Paichayon เขียน:ความประมาท...เป็นเหตุแห่งทุกข์
เคยดูสารคดีรายการ 60 Minutes ของฝรั่งเขาทำ scoop เกี่ยวกับการเร่งรีบในการสัญจรบนท้องถนน
ไม่ใช่แต่คนไทย แต่ในเกือบทุกประเทศ คนที่ขับรถมักจะใช้ความเร็วมากเกินควร โดยคิดแต่ว่ารีบ หรือ
ไม่ก็เก็บกดจากจราจรที่ติดขัด พอเจอถนนโล่งก็อัดกันเต็มที่ โดยไม่คิดถึงความปลอดภัยในชีวิตของ
ตนเองและผู้อื่น ทางรายการบอกว่าคนที่ขับรถรีบเร่งเหลือเกินนั้น พอไปถึงปลายทาง ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้
มีภารกิจรีบร้อนอะไร แถมไปเสียเวลาหรือฆ่าเวลากับกิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์หรือสาระแต่อย่างใดเลย
เห็นการสูญเสียแล้วสะเทือนใจครับ ช่วง 2-3 ปีมานี้ ผมเองก็ประสบอุบัติเหตุขณะขี่จักรยานหลายครั้ง
เอาชีวิตรอดมาได้หวุดหวิด (ยังไม่ถึงคราวตาย)
ทุกวันนี้เวลาจะออกปั่น อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ "สติ"
ผมเห็นด้วยกับคุณ Paichayon อย่างยิ่งครับ
ขอแสดงว่าเสียใจกับการสูญเสียอย่างมากด้วยครับ
รู้สึกสะเทือนใจหดหู่ ไม่อยากได้ยินไม่อยากให้เกิดเลย
มันร้ายแรงและไม่น่าจะเกิดขึ้นกับใครเลย ซึ่งกรณีนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นบทเรียนของสังคม ในการไปต่อในวันข้างหน้าให้ไม่ซ้ำรอยเดิม
ผมขอแสดงความเห็นว่า
ประเด็นแรกผมคิดว่านอกจาก"ชุดของความคิด"ที่เราต้องเซฟตัวเองที่สุดไว้ก่อนแล้ว (แต่ไม่เซฟถึงขั้นที่ว่าเซนเซอร์ตัวเอง การริดรอนสิทธิ์ตัวเองที่มีในการใช้ถนนเช่นกัน)
การที่ผู้ใช้รถยนต์หรือยานพาหนะอื่นก็"ต้องตระหนักอย่างยิ่ง"ในการลดการใช้ขับขี่แบบเสี่ยงเช่นกัน ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ว่าเราจะป้องกันตัวเองดีที่สุดเช่นไร การสูญเสียก็ยังคงมีต่อไป ใน"ระบบ"ที่ใช้ทางร่วมกันแบบนี้
ไม่เช่นนั้น ถ้าประจักษ์ว่า"ระบบการใช้ทางร่วมกัน" ยังไงก็ไม่สามารถควบคุมคนได้ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนให้เท่าเทียม ด้วยการใช้ระบบ infrastructure มาแก้ปัญหานี้
(จะต่างออกไปจากประเด็นการมีทางจักรยานเพื่อสนองการเดินทางของจักรยาน ซึ่งรัฐไม่กระดิกตัวเพราะเป็นคนส่วนน้อย)
ถ้าเป็นประเทศอื่นบางประเทศรัฐตระหนักก่อนเกิดปัญหาสะสมก็ทำให้ประชาชนเลย บางประเทศเกิดความสูญเสียอย่างร้ายแรงประชาชนฟ้องร้องไปถึงปัญหาโครงสร้าง ศาลตัดสินชนะ รัฐก็ขยับตัว ถึงจะเกิดปัญหาก่อนแต่ก็ยอมรับ ปัญหาถูกแก้แต่ก็ยังดี
แต่ในประเทศเราไม่เป็นทั้งสองอย่าง ประชาชนต้องเข้มแข็งมากๆ ต้องชัดเจนร่วมกันก่อนถึงจะพอเป็นทางที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผมว่าก็โอเคยังไงอยู่ประเทศนี้ก็ต้องอยู่แบบนี้แหละ
ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวโยงเป็นเรื่องระบบใหญ่อย่างชัดเจน มากกว่าแค่การป้องกันตัวเองแล้วจะเพียงพอ วันหนึ่งอาจจะเกิดกับตัวเราเองหรือคนที่เรารู้จัก
เหมือนกับวันนี้ตอนนี้ที่เพื่อนๆพูดถึงเรื่องการซื้อหมวกกันน็อคเพราะต่างก็ต้องการความปลอดภัย
แต่ถ้าวันนึงมาถึง วันแห่งการสูญเสีย แล้วพบว่าจริงๆแล้วหมวกกันน็อคนั้นไม่เพียงพอ แต่เราก็กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว