ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ผู้ดูแล: Jumnoi
กฏการใช้บอร์ด
99 City Bike
หัวหน้ากลุ่ม คือ เสือเมือง เบอร์โทร 081-6418595
ผู้ดูแลบอร์ด คือ Jum เบอร์โทร 081-93-93-191 (jakapan9393)
ขอบ
99 City Bike
หัวหน้ากลุ่ม คือ เสือเมือง เบอร์โทร 081-6418595
ผู้ดูแลบอร์ด คือ Jum เบอร์โทร 081-93-93-191 (jakapan9393)
ขอบ
- เสือ Spectrum
- ขาประจำ
- โพสต์: 4449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:58
- Tel: -
- team: 99 City Bike
- Bike: LA Spectrum
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ถ้าเป็นการปั่นฯ ออกกำลังธรรมดาก็คงจะเป็นเสือภูเขานั่นแหละครับ เอาแค่ HardTail ก็พอ ใส่ยางทางเรียบหน้ากว้างหน่อยอย่างในกระดาน M-Bike ผมเคยเห็นยาง 26 X 1.95
นิ้วที่เป็นยางทางเรียบ แต่จำยี่ห้อไม่ได้แล้ว น่าใช้ดีครับหากเป็นการปั่นฯ แนวท่องเที่ยว ออกกำลัง ไม่ได้เอาไปเน้นแข่งความเร็ว
ยางหน้ากว้างใช้แรงดันลมยางสักราวๆ 65 หรือ 80 PSI ให้ความนุ่ม บังคับทิศทางง่าย หน้าไม่ไวมาก หากหายางทางเรียบไม่ได้ก็เอาเป็นพวกยาง Semi-Slick หน้า(เกือบ)เรียบ ขอบมีดอก ก็ได้ครับ แต่หากเป็นยางมีดอกจะสะเทือนและกินแรงปั่นฯ บนทางเรียบครับ
สำหรับจักรยานแบบ FullSus. นั้นดูเหมือนดีแต่หากไม่ใช่รุ่นที่ราคาแพงมากๆ แล้วเอามาใช้จะกินแรงปั่นฯ มากกว่าทำให้เบาแรงครับ ดังนั้นหากไม่ได้เอาจริงเรื่องการปั่นฯ มาก จักรยาน HardTail ก็เพียงพอแล้วครับ
การปรับแต่งรถที่ช่วยให้ข้อเข่าไม่ทำงานหนักมากก็คือ "ปรับเบาะให้ได้ระดับความสูงที่ถูกต้อง" ครับ เวลาเราปรับบันใดให้อยู่ในตำหน่งต่ำสุดและขาบันใดอยู่ในแนวเดียวกับท่อนั่ง เมื่อวัดระยะดูจะพบว่าเป็นระยะที่บันใดอยู่ไกลเบาะนั่งที่สุด ระยะนี้ไม่ควรเกินช่วงขาของเราครับ วัดง่ายๆ ด้วยการขึ้นนั่งบนเบาะ ใช้ "ส้นเท้า" เหยียบบันใด ถ้าเหยียบบันใดไม่ถึงแสดงว่าปรับเบาะสูงไปครับ ระยะที่พอดีเราจะเหยียบบันใดด้วยส้นเท้าเปล่าๆ ได้โดยขาตรงไม่งอมากครับ ถ้าเหยียบบันใดแล้วขางอก็แสดงว่าเบาะเตี้ยไปครับ
อีกวิธีก็วัดดูจากการปั่นฯ บางตำราก็ว่าถ้าปั่นฯ แล้วเจ็บเข่าแสดงว่าเบาะปรับไว้เตี้ยเกินไป ถ้าปั่นฯ แล้วเจ็บข้อพับใต้เข่าก็แสดงว่าเบาะปรับไว้สูงเกินไปครับ
ส่วนเรื่อง Size ต้องลองกับของจริงเลยครับว่ายี่ห้อใหนเข้ากับเราได้ดีกว่ากัน จักรยาน Size เดียวกันแต่ต่างยี่ห้อก็มีความสบายและเข้ากันได้กับผู้ปั่นฯ แตกต่างกันครับ
นิ้วที่เป็นยางทางเรียบ แต่จำยี่ห้อไม่ได้แล้ว น่าใช้ดีครับหากเป็นการปั่นฯ แนวท่องเที่ยว ออกกำลัง ไม่ได้เอาไปเน้นแข่งความเร็ว
ยางหน้ากว้างใช้แรงดันลมยางสักราวๆ 65 หรือ 80 PSI ให้ความนุ่ม บังคับทิศทางง่าย หน้าไม่ไวมาก หากหายางทางเรียบไม่ได้ก็เอาเป็นพวกยาง Semi-Slick หน้า(เกือบ)เรียบ ขอบมีดอก ก็ได้ครับ แต่หากเป็นยางมีดอกจะสะเทือนและกินแรงปั่นฯ บนทางเรียบครับ
สำหรับจักรยานแบบ FullSus. นั้นดูเหมือนดีแต่หากไม่ใช่รุ่นที่ราคาแพงมากๆ แล้วเอามาใช้จะกินแรงปั่นฯ มากกว่าทำให้เบาแรงครับ ดังนั้นหากไม่ได้เอาจริงเรื่องการปั่นฯ มาก จักรยาน HardTail ก็เพียงพอแล้วครับ
การปรับแต่งรถที่ช่วยให้ข้อเข่าไม่ทำงานหนักมากก็คือ "ปรับเบาะให้ได้ระดับความสูงที่ถูกต้อง" ครับ เวลาเราปรับบันใดให้อยู่ในตำหน่งต่ำสุดและขาบันใดอยู่ในแนวเดียวกับท่อนั่ง เมื่อวัดระยะดูจะพบว่าเป็นระยะที่บันใดอยู่ไกลเบาะนั่งที่สุด ระยะนี้ไม่ควรเกินช่วงขาของเราครับ วัดง่ายๆ ด้วยการขึ้นนั่งบนเบาะ ใช้ "ส้นเท้า" เหยียบบันใด ถ้าเหยียบบันใดไม่ถึงแสดงว่าปรับเบาะสูงไปครับ ระยะที่พอดีเราจะเหยียบบันใดด้วยส้นเท้าเปล่าๆ ได้โดยขาตรงไม่งอมากครับ ถ้าเหยียบบันใดแล้วขางอก็แสดงว่าเบาะเตี้ยไปครับ
อีกวิธีก็วัดดูจากการปั่นฯ บางตำราก็ว่าถ้าปั่นฯ แล้วเจ็บเข่าแสดงว่าเบาะปรับไว้เตี้ยเกินไป ถ้าปั่นฯ แล้วเจ็บข้อพับใต้เข่าก็แสดงว่าเบาะปรับไว้สูงเกินไปครับ
ส่วนเรื่อง Size ต้องลองกับของจริงเลยครับว่ายี่ห้อใหนเข้ากับเราได้ดีกว่ากัน จักรยาน Size เดียวกันแต่ต่างยี่ห้อก็มีความสบายและเข้ากันได้กับผู้ปั่นฯ แตกต่างกันครับ
