เมื่อได้เวลาหลาย ๆ คนทำห่อข้าวให้เราไปกินระหว่างทาง และมีหลาย ๆ คนชักชวนให้นอนที่วัดนี้อีกสัก ๒-๓ คืน เป็นน้ำใจไม่ตรีที่อบอุ่นประทับใจ และเมื่อเราได้ไปกราบลาพระอาจารย์ ท่านเมตตาให้สิ่งของที่ระลึกเป็นหนังสือภาพการฉลองโบถส์ใหม่เมื่อ ๒๘ - ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๑ พร้อมทั้งแนะนำถ้าไปถึง อ.สหัสขันธ์ให้ไปพักนอนปฏิบัติธรรมที่วัดสักกะวันซึ่งเป็นวัดของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ของท่าน กราบลาท่านพระอาจารย์ เพื่อไปต่อที่ยังสถานปฏิบัติธรรมสติปัฏฐานสี่ ของแม่ชี ที่รับปากไว้ช่วงเช้าว่าจะไปเยี่ยม เสียดายที่แม่ชีขอร้องไม่ให้เผยแพร่ภาพและข่าวสารใด ๆ ท่านบอกอยากอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่อยากเด่น ดัง ดี
ออกจากสถานปฏิบัติธรรมเรามุ่งต่อจุดหมายหลักคือวัดภูปอ ภูปอเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ฝีมือช่างสมัยทวาราวดี จำหลักบนหน้าผา 2 องค์ องค์แรกประดิษฐานอยู่บนเชิงเขาทางขึ้น องค์ที่ 2 ประดิษฐานอยู่บนภูปอ เป็นที่เคารพบูชาของชาวจังหวัดกาฬสินธุ์นอกจากนี้ภูปอยังเป็นจุดชมทิวทัศน์ตามธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย เชื่อไหมครับย้อนกลับมาที่ภูปอ เราต้องเสียเวลาอีก (หลงทาง) เข้าไม่ถูกมีหลายทางและก็พาซื่อ เชื่อตามคำบอกว่าถึงตรงนั้นจะมีป้ายบอก เอาเข้าจริงป้ายไม่มีครับเราหลงจนอ่อนใจเลยไปไกลโขอีกครั้ง สุดท้ายเราก็พยายามจนประสบความสำเร็จ
เราถึงวัดภูปอเลี้ยวเข้าทางเข้า ปรากฏว่าไม่ใช่ทางหน้าวัดอีก (เป็นประตูรอง) เจอพระกำลังทำสะอาดพื้นที่ สอบถามท่าน ท่านก็คุยดี(พึ่งกลับจากเชียงใหม่) ได้รายละเอียดพอสมควรหลังจากที่ท่านแนะนำเสร็จ เราก็ไปตามที่ท่านแนะนำ ก็มีเหตุขัดข้องหลาย ๆ อย่าง เช่นมีน้ำเย็นแช่อยู่ในถังให้ไปหยิบเอาก่อนขึ้นภูปอ พอไปถึงเปิดถังไม่มีน้ำสักขวด ฯ มีสิ่งสะกิดใจผมว่ามันแปลกตั้งแต่หลงไปนอนวัดป่าช้างแก้ว ทั้ง ๆ ที่แผนเราสองคนจะมานอนที่ภูปอนี่ หาที่จอดจักรยานของเราแล้วพากันขึ้นไปชมพระพุทธรูปที่สลักในหินองค์แรก ส่วนองค์ที่ ๒ ต้องขึ้นไปบนภู ปรากฏคุณนายไม่อยากไปบอกขอแค่นี้ ผมก็เลยต้องอดเราตกลงกันว่าวันนี้เราจะไป อ.สหัสขันธ์ ไปนอนที่วัดสักกะวันตามคำแนะนำของท่านอาจารย์กันดีกว่า