ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
อากาศที่หนาวเย็นจนติดลบ..ที่ไม่เคยเจอมาก่อน สอนผมหลายอย่างเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อคนตะวันตก
.............
ผมเรียนนมหาลัยในช่วงฟองสบู่แตก และสังคมไทยกำลังปีกหัก....
เพื่อที่จะยืนขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง ..นอกจากซ่อมทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐไทยยังต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนในสังคมอีกด้วย
เพื่อที่จะทำให้ผู้คนรู้ว่าตนยังมีราก รัฐนำพาบรรยากาศของสังคมย้อนอดีตกลับไปสู่ชนบท-วิถีชีวิตงดงาม-ภูมิปัญญาท้องถิ่น-ความเป็นอยู่แบบไทยแท้
และเพื่อขับเน้นอะไรแบบนี้ให้เด่นชัดขึ้น-วาทกรรมด่าฝรั่งก็ถูกสร้างมาคู่ขนานกัน
โดยมีแกนกลางที่ว่า สังคมไทยพลาดคราวนี้ เพราะเราเอาอย่างฝรั่งแบบไม่ลืมหูลืมตา
ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม บริโภคนิยม และมุ่งเอาชนะธรรมชาติ....
ทำไมไม่หันกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบที่เคยเป็นมา ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ และอยู่อย่างสอดคล้องเคารพธรรมชาติ...
........
..และด้วยความที่มันเป็นกระเเสแห่งยุคสมัย..แน่นอน....ผมรับไปเต็มๆ
...พุทโธ่ พวกฝรั่งเอ๋ย...พวกเจ้าช่างอหังการเสียจริง
ธรมมชาติยิ่งใหญ่ พวกเจ้าก็จ้องแต่จะเอาเปรียบและเอาชนะ
แล้วแบบนี้ เมื่อไหร่ชีวิตอันร้อนรนของเจ้าจะเป็นสุขเหมือนพวกเราเสียทีนะ?.....
.........ผมเอ่ยปากประนามฝรั่งทุกครั้งที่มีโอกาสอวดภูมิ ไม่ว่ากับใคร....
มาถึงตอนนี้..หลังจากผ่านการนอนกลางแจ้งในอุณภูมิติดลบ
ผ่านการเดินทางฝ่าลมชายฝั่งทะเลที่ความหนาวพุ่งแทงทะลุเสื้อผ้า-ไม่ว่ามันจะหนาแค่ไหน
(ผมคิดว่า...หากฝรั่งจะมีจินตนาการเกี่ยวกับนรก..คงไม่ใช่นรกร้อนๆแบบตะวันออกแหงๆ...แต่มันน่าจะเป็นนรกเย็นๆแบบขั้วโลกใต้มากกว่า....)
ผมเห็นความคิดของตัวเองสมัยยนั้น ...ช่างไร้เดียงสาสิ้นดี.......
ข้างนอกหิมะตกหนาเป็นฟุต ข้างในก็ต้องก่อไฟผิงแก้หนาว
อาหารก้ต้องหาต้องเก็บไว้เผื่อกินนานนาน
จะทำอะไรก็แสนทรมาน นิ้วมือล้อคแข็งขยับลำบาก
ผิวหนังแตกเป็นริ้ว-หายใจติดขัด-มองไปข้างนอกเห็นเพียงท้องฟ้าขมุกขมัว
ลองมาอยู่แบบนี้ เป็นเดือน เป็นปีดูไหม?
แล้วถ้าไม่พยามเอาชนะเงื่อนไขทางธรรมชาติให้ได้แล้วล่ะก็
ผุ้คนจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไรกัน?
เป็นความจริงที่สภาพแวดล้อมหล่อหลอมผู้คนให้มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน
วัฒนธรรมตะวันออก งอกงามจากแหล่งอันอุดมสมบูรณ์ อากาศไม่โหดร้ายและมีธรรมชาติคอยอวยพรให้เสมอในแต่ละฤดูกาล....ปัจจัยเหล่านี้สร้างผู้คนที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย ไม่สะสม(มีกินเหลือเฟือ) สนุกสนานร่าเริง(เพราะแสงแดดจัดจ้านร้อนแรงนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวา...โดยเฉพาะพี่ไทย..ดูจะเฮฮาร่าเริงกว่าชาติอื่นเป็นพิเศษ)
ส่วนทางตะวันตก ความหนาวเย็นคือสาเหตุให้ผู้คนดิ้นรนหาทุกวิถีทางในการเอาตัวรอด
... แดดที่ร้อนนั้น..ไม่อาจฆ่าคนได้ (เพราะหลบในร่มได้) แต่ความหนาวเย็นเอาชีวิตพลเมืองของอีกซีกโลกมานานหลายสมัยแล้ว....
โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน...คนตะวันตกสร้างสังคมของการต่อสู้กับธรรมชาติ-ประดิษฐคิดค้นเครื่องมือเพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขที่โหดร้าย.....และสืบเนื่องกลายมาเป็นคุณลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งของสังคม มากระทั่งปัจจุบัน
และกลายเป็นสังคมแถวหน้าของโลก ในเรื่องของการคิด-วางแผน-และสร้างสรรค์อนาคตของมนุษยชาติ...
เราเองต่างหากที่สายตาสั้น.....ไม่เคยมองอะไรพ้นไปจากปลายจมูก
ตัดสินสังคมอื่นจากจุดยืนอันคับแคบของตัวเอง..
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้...ก็ไม่พ้นเป็นความรู้ความเข้าใจในกรอบกะลาอีกเช่นเคย......
.............
ผมเรียนนมหาลัยในช่วงฟองสบู่แตก และสังคมไทยกำลังปีกหัก....
เพื่อที่จะยืนขึ้นมาให้ได้อีกครั้ง ..นอกจากซ่อมทางเศรษฐกิจแล้ว รัฐไทยยังต้องสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนในสังคมอีกด้วย
เพื่อที่จะทำให้ผู้คนรู้ว่าตนยังมีราก รัฐนำพาบรรยากาศของสังคมย้อนอดีตกลับไปสู่ชนบท-วิถีชีวิตงดงาม-ภูมิปัญญาท้องถิ่น-ความเป็นอยู่แบบไทยแท้
และเพื่อขับเน้นอะไรแบบนี้ให้เด่นชัดขึ้น-วาทกรรมด่าฝรั่งก็ถูกสร้างมาคู่ขนานกัน
โดยมีแกนกลางที่ว่า สังคมไทยพลาดคราวนี้ เพราะเราเอาอย่างฝรั่งแบบไม่ลืมหูลืมตา
ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม บริโภคนิยม และมุ่งเอาชนะธรรมชาติ....
ทำไมไม่หันกลับมาใช้ชีวิตเรียบง่ายแบบที่เคยเป็นมา ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ และอยู่อย่างสอดคล้องเคารพธรรมชาติ...
........
..และด้วยความที่มันเป็นกระเเสแห่งยุคสมัย..แน่นอน....ผมรับไปเต็มๆ
...พุทโธ่ พวกฝรั่งเอ๋ย...พวกเจ้าช่างอหังการเสียจริง
ธรมมชาติยิ่งใหญ่ พวกเจ้าก็จ้องแต่จะเอาเปรียบและเอาชนะ
แล้วแบบนี้ เมื่อไหร่ชีวิตอันร้อนรนของเจ้าจะเป็นสุขเหมือนพวกเราเสียทีนะ?.....
.........ผมเอ่ยปากประนามฝรั่งทุกครั้งที่มีโอกาสอวดภูมิ ไม่ว่ากับใคร....
มาถึงตอนนี้..หลังจากผ่านการนอนกลางแจ้งในอุณภูมิติดลบ
ผ่านการเดินทางฝ่าลมชายฝั่งทะเลที่ความหนาวพุ่งแทงทะลุเสื้อผ้า-ไม่ว่ามันจะหนาแค่ไหน
(ผมคิดว่า...หากฝรั่งจะมีจินตนาการเกี่ยวกับนรก..คงไม่ใช่นรกร้อนๆแบบตะวันออกแหงๆ...แต่มันน่าจะเป็นนรกเย็นๆแบบขั้วโลกใต้มากกว่า....)
ผมเห็นความคิดของตัวเองสมัยยนั้น ...ช่างไร้เดียงสาสิ้นดี.......
ข้างนอกหิมะตกหนาเป็นฟุต ข้างในก็ต้องก่อไฟผิงแก้หนาว
อาหารก้ต้องหาต้องเก็บไว้เผื่อกินนานนาน
จะทำอะไรก็แสนทรมาน นิ้วมือล้อคแข็งขยับลำบาก
ผิวหนังแตกเป็นริ้ว-หายใจติดขัด-มองไปข้างนอกเห็นเพียงท้องฟ้าขมุกขมัว
ลองมาอยู่แบบนี้ เป็นเดือน เป็นปีดูไหม?
แล้วถ้าไม่พยามเอาชนะเงื่อนไขทางธรรมชาติให้ได้แล้วล่ะก็
ผุ้คนจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไรกัน?
เป็นความจริงที่สภาพแวดล้อมหล่อหลอมผู้คนให้มีลักษณะทางกายภาพแตกต่างกัน
วัฒนธรรมตะวันออก งอกงามจากแหล่งอันอุดมสมบูรณ์ อากาศไม่โหดร้ายและมีธรรมชาติคอยอวยพรให้เสมอในแต่ละฤดูกาล....ปัจจัยเหล่านี้สร้างผู้คนที่ดำเนินชีวิตเรียบง่าย ไม่สะสม(มีกินเหลือเฟือ) สนุกสนานร่าเริง(เพราะแสงแดดจัดจ้านร้อนแรงนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวา...โดยเฉพาะพี่ไทย..ดูจะเฮฮาร่าเริงกว่าชาติอื่นเป็นพิเศษ)
ส่วนทางตะวันตก ความหนาวเย็นคือสาเหตุให้ผู้คนดิ้นรนหาทุกวิถีทางในการเอาตัวรอด
... แดดที่ร้อนนั้น..ไม่อาจฆ่าคนได้ (เพราะหลบในร่มได้) แต่ความหนาวเย็นเอาชีวิตพลเมืองของอีกซีกโลกมานานหลายสมัยแล้ว....
โดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน...คนตะวันตกสร้างสังคมของการต่อสู้กับธรรมชาติ-ประดิษฐคิดค้นเครื่องมือเพื่อช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ท่ามกลางเงื่อนไขที่โหดร้าย.....และสืบเนื่องกลายมาเป็นคุณลักษณะเฉพาะแบบหนึ่งของสังคม มากระทั่งปัจจุบัน
และกลายเป็นสังคมแถวหน้าของโลก ในเรื่องของการคิด-วางแผน-และสร้างสรรค์อนาคตของมนุษยชาติ...
เราเองต่างหากที่สายตาสั้น.....ไม่เคยมองอะไรพ้นไปจากปลายจมูก
ตัดสินสังคมอื่นจากจุดยืนอันคับแคบของตัวเอง..
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้...ก็ไม่พ้นเป็นความรู้ความเข้าใจในกรอบกะลาอีกเช่นเคย......