เมื่อพ้นไปจากการ "แพ้" หรือ "ชนะ" เราก็จะได้อยู่ในที่ที่ไม่มี "ความทุกข์ใจ"
- โลมาโด้
- ขาประจำ
- โพสต์: 2363
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มี.ค. 2010, 08:19
- team: เสืออำมฤตทีมลูกกรมหลวงชุมพรทางธรรมทีมโลกุตตระ
- Bike: trek 4300 trek 1.9 khs ซอพเทล
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
จงรักษาศีล 5
ทริป เมื่อสองเป็ดน้อยหาญกล้าว่ายน้ำจากอ่าวไทยสู่หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=320281
ทริป แจกของขวัญวันเด็ก ณ โรงเรียนที่สูงที่สุด ภูที่สูงที่สุด(ภูเบี่ย)ในลาว เริ่มหน้า 55 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=590660
ทริป เมื่อสองเป็ดน้อยหาญกล้าว่ายน้ำจากอ่าวไทยสู่หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=320281
ทริป แจกของขวัญวันเด็ก ณ โรงเรียนที่สูงที่สุด ภูที่สูงที่สุด(ภูเบี่ย)ในลาว เริ่มหน้า 55 http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=590660
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
- Seri Pongtanee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1017
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2009, 14:35
- Tel: 0816289255
- team: สวนหลวง 2009
- Bike: Scott
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
มาแอบอ่านได้คำตอบที่ดี ขอบคุณทุกๆคำตอบครับSPT520 เขียน:เรียนคุณเสือ Spectrum
รบกวนสอบถามความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนขนาดใบจานหน้าและเฟืองหลังครับ
รถ Trek 520 รุ่น 2010
จานหน้าเดิม – Shimano Trekking M543 48/36/26
เฟืองหลังเดิม – Shimano HG50 11-32, 9 speed
ความต้องการ – อยากได้รถที่ปั่นขึ้นเขาสบายมากขึ้นกว่าเดิม
ทางเลือก 1
เปลี่ยนจานหน้าเฉพาะใบเล็กเป็น 22T
เมื่อเปลี่ยนแล้วเสปคจะเป็น
จานหน้าเปลี่ยนเป็น 48/36/22
เฟืองหลังเหมือนเดิม 11-32, 9 speed
ทางเลือกที่ 2
เปลี่ยนเฉพาะเฟืองหลังเป็น 11-34
เมื่อเปลี่ยนแล้วเสปคจะเป็น
จานหน้าเหมือนเดิมติดรถ 48/36/26
เฟืองหลังเปลี่ยนเป็น 11-34, 9 speed
รบกวนขอความเห็นว่าทางเลือกใหนเหมาะกว่า
และมีผลกระทบต่อการใช้งานด้านอื่นหรือเปล่าครับ
ขอบคุณมากครับ
- กระดิ่งทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 1637
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:47
- Tel: ๐ ๘ ๑ - ๗ ๕ ๐ ๓ ๒ ๘ ๑
- team: ๙๙ City Bike (หมายเลข ๑๓) | กลุ่มตาโชค
- Bike: ควายแดงปี ๐๘ | Bike Friday: NW
- ตำแหน่ง: บัานพัชราพร
- ติดต่อ:
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
มีเฟืองหลัง Deore 9SP ตัวใหม่ 12-36 เป็นอีกทางเลือกครับ ... แต่เท่าที่ทราบเป็นรุ่นที่ตัวแทนในไทยไม่ได้นำเข้า ต้องสั่งเฉพาะกิจ (เห็นมีร้านค้าออนไลท์รับสั่งอยู่)
แต่ถ้าใช้กับจานหน้า 22 / เฟืองหลัง 36 สงสัยจะต้องควงขากันเป็นพายุเลย
แต่ถ้าใช้กับจานหน้า 22 / เฟืองหลัง 36 สงสัยจะต้องควงขากันเป็นพายุเลย
- Seri Pongtanee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1017
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2009, 14:35
- Tel: 0816289255
- team: สวนหลวง 2009
- Bike: Scott
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
โอว ขอบคุณมากๆครับคุณ กระดิ่งทอง ยังหาร้านที่จะสั่งให้ไม่ได้เลย....
- กระดิ่งทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 1637
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 06:47
- Tel: ๐ ๘ ๑ - ๗ ๕ ๐ ๓ ๒ ๘ ๑
- team: ๙๙ City Bike (หมายเลข ๑๓) | กลุ่มตาโชค
- Bike: ควายแดงปี ๐๘ | Bike Friday: NW
- ตำแหน่ง: บัานพัชราพร
- ติดต่อ:
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 8&t=213439Seri Pongtanee เขียน:โอว ขอบคุณมากๆครับคุณ กระดิ่งทอง ยังหาร้านที่จะสั่งให้ไม่ได้เลย....
