นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
ผู้ดูแล: เสือเพชรบูรณ์, V3 ป่าเลา
กฏการใช้บอร์ด
ที่อยู่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67000
ที่อยู่ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67000
- V3 ป่าเลา
- ขาประจำ
- โพสต์: 8923
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 22:34
- Tel: 0819538554
- team: PHETCHABUN TEAM
- Bike: Cannondale Taurine SL 09 Super six hi-mod 09 Fash factory team
- ตำแหน่ง: 44/2 หมู่ 8 ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ 67000
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
ขอบคุณมากครับหมอ ความรู้ที่ควรปฏิบัติทั้งนั้น
ชนะอื่นใดไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับชนะใจตนเอง
แม้จะมีเพียงแค่ภาพเดียวแต่สามารถแทนคำพูดได้มากกว่าพันคำ
แม้จะมีเพียงแค่ภาพเดียวแต่สามารถแทนคำพูดได้มากกว่าพันคำ
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
6 วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังการปั่น - Ducking Tiger

admin | On 04, Feb 2013
หลายคนอาจจะสงสัยว่าหลังจากออกปั่นแล้วเราควรดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารอาหาร การพักผ่อน การดูแลกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า วันนี้มาทำความเข้าใจอาการปวดระบมหลังการออกปั่นหนักๆ และวิธีการฟื้นฟูร่างกายกันครับ
นักปั่นจำนวนไม่น้อยลงทุนเงินก้อนโตไปกับการซื้อเฟรมคาร์บอนเบาหวิว และล้อขอบสูงเพื่อหวังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็ว แต่ก็ละเลยการดูแลร่างกาย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่าอุปกรณ์ต่างๆ เสียอีกครับ สภาพร่างกายของเราเป็นตัวชี้ว่าเราจะปั่นได้ไกลและเร็วขนาดไหน ถ้าเราละเลย อุปกรณ์ทีจะช่วยเพิ่มความสามารถเราก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะตัวเรายังไม่มีแรงจะปั่น ที่สำคัญการดูแลร่างกายให้ถูกต้องจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บต่างๆ รวมไปถึงช่วยให้เราไม่เหนื่อยล้าจนไม่มีแรงไปทำอย่างอื่นครับ

อาการเมื่อยล้า 4 ประเภท
ก่อนที่จะดูว่าเราต้องพักผ่อนและทานอะไรบ้าง ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาการเมื่อยล้า ปวดเนื้อปวดตัวหลังออกปั่นจริงๆ แล้วมันมีหลายแบบและมีความต่างอยู่พอสมควร ต้องรู้ว่าร่างกายเราตกอยู่ในประเภทไหน จะได้ดูแลมันถูกต้องครับ
1. แรงหมดระหว่างการปั่น – คืออาการที่ร่างกายเหนื่อยล้าเพราะใช้ไกลโคเจน หรือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสะสมไว้ในกล้ามเนืิ้อ ไปจนหมด ส่วนใหญ่อาการจะออกเวลาปั่นไปได้สัก 1-2 ชั่วโมง ควรมีอาหารหรือขนม อย่างกล้วยติดตัวไปถ้าต้องปั่นเกิน 2 ชั่วโมง เพื่อช่วยเพิ่มไกลโคเจนระหว่างการปั่น
2. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังการปั่น (Post ride fatigue) – เป็นการตอบสนองปรกติของร่างกาย เกิดขึ้นหลังการออกกำลังกายหนักๆ และเป็นตัวบอกว่าเราได้ใช้ร่างกายจนถึงขีดสุด ซึ่งหากพักผ่อนอย่างเพียงพอ ประสิทธิภาพการปั่นก็จะดีขึ้นในครั้งต่อๆ ไป
3. ล้า เพลีย หมดแรงและปวดเมื่อย (Overreaching) – เป็นการตอบสนองของร่างกายคล้ายๆ กับข้อสอง แต่ชี้ว่าเราพยายามฝืนขอบเขตสมรรถภาพร่างกาย ต้องพักผ่อนมากกว่าข้อ 2 แต่เมื่อร่างกายฟื้นฟูรักษาตัวเองแล้ว ประสิทธิภาพการปั่นก็จะดีขึ้นเช่นกัน
4. ฝึกซ้อมเกินขนาด (Overtraining) – เป็นอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยระยะยาว อาจจะเกินหนึ่งสัปดาห์ไปจนถึงหนึ่งเดือน เกิดจากการฝืนใช้ร่างกายจนเกินความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง และร่างกายจะใช้เวลาฟื้นฟูนานมากเป็นพิเศษ กรณีนี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด เพราะนอกจากจะเสียเวลาพักฟื้นแล้ว ร่างกายเราจะทรุดเร็วอีกด้วย
6 วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังการปั่น
1. Warmdown
หลังจากที่เราปั่นไกลๆ หรือซ้อมหนักมา ไม่ควรลงจากรถทันที ต้อง warmdown ก่อนเพื่อลดปริมาณกรดแลคติคที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อครับ อย่างน้อยควรปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ที่รอบขา 80-90 รอบ สักสิบนาทีหรือ 2-3 กิโลเมตรก่อนลงจากรถ การปั่นเบาๆ จะช่วยให้ร่างกายปรับอัตราการเต้นหัวใจและการหายใจให้เป็นปรกติ
2. ยืดเส้น (Stretching)
ผมเคยเขียนถึงท่ายืดกล้ามเนื้อหลังการปั่น ไว้แล้วครับ มีท่ายืดง่ายๆ ที่ควรทำหลังการปั่นสิบท่าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อเราไม่ตึงแข็งและปวดเมื่อยกว่าที่ควรจะเป็น การยืดกล้ามเนื้อยังช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ (range of motion) กล้ามเนื้อที่ตึงแข็งจะบาดเจ็บได้ง่ายและให้พลังได้น้อยกว่ากล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นได้ดีครับ
3. น้ำ (Hydration)

ระหว่างปั่น
ระหว่างการปั่นร่างกายจะศูนย์เสียน้ำเยอะมากโดยที่เราไม่รู้ตัวในรูปเหงื่อ เวลาปั่นแล้วเหงื่อออกก็ไม่ค่อยรู้สึกเพราะมันโดนลมกระทบ ระเหยไป การสูญเสียน้ำระหว่างการปั่นจะเพิ่ม Heart rate (ซึ่งไม่ดี) ลดค่า VO2 Max, ลดความตื่นตัว (อันตราย) และอาจทำให้เป็นตะคริวง่ายขึ้ิน เพราะฉะนั้นต้องจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างปั่น อย่าให้คอแห้งผากไม่ดีต่อร่างกายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องปั่นกลางแดดจัด
หลังปั่น
ถ้าอยากรู้ว่าเราเสียน้ำไปเท่าไรจากการปั่น ให้ชั่งน้ำหนักก่อนปั่นและหลังปั่น ดูส่วนต่างของน้ำหนักแล้วให้ดื่มน้ำชดเชยเท่าที่เสียไป น้ำเปล่าหนึ่งลิตรมีน้ำหนักหนึ่งกิโล ถ้าเสียน้ำหนักตัวไปสองกิโลอย่างน้อยควรดื่มสักสองลิตร ไม่ควรดื่มนมสดเพราะมีไขมันมากเกินไปและร่างกายย่อยได้ยาก
4. อาหาร (Refuelling)