- ไฟล์แนบ
-
- หิมะแรกในปารีส
- Photo0104.jpg (62.24 KiB) เข้าดูแล้ว 306 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย tumtawan เมื่อ 31 ธ.ค. 2012, 19:35, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ผู้คนในแต่ละที่ มีรสนิยมของสุนทรียะแตกต่างกัน
เช่นเดียวกับที่ชาวอาทิตย์อุทัย หลงใหลในรสชาดแบบ วาบิ-ซาบิ
ชาวฝรั่งเศสเอง ก็นิยมนิยามแนวคิดที่เรียกว่า กร็องเดอร์ (grandeur) ว่าเป็นรสชาด-รสนิยมของสังคมเช่นเดียวกัน
.................
อะไรคือ กรองเดอร์?
ตอบให้สั้นที่สุด ก็คือ ความอลังการ ความมลังเมลือง ความหรูหราอย่างที่ต้องตะลึงงัน
ถ้าให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจน
ผมคิดว่า ลูฝท์มิวเซียม คือตัวแทนที่อธิบายนิยามของคำนี้ได้ดีที่สุด.....
ลูฝท์คือวังเดิมของกษัตริยฝรั่งเศส
และถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณท์ในสองร้อยปีให้หลัง
ความกรองเดอรของลูฟท์ อยู่ที่ขนาดของอาคาร ซึ่งยาวนับเป็นกิโล
ความยาว-ใหญ่ ...ไม่ได้ทำให้ความปราณีตในการตกแต่งอาคารด้วยศิลปะกรรมลดน้อยลง
บนอาคาของรวังเดิมที่สร้างเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในสมัยเรเนซองส์นั้น
แทบไม่มีพื้นที่ใดบนอาคารที่ตั้งอยู่อย่างว่างเปล่า
อะไรที่ประดับประดาได้...ช่างฝรั่งเศสจัดให้...ด้วยรูปสลัก/รูปปั้น/ลายเครือเถาหินอ่อน
ไม่เว้นแม้แต่ผนังอาคาร...ที่ปล่อยไว้เฉยๆก็คงไม่น่าเกลียดอะไร
แต่พี่แกใส่เต็ม...โดยการสกัดให้เป็นแพทเทริ์นเล็กๆลายจุด..เต็มทั้งผืนผนัง
เป็นแบบนี้ทั้งอาคาร....
และไม่ใช่เฉพาะภายนอก....ภายในเองก็จัดเต็มต่อเนื่องด้วยงานตกแต่งไม้แกะสลัก-ไม้จริงสไตล์หลุยส์แท้ๆ-ผ้าม่านทอมือสลับดิ้นทอง-พรมทอขลิบทอง.......
โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ในส่วนของพิพิธภัณเองนั้นใหญ่โตแค่ไหน มีอะไรจัดแสดงบ้าง และแต่ละอย่างมีคุณค่าแค่ไหน?
อารมณ์รสชาตแบบนี้น่ะ....พูดตรงๆว่า.....ดูนานนานแล้วจะเหนื่อยๆ มึนๆ ชาๆ (ไม่เหมือนวาบิซาบินะครับ..ที่ดูแล้ว มองได้นานนาน นิ่งๆ พริ้มๆ )
ค่าที่ว่า...อ้าปากค้างตกตะลึงงงงันในความอลังการไปไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว
แต่ไอ้รสแบบนี้แหละ ที่คนฝรั่งเศสชอบกันนัก
ยิ่งกรองเดอรได้มากเท่าไหร่ได้ยิ่งดี
ยิ่งคนเห็นเข่าอ่อนระทดระทวยด้วยความทึ่งเท่าไหร่ได้ ยิ่งชอบใจ
รสแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น...แต่สะสมมานานหลายยุคหลายสมัยแล้ว...
เช่นเดียวกับที่ชาวอาทิตย์อุทัย หลงใหลในรสชาดแบบ วาบิ-ซาบิ
ชาวฝรั่งเศสเอง ก็นิยมนิยามแนวคิดที่เรียกว่า กร็องเดอร์ (grandeur) ว่าเป็นรสชาด-รสนิยมของสังคมเช่นเดียวกัน
.................
อะไรคือ กรองเดอร์?
ตอบให้สั้นที่สุด ก็คือ ความอลังการ ความมลังเมลือง ความหรูหราอย่างที่ต้องตะลึงงัน
ถ้าให้ยกตัวอย่างให้ชัดเจน
ผมคิดว่า ลูฝท์มิวเซียม คือตัวแทนที่อธิบายนิยามของคำนี้ได้ดีที่สุด.....
ลูฝท์คือวังเดิมของกษัตริยฝรั่งเศส
และถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณท์ในสองร้อยปีให้หลัง
ความกรองเดอรของลูฟท์ อยู่ที่ขนาดของอาคาร ซึ่งยาวนับเป็นกิโล
ความยาว-ใหญ่ ...ไม่ได้ทำให้ความปราณีตในการตกแต่งอาคารด้วยศิลปะกรรมลดน้อยลง
บนอาคาของรวังเดิมที่สร้างเมื่อห้าร้อยปีก่อน ในสมัยเรเนซองส์นั้น
แทบไม่มีพื้นที่ใดบนอาคารที่ตั้งอยู่อย่างว่างเปล่า
อะไรที่ประดับประดาได้...ช่างฝรั่งเศสจัดให้...ด้วยรูปสลัก/รูปปั้น/ลายเครือเถาหินอ่อน
ไม่เว้นแม้แต่ผนังอาคาร...ที่ปล่อยไว้เฉยๆก็คงไม่น่าเกลียดอะไร
แต่พี่แกใส่เต็ม...โดยการสกัดให้เป็นแพทเทริ์นเล็กๆลายจุด..เต็มทั้งผืนผนัง
เป็นแบบนี้ทั้งอาคาร....
และไม่ใช่เฉพาะภายนอก....ภายในเองก็จัดเต็มต่อเนื่องด้วยงานตกแต่งไม้แกะสลัก-ไม้จริงสไตล์หลุยส์แท้ๆ-ผ้าม่านทอมือสลับดิ้นทอง-พรมทอขลิบทอง.......
โดยที่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ในส่วนของพิพิธภัณเองนั้นใหญ่โตแค่ไหน มีอะไรจัดแสดงบ้าง และแต่ละอย่างมีคุณค่าแค่ไหน?
อารมณ์รสชาตแบบนี้น่ะ....พูดตรงๆว่า.....ดูนานนานแล้วจะเหนื่อยๆ มึนๆ ชาๆ (ไม่เหมือนวาบิซาบินะครับ..ที่ดูแล้ว มองได้นานนาน นิ่งๆ พริ้มๆ )
ค่าที่ว่า...อ้าปากค้างตกตะลึงงงงันในความอลังการไปไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยว
แต่ไอ้รสแบบนี้แหละ ที่คนฝรั่งเศสชอบกันนัก
ยิ่งกรองเดอรได้มากเท่าไหร่ได้ยิ่งดี
ยิ่งคนเห็นเข่าอ่อนระทดระทวยด้วยความทึ่งเท่าไหร่ได้ ยิ่งชอบใจ
รสแบบนี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น...แต่สะสมมานานหลายยุคหลายสมัยแล้ว...
- ไฟล์แนบ
-
- ด้านหน้าลุฝท์ ...ไม่มีที่ไหนในโลกที่สามารถจัดวางสถาปัตยกรรมโบราณ(วังเก่ายุคเรเนซองส์) คู่กับสิ่งก่อสร้างยุคสมัยใหม่ (ปิระมิดแก้ว) ที่ดูแล้วแสนจะเข้ากันได้ดีเท่ากับที่นี่ (แม้มันจะถูกออกแบบด้วยฝีมือของสถาปนิกจีนอเมกันก้อตามที)
- Photo0048.jpg (71.64 KiB) เข้าดูแล้ว 286 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย tumtawan เมื่อ 02 ม.ค. 2013, 00:36, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- Maipare.101
- ขาประจำ
- โพสต์: 1504
- ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ต.ค. 2008, 22:19
- Tel: 095 6700584
- team: รักษ์ผาน้ำทิพย์/สาเกตุนคร
- Bike: สำปะปิ..Cycle
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
มีความสุขกับการอ่าน ศรัทธาฝีมือการเขียน บรรยาย สมชื่อ...."ตำตะ..เวน(วัน ) " 
แก้ไขล่าสุดโดย Maipare.101 เมื่อ 03 ม.ค. 2013, 22:34, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน เมืองต่างๆในยุโรปแบ่งแยกแตกตัวกลายเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย และสับสนอลหม่านจากความอดอยาก-สงคราม-โรคระบาด-การรุกรานจากพวกไวกิ้ง
จนกระทั่งการก้าวขึ้นมาบนหน้าปวศ.ของบุรุษที่ชาวฝรั่งเศสนับเป็นคิงคนแรก-ชาร์ลเลอมัง-ผู้รวบรวมเมือง-แว่นแคว้นต่างๆในยุโรปเข้าด้วยกัน และตั้งตนปกครองเป็นจักพรรดิของจักรวรรดิโรมันอันศักสิทธ์
และภายหลัง...เมืองเหล่านี้เอง ที่พัฒนารูปแบบสังคม การปกครอง...สืบเนื่องกันมาเรื่อยๆจนกลายเป็นต้นกำเนิดของรัฐ-ชาติในสมัยปัจจุบัน
ในช่วงแปดร้อยกว่าปีก่อน
ในสมัยที่สเปนกว่าครึ่งประเทศถูกปกครองด้วยแขกมัวร์
อังกฤษวุ่นวายกับการรบตามชายฝั่งทะเล กับพวกนอร์ส-ไวกิ้ง
เยอรมันแบ่งแยกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย และรบพุ่งกันเอง
ฝรั่งเศสกลับอยู่เป็นสุขจากปราการธรรมชาติ คือเทิอกเขาพิเรนิสทางใต้ มหาสมุทรแอตแลนติคทางตต.และทะเลเมดิเตอเรเนียนทางตอ.
และได้รับพรจากพระเจ้าเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์-ที่ราบกว้างขวางและอากาศที่ไม่โหดร้ายจนเกินไป เพาะปลูกได้กว่าหกเดือนในหนึ่งปี
ห้วงเวลานั้น..นับกับรัฐต่อรัฐ ฝรั่งเศสดูจะมีประชากรหนาแน่นที่สุด การพัฒนาของเมืองเล็กสุ่ความเป็นสังคมเมืองเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางที่สุด และมีการส่งผ่านสินค้า-ค้าขายระหว่างรัฐอย่างคึกคัก
เมื่อคนท้องอิ่ม-สงครามไม่หนัก-ความเฟื่องฟูของศิลปะวิทยาก้เกิดขึ้น
โบสถ์แบบโกธิค (ซึ่งจะกล่าวละเอียดในภายหลัง) เกิดขึ้นโดยมีแกนกลางอยู่ที่เขต อิล-เดอ-ปารีส เป็นสำคัญ กลายเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมอันนิยมทั่วยุโรป
และเป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่ (และรับเข้า)วัฒนธรรมความรู้ของต่างแดน ผ่านเส้นทางแสวงบุญของนักบวชและผู้จาริก ซึ่งเป็นเส้นแนวเดินตัดผ่านยุโรปครึ่งทวีป
เกิดการพัฒนาความรู้-ความคิด-ปรัชญาต่างๆ และส่องสว่างมีผลต่อยุค เรเนซองส์ที่อิตาลี ในที่สุด...