ลองติดต่อที่นี้ดูแล้วกันครับ
- Seri Pongtanee
- ขาประจำ
- โพสต์: 1017
- ลงทะเบียนเมื่อ: 30 มิ.ย. 2009, 14:35
- Tel: 0816289255
- team: สวนหลวง 2009
- Bike: Scott
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ขอบคุณอีกครั้งครับคุณ กระดิ่งทอง

-
THE LECK
- ขาประจำ
- โพสต์: 1036
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 22:20
- Tel: 089 991 8111
- team: # 99 City Bike # ไม่ก็ฉายเดี่ยว
- Bike: Gary fisher , Ellsworth
- ติดต่อ:
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
สวสัดีครับพี่เป็ค ผมมีปัญหามาให้พี่เป็คช่วยให้ความกระจ่างหน่อยครับ คือการเซ็ทเสือภูเขากับเสือหมอบ ในการใช้สเต็มนั้นใช้หลักการเดียวกันหรือเปล่าครับ เช่นในเสือหมอบเวลาก้มมองดุมล้อ แฮนด์กับดุมจะต้องอยู่ตำแหน่งเป็นเส้นเดียวกัน พูดง่ายคือถ้าเซ็ทถูกต้องเวลาจับล่าง จะไม่เห็นดุมแต่จะเห็นแฮนด์อย่างเดียวเพราะมันจะบังดุมหน้าพอดี คำถามของผมคือว่า เสือภูเขาใช้หลักการเดียวกันหรือไม่ครับ เพราะตอนนี้เสือภูเขาตัวเก่าgary ขนาด16 ซึ่งขนาดเล็กกว่ามาตรฐานไปหน่อยของผมนั้นเวลามองก้มดูดุม แฮนด์จะทับดุมพอดี คันนี้ผมเอาขึ้นเทรนเนอร์แล้ว แต่บางครั้งก็เอาออกทริปบ้าง แต่เสือภูเขาตัวใหม่ellsworth เป็นขนาดm ซึ่งน่าจะเป็นขนาด17 เมื่อวานผมเอาตัวellsworth เซ้็ทความสูงของหลักอานโดยใช้สูตร109%ของinseem และปรับแนวดิ่งของเข่ากับบันไดใหม่ แต่เมื่อก้มลงมองสเตม แฮนด์จะยาวกว่าประมาณ2ซ.ม. แล้วไปไปปั่นในสวนลุมปั่นแบบ endurance heart rateอยู่ที่ปลายโซน2-กลางโซน3 เเป็นเวลา145นาทีเต็มไม่มีพัก หลังจากปั่นรู้สึกดีไม่มีอาการปวดเมื่อยในส่วนใด ยกเว้นเมื่อยขา555ซึ่งก็ดีกว่าก่อนปรับใหม่ ผมอยากทราบว่า ผมมีความจำเป็นต้องเพิ่มความยาวสเตมคันเก่า เพื่อให้ระยะเอื้ยมเท่ากับคันใหม่หรือไม่ครับ ขอบคุณครับ
- เสือ Spectrum
- ขาประจำ
- โพสต์: 4449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:58
- Tel: -
- team: 99 City Bike
- Bike: LA Spectrum
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
เรื่องหลักการปรับแต่งจักรยานของเสือหมอบกับเสือภูเขาพอตอนหลังปรับจักรยานตัวเองได้ค่อนข้างเข้าที่แล้วผมก็ชักไม่จำแล้วครับว่าทฤษฏีมีว่าอย่างไร อย่างเสือภูเขานี่ผมเอาแค่พื้นฐานว่าท่านั่งหลังไม่ตรงจนโต้ลมหรือก้มมากจนเมื่อยก็ OK แล้วครับ (เสือภูเขาไม่สามารถก้มมากๆ ได้แบบเสือหมอบเนื่องจากเมื่อยเวลาก้มนานๆ และบังคับรถไม่ถนัด ยกเว้นไปใช้ Aero Bar ซึ่งก็จะมีปัญหาเวลาเจอทางคดเคี้ยวหรือต้องเบรคบ่อยๆ ครับ)
เท่าที่สังเกตุจากตัวเอง เสือภูเขานี่ถ้ามุมแขนและมุมหลังได้ใกล้เคียง 45 องศามันจะดีสำหรับการปั่นฯ ทางไกลคือไม่เมื่อยแขน และปวดไหล่มาก (อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเบาะสูงเสมอกับแฮนด์นะครับ) แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเอาแบบเสือภูเขาจริงๆ คือลุย ลง Track เซ็ทรถแบบนี้จะ OK หรือเปล่า เอาเป็นว่าดีสำหรับเสือฯ ทางเรียบก็แล้วกันครับ
สำหรับเสือภูเขาถ้า Stem สั้นไป อาการมันจะมาออกที่แขนกับหัวไหล่ครับ คือมุมของหลังก้ม แต่มุมแขนทำมุมเกือบ 90 องศากับพื้นดิน (จริงๆ น่าจะราวๆ 70 องศา) ซึ่งหมายความว่าเสต็มสั้นก็จะทำให้แรงกระแทกจากล้อหน้าส่งมาที่แขนกับหัวไหล่เต็มๆ ครับ
ตอนหลังผมใช้หลักการแค่ว่าถ้าปรับรถแล้ว เลี้ยวคล่อง ปั่นฯ สบาย ไม่เมื่อยตัวในทางยาวๆ ก็จบแล้วครับ เลี้ยวคล่องในที่นี้ไม่ใช่เลี้ยวปรกตินะครับ หมายถึงว่าถ้าเลี้ยวแบบ "ฉุกเฉิน" แล้วยัง "สั่งได้" ถึงจะ OK ครับ
