมถึงได้ต้องการพระจำนวนมากมายอย่างนี้
ความจริงมีว่า เด็กคนนั้นได้เอาพระเครื่องใบมะขามของหลวงปู่แหวนไปพนันกัน พนันว่าถ้ายิงไม่ออกเจ้าของพระจะได้เงินนัดละ 200 บาท สถานที่พนันยิงพระคือเชิงสะพานบางกอกน้อย ปรากฏว่ายิงไม่ออก 3 นัดซ้อน จึงได้เงิน 600 บาท มาบูชาพระ
สารวัตรกำนัน ตำบลแม่ปั๋ง เล่าว่า วันที่ 17 มีนาคม 2517 มีผู้นำผ้ายันต์หลวงปู่แหวนไปแขวนกับต้นไม้แล้วลองยิงด้วยปืน .38 จ่อยิง 2 นัดไม่ออก แค่นั้นยังไม่หนำใจเอาเหรียญหลวงพ่อโสธร รุ่นแซยิดของหลวงปู่แหวนมาลองด้วย จ่อยิง 3 นัดซ้อนไม่ออก
ทีนี้ก็แจ้นขึ้นวัดไปกวาดบูชาผ้ายันต์และเหรียญหลวงพ่อโสธร บนวัดดอยแม่ปั๋งเป็นหอบ
ด.ช.วรเศรษฐ์ ศิริรัตน์ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนสุธรรมวงศวิทยา และลูกสาวครูวิรัตน์ สาริกบุตร ทั้งสองคนนี้ถูกสุนัขกัดไม่เข้า
คุณอัมพล อินทิมา ขี่มอเตอร์ไซด์ เอ็ม.แซด. 125 ชนกับเกวียนด้วยความเร็ว 80 กม.ต่อชั่วโมง ที่ด่านศุลกากรเชียงดาว ถึงกับกระเด็นลอยไปตกข้างทาง มอเตอร์ไซด์พัง (เสียค่าซ่อม 3 พันบาท) คนเห็นเหตุการณ์เชื่อว่าคุณอัมพลต้องตาย แต่ไม่ตาย
ไม่เป็นอะไรอีกต่างหาก
ในคอมีเหรียญหลวงปู่แหวน รุ่น 3 (ที่เขียนว่ารุ่นสุดท้าย) แขวนอยู่เหรียญเดียว
คุณกองคำ วรรณกุล ขับรถมาจากเชียงใหม่ ชนกับรถจิ๊ปตำรวจที่ตลาดแม่นะ เชียงดาว บรรดาตำรวจในรถจิ๊ปบาดเจ็บกันระนาว แต่คุณกองคำไม่เป็นไร ไม่ทราบว่าคุณกองคำแขวนหลวงปู่แหวนรุ่นไหน
คุณอรุณ ทองดี ไปเที่ยวงานสลากภัตต์ของวัดสหกรณ์ ถูกไล่ยิงด้วยลูกซองสั้น แต่ยิงไม่ออก
คุณประเสริฐ ศานตินันท์ ล้อคประตูรถเปอร์โยต์ โดยลืมกุญแจไว้ข้างใน คิดจะทุบกระจกรถเพื่อเอากุญแจ แต่เปลี่ยนใจไปยืมกุญแจรถคันอื่นมาลองไข ปรากฏว่าไขไม่ได้ จึงตั้งใจจะทุบกระจกแน่นอน
แต่ขณะนั้นนึกถึงหลวงปู่แหวนขึ้นมา เอามือกำพระในคอไว้แล้วอธิษฐานาขอหลวงปู่ช่วยให้เปิดรถได้ ปรากฏว่าไขกุญแจประตูได้
เมื่อเปิดประตูรถได้แล้วกลับมาทดลองไขกุญแจอีกทีก็ไขอย่างไรไม่ได้
เดิมคุณประเสริฐนับถือศาสนาคริสต์ แต่ทุกวันนี้จะเปลี่ยนศาสนาหรือเปล่าไม่ทราบ คงทราบแต่ว่านับถือหลวงปู่แหวนอย่างจริงจัง
ผมเองรถคว่ำที่สระบุรี รถพลิก 3 ตลบ ขณะทำความเร็วราวๆ ร้อย กม.ต่อชั่วโมง ได้รับบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังและไม่มีบาดแผล สภาพรถดูไม่ได้ หลังคารถยุบาลงมาติดเบาะ ควรจะคอหักตายคาที่ แต่ก็รอดมาได้ เฉพาะค่าซ่อมรถนั้นเกือบ 6 หมื่นบาท
ในคอมีเหรียญหลวงปู่แหวน รุ่นเขาค้อ เหรียญหลวงปู่ฝั้น และพระเครื่องหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง อย่างละองค์
7. ขึ้น ชื่อว่าหลวงปู่แหวนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องรุ่นไหนล้วนดีหมด ไม่สำคัญว่าจะต้องเป็นรุ่นที่คนนิยมชมชอบซื้อหาแพง ๆ แม้เหรียญที่คนไม่สนใจ ราคา 5 บาท 10 บาทก็ดีทั้งนั้น ขอให้เป็นพระเครื่องที่ผ่านการปลุกเสกอธิษฐานจิตจากหลวงปู่เป็นใช้ได้
จะทำอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่าพระเครื่องของหลวงปู่แหวนที่มีอยู่ในมือ หรือกำลังจะมีนั้นเป็นพระเครื่องที่หลวงปู่ท่านปลุกเสก ไม่รู้สิ