ชาวฝรั่งเศสรู้ดี ว่าประเทศของตนมีอดีตที่รุ่งโรจน์และรุ่งเรือง
และสิ่งเหล่านี้ ย่อมต้องได้รับการตอกย้ำสดุดี อย่างมิให้ลืม
ผ่านทางสถาปัตยกรรม-ศิลปกรรม-ภาษา
และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่สมเหตสมผลว่า ทำไมกรองเดอร จึงกลายเป็นรสประจำชาติของฝรั่งเศส...
แต่ไม่ใช่แค่นั้น...ความกรองเดอรไม่ได้หยุดอยู่แค่สามองค์ประกอบที่ว่าไว้....
ในอดีต การล่าอาณานิคม-การรบขยายเขตแดน-การขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส...ล้วนเกิดขึ้นด้วยความคิดแบบกรองเดอร์ แบบที่ต้องการกลอริฟายชาติของตัวเองทั้งนั้น
แต่เมื่อในยุคหลัง...ยุคที่ชาวฝรั่งเศสสำนึกว่าตนเองไม่อาจย้อนกลับไปยิ่งใหญ่ในแง่เดิมได้อีกแล้วนั้น
ความกรองเดอรจึงมุ่งเน้นไปที่การศึกษ-เฟ้นหาบุคลากรหัวกะทิมาทำงานให้บ้านเมือง มุ่งไปที่การสำรวจค้นคว้าทางประวัตศาสตรโบราณคดี-เน้นไปที่การส่งเสริมนักคิดนักเขียนชั้นยอดให้มีชื่อเสียงเผยแพร่ให้กว้างขวาง....
ซึ่งเป็นการตีความกรองเดอร์ที่เหมาะสมแก่เงื่อนไขของประเทศฝรั่งเศสเอง......และเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ฝรั่งเศสยังคงยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
.....บนหมวกต่างใบ.....
จนกระทั่งการก้าวขึ้นมาบนหน้าปวศ.ของบุรุษที่ชาวฝรั่งเศสนับเป็นคิงคนแรก-ชาร์ลเลอมัง-ผู้รวบรวมเมือง-แว่นแคว้นต่างๆในยุโรปเข้าด้วยกัน และตั้งตนปกครองเป็นจักพรรดิของจักรวรรดิโรมันอันศักสิทธ์
และภายหลัง...เมืองเหล่านี้เอง ที่พัฒนารูปแบบสังคม การปกครอง...สืบเนื่องกันมาเรื่อยๆจนกลายเป็นต้นกำเนิดของรัฐ-ชาติในสมัยปัจจุบัน
ในช่วงแปดร้อยกว่าปีก่อน
ในสมัยที่สเปนกว่าครึ่งประเทศถูกปกครองด้วยแขกมัวร์
อังกฤษวุ่นวายกับการรบตามชายฝั่งทะเล กับพวกนอร์ส-ไวกิ้ง
เยอรมันแบ่งแยกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อย และรบพุ่งกันเอง
ฝรั่งเศสกลับอยู่เป็นสุขจากปราการธรรมชาติ คือเทิอกเขาพิเรนิสทางใต้ มหาสมุทรแอตแลนติคทางตต.และทะเลเมดิเตอเรเนียนทางตอ.
และได้รับพรจากพระเจ้าเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์-ที่ราบกว้างขวางและอากาศที่ไม่โหดร้ายจนเกินไป เพาะปลูกได้กว่าหกเดือนในหนึ่งปี
ห้วงเวลานั้น..นับกับรัฐต่อรัฐ ฝรั่งเศสดูจะมีประชากรหนาแน่นที่สุด การพัฒนาของเมืองเล็กสุ่ความเป็นสังคมเมืองเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางที่สุด และมีการส่งผ่านสินค้า-ค้าขายระหว่างรัฐอย่างคึกคัก
เมื่อคนท้องอิ่ม-สงครามไม่หนัก-ความเฟื่องฟูของศิลปะวิทยาก้เกิดขึ้น
โบสถ์แบบโกธิค (ซึ่งจะกล่าวละเอียดในภายหลัง) เกิดขึ้นโดยมีแกนกลางอยู่ที่เขต อิล-เดอ-ปารีส เป็นสำคัญ กลายเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมอันนิยมทั่วยุโรป
และเป็นส่วนสำคัญในการเผยแพร่ (และรับเข้า)วัฒนธรรมความรู้ของต่างแดน ผ่านเส้นทางแสวงบุญของนักบวชและผู้จาริก ซึ่งเป็นเส้นแนวเดินตัดผ่านยุโรปครึ่งทวีป
เกิดการพัฒนาความรู้-ความคิด-ปรัชญาต่างๆ และส่องสว่างมีผลต่อยุค เรเนซองส์ที่อิตาลี ในที่สุด...
ชาวฝรั่งเศสรู้ดี ว่าประเทศของตนมีอดีตที่รุ่งโรจน์และรุ่งเรือง
และสิ่งเหล่านี้ ย่อมต้องได้รับการตอกย้ำสดุดี อย่างมิให้ลืม
ผ่านทางสถาปัตยกรรม-ศิลปกรรม-ภาษา
และนี่น่าจะเป็นคำตอบที่สมเหตสมผลว่า ทำไมกรองเดอร จึงกลายเป็นรสประจำชาติของฝรั่งเศส...
แต่ไม่ใช่แค่นั้น...ความกรองเดอรไม่ได้หยุดอยู่แค่สามองค์ประกอบที่ว่าไว้....
ในอดีต การล่าอาณานิคม-การรบขยายเขตแดน-การขยายพื้นที่ทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศส...ล้วนเกิดขึ้นด้วยความคิดแบบกรองเดอร์ แบบที่ต้องการกลอริฟายชาติของตัวเองทั้งนั้น
แต่เมื่อในยุคหลัง...ยุคที่ชาวฝรั่งเศสสำนึกว่าตนเองไม่อาจย้อนกลับไปยิ่งใหญ่ในแง่เดิมได้อีกแล้วนั้น
ความกรองเดอรจึงมุ่งเน้นไปที่การศึกษ-เฟ้นหาบุคลากรหัวกะทิมาทำงานให้บ้านเมือง มุ่งไปที่การสำรวจค้นคว้าทางประวัตศาสตรโบราณคดี-เน้นไปที่การส่งเสริมนักคิดนักเขียนชั้นยอดให้มีชื่อเสียงเผยแพร่ให้กว้างขวาง....
ซึ่งเป็นการตีความกรองเดอร์ที่เหมาะสมแก่เงื่อนไขของประเทศฝรั่งเศสเอง......และเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ฝรั่งเศสยังคงยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
.....บนหมวกต่างใบ.....
- ไฟล์แนบ
-
- ชองบอร์ด....ปราสาทที่ใช้พักยามล่าสัตว์อันหรูหรากลางป่า ของคิงฟรองซัวรที่หนึ่ง ที่เริ่มสร้างในยุคเรเนซองส์ แต่แล้วเสร็จเมื่อเวลาผ่านไปสองร้อยปีให้หลัง....แบบนี้แหละครับ ที่ผมเรียกว่า กรองเดอร์
- Photo0092.jpg (84.84 KiB) เข้าดูแล้ว 286 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- pookhem
- ขาประจำ
- โพสต์: 1188
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2009, 13:46
- Tel: no
- team: ครอบครัวพ่อห่าน มีคันเล็กๆ ตามหลายคัน
- Bike: จักรยานล้อเล็กๆ
- ตำแหน่ง: ถ. ราชดำเนิน เขตพระนคร กทม 10200
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
สวัสดีปีใหม่ครับแบบกรองเดอร์
-
Pajero
- ขาประจำ
- โพสต์: 562
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 มี.ค. 2012, 05:53
- team: TCC.
- Bike: ANCHOR
- ตำแหน่ง: นนทบุรี
- ติดต่อ:
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ปิระมิดแก้ว กับ จักรยานสไตรด้า สถาปัตยกรรมเดียวกันเลย
...........................
ติดตามอ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพ แข็งแรง
...........................
ติดตามอ่านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
สวัสดีปีใหม่ ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพ แข็งแรง
แมวป่า Pajero
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
สวัสดีปีใหม่เช่นกันครับทุกท่าน....สรปกันข้ามปีเลยครับงานนี้
ธรรมดาผมมักจบได้ในสี่-ห้าวัน
แต่กระทู้นี้มันต้องอาศัยความรู้-ความเข้าใจมาก
บางทีเขียนๆแล้ว อ่านไม่ค่อยรุเรื่อง...ลบออกเขียนใหม่ไปก็มี
..แต่เด๋วก็จบแล้วคับ
จะพยามให้จบในอาทิตยนี้ล่ะคับ
ธรรมดาผมมักจบได้ในสี่-ห้าวัน
แต่กระทู้นี้มันต้องอาศัยความรู้-ความเข้าใจมาก
บางทีเขียนๆแล้ว อ่านไม่ค่อยรุเรื่อง...ลบออกเขียนใหม่ไปก็มี
..แต่เด๋วก็จบแล้วคับ
จะพยามให้จบในอาทิตยนี้ล่ะคับ
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ผู้คนชาวฝรั่งเศสเป็นพวกสุขนิยม...
ที่มีเงินเท่าไหร่ ก็กล้าจ่ายสำหรับเสื้อผ้าสวยๆ
ที่โบนัสออกตอนไหน ก็มักใช้ในการท่องเที่ยวแบบราชา
ที่เมื่อกินไก่ นิยมกินเฉพาะอกตรงเนื้อขาวๆ-ส่วนอื่นทิ้งไป
ที่ไม่เข้าใจว่า พวกคนจีน-เอเชียในย่านไชน่าทาวน์ มันจะทำงานเก็บเงินอะไรกันนักกันหนา
หามาทำไมไม่รู้จักใช้....
พวกเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ...คือใช้ชีวิตเพื่อวันนี้
มีความสุขแบบเนื้อหนัง แบบที่จับต้องได้
ถ้าจะใช้คำว่า แบบบริโภคนิยม ก้คงจะไม่ผิด
หากทว่าช่างเป็นบริโภคนิยม..ที่เต็มไปด้วยรสนิยมเสียนี่กระไร...
ชาวฝรั่งเศสนั้นพิถีพิถันกับการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม(น้อยนักที่จะเห็นคนแต่งตัวสถุลแบบผม)
เครื่องใช้ต่างๆ...