ส่วนเสือหมอบถ้าเทียบโดยเอาหลักการของแฮนด์ทัวริ่งมาใช้ผมว่าต้องตัดสินใจว่าที่ท่าปั่นฯ ที่เรา "ใช้มากที่สุด" เช่นจับที่ Dropbar ควรจะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ จับแล้วไม่เมื่อยในทางยาว และบังคับเลี้ยวถนัด จับเบรคได้มั่นคง ฯลฯ ส่วนตำแหน่งอื่นก็รองลงไปคือจับบนก็ต้องได้ความถนัดอยู่ในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ไม่ควรจะเมื่อยหากจับบนเป็นเวลานานๆ ครับ
ส่วนตัวผมมองที่ว่าเวลาปรับแฮนด์แบบนี้แล้ว เปลี่ยนตำแหน่งจับได้ถนัดหรือเปล่าด้วยเช่นเวลาเปลี่ยนจากจับแฮนด์บนมาจับ Drop มัน "สะดุด" หรือเปล่า ถ้าสะดุดก็แสดงว่าในสถานการณ์จริงเราจะเสียเวลากับการ - เปลี่ยนเกียร์ - จับเบรค - เปลี่ยนท่า มากกว่าคนอื่น ซึ่งหมายความถึงโอกาสเรื่องเวลาตอนเข้าแข่งขันด้วยครับ
ถ้าจำไม่ผิด Stem สั้นไปสำหรับเสือหมอบเวลาจับ Drop ข้อศอกจะกระทบกับเข่าครับ พูดง่ายๆ คือสั้นได้มากที่สุดเท่าที่เข่าไม่ชนข้อศอก ถ้าจะเอาเรื่องความเร็วด้วยก็ต้องดูว่าเวลาจับ Drop แล้วหลังสามารถก้มจนลู่ลมและยังจับแฮนด์-บังคับรถได้ถนัดหรือเปล่านะครับ
มองในมุมส่วนตัวผมว่าเสือภูเขา Set ท่านั่งแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้นเองครับ ดังนั้นแค่เบาะนั่งที่พอดีๆ ก็ OK แล้ว
แต่ Touring หรือ เสือหมอบจะต้อง Set ท่านั่งให้ "ถนัด" หลายแบบครับ จับแฮนด์บน หลังค่อนข้างมาทางหลังตรงก็ควรจะสบายและถนัดท่านี้ตำแหน่งก้นจะนั่งมาทางค่อนข้างปลายจมูกเบาะ ส่วนท่าจับ Drop ถ้าว่ากันเรื่องเบาะควรจะใช้เบาะที่เรียว ยาว เพื่อที่จะได้ถอยก้นไปสุดเบาะได้ ถ้าเป็นเบาะแบบเสือภูเขา ส่วนกว้างของเบาะมันจะยันไว้ให้เราถอยตัวไม่ถนัดซึ่งก็หมายความว่าจะทำให้ ก้มไม่ถนัดตามไปด้วยครับ
หลังๆ นี่ผมหันมามองเรื่องความ Flexible หรือยืดหยุ่นของท่านั่งด้วยครับว่าท่าที่มัน Block ให้เราต้อง "ตัวแข็ง" อยุ่ท่าเดียวก็ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ ปั่นฯ แบบ "หุ่น" อยู่ 2 - 3 ชั่วโมงนี่มันสุดทรมาณเลยนะครับ แม้ว่าจะเป็น "ท่าสวย" ก็ตามครับ
ส่วนเรื่องความยาว Stem เท่าที่สังเกตุ พอเป็นเสือหมอบ Stem จะสั้นลงมากว่าเสือภูเขาเล้กน้อยครับ ลองนึกภาพเล่นๆดูสิครับว่าเสือภูเขาเวลา Set ท่าหุ่นสักตัวลงไปนั่งมือที่จับมันจะอยู่ตรงแฮนด์หรือปลาย Stem พอดี แต่เสือหมอบท่า "จับบน" ที่ถนัดมักจับตรงเหนือ Hood กัน ตำแหน่งนี้นะมันเท่ากับ Stem + แฮนด์นะครับ (อันนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าท่านั่งบนเสือภูเขากับเสือหมอบเป็นท่าเดียวกัน)
ป.ล. - เที่ยวนี้ความเห็นค่อนข้างมาทางส่วนตัวมากหน่อยนะครับ ถ้าเอาหลักวิชาการมาจับอาจจะมีข้อผิดพลาดก็ได้ครับ แต่คิดไปคิดมานี่เข้าตำราสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำหรือเปล่าครับนี่ ผมนะปั่นฯ เร็วที่สุดก็แค่เกือบๆ 30 แต่คุณเล็กนี่ "ปรกติ" 35 - 40 ไม่ใช่หรือครับ

เท่าที่สังเกตุจากตัวเอง เสือภูเขานี่ถ้ามุมแขนและมุมหลังได้ใกล้เคียง 45 องศามันจะดีสำหรับการปั่นฯ ทางไกลคือไม่เมื่อยแขน และปวดไหล่มาก (อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเบาะสูงเสมอกับแฮนด์นะครับ) แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าเอาแบบเสือภูเขาจริงๆ คือลุย ลง Track เซ็ทรถแบบนี้จะ OK หรือเปล่า เอาเป็นว่าดีสำหรับเสือฯ ทางเรียบก็แล้วกันครับ
สำหรับเสือภูเขาถ้า Stem สั้นไป อาการมันจะมาออกที่แขนกับหัวไหล่ครับ คือมุมของหลังก้ม แต่มุมแขนทำมุมเกือบ 90 องศากับพื้นดิน (จริงๆ น่าจะราวๆ 70 องศา) ซึ่งหมายความว่าเสต็มสั้นก็จะทำให้แรงกระแทกจากล้อหน้าส่งมาที่แขนกับหัวไหล่เต็มๆ ครับ
ตอนหลังผมใช้หลักการแค่ว่าถ้าปรับรถแล้ว เลี้ยวคล่อง ปั่นฯ สบาย ไม่เมื่อยตัวในทางยาวๆ ก็จบแล้วครับ เลี้ยวคล่องในที่นี้ไม่ใช่เลี้ยวปรกตินะครับ หมายถึงว่าถ้าเลี้ยวแบบ "ฉุกเฉิน" แล้วยัง "สั่งได้" ถึงจะ OK ครับ