มีสารอาหารสองอย่างที่ร่างกายเราต้องการมากที่สุดหลังการปั่นคือคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน คาร์โบไฮเดรตช่วยเติมไกลโคเจนที่ร่างกายสูญเสีย ส่วนโปรตีนช่วยซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อ
a.) อาหารก่อนและระหว่างการปั่น
ก่อนจะออกปั่นควรทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่นข้าว ขนมปัง กล้วย เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยล้าระหว่างการปั่น เหมือนชาร์จแบตให้เต็มก่อนจะเริ่มใช้แรงครับ หากต้องออกปั่นนานๆ เกินสองชั่วโมงก็ควรจะมีขนมหรืออาหารติดตัวไปด้วย ถ้าไม่สะดวกอย่างน้อยควรจอดพักหาอะไรทานบ้าง จะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ดี ผลการวิจัยบอกว่าโปรที่ปั่นรายการแกรนด์ทัวร์ยาวหลายๆ วันได้พลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวันกว่าครึ่งจากการทานอาหารระหว่างการปั่นครับ
b.) อาหารหลังการปั่น
เราควรเริ่มรับประทานอาหารหลังการปั่นหลังจาก warmdown และยืดกล้ามเนื้อเสร็จแล้วทันที ช่วง 30 นาทีถึงสี่ชั่วโมงหลังการปั่นร่างกายเราจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นไกลโคเจนเร็วกกว่าปรกติสามเท่า (ถ้าไม่อยากอ้วนก็ควรจะทานอาหารในช่วงเวลานี้)
c.) อาหารที่ควรและไม่ควรรับประทาน
ควรทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง พยายามทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหาร junk food อาหารทอดอมน้ำมัน อาหารที่แย่ก็ยังแย่อยู่ดีไม่ว่าจะกินตอนไหนก็ตาม พยายามเลือกอาหารที่มีสารอาหารครบหมู่และหลากหลายครับ ข้าวของไทยเรานี่ดีมาก โดยเฉพาะข้าวไม่ขัดสีมีวิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นครบถ้วน มีสารอาหารดีกว่าขนมปังขาว กับข้าวก็ขอให้มีผักพอสมควรและมีเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มโปรตีนที่จำเป็น ข้าวแกงไทยๆ อาหารตามสั่ง ทานได้ เลือกร้านที่ทำสะอาดและไม่ทำทิ้งไว้นาน หรือถ้าที่บ้านทำกับข้าวไว้ก็กินของที่บ้าน อาหารที่เราทำเองเรารู้ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง ไม่เหมือนที่ร้านอาจจะมีผงชูรส หรือทำเก็บไว้นานแล้ว ไม่ดีต่อร่างกายครับ
เวลาเราปั่นเสร็จใหม่ๆ เราจะหิวมากและมักจะละเลย กินอย่างไม่เลือก ต้องมีสติเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ครับ ไม่อย่างนั้นความตั้งใจในการฝึกซ้อมก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร คนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการปั่นก็คงไม่เห็นน้ำหนักตัวเองลดง่ายๆ ถ้าไม่ระมัดระวัง อาหารที่เราทานเป็นตัวกำหนดลักษณะร่างกาย 80% อีก 20% คือการออกกำลังกาย ยังไงการกินที่ถูกต้องก็สำคัญกว่าการออกกำลังกาย
5. ออกปั่นแบบชิลล์ๆ

การปั่นแบบสบายๆ กินลมชมนกจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดกรดแลคติคในกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ร่างกายเราฟื้นฟูได้ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ครับ ชื่อก็บอกว่าปั่นแบบชิลล์ๆ เพราะฉะนั้นควรปั่นด้วยเกียร์เบาๆ รักษารอบขาไว้ อย่าให้หนักจนหอบเหนื่อย เอาแบบปั่นไปคุยไปได้ ปั่นอย่างนี้สักหนึ่งชั่วโมงครับ
6. นอน!!!!

ร่างกายมนุษย์มีเวลาพักผ่อนและฟื้นฟูระบบต่างๆ ก็แค่ช่วงที่่เรานอนหลับ เพราะฉะนั้นนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอนก่อนสี่ทุ่มถ้าเป็นไปได้ ช่วงก่อนเที่ยงคืนจะเป็นเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้ดีและเร็วที่สุดครับ พยายามนอนให้เป็นเวลา คนที่ต้องทำงานทุกเช้าอาจจะนอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงได้ลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นครับ ร่างกายเราจะอ่อนแอหลังจากการฝึกซ้อมหรือออกปั่นหนักๆ ในวันรุ่งขึ้นถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจจะเป็นไข้หรือมีโรคอื่นแทรกซ้อนได้ง่าย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูรักษาตัวเอง
สรุป
การดูแลร่างกายอย่างถูกต้องหลังการฝึกซ้อมและการปั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดหากเราอยากจะพัฒนาความสามารถในการปั่นของเราครับ ไม่ว่าเราจะปั่นแบบจริงจังหรือปั่นสนุกๆ ก็ไม่ควรละเลยจุดนี้ เราต้องหมั่นสังเกตสภาพร่างกายของเรา อย่าใช้มันเกินกำลังจนเกินไป ค่อยๆ พัฒนาความสามารถ พักผ่อน ดูแลมันอย่างถูกต้อง ความเร็วและกำลังมันก็จะค่อยๆ ตามมาเองครับ ช้าแต่ชัวร์ อุปกรณ์ราคาแพงมากมายจะไม่ช่วยอะไรเลยหากร่างกายเราไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ Eddy Mercx ตำนานนักปั่นกล่าวไว้
ที่มา : http://www.duckingtiger.com/2013/02/04/ ... echniques/

admin | On 04, Feb 2013
หลายคนอาจจะสงสัยว่าหลังจากออกปั่นแล้วเราควรดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสารอาหาร การพักผ่อน การดูแลกล้ามเนื้อที่เมื่อยล้า วันนี้มาทำความเข้าใจอาการปวดระบมหลังการออกปั่นหนักๆ และวิธีการฟื้นฟูร่างกายกันครับ
นักปั่นจำนวนไม่น้อยลงทุนเงินก้อนโตไปกับการซื้อเฟรมคาร์บอนเบาหวิว และล้อขอบสูงเพื่อหวังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความเร็ว แต่ก็ละเลยการดูแลร่างกาย ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญมากกว่าอุปกรณ์ต่างๆ เสียอีกครับ สภาพร่างกายของเราเป็นตัวชี้ว่าเราจะปั่นได้ไกลและเร็วขนาดไหน ถ้าเราละเลย อุปกรณ์ทีจะช่วยเพิ่มความสามารถเราก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะตัวเรายังไม่มีแรงจะปั่น ที่สำคัญการดูแลร่างกายให้ถูกต้องจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและอาการบาดเจ็บต่างๆ รวมไปถึงช่วยให้เราไม่เหนื่อยล้าจนไม่มีแรงไปทำอย่างอื่นครับ

อาการเมื่อยล้า 4 ประเภท
ก่อนที่จะดูว่าเราต้องพักผ่อนและทานอะไรบ้าง ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าอาการเมื่อยล้า ปวดเนื้อปวดตัวหลังออกปั่นจริงๆ แล้วมันมีหลายแบบและมีความต่างอยู่พอสมควร ต้องรู้ว่าร่างกายเราตกอยู่ในประเภทไหน จะได้ดูแลมันถูกต้องครับ
1. แรงหมดระหว่างการปั่น – คืออาการที่ร่างกายเหนื่อยล้าเพราะใช้ไกลโคเจน หรือคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายสะสมไว้ในกล้ามเนืิ้อ ไปจนหมด ส่วนใหญ่อาการจะออกเวลาปั่นไปได้สัก 1-2 ชั่วโมง ควรมีอาหารหรือขนม อย่างกล้วยติดตัวไปถ้าต้องปั่นเกิน 2 ชั่วโมง เพื่อช่วยเพิ่มไกลโคเจนระหว่างการปั่น
2. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อหลังการปั่น (Post ride fatigue) – เป็นการตอบสนองปรกติของร่างกาย เกิดขึ้นหลังการออกกำลังกายหนักๆ และเป็นตัวบอกว่าเราได้ใช้ร่างกายจนถึงขีดสุด ซึ่งหากพักผ่อนอย่างเพียงพอ ประสิทธิภาพการปั่นก็จะดีขึ้นในครั้งต่อๆ ไป
3. ล้า เพลีย หมดแรงและปวดเมื่อย (Overreaching) – เป็นการตอบสนองของร่างกายคล้ายๆ กับข้อสอง แต่ชี้ว่าเราพยายามฝืนขอบเขตสมรรถภาพร่างกาย ต้องพักผ่อนมากกว่าข้อ 2 แต่เมื่อร่างกายฟื้นฟูรักษาตัวเองแล้ว ประสิทธิภาพการปั่นก็จะดีขึ้นเช่นกัน
4. ฝึกซ้อมเกินขนาด (Overtraining) – เป็นอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยระยะยาว อาจจะเกินหนึ่งสัปดาห์ไปจนถึงหนึ่งเดือน เกิดจากการฝืนใช้ร่างกายจนเกินความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง และร่างกายจะใช้เวลาฟื้นฟูนานมากเป็นพิเศษ กรณีนี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด เพราะนอกจากจะเสียเวลาพักฟื้นแล้ว ร่างกายเราจะทรุดเร็วอีกด้วย
6 วิธีฟื้นฟูร่างกายหลังการปั่น
1. Warmdown
หลังจากที่เราปั่นไกลๆ หรือซ้อมหนักมา ไม่ควรลงจากรถทันที ต้อง warmdown ก่อนเพื่อลดปริมาณกรดแลคติคที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อครับ อย่างน้อยควรปั่นด้วยเกียร์เบาๆ ที่รอบขา 80-90 รอบ สักสิบนาทีหรือ 2-3 กิโลเมตรก่อนลงจากรถ การปั่นเบาๆ จะช่วยให้ร่างกายปรับอัตราการเต้นหัวใจและการหายใจให้เป็นปรกติ
2. ยืดเส้น (Stretching)
ผมเคยเขียนถึงท่ายืดกล้ามเนื้อหลังการปั่น ไว้แล้วครับ มีท่ายืดง่ายๆ ที่ควรทำหลังการปั่นสิบท่าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อเราไม่ตึงแข็งและปวดเมื่อยกว่าที่ควรจะเป็น การยืดกล้ามเนื้อยังช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น ช่วยเพิ่มระยะการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ (range of motion) กล้ามเนื้อที่ตึงแข็งจะบาดเจ็บได้ง่ายและให้พลังได้น้อยกว่ากล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นได้ดีครับ
3. น้ำ (Hydration)

