keepmoment เขียน:Rey เขียน:ถ้าต้องการเบา แอโร่ด้านตรง ลมข้างไม่ค่อยโดน V Shape ได้เปรียบครับ
ต้องความเบาเป็นรอง แอโร่ด้านข้างต้องเยี่ยม U Shape เข้าวินครับ
ถ้าลองดูกราฟเปรียบเทียบจะเห็นว่า Drag ที่ 0 องศาจะพอๆกันทั้งสองทรง แต่พอ yaw angle มากๆเข้า U shape กินขาด
แต่เนื่องจาก U Shape ต้องใช้เนื้อคาร์บอนมากกว่า น้ำหนักเลยหนักกินขาดเช่นกัน
ถ้าจะเอาล้ออเนกประสงค์ เบาขึ้นเขาดี ขี่ทางราบเน้นซุกกลางกลุ่มที่ชอบฉุดกระชากลากถู ซื้อล้อ V Shape ครับ
ถ้าจะขึ้นเขาเป็นรอง(ไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แค่เป็นรอง) ขี่ทางราบซุกก็ดี ไม่มีให้ซุกก็ไม่กลัว ซื้อล้อ U Shape ครับ
ส่วนที่ว่าล้อ U Shape ถ้ามันไม่ดีทำไมถึงทำเลียนแบบ Zipp กันกระจาย จริงๆ U Shape เป็น Patent ของ HED ที่เพิ่งหมดอายุ
เมื่อมีโอกาส ยี่ห้อดังๆเจ้าต่างๆย่อมไม่พลาดเอามาขายอยู่แล้วครับ
ของมันดีจริง แต่ไม่ได้ดีจนครบทุกองค์ประกอบ แค่เป็น Tread ของยุคสมัยครับจึงเห็นมันเกิดมาแบบระเบิดบรึ้มเป็นโกโก้ครั้นช์

คอมเม้นท์นี้ ครบถ้วนครับ +10 ตรงใจผมตั้งแต่ต้นจนจบครับ พี่ Rey ข้อมูลแน่นครับ
โดยเฉพาะเรื่อง V shape ที่ทำได้เบากว่า เพราะ U shape ใช้คาร์บอนมากกว่า และ เรื่องคุณสมบัติครับ
ผมลองมากับตัวเอง รวมทั้งมีโอกาสได้ลองล้อ ของพี่ๆในกลุ่ม ทั้งกลุ่มเสือหมอบและไตรกีฬาครับ
ตอนแรกอยากจะขายล้อของตัวเองที่มีสองคู่ ให้เหลือแค่คู่เดียวครับ แต่ก็พบว่า ล้อสองคู่ที่ตัวเองมี มีคุณสมบัติแตกต่างกันมากพอสมควร
ผมใช้ล้อ U Shape สำหรับรถ TT คือ HED stinger ขอบ 60 แม้จะเป็นรุ่นเก่า ไม่ได้อ้วนถึงขนาดทุกวันนี้ แต่ก็ทราบได้ถึงสรรพคุณเวลาโดนลมข้างๆ ว่ามันดีกว่าล้อ Token T50 SL อยู่มาก ทั้งๆที่ล้อสูงกว่าครับ
ล้อ โทเคนซึ่งเป็น V shape นั้น เบามาก อยู่ที่ 1250 กรัม กระชากดีมาก หมกกลุ่มแล้วยิงกระชากๆ ดีมาก แต่เวลาโดนลมมากๆ ขี่ไม่ได้ครับ ผมเอาไปขี่ที่สนามบิน เจอลมข้าง แทบจะนั่งในท่าแอโร่ว์ไม่ได้ ขี่ไป 1 รอบ กลับมาใช้ HED รอบต่อไป ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันทีครับ
ผมอ้างอิงจากความรู้สึกตอนผมแข่งไตรกีฬา สนาม กท.ไตรกีฬา ปัจจัยประกอบนั้นมีหลายเรื่องครับ จริงอยู่ แข่งคนละปี รถคนละคัน ล้อคนละล้อ .... แต่โดนส่วนตัวแล้ว สำหรับผม ผมให้น้ำหนักกับล้อค่อนข้างมากนะ เพราะสนามนี้ ลมข้างดีค่อนข้างแรง เพราะขี่บนทางยกระดับบรมราชชนี ลมมาข้างตลอด ปีแรกใช้ Token ปีสองใช้ HED Stinger ปัจจัยมีหลายอย่าง อย่างที่บอกครับ แต่ผมรู้สึกว่า ปีที่ผ่านมาที่ได้ใช้ HED ลมตีข้างแล้วรถผมเป๋ค่อนข้างน้อยกว่า และเวลาดีกว่าเดิม ในระยะทาง 55 Km. ถึง 15 นาทีครับ
ขออภัยที่อาจจะไม่ได้ตรงกับคำถาม แต่ผมเชื่อว่า ที่หลายๆท่านให้ความเห็นมา อาจจะไม่ได้ตรงกับรุ่นที่ จขกท. ถามถึงนัก แต่ก็เป็นข้อมูลที่ดีที่จะนำไปอ้างอิง รวมถึง เปรียบเทียบที่มาที่ไปของ ล้อแต่ละยี่ห้อ การออกแบบ ฯลฯ ให้ทุกท่านได้ความรู้เพิ่มขึ้นครับ
ก็เป็นตัวอย่างที่ดีครับ
แต่ผมขออนุญาตมองต่างมุมนะครับ
Token กับ HED stinger คงจะไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบมวยกันได้นักหรอกครับ
เหตุผลหลักๆคุณ keepmoment ก็บอกเรื่องน้ำหนักไปแล้ว เพราะน้ำหนักที่แตกต่างกันทำให้อะไรแตกต่างกันไปมากนะครับ