ส่วนเสือหมอบถ้าเทียบโดยเอาหลักการของแฮนด์ทัวริ่งมาใช้ผมว่าต้องตัดสินใจว่าที่ท่าปั่นฯ ที่เรา "ใช้มากที่สุด" เช่นจับที่ Dropbar ควรจะเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดคือ จับแล้วไม่เมื่อยในทางยาว และบังคับเลี้ยวถนัด จับเบรคได้มั่นคง ฯลฯ ส่วนตำแหน่งอื่นก็รองลงไปคือจับบนก็ต้องได้ความถนัดอยู่ในระดับหนึ่ง รวมถึงก็ไม่ควรจะเมื่อยหากจับบนเป็นเวลานานๆ ครับ
ส่วนตัวผมมองที่ว่าเวลาปรับแฮนด์แบบนี้แล้ว เปลี่ยนตำแหน่งจับได้ถนัดหรือเปล่าด้วยเช่นเวลาเปลี่ยนจากจับแฮนด์บนมาจับ Drop มัน "สะดุด" หรือเปล่า ถ้าสะดุดก็แสดงว่าในสถานการณ์จริงเราจะเสียเวลากับการ - เปลี่ยนเกียร์ - จับเบรค - เปลี่ยนท่า มากกว่าคนอื่น ซึ่งหมายความถึงโอกาสเรื่องเวลาตอนเข้าแข่งขันด้วยครับ
ถ้าจำไม่ผิด Stem สั้นไปสำหรับเสือหมอบเวลาจับ Drop ข้อศอกจะกระทบกับเข่าครับ พูดง่ายๆ คือสั้นได้มากที่สุดเท่าที่เข่าไม่ชนข้อศอก ถ้าจะเอาเรื่องความเร็วด้วยก็ต้องดูว่าเวลาจับ Drop แล้วหลังสามารถก้มจนลู่ลมและยังจับแฮนด์-บังคับรถได้ถนัดหรือเปล่านะครับ
มองในมุมส่วนตัวผมว่าเสือภูเขา Set ท่านั่งแค่ 1 ตำแหน่งเท่านั้นเองครับ ดังนั้นแค่เบาะนั่งที่พอดีๆ ก็ OK แล้ว
แต่ Touring หรือ เสือหมอบจะต้อง Set ท่านั่งให้ "ถนัด" หลายแบบครับ จับแฮนด์บน หลังค่อนข้างมาทางหลังตรงก็ควรจะสบายและถนัดท่านี้ตำแหน่งก้นจะนั่งมาทางค่อนข้างปลายจมูกเบาะ ส่วนท่าจับ Drop ถ้าว่ากันเรื่องเบาะควรจะใช้เบาะที่เรียว ยาว เพื่อที่จะได้ถอยก้นไปสุดเบาะได้ ถ้าเป็นเบาะแบบเสือภูเขา ส่วนกว้างของเบาะมันจะยันไว้ให้เราถอยตัวไม่ถนัดซึ่งก็หมายความว่าจะทำให้ ก้มไม่ถนัดตามไปด้วยครับ
หลังๆ นี่ผมหันมามองเรื่องความ Flexible หรือยืดหยุ่นของท่านั่งด้วยครับว่าท่าที่มัน Block ให้เราต้อง "ตัวแข็ง" อยุ่ท่าเดียวก็ถือว่าเป็นท่าที่ไม่ถูกต้องด้วยครับ ปั่นฯ แบบ "หุ่น" อยู่ 2 - 3 ชั่วโมงนี่มันสุดทรมาณเลยนะครับ แม้ว่าจะเป็น "ท่าสวย" ก็ตามครับ
ส่วนเรื่องความยาว Stem เท่าที่สังเกตุ พอเป็นเสือหมอบ Stem จะสั้นลงมากว่าเสือภูเขาเล้กน้อยครับ ลองนึกภาพเล่นๆดูสิครับว่าเสือภูเขาเวลา Set ท่าหุ่นสักตัวลงไปนั่งมือที่จับมันจะอยู่ตรงแฮนด์หรือปลาย Stem พอดี แต่เสือหมอบท่า "จับบน" ที่ถนัดมักจับตรงเหนือ Hood กัน ตำแหน่งนี้นะมันเท่ากับ Stem + แฮนด์นะครับ (อันนี้อยู่บนพื้นฐานที่ว่าท่านั่งบนเสือภูเขากับเสือหมอบเป็นท่าเดียวกัน)
ป.ล. - เที่ยวนี้ความเห็นค่อนข้างมาทางส่วนตัวมากหน่อยนะครับ ถ้าเอาหลักวิชาการมาจับอาจจะมีข้อผิดพลาดก็ได้ครับ แต่คิดไปคิดมานี่เข้าตำราสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำหรือเปล่าครับนี่ ผมนะปั่นฯ เร็วที่สุดก็แค่เกือบๆ 30 แต่คุณเล็กนี่ "ปรกติ" 35 - 40 ไม่ใช่หรือครับ
เมื่อพ้นไปจากการ "แพ้" หรือ "ชนะ" เราก็จะได้อยู่ในที่ที่ไม่มี "ความทุกข์ใจ"
-
THE LECK
- ขาประจำ
- โพสต์: 1036
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 22:20
- Tel: 089 991 8111
- team: # 99 City Bike # ไม่ก็ฉายเดี่ยว
- Bike: Gary fisher , Ellsworth
- ติดต่อ:
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ขอบคุณครับพี่เป็ค สำหรับคำตอบที่ชัดเจน มองเห็นภาพเลยครับ ผมมันเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน สำหรับการปั่นจักรยาน ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะครับ ความเร็วที่ว่า35-40 นั้นยังทำระยะยาวๆไม่ได้ครับ ตอนนี้ผมก็เริ่มกลับมาที่จุดเริ่มต้นใหม่ ด้วยการเน้นฝึก ENDURANCE ให้มากขึ้นครับ ตั้งใจว่าอย่างน้อยจะฝึก ENDURANCE แบบยาวๆอาทิตย์ละครั้ง แต่โอกาสก็ไม่ค่อยเอื้ออำนวยครับ เวลาผมฝึกแบบENDURANCE HEART RATEก็มักกระโดดข้ามโซนอยู่เรื่อย
เพราะความเคยชินกับการทำความเร็ว มีวลีหนึ่งที่ผมชอบแต่ทำไม่ค่อยได้ก็คือ ถ้าคุณไม่ปั่นให้ช้าลงคุณก็ไม่รู้ว่าปั่นเร็วเป็นอย่างไร ตอนนี้ผมพยายามอยู่ อย่างเมื่อวานพยายามให้HEART RATE อยู่ในโซน2 แต่มันก็ยังกระโดดไปโซน3บางช่วง ช่วงนี้ผมไม่ค่อยเน้นปั่นแบบท่องเที่ยวแล้วครับ กำลังมาเน้นซ้อมเพื่อการแข่งขันมากขึ้น ถ้าไม่คิดแบบนี้ บางทีก็ขี้เกียจไม่ยอมออกปั่น แต่ถ้ามีโปรแกรมแข่งผมก็จะกระตือรือล้น ที่จะฝึกจะซ้อม มีวินัยกับตัวเองมากขึ้น ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องชัยชนะเลยครับ แต่คาดหวังว่าการปั่นของผมจะต้องพัฒนาขึ้นเท่านั้นละครับที่ผมพอใจ บางครั้งการแข่งกับตัวเลขของเราเอง กลับสนุกกว่าและท้าทายกว่าการไปชนะคนอื่นครับ เขียนไปเขียนมากลายเป็นเขียนเรื่องในใจของตัวเองไปซะอย่างงั้น สุดท้ายก็ขอขอบคุณพี่เป็คสำหรับคำตอบอีกครั้ง ไว้ถ้ามีปัญหาคาใจก็จะขออนุญาตเข้ามารบกวนพี่เป็คอีกนะครับ

- เสือ Spectrum
- ขาประจำ
- โพสต์: 4449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:58
- Tel: -
- team: 99 City Bike
- Bike: LA Spectrum
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
สนใจทดลองแบบผมใหมครับวลีหนึ่งที่ผมชอบแต่ทำไม่ค่อยได้ก็คือ ถ้าคุณไม่ปั่นให้ช้าลงคุณก็ไม่รู้ว่าปั่นเร็วเป็นอย่างไร ตอนนี้ผมพยายามอยู่ อย่างเมื่อวานพยายามให้HEART RATE อยู่ในโซน2 แต่มันก็ยังกระโดดไปโซน3บางช่วง ช่วงนี้ผมไม่ค่อยเน้นปั่นแบบท่องเที่ยวแล้วครับ กำลังมาเน้นซ้อมเพื่อการแข่งขันมากขึ้น ถ้าไม่คิดแบบนี้ บางทีก็ขี้เกียจไม่ยอมออกปั่น แต่ถ้ามีโปรแกรมแข่งผมก็จะกระตือรือล้น ที่จะฝึกจะซ้อม มีวินัยกับตัวเองมากขึ้น ไม่ได้คาดหวังกับเรื่องชัยชนะเลยครับ แต่คาดหวังว่าการปั่นของผมจะต้องพัฒนาขึ้นเท่านั้นละครับที่ผมพอใจ บางครั้งการแข่งกับตัวเลขของเราเอง กลับสนุกกว่าและท้าทายกว่าการไปชนะคนอื่นครับ
เดิมผมปั่นฯ Endurance อย่างเดียวบนเทรนเนอร์ ได้ความเบื่อกลับมา + น้ำหนักไม่ลดครับ บางวันก็โทรมเพราะซ้อมบ่อย ซ้อมนาน แค่ปั่นฯ รักษาระดับความเร็วคงที่ให้นานที่สุดเท่านั้นเองครับ ซ้อมมา 3 - 4 ปี แล้วก็เบื่อหยุดไป 2 - 3 เดือน ตอนหลัง น้ำหนักตัวทำท่าจะขึ้นครับ พอดีกับไปอ่านวิธีซ้อมแบบ Interval ที่ให้ Sprint 1 นาที สลับกับพัก 1 นาที
ผมมานั่งคิดดูมันน่าจะน่าเบื่อน้อยกว่าปั่นฯ ไปเรื่อยๆ บนเทรนเนอร์ แต่ไปลองของจริง 1 นาทีก็น้อยไปสำหรับเรา ผมเลยลองจับเวลาใหม่ว่าถ้า Sprint อย่างเดียวจะ "อึด" ได้เท่าที่ "ไม่ฝืน" นานเท่าไร ก็เลยเจอว่า ถ้าอยู่ในช่วง "อุ่นเครื่อง" ระยะเวลานี้จะประมาณ 2 นาทีครึ่ง ส่วนตอน "เครื่องร้อน" ทำได้ถึง 5 นาที ก็เลยเอามาปรับเป็น Course ซ้อมส่วนตัวใหม่
สนุกดีครับ เวลา 1 ชั่วโมงผ่านไปไม่รู้ตัวเลย แถมไม่โทรมมากอีกต่างหาก ของแถมที่ได้มาคือน้ำหนักลดลงแบบน่าพอใจครับ
หลักการคือ Warmup เหมือนปั่นฯ Rolling สัก 10 นาทีครับ ไม่วัดค่าอะไรเลย เอาแค่ปั่นฯ สบายๆ ดูว่ากล้ามเนื้อหายตึงเครียดหรือยัง
นาทีที่ 11 Sprint เบาๆ เช่น Idle ที่ 86 รอบ/นาที ก็กระโดดไปที่ 96 รอบ/นาที (หรือ 92 ก็ยัง OK ครับดูตรง "ไม่ฝืน") ลากให้ได้นานปานกลาง (ของผม 2 นาทีครึ่งครับ) หลังจากนั้น "ปล่อย" เท่าที่สังเกตุดูตัวเองตอนสุขภาพ "ฟิต" รอบขา(และชีพจร) จะตกเร็วมากครับ บางทีลงไปถึง 76 รอบ/นาที แต่อาการปรกติคือรอบขาจะตกลงประมาณ - 10 รอบ/นาทีครับ
พักไปด้วยเวลาเท่ากันคือ 2 นาทีครึ่ง หลังจากนั้นนาทีที่ 15 ก็ Sprint ใหม่ เที่ยวนี้ถ้าร่างกายฟิต รอบขาอาจจะทะลุไป 99 หรือ 100 รอบ/นาที แล้วก็ "เหมือนเดิม" ครับคือผ่านไป 2 นาทีครึ่งก็ "ปล่อย"
ผ่านไป 20 นาทีคราวนี้จะเจอด้วยตัวเองครับว่าพอ "เครื่องร้อน" แล้ว รอบขาอาจจะทะลุไปได้ถึง 105-6 รอบ/นาทีที่เวลา 5 นาทีครับ
จบแล้ว "พัก 5 นาที" รอบขาจะลงมาแถวๆ 70 - 80 นั่นแหละครับ