อาหารการกินและเครื่องดื่ม
จนกระทั่งไปถึงบ้านเมือง-รถรา-สถาปัตยกรรม
พวกเขาต้องการสิ่งที่มีมาตรฐานเยี่ยม-และสวยงามที่สุด
ในแนวคิดแบบกรองเดอร์
โดยปัจจัยเรื่องราคา อาจอยู่ในลำดับพิจาณาท้ายสุดด้วยซ้ำ
(ถึงตอนนี้ หวนกลับไปนึกถึงแคมเปญกรุงเทพเมืองแฟชั่นของทักกี้แล้วอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของพ่อเจ้าประคุณขึ้นมาครามครัน)
ความละเอียดพิถีพิถันในการบริโภคของเขา เป็นฐานคิดที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าแบรนเนมระดับโลก
อะไรที่ดีพอสำหรับพวกเขา กลายเป็นสิ่งที่มาตรฐานเลิศสำหรับคนอื่น
หลุยวิตตอง-อิฝแซงโรลอง-ชาแนล-เอเมส และอีกมากมายหลายแบรนด์
เป็นประจักษพยานที่ดีในข้อนี้
(สินค้าจากจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเจาะตลาดฝรั่งเศสได้เลย...เพราะอะไรก้น่าจะเข้าใจกันได้)
ผมเชื่อว่า ความตั้งใจของผู้ผลิตฝรั่งเศส...เริ่มต้นความคิดของแบรนดเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างผลิตภัณท์ดีดีเลิศเลิศออกมาใช้ (เอเมสเป็นผุ้ผลิตเบาะหนังเทียมม้าให้คิงมายาวนานหลายสมัย-หรือในระดับชีวิตประจำวัน...ผมเคยเห็นคนทำขนมปัง บรรจงผ่าและทำแซนวิชครวซองทีละอันอย่างช้าๆ โดยไม่สนใจว่าคิวจะยาวสักแค่ไหน....และที่น่าประหลาดใจพอกันคือ ในแถวอันยาวนั้น ไม่มีใครท่าทางหัวเสียกับการรอคอย...เพราะเค้าย่อมรู้ว่า พ่อค้าคนนี้กำลังพยามสร้างสรรค์สิ่งอันเป็นเลิศอยู่)
เพราะงั้น ชื่อเสียงของผลิตภัณทของฝรั่งเศสนั้น..สร้างตัวเองมาจากคุณภาพ ความตั้งใจในการผลิต ความใส่ใจในคุณภาพ...ผ่านระยะเวลายาวนาน ส่งผ่านรุ่นสู่รุ่น
รสนิยมของคนในสังคม-ความคาดหวังมาตรฐานสินค้าที่สูงเลิศ
กลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งของสินค้าที่ส่งออกจากประเทศนี้
แต่ความคลั่งไคล้แบรนด์ของพวกเรา-ชาวกากี่นั้ง-เป้นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ ในยุคสมัยที่ผู้คนถือวัตถุแทนเครื่องหมายระบุตัวตนและสถานะ
ปรากฎการหลุยส์เกลี้ยงร้าน จึงเกิดขึ้นบ่อยหลังทัวร์เอเชียลง
และคงเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังแยกไม่สามารถนิยามตัวเองด้วยวิธีอื่นๆได้
นอกจากด้วยวิธีบริโภคสินค้าอันหรูหรา...
มุ่งความสัำคัญที่ภาพลักษณ์และราคา-หาใช่ด้วยคุณภาพของมัน (ถ้าเน้นเรื่องใช้ทนเป็นหลัก-คนหนึ่งคนคงมีหลุยสชีวิตละหนึ่งใบ-เพราะมันไม่น่าขาดได้ด้วยการบรรจุเพียงแค่กระเป๋าตัง มือถือและเครื่องสำอางค)
ที่มีเงินเท่าไหร่ ก็กล้าจ่ายสำหรับเสื้อผ้าสวยๆ
ที่โบนัสออกตอนไหน ก็มักใช้ในการท่องเที่ยวแบบราชา
ที่เมื่อกินไก่ นิยมกินเฉพาะอกตรงเนื้อขาวๆ-ส่วนอื่นทิ้งไป
ที่ไม่เข้าใจว่า พวกคนจีน-เอเชียในย่านไชน่าทาวน์ มันจะทำงานเก็บเงินอะไรกันนักกันหนา
หามาทำไมไม่รู้จักใช้....
พวกเขาเป็นแบบนั้นจริงๆ...คือใช้ชีวิตเพื่อวันนี้
มีความสุขแบบเนื้อหนัง แบบที่จับต้องได้
ถ้าจะใช้คำว่า แบบบริโภคนิยม ก้คงจะไม่ผิด
หากทว่าช่างเป็นบริโภคนิยม..ที่เต็มไปด้วยรสนิยมเสียนี่กระไร...
ชาวฝรั่งเศสนั้นพิถีพิถันกับการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผม(น้อยนักที่จะเห็นคนแต่งตัวสถุลแบบผม)
เครื่องใช้ต่างๆ...
อาหารการกินและเครื่องดื่ม
จนกระทั่งไปถึงบ้านเมือง-รถรา-สถาปัตยกรรม
พวกเขาต้องการสิ่งที่มีมาตรฐานเยี่ยม-และสวยงามที่สุด
ในแนวคิดแบบกรองเดอร์
โดยปัจจัยเรื่องราคา อาจอยู่ในลำดับพิจาณาท้ายสุดด้วยซ้ำ
(ถึงตอนนี้ หวนกลับไปนึกถึงแคมเปญกรุงเทพเมืองแฟชั่นของทักกี้แล้วอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของพ่อเจ้าประคุณขึ้นมาครามครัน)
ความละเอียดพิถีพิถันในการบริโภคของเขา เป็นฐานคิดที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าแบรนเนมระดับโลก
อะไรที่ดีพอสำหรับพวกเขา กลายเป็นสิ่งที่มาตรฐานเลิศสำหรับคนอื่น
หลุยวิตตอง-อิฝแซงโรลอง-ชาแนล-เอเมส และอีกมากมายหลายแบรนด์
เป็นประจักษพยานที่ดีในข้อนี้
(สินค้าจากจีนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเจาะตลาดฝรั่งเศสได้เลย...เพราะอะไรก้น่าจะเข้าใจกันได้)
ผมเชื่อว่า ความตั้งใจของผู้ผลิตฝรั่งเศส...เริ่มต้นความคิดของแบรนดเหล่านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างผลิตภัณท์ดีดีเลิศเลิศออกมาใช้ (เอเมสเป็นผุ้ผลิตเบาะหนังเทียมม้าให้คิงมายาวนานหลายสมัย-หรือในระดับชีวิตประจำวัน...ผมเคยเห็นคนทำขนมปัง บรรจงผ่าและทำแซนวิชครวซองทีละอันอย่างช้าๆ โดยไม่สนใจว่าคิวจะยาวสักแค่ไหน....และที่น่าประหลาดใจพอกันคือ ในแถวอันยาวนั้น ไม่มีใครท่าทางหัวเสียกับการรอคอย...เพราะเค้าย่อมรู้ว่า พ่อค้าคนนี้กำลังพยามสร้างสรรค์สิ่งอันเป็นเลิศอยู่)
เพราะงั้น ชื่อเสียงของผลิตภัณทของฝรั่งเศสนั้น..สร้างตัวเองมาจากคุณภาพ ความตั้งใจในการผลิต ความใส่ใจในคุณภาพ...ผ่านระยะเวลายาวนาน ส่งผ่านรุ่นสู่รุ่น
รสนิยมของคนในสังคม-ความคาดหวังมาตรฐานสินค้าที่สูงเลิศ
กลายเป็นฐานที่แข็งแกร่งของสินค้าที่ส่งออกจากประเทศนี้
แต่ความคลั่งไคล้แบรนด์ของพวกเรา-ชาวกากี่นั้ง-เป้นสิ่งที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้ตั้งใจ ในยุคสมัยที่ผู้คนถือวัตถุแทนเครื่องหมายระบุตัวตนและสถานะ
ปรากฎการหลุยส์เกลี้ยงร้าน จึงเกิดขึ้นบ่อยหลังทัวร์เอเชียลง
และคงเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่เรายังแยกไม่สามารถนิยามตัวเองด้วยวิธีอื่นๆได้
นอกจากด้วยวิธีบริโภคสินค้าอันหรูหรา...
มุ่งความสัำคัญที่ภาพลักษณ์และราคา-หาใช่ด้วยคุณภาพของมัน (ถ้าเน้นเรื่องใช้ทนเป็นหลัก-คนหนึ่งคนคงมีหลุยสชีวิตละหนึ่งใบ-เพราะมันไม่น่าขาดได้ด้วยการบรรจุเพียงแค่กระเป๋าตัง มือถือและเครื่องสำอางค)
- ไฟล์แนบ
-
- วูเล วูส์ กุเชท์ อาเวคมัว , เซ ซัวร์....เสียงเพลงมูแลงรูจดังขึ้นในหัวเมื่อผมปั่นผ่านอโคจรสถานแห่งปารีส (เพลงนี้-ประโยนี้แปลตรงตัวได้ว่า...คืนนี้ คุณอยากจะมานอนกับฉันไหม? ช่างตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อม)
- Photo0075.jpg (76.81 KiB) เข้าดูแล้ว 276 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย tumtawan เมื่อ 04 ม.ค. 2013, 00:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
มันเป็นเรื่องบังเอิญไหม?
ที่พลพต-มันสมองการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของสังคมเขมร..เป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส
ที่กลุ่มคนหนุ่มแห่งคณะราษฎร ใช้ร้านกาแฟย่านซอร์บอนเป็นที่ประชุมเรื่อง 2475
ที่เหงวียน อาย ก๊อก..แฝงตัวศึกษาลีลาปฎิวัติที่ปารีส-และลงมือปฎิบัติจริงที่บ้านเกิด ในนาม โฮจิมินท์
ผมคิดว่าไม่บังเอิญหรอก...ไม่ว่าคุณ-หรือว่าผม หรือว่าใคร
หากได้มีโอกาสอาศัยในปารีสในห้วงเลาเดียวกันนั้น...รับประกันได้ว่า
ไฟแห่งการปฎิวัติจะคุโชนโชติช่วงท่วมตัวคุณ ไม่แพ้กลุ่มคนหนุ่มเหล่านั้นหรอก
ถนนริเชอลิเย่อ-ห้องสมุดวิคเตอร์ฮูโก-จตุรัสบาสติล-โอเปร่าการ์นิเย่-สวนเอมิล-สนามบินเดอโกล....
สถานที่สาธาณะเหล่านี้ล้วนถูกจดจารและจดจำด้วยช่ือคนสามัญที่ทำคุณให้ประเทศ
นักคิด-นักเขียน-สถาปนิก-นักการเมือง-ทหาร
...มิใช่กษัตริย์....
สถานที่สำคัญมากมายถูกเล่าขานในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการปฎิวัติ
จตุรัสคองคอร์ดถูกระลึกถึงบ่อยครั้งในฐานะที่ประหารหลุยส์
วงเวียนเรอปูบลิค สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการลุกฮือของชาวฝรั่งเศสต่อการใช้อำนาจทางการเมืองของกษัตริยหลุยส์ฟิลลิป
ศาลาว่าการปารีสถูกจดจำว่าเคยพังราบด้วยน้ำมือของกลุ่มคนที่โกรธแค้นระบอบเก่า
ร้านกาแฟ-บ้านเก่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ 1789 ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี
ไม่เว้นแม้โบสถ์โนเตรอะดาม ก็มีเรื่องราวของการปฎิวัติเข้ามาเกี่ยวข้อง (บริเวณแกลลอรี่ออฟเดอะคิงถูกกลุ่มคนเข้าใจผิดว่า นั่นคือรูปแสดงลำดับของคิงฝรั่งเศส..จึงพากันทำลายลงเสีย)
ในห้วงยามที่ปรัชญาเอกซ์ซิสตองเชี่ยลลิสถ์ของ ชองปอลซาร์ทกำลังได้รับความสนใจในเวทปรัชญายุโรป
ช่วงเวลาที่โลกกำลังตื่นตัวกับกระแสปฎิวัติ
ชั่วโมงที่ปารีสคือเบสแคมป์ของขบถหัวก้าวหน้าจากทั่วทุกทวีป เอเชีย-แอฟฟริกา-ละตินอเมริกา
นาทีนั้น หากคุณอยู่ในปารีส และคุณไม่รู้สึกถึงกระแสที่ว่า
ก็ดูเหมือนคุณจะด้านชาเกินไป.....
ไว่าว่าผลการปฎิวัติจะดีหรือไม่
ไม่ว่าผลสุดท้ายมันจะจบลงอย่างไร (เลวร้ายแบบเขมรแดง หรือสร้่างประชาธิปไตยเต็มใบแบบฝรั่งเศส)
อารมณ์ของการปฎิวัตินั้น เร่าร้อนและอุทิศตนเสมอ
การที่คนกลุ่มหนึ่ง..ตั้งเป้าหมายที่เสี่ยงต่อชีวิต...เพื่อคนอื่นที่ตัวไม่รู้จัก
เพื่อสิ่งอื่นที่ใหญ่กว่าตัว (สังคม อดมการณ์ ประชาชน)
มันย่อมต้องอาศัยแนวคิดบางอย่างที่มีพลัง บรรยากาศที่ชักนำ เสรีภาพในการคิดฝันถึงโลกยูโธเปีย
และบรรยากาศเหล่านั้น...มีพร้อมที่นี่
รอคอยให้คนหนุ่มสาวมาสัมผัส สูดกลิ่นปฎิวัติที่ยังคงอบอวลอยู่
แม้จะผ่านมานากว่าค่อนศตวรรษแล้ว
ที่พลพต-มันสมองการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินของสังคมเขมร..เป็นนักเรียนเก่าฝรั่งเศส
ที่กลุ่มคนหนุ่มแห่งคณะราษฎร ใช้ร้านกาแฟย่านซอร์บอนเป็นที่ประชุมเรื่อง 2475
ที่เหงวียน อาย ก๊อก..แฝงตัวศึกษาลีลาปฎิวัติที่ปารีส-และลงมือปฎิบัติจริงที่บ้านเกิด ในนาม โฮจิมินท์
ผมคิดว่าไม่บังเอิญหรอก...ไม่ว่าคุณ-หรือว่าผม หรือว่าใคร
หากได้มีโอกาสอาศัยในปารีสในห้วงเลาเดียวกันนั้น...รับประกันได้ว่า
ไฟแห่งการปฎิวัติจะคุโชนโชติช่วงท่วมตัวคุณ ไม่แพ้กลุ่มคนหนุ่มเหล่านั้นหรอก
ถนนริเชอลิเย่อ-ห้องสมุดวิคเตอร์ฮูโก-จตุรัสบาสติล-โอเปร่าการ์นิเย่-สวนเอมิล-สนามบินเดอโกล....
สถานที่สาธาณะเหล่านี้ล้วนถูกจดจารและจดจำด้วยช่ือคนสามัญที่ทำคุณให้ประเทศ
นักคิด-นักเขียน-สถาปนิก-นักการเมือง-ทหาร
...มิใช่กษัตริย์....
สถานที่สำคัญมากมายถูกเล่าขานในมุมมองที่เกี่ยวข้องกับการปฎิวัติ
จตุรัสคองคอร์ดถูกระลึกถึงบ่อยครั้งในฐานะที่ประหารหลุยส์
วงเวียนเรอปูบลิค สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของการลุกฮือของชาวฝรั่งเศสต่อการใช้อำนาจทางการเมืองของกษัตริยหลุยส์ฟิลลิป
ศาลาว่าการปารีสถูกจดจำว่าเคยพังราบด้วยน้ำมือของกลุ่มคนที่โกรธแค้นระบอบเก่า
ร้านกาแฟ-บ้านเก่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ 1789 ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี
ไม่เว้นแม้โบสถ์โนเตรอะดาม ก็มีเรื่องราวของการปฎิวัติเข้ามาเกี่ยวข้อง (บริเวณแกลลอรี่ออฟเดอะคิงถูกกลุ่มคนเข้าใจผิดว่า นั่นคือรูปแสดงลำดับของคิงฝรั่งเศส..จึงพากันทำลายลงเสีย)
ในห้วงยามที่ปรัชญาเอกซ์ซิสตองเชี่ยลลิสถ์ของ ชองปอลซาร์ทกำลังได้รับความสนใจในเวทปรัชญายุโรป
ช่วงเวลาที่โลกกำลังตื่นตัวกับกระแสปฎิวัติ
ชั่วโมงที่ปารีสคือเบสแคมป์ของขบถหัวก้าวหน้าจากทั่วทุกทวีป เอเชีย-แอฟฟริกา-ละตินอเมริกา
นาทีนั้น หากคุณอยู่ในปารีส และคุณไม่รู้สึกถึงกระแสที่ว่า
ก็ดูเหมือนคุณจะด้านชาเกินไป.....
ไว่าว่าผลการปฎิวัติจะดีหรือไม่
ไม่ว่าผลสุดท้ายมันจะจบลงอย่างไร (เลวร้ายแบบเขมรแดง หรือสร้่างประชาธิปไตยเต็มใบแบบฝรั่งเศส)
อารมณ์ของการปฎิวัตินั้น เร่าร้อนและอุทิศตนเสมอ
การที่คนกลุ่มหนึ่ง..ตั้งเป้าหมายที่เสี่ยงต่อชีวิต...เพื่อคนอื่นที่ตัวไม่รู้จัก
เพื่อสิ่งอื่นที่ใหญ่กว่าตัว (สังคม อดมการณ์ ประชาชน)
มันย่อมต้องอาศัยแนวคิดบางอย่างที่มีพลัง บรรยากาศที่ชักนำ เสรีภาพในการคิดฝันถึงโลกยูโธเปีย
และบรรยากาศเหล่านั้น...มีพร้อมที่นี่
รอคอยให้คนหนุ่มสาวมาสัมผัส สูดกลิ่นปฎิวัติที่ยังคงอบอวลอยู่
แม้จะผ่านมานากว่าค่อนศตวรรษแล้ว
- ไฟล์แนบ
-
- จตุรัส หรือที่ว่างกลางเมือง เป็นองประกอบที่สำคัญของการวางผังเมืองในยุโรป โดยใช้ประโยชนได้หลากหลาย ทั้งเป้นทีขายของวันหยุด-ใช้นั่งเล่นพักผ่อน-ดุคอนเสริท-ประชุมคนในเมือง-จัดงานคริสมาส รวมตัวประท้วง......และท่ามกลางการใช้งานที่หลากหลายนั้น สิ่งที่เป็นเหตุผลเบื้องหลังก้คือรัฐและสังคมมี-สร้างและเปิด พื้นที่ส่วนกลางให้แก่พลเมือง เพื่อที่เขาจะได้ใช้มันตามสิทธิและความต้องการในสังคมประชาธิปไตย
- Photo0243.jpg (69.71 KiB) เข้าดูแล้ว 254 ครั้ง
-
- ไม่ว่าจะเมืองเก่าหรือเมืองใหม่ รูปแบบโบราณหรือทันสมัย ใหญ่หรือเล็ก...ผู้คนฝรั่งเศสคุ้นชินกับการมีพื้นที่กลางเมืองที่เปิดโล่ง
- Photo0135.jpg (58.07 KiB) เข้าดูแล้ว 254 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ถ้าจะดูประวัติศาสตรที่มีชีวิต ไม่มีที่ไหนในโลกเหมาะเท่ากับที่นี่
ที่ที่ผู้คนสร้างบ้านของตนบนฐานรากปราสาทเก่าแก่กว่าค่อนศตวรรษ
ที่ที่ถนนหนทางที่ใช้สัญจรทุกวัน ก็เส้นทางเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน และจะต่างก็เพียงความกว้างเท่านั้น
ฝรั่งเศสสร้างประเทศบนกองอิฐของบรรพบุรุษ ที่ถมทับนับสิบนับร้อยรุ่นต่อเนื่องเรื่อยมา...
ถ้าเราจะบอกว่าญป คือประเทศที่ผู้คนใส่ใจกับประวัติศาสตร์และรักษามันเป็นอย่างดี
ฝรั่งเศสดูจะไปไกลกว่า ที่ไม่ใช่แค่ดูแลรักษา..หากทว่าอยู่กับมัน-ทุกวัน-เป็นกิจวัตร
บ้านและอพาร์ทเมนทืในปารีสที่งดงามนั้น เป้นผลงานของสถาปนิกโฮสมาน ในยุคนโปเลียนที่สาม ในอายุเฉียดสองร้อยปี....มันคือโครงการขนาดใหญ่ที่จัดการวางผังปารีสเสียใหม่ ขยายถนน และสร้างอาคารริมถนนในรูปร่างและสไตล์เดียวกัน--นีโอคลาสสิค
ก่อนหน้านั้น..บ้านเรือนตึกแถวในปารีสเป็นอาคารที่สร้างส่วนใหญ่ในสไตล์เรเนซองซ เมื่อห้าร้อยปีก่อน
และส่วนมาก เป็นอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมมาจากยุคกลาง-โกธิค เมื่อแปดร้อยปีก่อน
และเกือบทั้งหมดในเขตอิลเดอลาซิเต้ สร้างอยุ่บนฐานรากกองอาคารเก่ายุคหลังโรมัน เมื่อพันกว่าปีก่อน.....
นอกจากความคลั่งไคล้ศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นคุณลักษณะเด่นของชาวฝรั่งเศสแล้ว อดีตที่รุ่งเรือง-อารยธรรมที่รุ่มรวย เป็นความภาคภูมิใจและเป็นเงื่อนไขในการเก็บรักษาสถาปัตยกรรมโบราณ-อาคารเก่าเอาไว้
ด้วยวิธีที่ละเอียดปราณีต เช่นการรักษารูปแบบเดิม-การใช้วัสดุเดิมในการก่อสร้าง-การออกแบบต่อเติมโดยเคารพบริบทแห่งอาคารเก่าแวดล้อม...ทำให้หลายครั้งเราไม่สามารถแยกอาคารเก่าโบราณกับอาคารใหม่ต่อเติม หรือส่วนบูรณะเพื่อใช้งานในรูปแบบใหม่ได้เลย
จนในหลายกรณี (เช่นในเขตเมืองเก่าเซนท์มาโล-หรือเมืองซารลาทางใต้) เราอาจเข้าใจผิด-คิดว่าเมืองทั้งเมือง เป็นเมืองโบราณอันปราศจากอาคารในยุคใหม่ เมื่อได้ย่างกรายเข้าไปในเขตอนุรักษ์เข้มข้น
หรือในบางกรณี..ที่เมื่ออาคารเดิมหมดพลังที่จะใช้งานในแบบเก่าอีกต่อไป (เช่นโบสถ์เก่าที่คนเลิกใช้แล้ว เพราะมีโบสถใหม่สร้างขึ้นในชุมชน หรือป้อมปราการเก่า ในย่านธุรกิจ) ชาวฝรั่งเศสก็ลิเบอรัลมากพอที่จะชุบชีวิตมันให้ฟื้นขึ้นมาในลีลาแบบใหม่ ที่เข้ากับวิถีชีวิตและการใช้งานแบบใหม่
เช่น โบสถ์เก่าที่อายุนับพันปีในเมืองเรนน์ ถูกเนรมิตกลายเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แบบที่ทันสมัยสุดๆ
หรือป้อมเก่าที่ใช้คุมขังโจนออฟอาร์ค ก็ถูกดัดแปลงมาเป็นมิวเซียมโจนออฝอาร์ค
เช่นเดียวกันกับกำแพงเมืองเก่า ก็ถูกขุดทะลวงเอาอิฐภายในออก-คงรักษารูปลักษณ์ภายนอกไว้ แล้วใช้มันเป็นสถานที่แสดงงานศิลปะของเมือง
สถานีรถไฟ ก็ดัดแปลงใช้เป็นอาร์ทแกลลอรี่ได้
แม้แต่สระว่ายน้ำเก่า-ที่โดดเด่นด้วยรูปแบบการตกแต่งอาร์ทเดคโค่ ก็กลายเป็นพิพิธภัณท์แสดงงานศิลปะสมัยใหม่ (ผมกว่ากรณีนี้แม่มโคดครีเอท)
ยังไม่ต้องพูดถึงลูฟท์-หรือวังเก่า-ปราสาทโบราณของเจ้่าเมืองยุคกลางในเขตอื่นๆ ที่ก็ถูกจัดแจงดัดแปลงการใช้งานเช่นเดียวกัน
การเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส จึงรู้สึกแฟนตาซีมาก
เพราะขอบเขตของเวลานั้นพร่าเลือน
เราอาจเดินผ่านประตูรั้วในยุคกลาง เข้ามาในคอร์ทด้านหน้าอาคารยุคเรเนซองซ และเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดแสดงด้วยมัลติมีเดียสามมิติอันล้ำสมัย
ก็ไม่แปลกอะไร...
แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ ประเทศนักอนุรักษ์อาคารเก่าแห่งนี้แหละ
ที่เป็นหัวหอกของการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมโคตรล้ำยุค
นับตั้งแต่ ตูร์ไอเฟล ที่ชาวปารีสด่าเช็ดในเบื้องแรก และนึกรักในเบื้องหลัง
หรือจะเป็น วิลล่าซาวอย คุณพ่อของอาคารโมเดร์นในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
และปิระมิดแก้ว ที่ก็โดนยำไม่เหลือซากจากนักวิจารณ์หลังสร้างเสร็จ แต่กลายเป็นเพชรบนหัวแหวานของลุฟท์ในปัจจุบัน
จนมาถึงหอศิลปปอมปิดู ที่ทำลายภาพอาคารหอศิลป์แบบคลาสสิคลงไม่เหลือหลอ แล้วแทนที่มันด้วยสถาปัตยกรรมกล่องโชวโครงสร้างและงานระบบ
ที่ว่าทั้งหมดนี้...ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างอาคารเก่านับร้อยนับพันปีทั้งหลายแหล่....
ใช่....ชาวฝรั่งเศสไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นนักคิด-นักปฎิบัติหัวขบถด้วยเช่นกัน....
ประวัติศาสตรการต่อสู้เพื่อลิเบอรัลย้ำเตือนผมในข้อนี้
ที่ที่ผู้คนสร้างบ้านของตนบนฐานรากปราสาทเก่าแก่กว่าค่อนศตวรรษ
ที่ที่ถนนหนทางที่ใช้สัญจรทุกวัน ก็เส้นทางเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน และจะต่างก็เพียงความกว้างเท่านั้น
ฝรั่งเศสสร้างประเทศบนกองอิฐของบรรพบุรุษ ที่ถมทับนับสิบนับร้อยรุ่นต่อเนื่องเรื่อยมา...
ถ้าเราจะบอกว่าญป คือประเทศที่ผู้คนใส่ใจกับประวัติศาสตร์และรักษามันเป็นอย่างดี
ฝรั่งเศสดูจะไปไกลกว่า ที่ไม่ใช่แค่ดูแลรักษา..หากทว่าอยู่กับมัน-ทุกวัน-เป็นกิจวัตร
บ้านและอพาร์ทเมนทืในปารีสที่งดงามนั้น เป้นผลงานของสถาปนิกโฮสมาน ในยุคนโปเลียนที่สาม ในอายุเฉียดสองร้อยปี....มันคือโครงการขนาดใหญ่ที่จัดการวางผังปารีสเสียใหม่ ขยายถนน และสร้างอาคารริมถนนในรูปร่างและสไตล์เดียวกัน--นีโอคลาสสิค
ก่อนหน้านั้น..บ้านเรือนตึกแถวในปารีสเป็นอาคารที่สร้างส่วนใหญ่ในสไตล์เรเนซองซ เมื่อห้าร้อยปีก่อน
และส่วนมาก เป็นอาคารที่ดัดแปลงต่อเติมมาจากยุคกลาง-โกธิค เมื่อแปดร้อยปีก่อน
และเกือบทั้งหมดในเขตอิลเดอลาซิเต้ สร้างอยุ่บนฐานรากกองอาคารเก่ายุคหลังโรมัน เมื่อพันกว่าปีก่อน.....
นอกจากความคลั่งไคล้ศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นคุณลักษณะเด่นของชาวฝรั่งเศสแล้ว อดีตที่รุ่งเรือง-อารยธรรมที่รุ่มรวย เป็นความภาคภูมิใจและเป็นเงื่อนไขในการเก็บรักษาสถาปัตยกรรมโบราณ-อาคารเก่าเอาไว้
ด้วยวิธีที่ละเอียดปราณีต เช่นการรักษารูปแบบเดิม-การใช้วัสดุเดิมในการก่อสร้าง-การออกแบบต่อเติมโดยเคารพบริบทแห่งอาคารเก่าแวดล้อม...ทำให้หลายครั้งเราไม่สามารถแยกอาคารเก่าโบราณกับอาคารใหม่ต่อเติม หรือส่วนบูรณะเพื่อใช้งานในรูปแบบใหม่ได้เลย
จนในหลายกรณี (เช่นในเขตเมืองเก่าเซนท์มาโล-หรือเมืองซารลาทางใต้) เราอาจเข้าใจผิด-คิดว่าเมืองทั้งเมือง เป็นเมืองโบราณอันปราศจากอาคารในยุคใหม่ เมื่อได้ย่างกรายเข้าไปในเขตอนุรักษ์เข้มข้น
หรือในบางกรณี..ที่เมื่ออาคารเดิมหมดพลังที่จะใช้งานในแบบเก่าอีกต่อไป (เช่นโบสถ์เก่าที่คนเลิกใช้แล้ว เพราะมีโบสถใหม่สร้างขึ้นในชุมชน หรือป้อมปราการเก่า ในย่านธุรกิจ) ชาวฝรั่งเศสก็ลิเบอรัลมากพอที่จะชุบชีวิตมันให้ฟื้นขึ้นมาในลีลาแบบใหม่ ที่เข้ากับวิถีชีวิตและการใช้งานแบบใหม่
เช่น โบสถ์เก่าที่อายุนับพันปีในเมืองเรนน์ ถูกเนรมิตกลายเป็นศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แบบที่ทันสมัยสุดๆ
หรือป้อมเก่าที่ใช้คุมขังโจนออฟอาร์ค ก็ถูกดัดแปลงมาเป็นมิวเซียมโจนออฝอาร์ค
เช่นเดียวกันกับกำแพงเมืองเก่า ก็ถูกขุดทะลวงเอาอิฐภายในออก-คงรักษารูปลักษณ์ภายนอกไว้ แล้วใช้มันเป็นสถานที่แสดงงานศิลปะของเมือง
สถานีรถไฟ ก็ดัดแปลงใช้เป็นอาร์ทแกลลอรี่ได้
แม้แต่สระว่ายน้ำเก่า-ที่โดดเด่นด้วยรูปแบบการตกแต่งอาร์ทเดคโค่ ก็กลายเป็นพิพิธภัณท์แสดงงานศิลปะสมัยใหม่ (ผมกว่ากรณีนี้แม่มโคดครีเอท)
ยังไม่ต้องพูดถึงลูฟท์-หรือวังเก่า-ปราสาทโบราณของเจ้่าเมืองยุคกลางในเขตอื่นๆ ที่ก็ถูกจัดแจงดัดแปลงการใช้งานเช่นเดียวกัน
การเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมของฝรั่งเศส จึงรู้สึกแฟนตาซีมาก
เพราะขอบเขตของเวลานั้นพร่าเลือน
เราอาจเดินผ่านประตูรั้วในยุคกลาง เข้ามาในคอร์ทด้านหน้าอาคารยุคเรเนซองซ และเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดแสดงด้วยมัลติมีเดียสามมิติอันล้ำสมัย
ก็ไม่แปลกอะไร...
แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือ ประเทศนักอนุรักษ์อาคารเก่าแห่งนี้แหละ
ที่เป็นหัวหอกของการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมโคตรล้ำยุค
นับตั้งแต่ ตูร์ไอเฟล ที่ชาวปารีสด่าเช็ดในเบื้องแรก และนึกรักในเบื้องหลัง
หรือจะเป็น วิลล่าซาวอย คุณพ่อของอาคารโมเดร์นในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
และปิระมิดแก้ว ที่ก็โดนยำไม่เหลือซากจากนักวิจารณ์หลังสร้างเสร็จ แต่กลายเป็นเพชรบนหัวแหวานของลุฟท์ในปัจจุบัน
จนมาถึงหอศิลปปอมปิดู ที่ทำลายภาพอาคารหอศิลป์แบบคลาสสิคลงไม่เหลือหลอ แล้วแทนที่มันด้วยสถาปัตยกรรมกล่องโชวโครงสร้างและงานระบบ
ที่ว่าทั้งหมดนี้...ตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้างอาคารเก่านับร้อยนับพันปีทั้งหลายแหล่....
ใช่....ชาวฝรั่งเศสไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว
แต่ยังเป็นนักคิด-นักปฎิบัติหัวขบถด้วยเช่นกัน....
ประวัติศาสตรการต่อสู้เพื่อลิเบอรัลย้ำเตือนผมในข้อนี้
- ไฟล์แนบ
-
- ถ้าคุณเคยชินกับหอศิลป์แบบไทยไทย-จงมาที่นี่ เซนเตอจอร์จปอมปิดู..รูปแบบใหม่ของพิพิธภัณท์ศิลปะที่เป็นศูนยกลางกิจกรรมของชาวปารีสอย่างแท้จริง ผมใช้เวลารอคิวไม่ต่ำกว่าหนึ่งชม.ในการเข้าชม ทั้งที่เป็นวันทำงาน และภายในผู้คนเอนจอยกับมันมาก..มากจนน่าขนลุกเมื่อคิดว่า เราต้องใช้ความพยามมากแค่ไหน ลงทุนทางด้านการศึกษามากเท่าไหร่ กว่าที่จะผลิตพลเมืองที่มีรสนิยมทางศิลปะวัฒนธรรมได้เท่านี้
- Photo0087.jpg (108.6 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- แม้จะเป็นแค่แบบร่างทางความคิด...แต่สังคมที่นักเรียนสถาปัตยกล้าเสนอให้ติดตั้งรถไฟเหาะรอบโบสถ์เก่าได้เพื่อรับรสสุนทรียภาพแบบใหม่ของสถาปัตยกรรมโบราณ......สังคมนั้นจะต้องเปิดกว้างทางความคิดมากเท่าใด?