ระหว่างปั่น
ระหว่างการปั่นร่างกายจะศูนย์เสียน้ำเยอะมากโดยที่เราไม่รู้ตัวในรูปเหงื่อ เวลาปั่นแล้วเหงื่อออกก็ไม่ค่อยรู้สึกเพราะมันโดนลมกระทบ ระเหยไป การสูญเสียน้ำระหว่างการปั่นจะเพิ่ม Heart rate (ซึ่งไม่ดี) ลดค่า VO2 Max, ลดความตื่นตัว (อันตราย) และอาจทำให้เป็นตะคริวง่ายขึ้ิน เพราะฉะนั้นต้องจิบน้ำบ่อยๆ ระหว่างปั่น อย่าให้คอแห้งผากไม่ดีต่อร่างกายครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องปั่นกลางแดดจัด
หลังปั่น
ถ้าอยากรู้ว่าเราเสียน้ำไปเท่าไรจากการปั่น ให้ชั่งน้ำหนักก่อนปั่นและหลังปั่น ดูส่วนต่างของน้ำหนักแล้วให้ดื่มน้ำชดเชยเท่าที่เสียไป น้ำเปล่าหนึ่งลิตรมีน้ำหนักหนึ่งกิโล ถ้าเสียน้ำหนักตัวไปสองกิโลอย่างน้อยควรดื่มสักสองลิตร ไม่ควรดื่มนมสดเพราะมีไขมันมากเกินไปและร่างกายย่อยได้ยาก
4. อาหาร (Refuelling)

มีสารอาหารสองอย่างที่ร่างกายเราต้องการมากที่สุดหลังการปั่นคือคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน คาร์โบไฮเดรตช่วยเติมไกลโคเจนที่ร่างกายสูญเสีย ส่วนโปรตีนช่วยซ่อมแซมเซลล์และเนื้อเยื่อ
a.) อาหารก่อนและระหว่างการปั่น
ก่อนจะออกปั่นควรทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต เช่นข้าว ขนมปัง กล้วย เพื่อช่วยลดอาการเมื่อยล้าระหว่างการปั่น เหมือนชาร์จแบตให้เต็มก่อนจะเริ่มใช้แรงครับ หากต้องออกปั่นนานๆ เกินสองชั่วโมงก็ควรจะมีขนมหรืออาหารติดตัวไปด้วย ถ้าไม่สะดวกอย่างน้อยควรจอดพักหาอะไรทานบ้าง จะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าได้ดี ผลการวิจัยบอกว่าโปรที่ปั่นรายการแกรนด์ทัวร์ยาวหลายๆ วันได้พลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในแต่ละวันกว่าครึ่งจากการทานอาหารระหว่างการปั่นครับ
b.) อาหารหลังการปั่น
เราควรเริ่มรับประทานอาหารหลังการปั่นหลังจาก warmdown และยืดกล้ามเนื้อเสร็จแล้วทันที ช่วง 30 นาทีถึงสี่ชั่วโมงหลังการปั่นร่างกายเราจะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นไกลโคเจนเร็วกกว่าปรกติสามเท่า (ถ้าไม่อยากอ้วนก็ควรจะทานอาหารในช่วงเวลานี้)
c.) อาหารที่ควรและไม่ควรรับประทาน
ควรทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง พยายามทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหาร junk food อาหารทอดอมน้ำมัน อาหารที่แย่ก็ยังแย่อยู่ดีไม่ว่าจะกินตอนไหนก็ตาม พยายามเลือกอาหารที่มีสารอาหารครบหมู่และหลากหลายครับ ข้าวของไทยเรานี่ดีมาก โดยเฉพาะข้าวไม่ขัดสีมีวิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นครบถ้วน มีสารอาหารดีกว่าขนมปังขาว กับข้าวก็ขอให้มีผักพอสมควรและมีเนื้อสัตว์เพื่อเพิ่มโปรตีนที่จำเป็น ข้าวแกงไทยๆ อาหารตามสั่ง ทานได้ เลือกร้านที่ทำสะอาดและไม่ทำทิ้งไว้นาน หรือถ้าที่บ้านทำกับข้าวไว้ก็กินของที่บ้าน อาหารที่เราทำเองเรารู้ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง ไม่เหมือนที่ร้านอาจจะมีผงชูรส หรือทำเก็บไว้นานแล้ว ไม่ดีต่อร่างกายครับ
เวลาเราปั่นเสร็จใหม่ๆ เราจะหิวมากและมักจะละเลย กินอย่างไม่เลือก ต้องมีสติเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ครับ ไม่อย่างนั้นความตั้งใจในการฝึกซ้อมก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร คนที่พยายามลดน้ำหนักด้วยการปั่นก็คงไม่เห็นน้ำหนักตัวเองลดง่ายๆ ถ้าไม่ระมัดระวัง อาหารที่เราทานเป็นตัวกำหนดลักษณะร่างกาย 80% อีก 20% คือการออกกำลังกาย ยังไงการกินที่ถูกต้องก็สำคัญกว่าการออกกำลังกาย
5. ออกปั่นแบบชิลล์ๆ

การปั่นแบบสบายๆ กินลมชมนกจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดกรดแลคติคในกล้ามเนื้อ ซึ่งทำให้ร่างกายเราฟื้นฟูได้ดีกว่านั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ครับ ชื่อก็บอกว่าปั่นแบบชิลล์ๆ เพราะฉะนั้นควรปั่นด้วยเกียร์เบาๆ รักษารอบขาไว้ อย่าให้หนักจนหอบเหนื่อย เอาแบบปั่นไปคุยไปได้ ปั่นอย่างนี้สักหนึ่งชั่วโมงครับ
6. นอน!!!!

ร่างกายมนุษย์มีเวลาพักผ่อนและฟื้นฟูระบบต่างๆ ก็แค่ช่วงที่่เรานอนหลับ เพราะฉะนั้นนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง และควรเข้านอนก่อนสี่ทุ่มถ้าเป็นไปได้ ช่วงก่อนเที่ยงคืนจะเป็นเวลาที่ร่างกายฟื้นฟูตัวเองได้ดีและเร็วที่สุดครับ พยายามนอนให้เป็นเวลา คนที่ต้องทำงานทุกเช้าอาจจะนอนให้ครบ 7-8 ชั่วโมงได้ลำบาก แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นครับ ร่างกายเราจะอ่อนแอหลังจากการฝึกซ้อมหรือออกปั่นหนักๆ ในวันรุ่งขึ้นถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอก็อาจจะเป็นไข้หรือมีโรคอื่นแทรกซ้อนได้ง่าย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นฟูรักษาตัวเอง
สรุป
การดูแลร่างกายอย่างถูกต้องหลังการฝึกซ้อมและการปั่นเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดหากเราอยากจะพัฒนาความสามารถในการปั่นของเราครับ ไม่ว่าเราจะปั่นแบบจริงจังหรือปั่นสนุกๆ ก็ไม่ควรละเลยจุดนี้ เราต้องหมั่นสังเกตสภาพร่างกายของเรา อย่าใช้มันเกินกำลังจนเกินไป ค่อยๆ พัฒนาความสามารถ พักผ่อน ดูแลมันอย่างถูกต้อง ความเร็วและกำลังมันก็จะค่อยๆ ตามมาเองครับ ช้าแต่ชัวร์ อุปกรณ์ราคาแพงมากมายจะไม่ช่วยอะไรเลยหากร่างกายเราไม่สามารถใช้ประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ เหมือนที่ Eddy Mercx ตำนานนักปั่นกล่าวไว้
ที่มา : http://www.duckingtiger.com/2013/02/04/ ... echniques/
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
ฝากให้ อ.แผน ครับ
4. ฝึกซ้อมเกินขนาด (Overtraining) – เป็นอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยระยะยาว อาจจะเกินหนึ่งสัปดาห์ไปจนถึงหนึ่งเดือน เกิดจากการฝืนใช้ร่างกายจนเกินความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง และร่างกายจะใช้เวลาฟื้นฟูนานมากเป็นพิเศษ กรณีนี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด เพราะนอกจากจะเสียเวลาพักฟื้นแล้ว ร่างกายเราจะทรุดเร็วอีกด้วย
4. ฝึกซ้อมเกินขนาด (Overtraining) – เป็นอาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยระยะยาว อาจจะเกินหนึ่งสัปดาห์ไปจนถึงหนึ่งเดือน เกิดจากการฝืนใช้ร่างกายจนเกินความเหมาะสม ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง และร่างกายจะใช้เวลาฟื้นฟูนานมากเป็นพิเศษ กรณีนี้ควรหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด เพราะนอกจากจะเสียเวลาพักฟื้นแล้ว ร่างกายเราจะทรุดเร็วอีกด้วย
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

Be careful when u hold or carry ya child hand.. U may not know if u will accidentally injured them.. Just share it
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
สารประกอบในอาหารเสริม วิตามิน สารบำรุงร่างกาย ที่ควรระวัง
ตรวจสอบให้ดีจะได้คุ้มค่าเงิน #สุขภาพ
==========================

กระเเสอาหารเสริมที่ร้อนเเรงทำให้โรงงานไร้คุณภาพจำนวนมากกระโดดเข้ามากอบโกยจากความมักง่ายบนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้บริโภค ต่อจากนี้ไปให้สำรวจตรวจสอบว่ามีสารประกอบเหล่านี้ในอาหารเสริม วิตามินหรือไม่ เพื่อความคุ้มค่าเงินที่ซื้อหา
#1) Maltodextrin มอลโตเด็กซ์ตริน(จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม) หากมี มอลโตเด็กซ์ตรินให้มีเฉพาะ tapioca maltodextrin เท่านั้น (หากไม่มีเสียเลยจะดีที่สุด)
#2) Vitamin C / acorbic acid กรดเเอสคอร์บิค(จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม) เป็นความจริงที่จำต้องเเจ้งว่าวิตามิน C หรือกรดเเอสคอร์บิค เกือบทั้งหมดที่จำหน่ายตามร้านอาหารเสริมล้วนผลิต จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม เท่ากับว่าเป็นวิตามินดัดเเปลงพันธุกรรม)
#3) Hexane-extracted soy and rice proteins โปรตีนจากถั่วเหลืองเเละจากข้าวกล้อง ส่วนมากที่จำหน่ายนำเข้ามาจากประเทศจีนซึ่งใช้กรรมวิธีสกัดด้วยตัวทำละลายhexaneซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายต่อร่างกายหากตกค้างหลงเหลือ ให้เสาะหาคำว่า certified organic เเทนคำว่า "natural" ซึ่งมักลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
#4)ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าใช้ล้างพิษ detox ที่มีปริมาณเเร่ธาตูอลูมิเนียมสูงๆนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อตับเเละไต บางผลิตภัณฑ์ผสมอลูมิเนียมเกินกว่า1200ppmซึ่งเป็นเรื่องผิดกฏหมายเเละสาธรณสุขในอเมริกา
#5) ตะกั่ว ปรอท เเละสารหนูในสมุนไพร(โดยเฉพาะสมุนไพรจากประเทศจีน)
#6) เกลือเเร่อนินทรีย์ ที่มักผสมในวิตามินราคาถูกๆ เช่นผงเหล็ก เเคลเซี่ยม(จากการเอาเปลือกหอยมาบดปั่นเป็นผง) เเมกนีเซียมอ็อกไซด์ (เเมกนีเซียมที่ดูดซึมในร่างกายได้ดี เช่น Magnesium orotate , magnesium malate)
การผสมเเร่ราคาถูกๆเหล่านี้ไม่สามารถดุดซึมเอาไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย อันที่จริงเเล้วหากเราต้องการเกลือเเร่ที่ร่างกายเอาไปใช้งานได้ ควรกินพืชผักหรือนำมาคั้นเป็นน้ำผักผลไม้จะปลอดภัยเเละมีประสิทธิผลมากกว่าไปทานเเร่อนินทรีย์เหล่านั้น
#7) Carrageenan คาราจีเเนน เพราะ The Cornucopia Institute มีการวิจัยพบว่า คาราจีเเนนอาจเป็นสาเหตุของการอักเสบในทางเดินอาหาร หรืออาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งในลำไส้ของสัตว์ทดลอง
ดังนั้นสถาบัน Cornucopia จึงเเนะนำให้คนที่มีปัญหาเรื้อรังกับอาการลำไส้อักเสบ ปวดมวนท้องบ่อยๆ ท้องเสียเรื้อรัง irritable bowel syndrome/IBS ควรงดการบริโภคคาราจีเเนนเเละเฝ้าสังเกตุอาการดูว่าดีขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับคาราจีเเนนก็ยังไม่น่าห่วงเท่ากับเเอสปาเเตม ผงชูรส เเละผลิตภัณ์ที่ได้จากการดัดเเปลงพันธุกรรม
#8) Acrylamides เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดึ้นระหว่างการปรุงอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการผัดหรือทอดด้วยความร้อนสูง เช่นมันฝรั่งทอด องค์การอาหารเเละยาในอเมริกา( FDA) ได้เคยตีพิมพ์รายงานว่า มันฝรั่งทอดเป็นอาหารเเละของทานเล่นที่มีปริมาณ acrylamideสูงที่สุดในบรรดาอาหารที่ทดสอบเทียบในคราวเดียวกัน
นอกจากนี้ยังพบได้ บ้างในน้ำลูกพรุน ซีเรียล
ที่น่าสนใจก็คือ วิตามินC สามารถยับยั้งมิให้ acrylamides ทำอันตรายร่างกายได้ การดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินC. ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยทุกครั้งที่เราทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการผัดหรือทอดด้วยความร้อนสูง ให้ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินCเสริม ทุกครั้ง
#9)ผงชูรสที่เเฝงเร้น ในรูปของสารสกัดจากยีสต์
การเเจ้งส่วนประกอบว่า สารสกัดจากยีสต์ yeast extract ดูจะทำให้ผู้บริโภคมีทัศนคติดีขึ้น กว่าคำว่าผงชูรส เเต่หากผู้บริโภคทราบว่า สารสกัดจากยีสต์นั้นที่จริงก็คือผงชูรสซ่อนรูปหรือเเฝงเร้นนั่นเอง โดยมักเเจ้งในฉลากเป็น "autolyzed yeast extract" or "torula yeast" or "hydrolyzed vegetable protein. ผงชูรสเเฝงเหล่านี้มักผสมใน ซุปกระป๋อง ซอส อาหารสำเร็จรูป อาหารเจ ขนมกรุบกรอบ
#10) ฟลูออไรด์ในชาเขียว เพราะเป็นธรรมชาติของต้นชาเขียวที่รากมักดูดซึมเเร่ฟลูออไรด์ในดินได้มาก หากเเหล่งดินเพาะปลูกนั้นมีเเร่ฟลูออไรด์สูงๆ ทำให้ใบชาอาจมีเเร่ฟลูออไรดสูงถึง 25ppm. การได้รับเเร่ฟลูออไรด์มากเกินขนาด อาจทำให้ฟันเปลี่ยนสี กระดูกผุ เเละเป็นสารก่อมะเร็ง ลองหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://toxipedia.org/display/toxipedia/ ... ent+in+Tea
เขียนโดย Mike Adams, NaturalNews
เเปลเเเละเรียบเรียงโดย Wellness 2012
ตรวจสอบให้ดีจะได้คุ้มค่าเงิน #สุขภาพ
==========================