เลือกเกียร์ที่ "หนักปานกลาง" อย่าเอาตามที่ คิดว่าน่าจะเป็นนะครับ ปั่นฯ แล้ว Sense เองเลยครับ บางทีอาจจะเป็นแค่เกียร์ 2/5 เท่านั้นเอง ดังนั้นปั่นฯ เอาความฟิต เอา Course บริหารชีพจรดังนั้นไม่ต้องสนใจเรื่องปั่นฯ ได้กี่กิโลฯ ครับ ของผมปิดหน้าจอความเร็วไปเลยครับ จบ Course 1 ชั่วโมงอาจจะได้ระยะทางแค่ 20 กม. ก็ได้ครับ เอาแค่ปั่นฯ โซน 2 กระโดดไปโซน 3 แบบแย๊ปไปเรื่อยๆ เท่านี้ร่างกายก็ไม่โทรมแล้วละครับ
เมื่อพ้นไปจากการ "แพ้" หรือ "ชนะ" เราก็จะได้อยู่ในที่ที่ไม่มี "ความทุกข์ใจ"
- เสือ Spectrum
- ขาประจำ
- โพสต์: 4449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 12:58
- Tel: -
- team: 99 City Bike
- Bike: LA Spectrum
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ลืมเล่าไปอีกเรื่องหนึ่งครับ
เท่าที่สังเกตุ หลายคนที่พยายามซ้อมปั่นฯ บนถนน ไม่ค่อยประสพผลสำเร็จกับการควบคุมโซนการเต้นของหัวใจครับ ผมว่าปั่นฯ บนถนนนี่ตัวแปรเยอะ ลมแรงก็เหมือนถูกบังคับให้ปั่นฯ ทวนลมโดยอัตโนมัติ แคดแรงชีพจรก็ขึ้นสูงตลอด เหนื่อย หมดแรงก็ต้องแข็งใจปั่นฯ กลับ
แต่บนเทรนเนอร์มันเหมือนเล่นเกมที่เราควบคุมตัวแปรได้นะครับ หรือถ้าหมดแรงก็หยุดลงจากเทรนเนอร์ได้ทันที ดังนั้นในการซ้อมแต่ละครั้งร่างกายมักไม่โทรมมากเท่าการออกไปปั่นฯ บนถนนครับ มันก็เลยซ้อมได้บ่อย ซ้อมได้หลายวันติดต่อกัน โดยไม่ค่อยมีการบาดเจ็บหรือล้าจากการปั่นฯ นะครับ
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเราคุ้นกับโซนต่างๆ จากการซ้อมแล้ว เวลาปั่นฯ บนถนนมันมักจะควบคุมเงื่อนไขได้ง่ายกว่ากันครับ แต่ผมก็เชื่อว่าบนถนนควบคุมปัจจัยไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ Sprint หนีรถยนต์หรือหมา HR ก็กระโดดข้ามโซนแล้วละครับ

เท่าที่สังเกตุ หลายคนที่พยายามซ้อมปั่นฯ บนถนน ไม่ค่อยประสพผลสำเร็จกับการควบคุมโซนการเต้นของหัวใจครับ ผมว่าปั่นฯ บนถนนนี่ตัวแปรเยอะ ลมแรงก็เหมือนถูกบังคับให้ปั่นฯ ทวนลมโดยอัตโนมัติ แคดแรงชีพจรก็ขึ้นสูงตลอด เหนื่อย หมดแรงก็ต้องแข็งใจปั่นฯ กลับ
แต่บนเทรนเนอร์มันเหมือนเล่นเกมที่เราควบคุมตัวแปรได้นะครับ หรือถ้าหมดแรงก็หยุดลงจากเทรนเนอร์ได้ทันที ดังนั้นในการซ้อมแต่ละครั้งร่างกายมักไม่โทรมมากเท่าการออกไปปั่นฯ บนถนนครับ มันก็เลยซ้อมได้บ่อย ซ้อมได้หลายวันติดต่อกัน โดยไม่ค่อยมีการบาดเจ็บหรือล้าจากการปั่นฯ นะครับ
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเราคุ้นกับโซนต่างๆ จากการซ้อมแล้ว เวลาปั่นฯ บนถนนมันมักจะควบคุมเงื่อนไขได้ง่ายกว่ากันครับ แต่ผมก็เชื่อว่าบนถนนควบคุมปัจจัยไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ Sprint หนีรถยนต์หรือหมา HR ก็กระโดดข้ามโซนแล้วละครับ
เมื่อพ้นไปจากการ "แพ้" หรือ "ชนะ" เราก็จะได้อยู่ในที่ที่ไม่มี "ความทุกข์ใจ"
-
THE LECK
- ขาประจำ
- โพสต์: 1036
- ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2008, 22:20
- Tel: 089 991 8111
- team: # 99 City Bike # ไม่ก็ฉายเดี่ยว
- Bike: Gary fisher , Ellsworth
- ติดต่อ:
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
ขอบคุณครับพี่เป็ค สำหรับโปรแกรม ตอนนี้ผมใช้ตำรา2เล่มผสมผสานกันครับ เล่มแรกเป็น FITNESS CLCLINGส่วนอีกเล่มเป็น SMART CYCLING ของARNIE BAKER,M.D. เล่มนี้ดีมากๆแต่โปรแกรมค่อนข้างหนัก โซน HEART RATE ก็สูงกว่าตำราอื่น ทั้งสองเล่มเป็นโปรแกรมของเสือหมอบ ผมจะมีปัญหาการเทียบเกียร์ระหว่างหมอบกับภูเขา ส่วนใหญ่ก็เอาความรู้สึกของตัวเองเป็นหลัก
ถ้าขึ้นเทรนเนอร์ผมก็จะฝึกอยู่ประมาณหนึ่งช.ม.-หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นครับ เพราะผมจะเสียเหงื่อมาก เปิดพัดลมแรงสุดก็เอาไม่อยู่ครับ
ซ้อมเทรนเนอร์อาทิตย์ละ4วัน ปั่นถนน1วัน ตอนนี้ก็พยายามปั่นเทรนเนอร์แค่3วัน เป็นSTRENGTH WORKOUT ,HILL CLIMBING WORKOUT, JUMP WORKOUT แต่ทุกครั้งที่ขึ้นเทรเนอร์ ผมจะฝึกSPIN WORKOUTไม่ใช่ SPRINT WORKOUTนะครับ SPIN 2 เซ็ทก่อนและหลังเทรนทุกครั้งครับ
