คดีของคุณผมไม่แน่นใจว่าจะตั้งทนายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจะคุ้มไหม?กับค่าทนายและระยะเวลาในการขึ้นศาล แต่นานกว่าจะจบ
หรือ เลือกที่ประจานความเฮงซวยของบริษัทประกันไปเลย เดี๋ยวนี้มีหลายช่องทาง ถ้าเรื่องของคุณดังถึงหูผู้บริหารระดับสูง เดี๋ยวก็จะมีคนลงมาไกล่เกลี่ยคุณเอง
รบกวนพี่น้องห้องเสือหมอบหน่อยครับ..ขี่จักรยานเสือหมอบโดนชนครับ..แต่ประกันคู่กรณีบอกว่า....
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
AE PICHET
- สมาชิก
- โพสต์: 74
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2014, 11:36
- Bike: IMPULSO
- ตำแหน่ง: สันทราย เชียงใหม่
- tonelab
- ขาประจำ
- โพสต์: 132
- ลงทะเบียนเมื่อ: 25 มี.ค. 2012, 14:40
- Bike: Wheeler / Trek / Cannondale / Eddy Merckx / KHS / Giant
Re: รบกวนพี่น้องห้องเสือหมอบหน่อยครับ..ขี่จักรยานเสือหมอบโดนชนครับ..แต่ประกันคู่กรณีบอกว่า....
ถ้าประกันภัยบ่ายเบี่ยงขนาดนี้ ผมแนะนำให้ติดต่อทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีเอากับ ผู้ทำละเมิด คือ คนขับรถตู้ครับ ในมูลละเมิด ทั้งการละเมิดต่อร่างกายทำให้เราบาดเจ็บ และ ละเมิดต่อทรัพย์สิน คือ จักรยานของเราเสียหาย เรียกค่าสิยไหมทดแทนได้หมดทั้งสองส่วนนี้ (โดยไม่ต้องมาพิจารณาว่าเรามีประกันอุบัติเหตุอยู่แล้วหรือไม่) ฟ้องรวมกันไปในคดีเดียวกันเลยครับ ตาม ม. 420 และ ม.437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ
โดยในขั้นตอนของทนายความจะเริ่มโดยการยื่นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนครับ ยื่นไปแจ้งให้คนขับรถตู้ชำระค่าสินไหมทดแทนทั้งส่วนของร่างกายและทรัพย์สิน เชื่อเถอะครับว่า คนขับรถตู้ซึ่งเป็นลูกค้าของ บริษัทประกันต้องไปโวยกับบริษัทประกัน เป็นลูกค้าบริษัทนี้แต่ตัวเองจะโดนฟ้อง ถ้าคนขับรถตู้ยอมจ่าย หรือบริษัทประกันยอมจ่ายก็จบไปไม่ต้องฟ้องร้องกัน ถ้าไม่ยอมจ่ายก็ใช้เอกสารการทวงถามนี่แหละครับเป็นหลักฐานว่าเคยดำเนินการติดต่อเรียกร้องแล้ว เขาไม่ให้ จึงต้องมาขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งครับ
หากเรื่องราวมาถึงเป็นคดีความในศาลกัน ศาลก็จะเรียกมาไกล่เกลี่ย คือ เราซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี กับคนขับรถตู้ที่ถูกฟ้องคดี ยังไงๆเชื่อล้านเปอเซนต์ว่า บริษัทประกันมันต้องมาศาลด้วย เขาไม่ปล่อยให้ลูกค้าโดนฟ้อง แบบเดียวดายแน่นอน ไม่งั้นลูกค้าด่าเละครับ กรณีของคุณเข้าใจว่าตำรวจชี้แล้วแน่นอนว่า คุณไม่ได้มีส่วนผิด ฉะนั้นอุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซด์กับรถตู้ สองคันนี้ใครประมาทกว่ากันมันเป็นเรื่องที่พวกเค้าต้องไปลุยฉะกันเอง แต่ความประมาทของพวกเค้าทำให้เราซึ่งไม่มีส่วนผิดเลยเดือดร้อน คนประมาทนั่นแหละที่ต้องรับผิด อยู่ที่ว่าประมาทมากน้อยก็รับผิดตามส่วนกันไปไม่เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของเราคือ รับค่าสินไหมทดแทนตามที่เราเสียหายจริง ในขั้นตอนนี้หากตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ทั้งสองฝ่ายพอใจ ก็จบ ถอนฟ้องไม่มีไร