ถ้าหากว่าเป็นพระเครื่องที่ถูกบันทึกการสร้างไว้ในทำเนียบรุ่นอย่างแน่ชัดก็ เชื่อถือได้ แต่ที่ไม่อยู่ในทำเนียบด้วยเหตุใดก็ตาม ให้เป็นเรื่องของแต่ละคนจะสืบค้นเอาเอง นี่ไม่ได้แปลว่าพระเครื่องนอกทำเนียบไม่ใช่ของท่านนะครับ ของนอกทำเนียบเพราะว่าตกหล่นไป ผู้บันทึกรู้ไม่ถึง หรือยากจะค้นคว้าก็ข้ามการบันทึกไปง่าย ๆได้เหมือนกัน ถ้าไม่รู้จริงๆให้ดู “สืบหาพระเครื่องดี” พระเครื่องหลวงปู่แหวนทุกพิมพ์ทุกเนื้อที่ “อำพล” สืบมาเป็นของแท้แน่นอนเป็นของหลวงปู่แหวนแผ่เมตตาไว้อย่างแน่ชัดที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่างั้นเถอะ
8. ได้กล่าวถึงหลวงปู่แหวนมาถึงตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่พอกล่าวได้ นอกเหนือจากนี้ได้มีผู้กล่าวถึงมากแล้ว ส่วนที่ไม่บังอาจกล่าวถึงก็มี ผู้อ่านย่อมมีโอกาสสดับเรื่องราวของหลวงปู่ได้ตลอดเวลาจากหนังสือหลายฉบับ ทุกกาลสมัย
9. ถ้าจะพูดถึงความบริสุทธิ์ในภาคประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสักรูปหนึ่ง หลวงปู่แหวนมีความบริสุทธิ์สะอาดอย่างแท้จริง
นี่คือศิษย์สำคัญอีกองค์หนึ่งของพระอาจารย์ใหญ่ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถร แม่ทัพธรรมผู้นำความบริสุทธิ์มาสู่ศานุศิษย์แห่งดอยแม่ปั๋ง
และหากจะกล่าวถึงแดนสุดท้ายของภิกษุสักรูปหนึ่งคือ แดนนิพพาน ก็ยากจะระบุได้ว่าหลวงปู่ได้แดนนั้นหรือไม่
ใครจะรู้ได้ดีไปกว่าตัวท่านเอง
หากกระดูกที่แปรเป็นพระธาตุของภิกษุปฏิบัติสักรูปหนึ่งคือข้อสรุปของ “อรหันต์” อัฐิธาตุของหลวงปู่แหวนคือคำตอบที่ลงตัวที่สุด
10. สุปฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ สังฆัง นมามิ ....
...บทความจากนิตยสารศักดิ์สิทธิ์ ฉบับที่ 226-227 ประมาณปีพ.ศ.2533...พิมพ์โดย .... คนเฝ้าสวน
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
- T_lek
- ขาประจำ
- โพสต์: 622
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ธ.ค. 2011, 07:40
- Tel: 0818914972
- team: TEPSATREE CYCLING CLUB (รถถีบค่ายเืทพ)
- Bike: PEUGEOT Black Rock Cromo By MJ
- ตำแหน่ง: นครศรีธรรมราช
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
สำหรับพระเครื่องหรือวัตถุมงคลของหลวงปู่แหวน ที่ได้รับมากับมือท่านก็พอมีอยู่บ้าง..
แต่ไม่รู้แจกไปหมดหรือยัง..
ชอบเอาขอดงดีแจกให้คนอื่น ครับ..
พระอาจารย์ท่านบอกว่า มงคล คือศีล คือความดี ถ้าเรามีศีล มีความดี ก็เท่ากับว่ามีมงคลในตัว
วัตถุมงคลใดๆ ก็เทียบไม่ได้...
ยกตัวอย่างคนมีพระดี แต่ไม่มีความดีในตัวเอง พระก็ช่วยไม่ได้..
ดังนั้น ทำดี รักษาศีล จะทำให้มีมงคลติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง..
และแม้จะเดินทางออกจากวัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ก็ยังคงติดตามต่อไปครับ..
แต่ไม่รู้แจกไปหมดหรือยัง..
ชอบเอาขอดงดีแจกให้คนอื่น ครับ..
พระอาจารย์ท่านบอกว่า มงคล คือศีล คือความดี ถ้าเรามีศีล มีความดี ก็เท่ากับว่ามีมงคลในตัว
วัตถุมงคลใดๆ ก็เทียบไม่ได้...
ยกตัวอย่างคนมีพระดี แต่ไม่มีความดีในตัวเอง พระก็ช่วยไม่ได้..
ดังนั้น ทำดี รักษาศีล จะทำให้มีมงคลติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง..