กระเเสอาหารเสริมที่ร้อนเเรงทำให้โรงงานไร้คุณภาพจำนวนมากกระโดดเข้ามากอบโกยจากความมักง่ายบนความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผู้บริโภค ต่อจากนี้ไปให้สำรวจตรวจสอบว่ามีสารประกอบเหล่านี้ในอาหารเสริม วิตามินหรือไม่ เพื่อความคุ้มค่าเงินที่ซื้อหา
#1) Maltodextrin มอลโตเด็กซ์ตริน(จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม) หากมี มอลโตเด็กซ์ตรินให้มีเฉพาะ tapioca maltodextrin เท่านั้น (หากไม่มีเสียเลยจะดีที่สุด)
#2) Vitamin C / acorbic acid กรดเเอสคอร์บิค(จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม) เป็นความจริงที่จำต้องเเจ้งว่าวิตามิน C หรือกรดเเอสคอร์บิค เกือบทั้งหมดที่จำหน่ายตามร้านอาหารเสริมล้วนผลิต จากข้าวสาลีดัดเเปลงพันธุกรรม เท่ากับว่าเป็นวิตามินดัดเเปลงพันธุกรรม)
#3) Hexane-extracted soy and rice proteins โปรตีนจากถั่วเหลืองเเละจากข้าวกล้อง ส่วนมากที่จำหน่ายนำเข้ามาจากประเทศจีนซึ่งใช้กรรมวิธีสกัดด้วยตัวทำละลายhexaneซึ่งเป็นสารเคมีอันตรายต่อร่างกายหากตกค้างหลงเหลือ ให้เสาะหาคำว่า certified organic เเทนคำว่า "natural" ซึ่งมักลวงให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด
#4)ผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าใช้ล้างพิษ detox ที่มีปริมาณเเร่ธาตูอลูมิเนียมสูงๆนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อตับเเละไต บางผลิตภัณฑ์ผสมอลูมิเนียมเกินกว่า1200ppmซึ่งเป็นเรื่องผิดกฏหมายเเละสาธรณสุขในอเมริกา
#5) ตะกั่ว ปรอท เเละสารหนูในสมุนไพร(โดยเฉพาะสมุนไพรจากประเทศจีน)
#6) เกลือเเร่อนินทรีย์ ที่มักผสมในวิตามินราคาถูกๆ เช่นผงเหล็ก เเคลเซี่ยม(จากการเอาเปลือกหอยมาบดปั่นเป็นผง) เเมกนีเซียมอ็อกไซด์ (เเมกนีเซียมที่ดูดซึมในร่างกายได้ดี เช่น Magnesium orotate , magnesium malate)
การผสมเเร่ราคาถูกๆเหล่านี้ไม่สามารถดุดซึมเอาไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย อันที่จริงเเล้วหากเราต้องการเกลือเเร่ที่ร่างกายเอาไปใช้งานได้ ควรกินพืชผักหรือนำมาคั้นเป็นน้ำผักผลไม้จะปลอดภัยเเละมีประสิทธิผลมากกว่าไปทานเเร่อนินทรีย์เหล่านั้น
#7) Carrageenan คาราจีเเนน เพราะ The Cornucopia Institute มีการวิจัยพบว่า คาราจีเเนนอาจเป็นสาเหตุของการอักเสบในทางเดินอาหาร หรืออาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งในลำไส้ของสัตว์ทดลอง
ดังนั้นสถาบัน Cornucopia จึงเเนะนำให้คนที่มีปัญหาเรื้อรังกับอาการลำไส้อักเสบ ปวดมวนท้องบ่อยๆ ท้องเสียเรื้อรัง irritable bowel syndrome/IBS ควรงดการบริโภคคาราจีเเนนเเละเฝ้าสังเกตุอาการดูว่าดีขึ้นหรือไม่ อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับคาราจีเเนนก็ยังไม่น่าห่วงเท่ากับเเอสปาเเตม ผงชูรส เเละผลิตภัณ์ที่ได้จากการดัดเเปลงพันธุกรรม
#8) Acrylamides เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดึ้นระหว่างการปรุงอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการผัดหรือทอดด้วยความร้อนสูง เช่นมันฝรั่งทอด องค์การอาหารเเละยาในอเมริกา( FDA) ได้เคยตีพิมพ์รายงานว่า มันฝรั่งทอดเป็นอาหารเเละของทานเล่นที่มีปริมาณ acrylamideสูงที่สุดในบรรดาอาหารที่ทดสอบเทียบในคราวเดียวกัน
นอกจากนี้ยังพบได้ บ้างในน้ำลูกพรุน ซีเรียล
ที่น่าสนใจก็คือ วิตามินC สามารถยับยั้งมิให้ acrylamides ทำอันตรายร่างกายได้ การดื่มน้ำผลไม้ที่มีวิตามินC. ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยทุกครั้งที่เราทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการผัดหรือทอดด้วยความร้อนสูง ให้ทานผักผลไม้ที่มีวิตามินCเสริม ทุกครั้ง
#9)ผงชูรสที่เเฝงเร้น ในรูปของสารสกัดจากยีสต์
การเเจ้งส่วนประกอบว่า สารสกัดจากยีสต์ yeast extract ดูจะทำให้ผู้บริโภคมีทัศนคติดีขึ้น กว่าคำว่าผงชูรส เเต่หากผู้บริโภคทราบว่า สารสกัดจากยีสต์นั้นที่จริงก็คือผงชูรสซ่อนรูปหรือเเฝงเร้นนั่นเอง โดยมักเเจ้งในฉลากเป็น "autolyzed yeast extract" or "torula yeast" or "hydrolyzed vegetable protein. ผงชูรสเเฝงเหล่านี้มักผสมใน ซุปกระป๋อง ซอส อาหารสำเร็จรูป อาหารเจ ขนมกรุบกรอบ
#10) ฟลูออไรด์ในชาเขียว เพราะเป็นธรรมชาติของต้นชาเขียวที่รากมักดูดซึมเเร่ฟลูออไรด์ในดินได้มาก หากเเหล่งดินเพาะปลูกนั้นมีเเร่ฟลูออไรด์สูงๆ ทำให้ใบชาอาจมีเเร่ฟลูออไรดสูงถึง 25ppm. การได้รับเเร่ฟลูออไรด์มากเกินขนาด อาจทำให้ฟันเปลี่ยนสี กระดูกผุ เเละเป็นสารก่อมะเร็ง ลองหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://toxipedia.org/display/toxipedia/ ... ent+in+Tea
เขียนโดย Mike Adams, NaturalNews
เเปลเเเละเรียบเรียงโดย Wellness 2012
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

สวัสดีครับ พี่น้องชาวไทย ในประเทศไทย
ทุกๆปี จะมี ผู้ที่เสียชีวิตในรถพยาบาล ระหว่างเดินทาง ไปโรงพยาบาล กว่า 1 แสน 6 หมื่นราย ต่อปี ( ข้อมูลสถิติจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ )
ถ้าพี่น้องเห็น รถพยาบาล ตามหลังมา ช่วยให้ทาง กับรถพยาบาล
เพื่อให้คนไข้ ได้ไปถึง มือหมอได้เร็วขึ้นนะครับ
BY...STATION 01
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

***โรคเก๊าท์ กับอาหารที่ควรควบคุม***
โรคเก๊าท์ เกิดจากความผิดปรกติของกรดยูริค (Uric acid) คือกรดชนิดหนึ่งในร่างกาย เกิดจากการเผาผลาญของสารพิวรีน ถ้ามีมาก เกินไปจะเก็บสะสมตามข้อต่างๆ จนอาจจะเป็นโรคเก๊าท์ได้ ชาย ไม่ควรมีกรดยูริคในเลือดมากกว่า 8 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหญิง ไม่ควรมีกรดยูริคในเลือดมากกว่า 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
**อาหารที่มีสารพิวรีนน้อย ( 0-50 มก.ต่ออาหาร 100 ก.)
1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม
2.ไข่
3.ธัญญพืชต่าง ๆ
4.ผักต่าง ๆ
5.ผลไม้ต่าง ๆ
6.น้ำตาล
7.ผลไม้เปลือกแข็ง(ทุกชนิด)
8.ไขมัน
**อาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (50-150 มก.ต่ออาหาร 100 ก.)
1.เนื้อหมู
2.เนื้อวัว
3.ปลากระพงแดง
4.ปลาหมึก
5.ปู
6.ถั่วลิสง
7.ใบขี้เหล็ก
8.สะตอ
9.ข้าวโอ๊ต
10.ผักโขม
11.เมล็ดถั่วลันเตา
12.หน่อไม้
**อาหารที่มีพิวรีนสูง (150 มก.ขึ้นไป) >>อาหารที่ควรงด
1.หัวใจไก่
2.ไข่ปลา
3.ตับไก่
4.มันสมองวัว
5.กึ๋นไก่
6.หอย
7.เซ่งจี้(หมู)
8.ห่าน
9.ตับหมู
10.น้ำต้มกระดูก
11.ปลาดุก
12.ยีสต์
13.เนื้อไก่,เป็ด
14.ซุปก้อน
15.กุ้งชีแฮ้
16.น้ำซุปต่าง ๆ
17.น้ำสกัดเนื้อ
18.ปลาไส้ตัน
19.ถั่วดำ
20.ปลาขนาดเล็ก
21.ถั่วแดง
22.เห็ด
23.ถั่วเขียว
24.กระถิน
25.ถั่วเหลือง
26.ตับอ่อน
27.ชะอม
28.ปลาอินทรีย์
29.กะปิ
30.ปลาซาดีนกระป๋อง
*การดูแลตนเองสำหรับผู้มีกรดยูริคสูง*
-ให้รับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ โดยงดอาหารที่มีพิวรีนสูงดังกล่าวข้างต้นและอาหารหมักที่ใช้ยีสต์เป็นตัวเร่งหรือส่วนประกอบ เช่น เต้าเจี้ยว
-ผัก รับประทานผักส่วนที่โตเต็มวัย ไม่รับประทานส่วนยอดผัก และหลีกเลี่ยงหน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่ง ดอกกะหล่ำ สะตอ กระถิน ชะอม ผักขม
-รับประทานเต้าหู้เป็นประจำ เพราะเต้าหู้จะช่วยขับยูริคได้
-ไม่รับประทานอาหารมันมาก เช่น อาหารที่ทอดอมน้ำมันมาก เนื้อสัตว์ติดมัน เพราะไขมันทำให้ร่างกายขับยูริคได้น้อยลง
-ดื่มน้ำสะอาด มากๆ วันละ 3 ลิตร เพื่อช่วยการขับถ่ายยูริคออกมาทางปัสสาวะ
-งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เด็ดขาด เช่น เหล้า เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้ยูริคสูงขึ้น
-ส่วนยอดของผักต่าง ๆ เ่ช่น ยอดคะน้า ยอดผักหวาน ยอดผักบุ้งจีน ก็เป็นอาหาร ที่ควรละเว้น
-ผลของพืชไม่ได้ห้าม แต่เมล็ดพืชควรงด รวมทั้งงาด้วย ให้สังเกตว่าอะไรที่สามารถงอกได้จะ มีการสะสมสารพิวรีนแม้จะทำให้สุกแล้วก็ตาม และเมล็ดพืชทุกชนิดที่งอกได้จะมียูริกค่อนข้างมาก ควรงดโดยเฉพาะขณะมีอาการ
-ถั่วเมล็ดแห้งทั้งหลายมีสารยูริกสูงปานกลาง หากกินไม่มาก ก็ไม่เป็นไร แต่ในที่นี้คุณดื่มนมถั่วเหลืองชนิดเข้มข้นวันละ 1 ลิตร หรือมากกว่านับว่าปริมาณมากเกิน ทำให้ได้รับพิวรีนมาก ประกอบกับโปรตีนก็สูง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นการสร้างกรดยูริกภายในร่างกายได้ ควรลดปริมาณการดื่มนมถั่วเหลืองลงให้เหลือวันละ 2 แก้ว ถ้าอาการ ยังไม่ดีขึ้นอาจต้องงดสักระยะหนึ่งก่อน ให้เวลาร่างกายขับยูริกออกก่อน ปกติเมื่อปรึกษาแพทย์ๆ จะให้ยาขับยูริก และอาการจะดีขึ้นใน 3-4 วัน
ที่มา : guru.google.co.th/by สาระแห่งสุขภาพ
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
- เด็กหล่ม
- สมาชิก
- โพสต์: 81
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2012, 20:10
- Tel: 0871455693
- team: อิสระ - เพดบูน.... หล่มสัก
- Bike: หมอบ,วินเทจ....เสือภูเขา
- ตำแหน่ง: เมืองมะขามหวาน
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
ยินดีครับเด็กหล่ม เขียน:สาระดีๆเบบนีขอเเชร์ให้เพื่อนๆได้มัยครับ
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ
เหงื่อบอกโรค

“ คุณหมอครับ ทำไมผมเหงื่อออกมากจังเลย บางครั้งอยู่ในห้องปรับอากาศเหงื่อก็ยังออกเลย ผมเป็นโรคอะไรครับ ”
“ คุณหมอคะ ทำไมลูกดิฉันนอนหลับกลางคืน เหงื่อออกเต็มตัวเลย ”
“ คุณหมอคะ ทำไมดิฉันเหงื่อออกง่ายจัง ทำอะไรนิดหน่อยเหงื่อก็จะออก ดิฉันรู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย ”
แพทย์แผนจีนถือเอาเหงื่อเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการถามเกี่ยวกับภาวะสมดุลของร่างกาย ความผิดปกติของเหงื่อเป็นภาพสะท้อนองค์รวมของร่างกายอย่างหนึ่ง ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยและสืบค้นเพื่อวางแผนการรักษา (ซึ่งได้แก่ การมอง การฟัง การดม การถาม การสัมผัสจับชีพจร) จำเป็นต้องเข้าใจภาวะเหงื่อของผู้ป่วย
เหงื่อในทรรศนะแพทย์จีน – แพทย์แผนปัจจุบัน
ทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบัน
เมื่อมีอากาศรอบตัวมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นระดับ 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป การระบายความร้อนของร่างกายเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่โดยวิธีการนำความร้อน การพาความร้อน หรือการแพร่รังสีจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้การระบายความร้อนออกทางเหงื่อ ให้เหงื่อนำความร้อนออกจากร่างกายสู่ภายนอก ต่อมเหงื่อมีอยู่ทั่วไปตามผิวหนังของคน ส่วนมากอยู่ในชั้นหนังแท้ ลึกจากผิวหนังไม่มากนัก อาจมีบางตำแหน่งที่อยู่ลึกหน่อยและตอมขนาดใหญ่ ทำให้เหงื่อออกมากกว่าตำแหน่งอื่นและเป็นที่หมักหมมของเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย เช่น ต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้
ต่อมเหงื่อควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนั้น เวลาอารมณ์แปรปรวน ซึ่งจะกระทบประสาทอัตโนมัติ จะทำให้มีเหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือสภาพอากาศที่และมีไอน้ำมาก เหงื่อจะระบายออกยาก ทำให้รู้สึกอึดอัด ลมช่วยทำให้เหงื่อระบายออกได้ดี
ต่อมเหงื่อทั้งร่างกายในผู้ใหญ่มีประมาณ 2.5 ล้านต่อม ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ สามารถทำให้เสียเหงื่อได้มากถึง 4 ลิตรต่อชั่วโมง ในเวลาอันสั้น แต่การเสียเหงื่อมากจะทำให้เสียน้ำและเกลือแร่ด้วย ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ นักมวยที่พยายามลดน้ำหนัก หรือคนที่ชอบอบซาวนา เพื่อให้เหงื่อออกมาก ๆ เพื่อลดน้ำหนัก จึงต้องระวังภาวะเสียน้ำ เสียพลังงานและเสียเกลือแร่ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ทรรศนะแพทย์จีน
มองว่า “ เหงื่อเป็นสารน้ำของร่างกายที่ส่งไปยังรูเปิดที่ผิวหนังเพื่อขับสู่ภายนอกร่างกาย เป็นปฏิกิริยาที่หยางกระทำกับยิน ” ( หวงตี้ไน่จิง = ซู่เวิ่น )
“ พลังหยางเผาระเหยสารน้ำของร่างกายออกสู่ผิวหนัง ”
“ เหงื่อเป็นสารน้ำของหัวใจ ”
เหงื่อออกที่เป็นสภาวะปกติ
การกินของเผ็ด ของร้อน การออกกำลังกาย การสวมเสื้อผ้าที่หนาเกินไป ( เมื่อเทียบกับอากาศภายนอก ) อารมณ์แปรปรวนเฉียบพลัน ถือเป็นภาวะปรับตัวของร่างกาย
เหงื่อผิดปกติแสดงออกอย่างไรบ้าง
1. ไม่มีเหงื่อ
2. เหงื่อออกผิดปกติ
- เหงื่ออกมากผิดปกติ ( ปริมาณเหงื่อ )
- เหงื่ออกทั้งที่ไม่ควรออก ( ผิดเวลา , ออกบางตำแหน่ง )
- เหงื่อออกร่วมกับมีอาการเจ็บป่วย , มีพยาธิสภาพ
สาเหตุของปัจจัยที่ทำให้เหงื่ออกผิดปกติ
ปัจจัยภายนอก : การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ลมร่วมกับความเย็น : ลมเย็นกระทบผิวหนัง ลมทำให้รูขุมขนเปิด ความเย็นทำให้พลังหยางที่ปกป้องส่วนผิวหนัง การไหลเวียนของเลือดและพลังที่ผิวน้อยลงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 2 แบบ
1. ถ้าร่างกายอ่อนแอ พื้นฐานของพลังปกป้องผิวต่ำทำให้มีอาการเหงื่อออกมาก ร่วมกับอาการกลัวลม กลัวหนาว มีไข้ต่ำ ๆ ( เป็นหวัดชนิดเหงื่อออกมาก กลัวความเย็นและลม )
2. ถ้าร่างกายแข็งแรง พื้นฐานของพลังปกป้องยังไม่อ่อนแอ จะเป็นหวัดชนิดไม่มีเหงื่อ ร่วมกับอาการกลัวลมกลัวหนาว มีไข้ต่ำ ๆ
ลมร่วมกับความร้อน : ถ้ากระทบลมร้อน ลมเปิดรูขุมขน ความร้อนทำให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น จะมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ ทางเดินหายใจส่วนบนติดหวัด มีไข้มากกว่ากลัวลม กลัวเย็น
ปัจจัยภายใน : มีพื้นฐานจากภาวะยินและหยางบกพร่องเป็นหลัก
ภาวะยินบกพร่อง : ยินไม่สามารถดึงหยาง ( เนื่องจากยินน้อย ) ทำให้หยางออกไมสู่ภายนอก มักมีเหงื่อ ออกร่วมกับมีไข้ต่ำ
ภาวะหยางบกพร่อง : หยางพร่อง พลังก็พร่องด้วย หยางและพลังพร่องทำให้พลังปกป้องผิว ( เว่ยซี่ ) อ่อนแอไม่สามารถดึงรั้งสารน้ำไว้ได้ ทำให้เหงื่ออกง่าย โดยเฉพาะเวลสออกกำลังกายหรือขณะที่เหนื่อย หรือเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งต้องเสียพลังงาน
ความผิดปกติของเหงื่อ ไม่ว่าจะไม่มีเหงื่อ หรือเหงื่อออกมาก ออกผิดเวลา ออกบางตำแหน่ง จึงมีความหมายที่บ่งบอกความผิดปกติของภาวะยินหยางของร่างกาย บอกภาวะสมดุลหรือภาวะโรคและการดำเนินโรคได้
แพทย์แผนจีนมีจุดเด่นตรงที่เน้นการรักษาให้เกิดภาวะสมดุล เพราะการเสียสมดุลเป็นจุดที่เริ่มต้นของการเกิดโรค การถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหงื่อจึงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามจำเป็นที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างจากข้อมูลการตรวจวินิจฉัย และอาการผู้ป่วยด้วย จึงจะทำการสรุปการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ไม่หยิบเอาเพียงประเด็นเรื่องของเหงื่อมาสรุปและวินิจฉัยโรคเพียงอย่างเดียว
http://www.doctor.or.th/article/detail/3433

“ คุณหมอครับ ทำไมผมเหงื่อออกมากจังเลย บางครั้งอยู่ในห้องปรับอากาศเหงื่อก็ยังออกเลย ผมเป็นโรคอะไรครับ ”
“ คุณหมอคะ ทำไมลูกดิฉันนอนหลับกลางคืน เหงื่อออกเต็มตัวเลย ”
“ คุณหมอคะ ทำไมดิฉันเหงื่อออกง่ายจัง ทำอะไรนิดหน่อยเหงื่อก็จะออก ดิฉันรู้สึกเหนื่อยง่ายจังเลย ”
แพทย์แผนจีนถือเอาเหงื่อเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในการถามเกี่ยวกับภาวะสมดุลของร่างกาย ความผิดปกติของเหงื่อเป็นภาพสะท้อนองค์รวมของร่างกายอย่างหนึ่ง ดังนั้น การตรวจวินิจฉัยและสืบค้นเพื่อวางแผนการรักษา (ซึ่งได้แก่ การมอง การฟัง การดม การถาม การสัมผัสจับชีพจร) จำเป็นต้องเข้าใจภาวะเหงื่อของผู้ป่วย
เหงื่อในทรรศนะแพทย์จีน – แพทย์แผนปัจจุบัน
ทรรศนะแพทย์แผนปัจจุบัน
เมื่อมีอากาศรอบตัวมีอุณหภูมิสูงมากขึ้นระดับ 32 องศาเซลเซียสขึ้นไป การระบายความร้อนของร่างกายเพื่อปรับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่โดยวิธีการนำความร้อน การพาความร้อน หรือการแพร่รังสีจะไม่เพียงพอ จำเป็นต้องใช้การระบายความร้อนออกทางเหงื่อ ให้เหงื่อนำความร้อนออกจากร่างกายสู่ภายนอก ต่อมเหงื่อมีอยู่ทั่วไปตามผิวหนังของคน ส่วนมากอยู่ในชั้นหนังแท้ ลึกจากผิวหนังไม่มากนัก อาจมีบางตำแหน่งที่อยู่ลึกหน่อยและตอมขนาดใหญ่ ทำให้เหงื่อออกมากกว่าตำแหน่งอื่นและเป็นที่หมักหมมของเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย เช่น ต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้
ต่อมเหงื่อควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนั้น เวลาอารมณ์แปรปรวน ซึ่งจะกระทบประสาทอัตโนมัติ จะทำให้มีเหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือสภาพอากาศที่และมีไอน้ำมาก เหงื่อจะระบายออกยาก ทำให้รู้สึกอึดอัด ลมช่วยทำให้เหงื่อระบายออกได้ดี
ต่อมเหงื่อทั้งร่างกายในผู้ใหญ่มีประมาณ 2.5 ล้านต่อม ถ้าอากาศร้อนมาก ๆ สามารถทำให้เสียเหงื่อได้มากถึง 4 ลิตรต่อชั่วโมง ในเวลาอันสั้น แต่การเสียเหงื่อมากจะทำให้เสียน้ำและเกลือแร่ด้วย ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียได้ นักมวยที่พยายามลดน้ำหนัก หรือคนที่ชอบอบซาวนา เพื่อให้เหงื่อออกมาก ๆ เพื่อลดน้ำหนัก จึงต้องระวังภาวะเสียน้ำ เสียพลังงานและเสียเกลือแร่ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้
ทรรศนะแพทย์จีน
มองว่า “ เหงื่อเป็นสารน้ำของร่างกายที่ส่งไปยังรูเปิดที่ผิวหนังเพื่อขับสู่ภายนอกร่างกาย เป็นปฏิกิริยาที่หยางกระทำกับยิน ” ( หวงตี้ไน่จิง = ซู่เวิ่น )
“ พลังหยางเผาระเหยสารน้ำของร่างกายออกสู่ผิวหนัง ”
“ เหงื่อเป็นสารน้ำของหัวใจ ”
เหงื่อออกที่เป็นสภาวะปกติ
การกินของเผ็ด ของร้อน การออกกำลังกาย การสวมเสื้อผ้าที่หนาเกินไป ( เมื่อเทียบกับอากาศภายนอก ) อารมณ์แปรปรวนเฉียบพลัน ถือเป็นภาวะปรับตัวของร่างกาย
เหงื่อผิดปกติแสดงออกอย่างไรบ้าง
1. ไม่มีเหงื่อ
2. เหงื่อออกผิดปกติ
- เหงื่ออกมากผิดปกติ ( ปริมาณเหงื่อ )
- เหงื่ออกทั้งที่ไม่ควรออก ( ผิดเวลา , ออกบางตำแหน่ง )
- เหงื่อออกร่วมกับมีอาการเจ็บป่วย , มีพยาธิสภาพ
สาเหตุของปัจจัยที่ทำให้เหงื่ออกผิดปกติ
ปัจจัยภายนอก : การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
ลมร่วมกับความเย็น : ลมเย็นกระทบผิวหนัง ลมทำให้รูขุมขนเปิด ความเย็นทำให้พลังหยางที่ปกป้องส่วนผิวหนัง การไหลเวียนของเลือดและพลังที่ผิวน้อยลงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ 2 แบบ
1. ถ้าร่างกายอ่อนแอ พื้นฐานของพลังปกป้องผิวต่ำทำให้มีอาการเหงื่อออกมาก ร่วมกับอาการกลัวลม กลัวหนาว มีไข้ต่ำ ๆ ( เป็นหวัดชนิดเหงื่อออกมาก กลัวความเย็นและลม )
2. ถ้าร่างกายแข็งแรง พื้นฐานของพลังปกป้องยังไม่อ่อนแอ จะเป็นหวัดชนิดไม่มีเหงื่อ ร่วมกับอาการกลัวลมกลัวหนาว มีไข้ต่ำ ๆ
ลมร่วมกับความร้อน : ถ้ากระทบลมร้อน ลมเปิดรูขุมขน ความร้อนทำให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น จะมีอาการเป็นหวัด เจ็บคอ ทางเดินหายใจส่วนบนติดหวัด มีไข้มากกว่ากลัวลม กลัวเย็น
ปัจจัยภายใน : มีพื้นฐานจากภาวะยินและหยางบกพร่องเป็นหลัก
ภาวะยินบกพร่อง : ยินไม่สามารถดึงหยาง ( เนื่องจากยินน้อย ) ทำให้หยางออกไมสู่ภายนอก มักมีเหงื่อ ออกร่วมกับมีไข้ต่ำ
ภาวะหยางบกพร่อง : หยางพร่อง พลังก็พร่องด้วย หยางและพลังพร่องทำให้พลังปกป้องผิว ( เว่ยซี่ ) อ่อนแอไม่สามารถดึงรั้งสารน้ำไว้ได้ ทำให้เหงื่ออกง่าย โดยเฉพาะเวลสออกกำลังกายหรือขณะที่เหนื่อย หรือเมื่อเคลื่อนไหว ซึ่งต้องเสียพลังงาน
ความผิดปกติของเหงื่อ ไม่ว่าจะไม่มีเหงื่อ หรือเหงื่อออกมาก ออกผิดเวลา ออกบางตำแหน่ง จึงมีความหมายที่บ่งบอกความผิดปกติของภาวะยินหยางของร่างกาย บอกภาวะสมดุลหรือภาวะโรคและการดำเนินโรคได้
แพทย์แผนจีนมีจุดเด่นตรงที่เน้นการรักษาให้เกิดภาวะสมดุล เพราะการเสียสมดุลเป็นจุดที่เริ่มต้นของการเกิดโรค การถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหงื่อจึงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามจำเป็นที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างจากข้อมูลการตรวจวินิจฉัย และอาการผู้ป่วยด้วย จึงจะทำการสรุปการวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง ไม่หยิบเอาเพียงประเด็นเรื่องของเหงื่อมาสรุปและวินิจฉัยโรคเพียงอย่างเดียว
http://www.doctor.or.th/article/detail/3433
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