แต่หากยังตกลงไกล่เกลี่ยไม่ได้ ก็ต้องนำมาซึ่งการสืบพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร แต่จากประสบการณ์ผมบอกได้เลยว่า พระเจ้าไม่เข้าข้างคนผิด ยังไงคำพิพากษาจะต้องตัดสินคดีให้คุณได้รับค่าสินไหมทดแทนอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยขนาดไหนก็ต้องดูจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ประกอบกับร่างกายที่บาดเจ็บ ทรัพย์สินที่เสียหาย
(แต่รูปคดีแบบนี้ ผมเดาได้เลยว่าไกลสุดจบที่ไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ในศาล ไม่ต้องถึงสืบพยานหรอก ) ตอนไกล่เกลี่ยมีทริกนิดนึงอย่าคำนึงแต่ค่าเสียหายที่ฟ้องร้อง ให้คำนึงถึงค่าธรรมเนียมศาลที่เราเสียไปด้วย ค่าทนายความด้วย กล้าพูดกล้าไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง เพราะหากศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มันผูกพันเรา เป็นการแปลงหนี้ใหม่มูลหนี้ละเมิดมันระงับสิ้นไปเลย เราฟ้องร้องตามละเมิดไม่ได้แล้ว ก็ไปผูกพันบังคับตามข้อตกลงที่ประนีประนอมยอมความในศาลแหละ ตกลงได้เท่าไรก็ได้เท่านั้นบาท ไม่มีขาดไม่มีเกิน กรณีนี้ผมว่าไม่ยาก และโชคดีนะที่มีบริษัทประกัน และผมคิดว่าเคสนี้ยังไงก็ไม่เกินวงเงินประกันที่บริษัทจะจ่ายไม่ไหว ต้องไปเรียกเอากับคนขับรถตู้เพิ่มหรอก )
ถ้าอีกสักเดือนนึงตกลงกันไม่ได้ ดำเนินการอย่างที่ผมบอก ยอมเสียเวลาหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียใจ เพราะเรื่องละเมิดมันมีอายุความ 1 ปีก็จริง แต่พยานหลักฐานมันเลือนลาง จางหายไปตามวันเวลา โดยเฉพาะพยานบุคคล พรุ่งนี้มีเค้า วันข้างหน้าเค้าอาจไม่ใช่พวกเรา เค้าอาจลืมออกไปจากสมอง
ขอให้โชคดีครับ...
โดยในขั้นตอนของทนายความจะเริ่มโดยการยื่นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนครับ ยื่นไปแจ้งให้คนขับรถตู้ชำระค่าสินไหมทดแทนทั้งส่วนของร่างกายและทรัพย์สิน เชื่อเถอะครับว่า คนขับรถตู้ซึ่งเป็นลูกค้าของ บริษัทประกันต้องไปโวยกับบริษัทประกัน เป็นลูกค้าบริษัทนี้แต่ตัวเองจะโดนฟ้อง ถ้าคนขับรถตู้ยอมจ่าย หรือบริษัทประกันยอมจ่ายก็จบไปไม่ต้องฟ้องร้องกัน ถ้าไม่ยอมจ่ายก็ใช้เอกสารการทวงถามนี่แหละครับเป็นหลักฐานว่าเคยดำเนินการติดต่อเรียกร้องแล้ว เขาไม่ให้ จึงต้องมาขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งครับ
หากเรื่องราวมาถึงเป็นคดีความในศาลกัน ศาลก็จะเรียกมาไกล่เกลี่ย คือ เราซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี กับคนขับรถตู้ที่ถูกฟ้องคดี ยังไงๆเชื่อล้านเปอเซนต์ว่า บริษัทประกันมันต้องมาศาลด้วย เขาไม่ปล่อยให้ลูกค้าโดนฟ้อง แบบเดียวดายแน่นอน ไม่งั้นลูกค้าด่าเละครับ กรณีของคุณเข้าใจว่าตำรวจชี้แล้วแน่นอนว่า คุณไม่ได้มีส่วนผิด ฉะนั้นอุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซด์กับรถตู้ สองคันนี้ใครประมาทกว่ากันมันเป็นเรื่องที่พวกเค้าต้องไปลุยฉะกันเอง แต่ความประมาทของพวกเค้าทำให้เราซึ่งไม่มีส่วนผิดเลยเดือดร้อน คนประมาทนั่นแหละที่ต้องรับผิด อยู่ที่ว่าประมาทมากน้อยก็รับผิดตามส่วนกันไปไม่เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของเราคือ รับค่าสินไหมทดแทนตามที่เราเสียหายจริง ในขั้นตอนนี้หากตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ทั้งสองฝ่ายพอใจ ก็จบ ถอนฟ้องไม่มีไร