ส่วนENDURANCE ผมว่าปั่น ในสวนลุมก็สะดวกเพราะไม่ได้เน้นความเร็ว (ประมาณ28-30 รอบขาอยู่ที่ 90-100) ไม่มีรถยนต์มอเตอร์ไซด์มาทำให้เสียจังหวะ ตัวแปรน้อยหน่อย จะมีก็แต่ลมที่พัดสวนบางช่วง ก็ผ่อนเกียร์ให้เบาลง แต่เพิ่มรอบขานิดนึง ก็พอคุมโซนได้อยู่ เสียอย่างเดียวเวลาของจักรยานต้องเป็น10-15น. ต้องคอยหาโอกาสที่ช่วงบ่ายว่างๆ ไม่มีนัดลูกค้า ถึงจะได้ปั่นครับ ในช่วงสองสัปดาห์นี้ ผมก็ตั้งใจว่าจะเพิ่ม ENDURANCE เป็น2วัน เพื่อกลับไปสู่BASIC ก่อน
ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันปั่นกลุ่ม ถ้าตั้งใจไปแข่ง ก็ต้องไปซ้อมกับกลุ่มพี่โชค ที่ขาแรงๆกันและพักน้อย ฝึกการตาม การหนีถ้า กลุ่มนี้ไม่ว่างผมก็ต้องออกปั่นคนเดียวครับ ก็คิดว่าเป็นการปั่นแบบTIME TRIAL เอาก็แล้วกันครับ
ผมเคยคิดที่จะขอไปร่วมทีมอื่นๆ ที่แรงๆ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สะดวก เพราะผมดันอยู่ใจกลางเมือง และอีกอย่างขาก็ยังไม่แข็งพอ กระดูกยังอ่อน ก็ต้องซ้อมแบบนี้ไปเรื่อยๆ เวลาไปแข่งเห็นเขาไปกันเป็นทีม เห็นแล้วอิจฉาตาร้อน โอกาสชนะไม่ค้องพูดถึง เจอทีมเก๋าๆผลัดกันกระชาก 2-3ทีผมก็ร่วงแล้วครับ คนเดียวจะชนะได้ต้องประสพการณ์สูง แข็งแกร่ง คุมอารมณ์ ฉลาด เก๋าเกมส์จริงๆ สำหรับผมยังไม่คิดไกลถึงขั้นนั้น ขอแค่ไปร่วมวงสนุกๆ ไม่หลุดกลุ่มหน้าง่ายๆก็ HAPPY แล้วครับ
ถ้าขึ้นเทรนเนอร์ผมก็จะฝึกอยู่ประมาณหนึ่งช.ม.-หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้นครับ เพราะผมจะเสียเหงื่อมาก เปิดพัดลมแรงสุดก็เอาไม่อยู่ครับ
ส่วนENDURANCE ผมว่าปั่น ในสวนลุมก็สะดวกเพราะไม่ได้เน้นความเร็ว (ประมาณ28-30 รอบขาอยู่ที่ 90-100) ไม่มีรถยนต์มอเตอร์ไซด์มาทำให้เสียจังหวะ ตัวแปรน้อยหน่อย จะมีก็แต่ลมที่พัดสวนบางช่วง ก็ผ่อนเกียร์ให้เบาลง แต่เพิ่มรอบขานิดนึง ก็พอคุมโซนได้อยู่ เสียอย่างเดียวเวลาของจักรยานต้องเป็น10-15น. ต้องคอยหาโอกาสที่ช่วงบ่ายว่างๆ ไม่มีนัดลูกค้า ถึงจะได้ปั่นครับ ในช่วงสองสัปดาห์นี้ ผมก็ตั้งใจว่าจะเพิ่ม ENDURANCE เป็น2วัน เพื่อกลับไปสู่BASIC ก่อน
ส่วนวันอาทิตย์เป็นวันปั่นกลุ่ม ถ้าตั้งใจไปแข่ง ก็ต้องไปซ้อมกับกลุ่มพี่โชค ที่ขาแรงๆกันและพักน้อย ฝึกการตาม การหนีถ้า กลุ่มนี้ไม่ว่างผมก็ต้องออกปั่นคนเดียวครับ ก็คิดว่าเป็นการปั่นแบบTIME TRIAL เอาก็แล้วกันครับ
ผมเคยคิดที่จะขอไปร่วมทีมอื่นๆ ที่แรงๆ แต่ก็เกรงว่าจะไม่สะดวก เพราะผมดันอยู่ใจกลางเมือง และอีกอย่างขาก็ยังไม่แข็งพอ กระดูกยังอ่อน ก็ต้องซ้อมแบบนี้ไปเรื่อยๆ เวลาไปแข่งเห็นเขาไปกันเป็นทีม เห็นแล้วอิจฉาตาร้อน โอกาสชนะไม่ค้องพูดถึง เจอทีมเก๋าๆผลัดกันกระชาก 2-3ทีผมก็ร่วงแล้วครับ คนเดียวจะชนะได้ต้องประสพการณ์สูง แข็งแกร่ง คุมอารมณ์ ฉลาด เก๋าเกมส์จริงๆ สำหรับผมยังไม่คิดไกลถึงขั้นนั้น ขอแค่ไปร่วมวงสนุกๆ ไม่หลุดกลุ่มหน้าง่ายๆก็ HAPPY แล้วครับ
- จ๊าบ
- ขาประจำ
- โพสต์: 1185
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 20:32
- Tel: ๐๘๑-๔๐๗๐๕๕๙(D)
- team: 99 City Bike
- Bike: 我徐先生MTB Merida Hasa Dahon Fuji
Re: ตอบทุกปัญหาคาใจโดยพี่เสือ Spectrum
พี่เป๊กลืมตัวแปรอีกอัน บนถนนมันได้เห็นสาวๆ ฮาร์ดเล็ดมันก็จะขึ้นๆลงๆตามช่วงไป แต่ถ้าอยู่กับคนที่บ้าน มันควบคุมได้ครับเสือ Spectrum เขียน:
ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเราคุ้นกับโซนต่างๆ จากการซ้อมแล้ว เวลาปั่นฯ บนถนนมันมักจะควบคุมเงื่อนไขได้ง่ายกว่ากันครับ แต่ผมก็เชื่อว่าบนถนนควบคุมปัจจัยไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ Sprint หนีรถยนต์หรือหมา HR ก็กระโดดข้ามโซนแล้วละครับ![]()
![]()