และแม้จะเดินทางออกจากวัดดอยแม่ปั๋งแล้ว ก็ยังคงติดตามต่อไปครับ..
ปั่นไม่ไว แต่จะ ไปให้ถึง
-
Merida1611
- ขาประจำ
- โพสต์: 112
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 พ.ค. 2011, 17:16
- team: MJ นครปฐม
- Bike: Merida Matt 40;Miyata
- ติดต่อ:
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
พระอาจารย์ท่านบอกว่า มงคล คือศีล คือความดี ถ้าเรามีศีล มีความดี ก็เท่ากับว่ามีมงคลในตัว
วัตถุมงคลใดๆ ก็เทียบไม่ได้...
ยกตัวอย่างคนมีพระดี แต่ไม่มีความดีในตัวเอง พระก็ช่วยไม่ได้..
ดังนั้น ทำดี รักษาศีล จะทำให้มีมงคลติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง..![]()
ถูกต้อง...ที่สุดครับพี่ตุ้ย
- Deang-sarapee
- ขาประจำ
- โพสต์: 4476
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
- Tel: 0814730594
- team: รักรถรักธรรม
- Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
- ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐
Re: ............พาคุณนาย ไปทัวริ่ง ..... โดย พี่แดงสารภี ..............
Merida1611 เขียน:ถูกต้อง...ที่สุดครับพี่ตุ้ยพระอาจารย์ท่านบอกว่า มงคล คือศีล คือความดี ถ้าเรามีศีล มีความดี ก็เท่ากับว่ามีมงคลในตัว
วัตถุมงคลใดๆ ก็เทียบไม่ได้...
ยกตัวอย่างคนมีพระดี แต่ไม่มีความดีในตัวเอง พระก็ช่วยไม่ได้..
ดังนั้น ทำดี รักษาศีล จะทำให้มีมงคลติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง..![]()

เหตุแห่งการได้สมบัติอันพิเศษสูงสุด ผู้ที่ประพฤติตามมงคล ทั้ง ๓๘ ข้อ แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่งก็ยังได้ชื่อว่าได้ประพฤติเหตุแห่งความสำเร็จอันสูงสุด นำประโยชน์และความสุข มาให้ตนเองและผู้อื่น จะป่วยการกล่าวไปไยถึงผู้ที่ประพฤติมงคลได้มากข้อ หรือได้ครบทั้ง ๓๘ ข้อ ว่าจะได้รับประโยชน์สุขสูงสุดเพียงไหน
คนในโลกนี้มี ๒ ประเภท คือคนเลวกับคนดี คนเลวเปรียบได้กับคนพาล คนดีเปรียบได้กับบัณฑิต
พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้คบคนเลวหรือคนพาล แต่ให้คบกับคนดีหรือบัณฑิต
อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน
บางครั้ง อภิญญา ก็หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคล อันเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง ประกอบด้วย
1. อิทธิวิธี แสดงอิทธิฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหน เหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน เดินบนผิวน้ำ เรียกลมเรียกฝน
2. ทิพพโสต มีหูทิพย์ สามารถได้ยินชัดเจนไม่ว่าจะไกลแค่ไหน
3. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้
4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้
5. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์มองเห็นไกลกว่าคนธรรมดาและมองเห็นในสิ่งลี้ลับเหนือโลก
6. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะ (กิเลส) ให้สิ้นไป
อภิญญา 5 ข้อแรก เป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) หรือพระอริยบุคคลตั้งแต่ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี ส่วนข้อ 6 มีเฉพาะใน พระอรหันต์
หากมีโอกาสพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าเพิ่งคิดว่าผู้นั้นจะเป็น อริยบุคคล เพราะอาจไม่ไช่ก็ได้
เมื่อเจริญภาวนาจนเกิดปัญญาขั้นสูงสุดแล้วก็จะบรรลุมรรคผลสำเร็จเป็น พระอรหันต์
ตามกำหนดการ ม่อนหินไหล ก็คือเป้าหมายที่เราจะไปชม แต่ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า ฤดูนี้อย่าไปเลยจะผิดหวังทางก็ลำบากมาก ก็เลยตกลงกันว่าเป้าหมายวันนี้คงอยู่ที่วัดแม่กอย เราปั่นกันมาจนถึงบ้านแม่พวก ก็อดคิดถึงไม่ได้ว่าอดีตผมนั้นต้องขับรถมารับ มาส่งคุณนายที่นี่ เพราะคุณนายมาสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนบ้านแม่พวกนี้อยู่หลายปีกว่าได้จะย้าย เมื่อมาถึงปรากฏว่าโรงเรียนโดนยุบไปนานแล้วอาคารต่าง ๆ ถูกรื้อเหลือแต่บ้านพักกับ โรงเลี้ยงเด็กเล็กแค่นั้น เสียดายที่ดินหากไม่มีการจัดการที่ดีอีกไม่นานคงถูกชาวบ้านยึดเป็นแน่แท้ สังเกตุดู ๆ แล้วคงไม่มีใครสนใจ เริ่มมีคนเข้าอาศัยแล้วอีกไม่นานเสร็จคนที่มาอยู่
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024