แต่หากยังตกลงไกล่เกลี่ยไม่ได้ ก็ต้องนำมาซึ่งการสืบพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร แต่จากประสบการณ์ผมบอกได้เลยว่า พระเจ้าไม่เข้าข้างคนผิด ยังไงคำพิพากษาจะต้องตัดสินคดีให้คุณได้รับค่าสินไหมทดแทนอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยขนาดไหนก็ต้องดูจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ประกอบกับร่างกายที่บาดเจ็บ ทรัพย์สินที่เสียหาย
(แต่รูปคดีแบบนี้ ผมเดาได้เลยว่าไกลสุดจบที่ไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ในศาล ไม่ต้องถึงสืบพยานหรอก ) ตอนไกล่เกลี่ยมีทริกนิดนึงอย่าคำนึงแต่ค่าเสียหายที่ฟ้องร้อง ให้คำนึงถึงค่าธรรมเนียมศาลที่เราเสียไปด้วย ค่าทนายความด้วย กล้าพูดกล้าไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง เพราะหากศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มันผูกพันเรา เป็นการแปลงหนี้ใหม่มูลหนี้ละเมิดมันระงับสิ้นไปเลย เราฟ้องร้องตามละเมิดไม่ได้แล้ว ก็ไปผูกพันบังคับตามข้อตกลงที่ประนีประนอมยอมความในศาลแหละ ตกลงได้เท่าไรก็ได้เท่านั้นบาท ไม่มีขาดไม่มีเกิน กรณีนี้ผมว่าไม่ยาก และโชคดีนะที่มีบริษัทประกัน และผมคิดว่าเคสนี้ยังไงก็ไม่เกินวงเงินประกันที่บริษัทจะจ่ายไม่ไหว ต้องไปเรียกเอากับคนขับรถตู้เพิ่มหรอก )
ถ้าอีกสักเดือนนึงตกลงกันไม่ได้ ดำเนินการอย่างที่ผมบอก ยอมเสียเวลาหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียใจ เพราะเรื่องละเมิดมันมีอายุความ 1 ปีก็จริง แต่พยานหลักฐานมันเลือนลาง จางหายไปตามวันเวลา โดยเฉพาะพยานบุคคล พรุ่งนี้มีเค้า วันข้างหน้าเค้าอาจไม่ใช่พวกเรา เค้าอาจลืมออกไปจากสมอง
ขอให้โชคดีครับ...
- P_VIT
- ขาประจำ
- โพสต์: 188
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ก.ย. 2014, 13:02
- Tel: 027223215
- team: อิสระ
- Bike: เสือหมอบ
Re: รบกวนพี่น้องห้องเสือหมอบหน่อยครับ..ขี่จักรยานเสือหมอบโดนชนครับ..แต่ประกันคู่กรณีบอกว่า....
ชัดเจน ครับtonelab เขียน:ถ้าประกันภัยบ่ายเบี่ยงขนาดนี้ ผมแนะนำให้ติดต่อทนายความฟ้องร้องดำเนินคดีเอากับ ผู้ทำละเมิด คือ คนขับรถตู้ครับ ในมูลละเมิด ทั้งการละเมิดต่อร่างกายทำให้เราบาดเจ็บ และ ละเมิดต่อทรัพย์สิน คือ จักรยานของเราเสียหาย เรียกค่าสิยไหมทดแทนได้หมดทั้งสองส่วนนี้ (โดยไม่ต้องมาพิจารณาว่าเรามีประกันอุบัติเหตุอยู่แล้วหรือไม่) ฟ้องรวมกันไปในคดีเดียวกันเลยครับ ตาม ม. 420 และ ม.437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นะครับ