- Photo0252.jpg (83.04 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- ลองคิดในบริบทแบบวัดไทย...อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อมีนักเรียนมหาลัยกลุ่มหนึ่ง ขออนุญาตใช้พื้นที่จัดแสดงงานวิทยานิพนธ์ของเขา.......พระไทยจะลิเบอรัลพอที่จะตอบตกลงไหม? .....ในภาพคือโบสถ์ในยุคกลางที่เปลี่ยนเป็นแกลอรี่ในช่วงเวลาสามสัปดาห์ ก่อนที่จะกลับมาเป็นโบสถ์อีกครั้งหลังจากนั้น
- Photo0254.jpg (81.51 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- โบสถ์หลังนี้เก่ากว่าอาคารทุกหลังในประเทศไทย(คืออายุราวเก้าร้อยปี) แต่มันถูกปรับใช้เป็นทิวริสเซนเตอร์ที่ล้ำสุดๆ และสวยสุดๆเช่นกัน
- Photo0140.jpg (69.71 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- ในสมัยหนึ่งของยุคกลาง..พลเมืองชาวฝรั่งเศสนั้นล้มตายด้วยโรคห่าจำนวนกว่าครึ่งประเทศ จนสุสานนั้นเต็มล้น....เมืองร็องเองก็ประสบปัญหาดังกล่าว และเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการฝังศพลงในคอร์ทกลางกลุ่มอาคารกลุ่มหนึ่ง..ซึ่งภายหัลงกลายเป็นสุสาน...และภายหลังต่อมาหกร้อยปีกลายมาเป็นหอศิลปะ (มันจะลิเบอรัลไปไหนกันนี่..โอ้..เปลี่ยนสุสานมาเป็นหอศิลป....พระเจ้า!)
- Photo0248.jpg (83.07 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ผมขอจบกระทู้ด้วยการพูดถึงเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ชักนำผมมาที่ฝรั่งเศส
นั่นคือเพื่อมาเห็น โบสถ์แบบโกธิค ในยุคกลาง
หรือที่เรียกขานกันเพื่อเป็นเกียรติแก่พระแม่มารีว่า โนตเทรอะดาม คะทรีดัล( แปลว่าคุณผู้หญิงของเรา)
อย่างที่ได้รู้แล้วว่า ศาสนจักรในยุคกลางนั้นมีอำนาจมากเพียงใด
โบสถ์โกธิคนั้นเอง ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำนักปาป้ากำลังท้อปฟอร์ม คือช่วงประมาณแปด-เก้าร้อยปีก่อน
และตัวสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคนี่แหละ ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจอำนาจทางการเมืองและความเชื่อที่มีอยุ่อย่างล้นพ้นอันนั้น
ความน่าทึ่งของมันอยู่ตรงไหน?
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คงต้องเปรียบกับยอดสถาปัตยกรรมฝั่งเอเชียที่ร่วมยุคสมัยกัน..นั่นคือนครวัด-นครธม
นครวัดนับเป็นกลุ่มอาคารทางความเชื่อและศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ และมีความงดงามที่ประกอบจากการวางผัง ตกแต่งด้วยภาพสลัก และการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ
ส่วนโบสถ์โกธิคที่ผมจับคู่เปรียบ ก้คือ มหาวิหารแห่งเมืองชาร์ท ที่อายุอ่อนกว่าร่วมร้อยปี
และมีความโดดเด่นที่เทคโนโลยีการก่อสร้าง ( เป็นอาคารเดี่ยวที่ใหญ่โต และสูงมาก) การวางแผนการก่อสร้าง-การออกแบบที่ใช้ตัวเลขที่สัมพันธ์กันทั้งในผังพื้นและรูปด้าน และองค์ประกอบอาคารอื่นๆ เช่นฝ้าเพดาน/เสา/รูปสลัก
แน่ล่ะ...ในกรณีแบบนี้ ซึ่งไม่เหมือนการเชียรมวย....ที่ผมจะสามรถยกมือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะได้แล้วบอกว่า เอ้า..ฝ่ายนี้ชนะเพราะว่าเจ๋งกว่า เราไม่ได้จับสถาปัตยกรรมมาเปรียบด้วยเหตุผลเหล่าน้น
แต่เราเอามาเทียบเคียงกัน เพราะต้องการศึกษาว่า ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นในสังคมหนึ่ง และสิ่งนี้ไม่เกิด
มันมีเหตุปัจจัยใดบ้างที่สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคอยู่...
กรณีนี้ สิ่งที่ผมสนใจ ก้คือความสูง...
คำถามของผมก็คือ ทำไมที่นี่สร้างสถาปัตยกรรมที่สูงใหญ่ได้เพียงนี้
แต่ที่เซาอิสท์เอเชีย ไม่มีแม้แต่ที่เดียวที่เน้นความสูงใหญ่
เรามีกลุ่มอาคารที่กว้างและปราณีตละเอียด...แต่ไม่มีอาคารเดี่ยวที่ทั้งสูง และใหญ่
ทำไม?
นั่นคือเพื่อมาเห็น โบสถ์แบบโกธิค ในยุคกลาง
หรือที่เรียกขานกันเพื่อเป็นเกียรติแก่พระแม่มารีว่า โนตเทรอะดาม คะทรีดัล( แปลว่าคุณผู้หญิงของเรา)
อย่างที่ได้รู้แล้วว่า ศาสนจักรในยุคกลางนั้นมีอำนาจมากเพียงใด
โบสถ์โกธิคนั้นเอง ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำนักปาป้ากำลังท้อปฟอร์ม คือช่วงประมาณแปด-เก้าร้อยปีก่อน
และตัวสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคนี่แหละ ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจอำนาจทางการเมืองและความเชื่อที่มีอยุ่อย่างล้นพ้นอันนั้น
ความน่าทึ่งของมันอยู่ตรงไหน?
ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คงต้องเปรียบกับยอดสถาปัตยกรรมฝั่งเอเชียที่ร่วมยุคสมัยกัน..นั่นคือนครวัด-นครธม
นครวัดนับเป็นกลุ่มอาคารทางความเชื่อและศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ขณะนี้ และมีความงดงามที่ประกอบจากการวางผัง ตกแต่งด้วยภาพสลัก และการจัดวางองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมต่างๆ
ส่วนโบสถ์โกธิคที่ผมจับคู่เปรียบ ก้คือ มหาวิหารแห่งเมืองชาร์ท ที่อายุอ่อนกว่าร่วมร้อยปี
และมีความโดดเด่นที่เทคโนโลยีการก่อสร้าง ( เป็นอาคารเดี่ยวที่ใหญ่โต และสูงมาก) การวางแผนการก่อสร้าง-การออกแบบที่ใช้ตัวเลขที่สัมพันธ์กันทั้งในผังพื้นและรูปด้าน และองค์ประกอบอาคารอื่นๆ เช่นฝ้าเพดาน/เสา/รูปสลัก
แน่ล่ะ...ในกรณีแบบนี้ ซึ่งไม่เหมือนการเชียรมวย....ที่ผมจะสามรถยกมือให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะได้แล้วบอกว่า เอ้า..ฝ่ายนี้ชนะเพราะว่าเจ๋งกว่า เราไม่ได้จับสถาปัตยกรรมมาเปรียบด้วยเหตุผลเหล่าน้น
แต่เราเอามาเทียบเคียงกัน เพราะต้องการศึกษาว่า ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้นในสังคมหนึ่ง และสิ่งนี้ไม่เกิด
มันมีเหตุปัจจัยใดบ้างที่สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคอยู่...
กรณีนี้ สิ่งที่ผมสนใจ ก้คือความสูง...
คำถามของผมก็คือ ทำไมที่นี่สร้างสถาปัตยกรรมที่สูงใหญ่ได้เพียงนี้
แต่ที่เซาอิสท์เอเชีย ไม่มีแม้แต่ที่เดียวที่เน้นความสูงใหญ่
เรามีกลุ่มอาคารที่กว้างและปราณีตละเอียด...แต่ไม่มีอาคารเดี่ยวที่ทั้งสูง และใหญ่
ทำไม?
- ไฟล์แนบ
-
- ผมเดินถอยจนสุดก็ไม่อาจบันทึกภาพจากฐานจนถึงยอดของมหาวิหารแห่งนี้ได้....สำหรับผมแล้ว...ที่นี่คือสถานที่ที่ดีที่สุดในการเดินทางครั้งนี้
- Photo0126.jpg (97.81 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
เราอาจเข้าใจสถาปัตยกรรมมากขึ้น ถ้าเราเริ่มที่แนวความคิดในการก่อสร้าง
นครวัด-นครธม..ถูกสร้างด้วยความตั้งใจจำลองภาพของสวรรคืในจักรวาลทัศน์ของคนโบราณ
นั่นคือประกอบด้วยเขาพระสุเมรเป็นองคประธาน และล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร
โดยมีวงแหวนของเทือกเขาสัตบริภัณท์ซ้อนรัดเป็นชั้นๆ
นครวัดมีผังแบบนี้เด๊ะๆ และขยายขนาดให้กว้างใหญ่สมฐานะของกษัตริย์ผู้เกรียงไกร
แต่จักรวาลทัศน์และแนวความคิดของสวรรค์ของคนยุโรปในยุคกลางนั้นต่างออกไป
นอกจากความเชื่ออว่าพระเจ้าสร้างโลกให้เป็นศก.จักรวาลแล้ว ฝรั่งไม่มีไอเดียเกี่ยวกับผังจักรวาลที่เป็นรูปธรรมแบบเอเชีย
นอกจากเข้าใจแบบนามธรรมว่า โลกเป็นศก.ของจักรวาล-ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนตามโลก และมีอาณาจักรของพระเจ้าอยู่วงนอกและเฝ้าดูอยู่
แนวความคิดแบบนี้เอง ที่ทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาของฝรั่งโบราณ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขขององประกอบและการจัดวาง
....แล้วอย่างนั้น...มันถูกสร้างมาด้วยแนวความคิดใด?
ศิลปะนั้นส่องทางแก่กัน...และสถาปัตยกรรมเองก็เช่นเดียวกัน
อาคารเชิงศาสนาของฝรั่งนั้นถูกสร้างโดยดัดแปลงมาจากอาคารที่เรียกว่า บาซิลิก้า ของชาวโรมัน
และเมื่อนำมาปรับใช้ในฟังชั่น-ความเชื่อแบบใหม่ ก็มีการพยามค้นหาสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง เพื่อที่จะจัดวาง-ต่อเติมเข้าไปในรูปแบบอาคารเดิมเพื่อเป็นตัวแทนความศรัทธาแบบใหม่อันนั้น
นี่เป็นที่มาของผังรูปกากบาท-ไม้กางเขนของโบสถ์คริสต์ ซึ่งมาพร้อมๆกับการแทนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยแสงสว่างจากพระอาทิตย์....
ความเข้าใจในเรื่องแนวความคิดในการออกแบบ อาจตอบปัญหาในเบื้องแรกได้ว่า ทำไมสถาปัตยกรรมทางศาสนาของเอเชียจึงแผ่ในแนวราบ แต่ของยุโรปเป็นอาคารเดี่ยวที่คอมพลีทในตัว
แต่แล้วความสูงล่ะ....
ทำไมยุโรปสูง และเอเชียไม่...?