อย่างแรก เวลาในการขี่ time trial ในปีที่2 ที่ดีขึ้นถึง 15 นาที ผมมองว่าคุณ keepmoment แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม และ น้ำหนักของล้อที่มากกว่า ทำหน้าที่เป็น Flywheel ช่วยส่งแรงให้ล้อยังรักษารอบในการหมุนให้ยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ผิดกับ Token ที่เบาเกินไป พอล้อหมุนด้วยรอบที่สูงขึ้น ความเฉื่อยในการรักษารอบของการหมุนของล้อจะไม่มากพอที่จะเอาชนะแรงต้านอากาศ ทำให้คุณkeepmoment ต้องออกแรงคอยเติมเข้าไปเพื่อเอาชนะแรงต้านอากาศอย่างต่อเนื่อง
เรื่องล้อหนัก ล้อเบา ทำตัวเหมือนกับFlywheel นั้น ผมเองมีประสพการณ์กับการแต่งรถในสมัยเมื่อ 25 ปีก่อน ในยุคที่เครื่องหัวฉีดเทอร์โบยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ก็แค่ใส่คาร์บิวWeber 4 ท่อใหญ่ๆ แคมชาร์ฟองศาเอาเรื่องนิดๆ แค่เดินเบาได้ไม่สั่น แล้วจบด้วยสูตร"เจียรFlywheel" น้ำหนักเดิมของมันคือ 9 กก. มันโดนเจียรไปเหลือ 4.8กก. ซึ่งถือว่าน้ำหนักเบามาก มากจนสามารถออกตัวไล่รอบเกียร์ 1 -2 ( หมดเกียร์ 2 ได้ความเร็วราวๆ 100 กม/ชม ) แบบว่าไล่กวดมอเตอร์ไซค์ 125 ซีซี แรงๆในยุคนั้นได้อย่างเหลือเชื่อ
รถflywheel เบาหยองกรอดนี่มันทำให้ผมเซ็งพอสมควร เพราะเวลาที่มันลอยตัวแล้วเจอลมปะทะ หรือ ลอยตัวแล้วขึ้นทางชัน คือ ผมต้องคอยเติมคันเร่งให้มัน ไม่งั้นความเร็วมันจะหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งผมเองพบสัจจธรรมข้อนี้กับตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับสำนักแต่งรถที่เขาก็พูดคล้ายๆกันว่า น้ำหนัก flywheel ที่เหมาะสมนั้น จะแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน flywheelเบาแบบนี้ แต่งลงแข่ง drag racing ได้ เอาไปเล่นในcircuit สั้นๆได้ แต่ถ้าเอาไปขับบนถนนแบบยาวๆ เดินทางไกลๆ บางทีก็อาจจะไม่สนุก และความเร็วปลายก็อาจจะไม่ได้มากอย่างที่คิด , นอกจากนี้ น้ำหนักของ Flywheel ก็ควรจะเหมาะสมกับกำลังเครื่องยนต์ด้วยเช่นกัน รถไม่มีแรงนัก เจอflywheelหนักไป ก็ลากรอบไม่ขึ้น , รถแรงม้ามาก แต่ใช้ flywheel เบาเกินไป ตีนปลายเวลาเจอลมปะทะมากๆ ก็จะพาลร่วงเอาง่ายๆ สู้flywheelที่หนักขึ้นอีกหน่อย มีแรงเฉื่อยรักษารอบการหมุนได้มากกว่า ไม่ต้องมาคอยเหยียบคันเร่งคอยเติม ( แล้วถ้าเหยียบจนมิดแล้ว จะเอาที่ไหนมาเติมกันอีก

)
คิดกลับเป็นล้อจักรยาน แข็งแรงขึ้น ใช้ล้อมีมวลมากขึ้น สามารถไล่ความเร็วจนลอยตัวได้ที่ระดับหนึ่ง อาศัยมวลของล้อส่งให้เกิดแรงเฉื่อยรักษารอบการหมุนให้ต่อเนื่องไป แล้วคอยเติมแรงน้อยๆไปเรื่อยๆ
อย่างที่สอง เรื่องการเจอลมด้านข้างถึงกับไปลำบากนั้น แรงปะทะของลมทางด้านข้างที่ทำให้ล้อขอบV น้ำหนักเบาเซ แต่ทำให้ล้อขอบ U น้ำหนักมากพอจะประทังอาการได้
ผมอยากจะให้หันมามองเรื่องของการหมุนในลักษณะของ Gyroscope บ้าง การหมุนแบบGyroscope เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ angular momentum พอเอ่ยถึงmomentum ก็จะมีเรื่องของมวลเกี่ยวข้องเข้ามาเป็นเงาตามตัว
ล้อที่หนักกว่า ย่อมจะคงคุณสมบัติของการหมุนแบบgyroscope ได้ดีกว่าล้อที่เบา การทนต่อแรงปะทะด้านข้าง หรือ เฉียงข้างในลักษณะของลมปะทะ ย่อมมีอาการเสียสมดุลได้ช้ากว่าล้อที่เบา ซึ่งผู้บังคับควบคุมสามารถตอบสนองได้เร็วกว่า และออกแรงต้านฝืนคืนที่น้อยกว่า
ในกรณีเรื่องนี้ ถ้าล้อ 2 ชุดนี้มีน้ำหนักที่เท่าเทียมกัน มีความสูงเท่ากันหรือทัดเทียมกัน บางทีความแตกต่างตรงนี้อาจจะไม่ชัดเจนจนสรุปออกมาได้ครับ
คิดแตกต่างนะครับ ไม่ได้ขัดแย้ง