โดยในขั้นตอนของทนายความจะเริ่มโดยการยื่นหนังสือบอกกล่าวทวงถามก่อนครับ ยื่นไปแจ้งให้คนขับรถตู้ชำระค่าสินไหมทดแทนทั้งส่วนของร่างกายและทรัพย์สิน เชื่อเถอะครับว่า คนขับรถตู้ซึ่งเป็นลูกค้าของ บริษัทประกันต้องไปโวยกับบริษัทประกัน เป็นลูกค้าบริษัทนี้แต่ตัวเองจะโดนฟ้อง ถ้าคนขับรถตู้ยอมจ่าย หรือบริษัทประกันยอมจ่ายก็จบไปไม่ต้องฟ้องร้องกัน ถ้าไม่ยอมจ่ายก็ใช้เอกสารการทวงถามนี่แหละครับเป็นหลักฐานว่าเคยดำเนินการติดต่อเรียกร้องแล้ว เขาไม่ให้ จึงต้องมาขอบารมีศาลเป็นที่พึ่งครับ
หากเรื่องราวมาถึงเป็นคดีความในศาลกัน ศาลก็จะเรียกมาไกล่เกลี่ย คือ เราซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี กับคนขับรถตู้ที่ถูกฟ้องคดี ยังไงๆเชื่อล้านเปอเซนต์ว่า บริษัทประกันมันต้องมาศาลด้วย เขาไม่ปล่อยให้ลูกค้าโดนฟ้อง แบบเดียวดายแน่นอน ไม่งั้นลูกค้าด่าเละครับ กรณีของคุณเข้าใจว่าตำรวจชี้แล้วแน่นอนว่า คุณไม่ได้มีส่วนผิด ฉะนั้นอุบัติเหตุที่เกิดจากรถมอเตอร์ไซด์กับรถตู้ สองคันนี้ใครประมาทกว่ากันมันเป็นเรื่องที่พวกเค้าต้องไปลุยฉะกันเอง แต่ความประมาทของพวกเค้าทำให้เราซึ่งไม่มีส่วนผิดเลยเดือดร้อน คนประมาทนั่นแหละที่ต้องรับผิด อยู่ที่ว่าประมาทมากน้อยก็รับผิดตามส่วนกันไปไม่เกี่ยวกับเรา หน้าที่ของเราคือ รับค่าสินไหมทดแทนตามที่เราเสียหายจริง ในขั้นตอนนี้หากตกลงค่าสินไหมทดแทนกันได้ ทั้งสองฝ่ายพอใจ ก็จบ ถอนฟ้องไม่มีไร
แต่หากยังตกลงไกล่เกลี่ยไม่ได้ ก็ต้องนำมาซึ่งการสืบพยานบุคคล พยานวัตถุ พยานเอกสาร แต่จากประสบการณ์ผมบอกได้เลยว่า พระเจ้าไม่เข้าข้างคนผิด ยังไงคำพิพากษาจะต้องตัดสินคดีให้คุณได้รับค่าสินไหมทดแทนอยู่แล้ว แต่จะมากน้อยขนาดไหนก็ต้องดูจากพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ประกอบกับร่างกายที่บาดเจ็บ ทรัพย์สินที่เสียหาย
(แต่รูปคดีแบบนี้ ผมเดาได้เลยว่าไกลสุดจบที่ไกล่เกลี่ยตกลงกันได้ในศาล ไม่ต้องถึงสืบพยานหรอก ) ตอนไกล่เกลี่ยมีทริกนิดนึงอย่าคำนึงแต่ค่าเสียหายที่ฟ้องร้อง ให้คำนึงถึงค่าธรรมเนียมศาลที่เราเสียไปด้วย ค่าทนายความด้วย กล้าพูดกล้าไกล่เกลี่ยเพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง เพราะหากศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มันผูกพันเรา เป็นการแปลงหนี้ใหม่มูลหนี้ละเมิดมันระงับสิ้นไปเลย เราฟ้องร้องตามละเมิดไม่ได้แล้ว ก็ไปผูกพันบังคับตามข้อตกลงที่ประนีประนอมยอมความในศาลแหละ ตกลงได้เท่าไรก็ได้เท่านั้นบาท ไม่มีขาดไม่มีเกิน กรณีนี้ผมว่าไม่ยาก และโชคดีนะที่มีบริษัทประกัน และผมคิดว่าเคสนี้ยังไงก็ไม่เกินวงเงินประกันที่บริษัทจะจ่ายไม่ไหว ต้องไปเรียกเอากับคนขับรถตู้เพิ่มหรอก )
ถ้าอีกสักเดือนนึงตกลงกันไม่ได้ ดำเนินการอย่างที่ผมบอก ยอมเสียเวลาหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่เสียใจ เพราะเรื่องละเมิดมันมีอายุความ 1 ปีก็จริง แต่พยานหลักฐานมันเลือนลาง จางหายไปตามวันเวลา โดยเฉพาะพยานบุคคล พรุ่งนี้มีเค้า วันข้างหน้าเค้าอาจไม่ใช่พวกเรา เค้าอาจลืมออกไปจากสมอง
ขอให้โชคดีครับ...