หวัดดี...ฉันคือตับ ของคุณ ให้ฉันเล่าให้คุณฟังว่า ฉันรักคุณมากเท่าใด 9 ข้อ
1. ฉับสะสมธาตุเหล็กสำรองรวมทั้งวิตามิน และ แร่ธาตุ ต่างๆ ที่คุณต้องการ
หากไม่มีฉัน คุณก็จะไม่มีเรี่ยวแรงที่อยู่ต่อไป
2. ฉันผลิตน้ำย่อย สำหรับย่อยอาหารให้คุณ
หากไม่มีฉัน คุณก็สูญเสียอาหาร จนไม่มีอะไรเหลืออยู่
3. ฉันทำหน้าที่ล้างพิษของพวกสารเคมีที่คุณมอบให้ฉัน
ไม่ว่าจะเป็น แอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ ยาต่างๆ(ที่มีและไม่มีใบสั่งของแพทย์)
รวมทั้งบรรดาสิ่งผิดกฏหมายทั้งหลาย
หากไม่มีฉันแล้วนิสัยไม่ดีของคุณ ก็จะฆ่าคุณไปแล้ว
4. ฉันเก็บพลังงานเหมือนแบตเตอรี่ โดยสะสมน้ำตาล(คาร์โบไฮเดรท , กลูโคส และ ไขมัน)
ไว้ให้คุณเมื่อคุณต้องการมัน
หากไม่มีฉัน ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะลดลงต่ำมาก จนทำให้คุณล้มพับไป
5. ฉันสร้างเลือดให้ระบบต่างๆ ของคุณ ก่อนที่คุณจะเกิดเสียอีก
หากไม่มีฉันแล้วก็คงจะไม่มีคุณอยู่ที่นี่
6. ฉันผลิตโปรทีนใหม่ที่ร่างกายของคุณต้องการเพื่อการมี สุขภาพดีและเจริญเติบโต
หากไม่มีฉันแล้วคุณก็จะไม่เจริญเติบโตอย่างที่ควร
7. ฉันกลั่นกรองสารพิษจากอากาศ ไอเสียรถยนต์ และสารเคมี ที่คุณหายใจเข้าไป
หากไม่มีฉันแล้วคุณก็จะเหมือนถูกวางยาพิษโดยมลภาวะเหล่านั้น
8. ฉันผลิตสารทำให้เลือดแข็งตัว ถ้าคุณบังเอิญไปโดนอะไรบาด
หากไม่มีฉันแล้วคุณจะต้องตายเพราะเลือดไหลไม่หยุด
9. ฉันคอยต่อสู้ ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ โจมตีคุณ ไม่ว่าจะเชื้อหวัด หรือ ไข้หวัดใหญ่
อะไรก็ตาม ฉันจะน็อคมันให้ตายหมด หรือ ไม่ก็ทำให้มันอ่อนแรงลง
หากไม่มีฉันแล้วคุณก็เหมือนเป้านิ่ง รอให้สารพัดโรคโจมตี
ดูซิว่า ฉันรักคุณแค่ไหน....
แล้วคุณล่ะ รักฉันบ้างไหม ?
ขอให้ฉันบอกวิธีง่ายๆ ที่จะ รัก ฉัน , ตับ ของคุณ
อย่ากดฉันให้ต้องจมลงในน้ำเบียร์ แอลกอฮอล์ หรือ ไวน์ เลย
สำหรับบางคนแล้วเพียงแก้วเดียว ก็ทำให้ฉันเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิต
ระวังบรรดา " ยา " ทั้งหลาย
ยาทุกอย่างมาจากสารเคมี
และเมื่อคุณเอามันมนผสมกันเข้า โดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์
มันก็กลายเป็นยาพิษที่สามารถทำลายฉันได้อย่างดีทีเดียวละ
ฉันเป็นแผลเป็นง่าย เมื่อเป็นแล้ว เป็นอย่างถาวรเสียด้วย
บางครั้งยาก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ การกินยาเกินความจำ เป็น เป็นนิสัยไม่ดี
บรรดาสารเคมีเหล่านั้น สามารถทำลายตับได้
จงระวังบรรดากระป๋องสเปรย์ทั้งหลาย
จำไว้ว่า ฉันจะต้องล้างพิษทุกอย่างที่คุณหายใจเอาเข้าไปด้วย
ดังนั้นเวลาคุณทำความสะอาดอะไรด้วยพวกสเปรย์
ต้องให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือสวมหน้ากากด้วย
อันตรายเพิ่มเป็นสองเท่า สำหรับพวกสเปรย์ฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อรา สี และสารเคมี
ระวังว่าคุณหายใจเอาอะไรเข้าไป
ระวังว่าอะไรโดนผิวหนังคุณด้วย ยาฆ่าแมลงที่คุณฉีดต้นไม้ พุ่มไม้นั้น
สามารถผ่านผิวหนังของคุณเข้ามาโจมตีฉันได้ด้วย
ป้องกันผิวหนังของคุณโดยการสวมถุงมือ ใส่เสื้อแขนยาว หมวก หน้ากากทุกครั้ง
ที่คุณฉีดยาฆ่าแมลง
คำเตือน
ฉันไม่สามารถ และ ไม่บอกคุณด้วยว่าฉันประสพกับปัญหา
จนกระทั่งเกือบจะถึงวาระสุดท้ายของทั้งฉันและคุณเสียแล้ว
จงจำไว้ว่า ฉันไม่ใช่ประเภทขี้บ่น
ให้ฉันทำงานหนักเกินไปโดยอัด ยา แอลกอฮล์ และ บรรดาอาหารขยะ
สามารถทำร้ายฉันได้!
นี่อาจเป็นการเตือนครั้งเดียวที่คุณจะได้รับ
โปรดฟังคำแนะนำฟรี
พาฉันไปให้คุณหมอตรวจ
การตรวจเลือด สามารถบอกปัญหาบางอย่างได้
ถ้าฉันยังอ่อนนุ่ม และไม่เป็นตะปุ่มตะป่ำ แสดงว่าฉันยังดีอยู่
ถ้าคุณหมอสงสัย การอัลตร้าเซาวนด์ หรือ ซีที แสกน ช่วยได้
อายุของฉัน กับอายุของคุณ ขึ้นอยู่กับว่า คุณดูแลฉันดีแค่ไหน
คราวนี้คุณรู้แล้วละซี ว่าฉันรักคุณแค่ไหน
ได้โปรดดูแลฉันหน่อยด้วยความรักและผูกพัน
จาก เพื่อนร่วมชีวิตผู้สงบเงียบ
และคู่รักนิรันดร
ของคุณ
“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
-
oui142
- ขาประจำ
- โพสต์: 2350
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2011, 22:05
- Tel: 0832150005
- team: เพชรบูรณ์
- Bike: Bianchi Sempre, Bianchi Methanol SX2
- ตำแหน่ง: แผนกเภสัชกรรม รพ.ค่ายพ่อขุนผาเมือง
- ติดต่อ:
Re: นานาสาระ...เพื่อ...สุขภาพ

“คนเราควรจะให้ แต่ไม่ควรขออะไรจากคนอื่น
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี
ควรจะกินพอประมาณ ไม่ควรจะมากเกินไป ถึงกับท้องกาง
ควรช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่เหยียบย่ำ
ควรจะรับใช้ ไม่ควรคิดเป็นนายคน” รพี พัฒนศักดิ์
"พรุ่งนี้...ก็ สายเสียแล้ว" ศ.ศิลป์ พีระศรี