(ขออภัยถ้าอ่านแล้วมึนๆนะครับ...ผมเตือนแล้วว่า เขียนให้ตัวเองอ่านครับ
)
นครวัด-นครธม..ถูกสร้างด้วยความตั้งใจจำลองภาพของสวรรคืในจักรวาลทัศน์ของคนโบราณ
นั่นคือประกอบด้วยเขาพระสุเมรเป็นองคประธาน และล้อมรอบด้วยมหานทีสีทันดร
โดยมีวงแหวนของเทือกเขาสัตบริภัณท์ซ้อนรัดเป็นชั้นๆ
นครวัดมีผังแบบนี้เด๊ะๆ และขยายขนาดให้กว้างใหญ่สมฐานะของกษัตริย์ผู้เกรียงไกร
แต่จักรวาลทัศน์และแนวความคิดของสวรรค์ของคนยุโรปในยุคกลางนั้นต่างออกไป
นอกจากความเชื่ออว่าพระเจ้าสร้างโลกให้เป็นศก.จักรวาลแล้ว ฝรั่งไม่มีไอเดียเกี่ยวกับผังจักรวาลที่เป็นรูปธรรมแบบเอเชีย
นอกจากเข้าใจแบบนามธรรมว่า โลกเป็นศก.ของจักรวาล-ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนตามโลก และมีอาณาจักรของพระเจ้าอยู่วงนอกและเฝ้าดูอยู่
แนวความคิดแบบนี้เอง ที่ทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมทางศาสนาของฝรั่งโบราณ ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขขององประกอบและการจัดวาง
....แล้วอย่างนั้น...มันถูกสร้างมาด้วยแนวความคิดใด?
ศิลปะนั้นส่องทางแก่กัน...และสถาปัตยกรรมเองก็เช่นเดียวกัน
อาคารเชิงศาสนาของฝรั่งนั้นถูกสร้างโดยดัดแปลงมาจากอาคารที่เรียกว่า บาซิลิก้า ของชาวโรมัน
และเมื่อนำมาปรับใช้ในฟังชั่น-ความเชื่อแบบใหม่ ก็มีการพยามค้นหาสัญลักษณ์อะไรบางอย่าง เพื่อที่จะจัดวาง-ต่อเติมเข้าไปในรูปแบบอาคารเดิมเพื่อเป็นตัวแทนความศรัทธาแบบใหม่อันนั้น
นี่เป็นที่มาของผังรูปกากบาท-ไม้กางเขนของโบสถ์คริสต์ ซึ่งมาพร้อมๆกับการแทนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วยแสงสว่างจากพระอาทิตย์....
ความเข้าใจในเรื่องแนวความคิดในการออกแบบ อาจตอบปัญหาในเบื้องแรกได้ว่า ทำไมสถาปัตยกรรมทางศาสนาของเอเชียจึงแผ่ในแนวราบ แต่ของยุโรปเป็นอาคารเดี่ยวที่คอมพลีทในตัว
แต่แล้วความสูงล่ะ....
ทำไมยุโรปสูง และเอเชียไม่...?
(ขออภัยถ้าอ่านแล้วมึนๆนะครับ...ผมเตือนแล้วว่า เขียนให้ตัวเองอ่านครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ในสังคมที่ให้อิสระเสรีแก่ผู้คนนั้น อาจมีบางเสี้ยว ที่มนุษยอาจนึกหวาดหวั่น่อเสรีอันไร้ขีดจำกัด..นี่อาจเป็นเหตุผลที่ แม้ฝรั่งเศสดำเนินนโยบายถอนศาสนาออกจากรัฐอย่างเข้มข้น แต่ผู้คนก็ยังรักษามันอย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน ด้วยสำคัญว่านี่คือสิ่งยึดเหนี่ยวอันสุดท้ายในสังคมเสรี
- Photo0131.jpg (62.19 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- ทุกครั้งที่ผมเข้าไปเยี่ยมชมในโบสถ์..ผมปราศจากหลักประกันอันเชื่อถือได้ว่า ออกมาแล้วจะพบรถและข้าวของอยู่ครบถ้วน...สิ่งเดียวเท่าที่ทำได้คือ หาที่จอดอันสะดุดตา ล็อคเข้ากับเสา และภาวนาต่อพระเป็นเจ้าให้ช่วยดูและมัน ในยามที่ผมเข้าไปเยือนดินแดนของพระองคื
- Photo0133.jpg (79.65 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
แม้ว่านครวัดกับมหาวิหารแห่งชาร์ทจะมีอะไรเหมือนกันหลายอย่าง เช่น มีความละเอียดของงานแกะสลักเหมือนกัน/สร้างด้วยโครงสร้างใหญ่โตเหมือนกัน/สร้างด้วยศรัทธาแห่งศาสนาเหมือนกัน/เป็นงานก่อสร้างทีี่ต้องระดมผู้น-เวลาและทรัพยากรเหมือนกัน..
แต่มีบางอย่างที่ต่างกัน คือ ความสูง...
ใช่ว่าผมไม่ได้ให้คุณค่าแก่ความกว้างใหญ่ของสถาปัตยกรรมนครวัด
แต่ความสูง...อันปรากฎในมหาวิหารแห่งชาร์ท..บอกเราเป็นนัยถึงความซับซ้อนของกระบวนการก่อสร้าง..ซึ่งเป้นสิ่งที่ใหม่และน่าทึ่งมากมากในสมัยนั้น
การจะสร้างอาคารสูง...ไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานและศรัทธาเท่านั้น แต่มันต้องประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีการก่อสร้างเป็นอย่างดี
ในสมัยที่อาคารโบสถ์สูงเต้มที่เพียงไม่เกินร้อยห้าสิบฟุต
ชาร์ทท้าทายโครงสร้างด้วยความสูงที่มากกว่าสองเท่า และขนาดที่ใหญ่กว่าหนึ่งเท่า
ความสูงและใหญ่ขนาดนั้น ต้องการการออกแบบ-ประสานงานที่ชัดเจน,ต้องการการวางแผนที่รอบคอบรัดกุม ทำให้เชื่อได้ว่า(แม้จะหาไม่เจอ) มหาวิหารแห่งนี้ ย่อมถูกออกแบบ-เขียนแบบโดยละเอียด ก่อนการสร้างจริง ในยุคกว่าแปดร้อยปีก่อนนั้น
โครงสร้างเองก็เป็นเรื่องที่น่าพิศวง
ชาร์ทเป็นอาคารหลังแรกๆในสมัยโกธิคที่สร้างด้วยโครงสร้างแบบใหม่ ที่เรียกว่าริบกรอยโวลท์และฟลายอิ้งบัทเทรส...อันถูกคิดค้นและออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาแรงถีบตัวออกด้านข้างของอาคารสูง
ความคงทนสืบเนื่องจนถึงยุคปัจจุบัน-พิสูจนืความสำเร็จของโครงสร้างประเภทนี้
ในแง่ปรัชญาสถาปัตยกรรม-ชาร์ทและวิหารโกธิคบรรลุวัตถุประสงค์นิยามของสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ นั่นคือการให้ความสำคัญของภายนอก=ภายใน
นับตั้งแต่โบราณ อาคารส่วนใหญ่ถูกสร้างในความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่าอนุสาวรีย์ มากกว่าสถาปัตยกรรม...นั่นคือให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าการใช้สอยภายใน
จวบจนยุคสมัยต่อมา..แม้ว่าการใช้งานเองจะเป็นสิ่งที่ถูกทำให้สำคัญเพิ่มมากขึ้น แต่ข้อจำกัดของโครงสร้าง ก็ผูกมัดมันเอาไว้ ไม่อนุญาตให้เปิดเผยแสดงออกถึงความต้องการภายในอย่างแท้จริง
จนมาถึงยุคโกธิคนี้เอง..ที่โครงสร้างอาคารถูกคิดค้นมาเพื่อรับใช้สเปซภายใน-การใช้งานและบรรยากาศข้างในเป็นปัจจัยที่ทำให้รูปร่างภายนอกกเปลี่ยน
เมื่อวิศวะและสุนทรียะ ทำงานร่วมกันอย่างเสมอภาค เมื่อนั้นสถาปัตยกรรมที่แท้และสมบูรณ์ก็กำเนิดขึ้น...
ผมนั่งเสพบรรยากาศอันขรึมขลังของมหาวิหาร...คิดใคร่ครวญถึงคำตอบที่อาจเป็นไปได้อยู่นานว่าทำไมคนตะวันตกจึงสร้างสักการะสถานอันสูงเทียมฟ้าเช่นนี้ได้ แต่คนตะวันออกไม่..
ผมคิดว่า...ปัจจัยที่ดุจะสมเหตสมผลที่สุดในกรณีนี้ น่าจะอยู่ที่รูปแบบของการจัดการสถาบันที่แตกต่างกันระหว่างคนตะวันตกและตะวันออก..
แต่มีบางอย่างที่ต่างกัน คือ ความสูง...
ใช่ว่าผมไม่ได้ให้คุณค่าแก่ความกว้างใหญ่ของสถาปัตยกรรมนครวัด
แต่ความสูง...อันปรากฎในมหาวิหารแห่งชาร์ท..บอกเราเป็นนัยถึงความซับซ้อนของกระบวนการก่อสร้าง..ซึ่งเป้นสิ่งที่ใหม่และน่าทึ่งมากมากในสมัยนั้น
การจะสร้างอาคารสูง...ไม่ได้ต้องการเพียงแรงงานและศรัทธาเท่านั้น แต่มันต้องประกอบด้วยความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีการก่อสร้างเป็นอย่างดี
ในสมัยที่อาคารโบสถ์สูงเต้มที่เพียงไม่เกินร้อยห้าสิบฟุต
ชาร์ทท้าทายโครงสร้างด้วยความสูงที่มากกว่าสองเท่า และขนาดที่ใหญ่กว่าหนึ่งเท่า
ความสูงและใหญ่ขนาดนั้น ต้องการการออกแบบ-ประสานงานที่ชัดเจน,ต้องการการวางแผนที่รอบคอบรัดกุม ทำให้เชื่อได้ว่า(แม้จะหาไม่เจอ) มหาวิหารแห่งนี้ ย่อมถูกออกแบบ-เขียนแบบโดยละเอียด ก่อนการสร้างจริง ในยุคกว่าแปดร้อยปีก่อนนั้น
โครงสร้างเองก็เป็นเรื่องที่น่าพิศวง
ชาร์ทเป็นอาคารหลังแรกๆในสมัยโกธิคที่สร้างด้วยโครงสร้างแบบใหม่ ที่เรียกว่าริบกรอยโวลท์และฟลายอิ้งบัทเทรส...อันถูกคิดค้นและออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาแรงถีบตัวออกด้านข้างของอาคารสูง
ความคงทนสืบเนื่องจนถึงยุคปัจจุบัน-พิสูจนืความสำเร็จของโครงสร้างประเภทนี้
ในแง่ปรัชญาสถาปัตยกรรม-ชาร์ทและวิหารโกธิคบรรลุวัตถุประสงค์นิยามของสถาปัตยกรรมเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ นั่นคือการให้ความสำคัญของภายนอก=ภายใน
นับตั้งแต่โบราณ อาคารส่วนใหญ่ถูกสร้างในความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่าอนุสาวรีย์ มากกว่าสถาปัตยกรรม...นั่นคือให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอก มากกว่าการใช้สอยภายใน
จวบจนยุคสมัยต่อมา..แม้ว่าการใช้งานเองจะเป็นสิ่งที่ถูกทำให้สำคัญเพิ่มมากขึ้น แต่ข้อจำกัดของโครงสร้าง ก็ผูกมัดมันเอาไว้ ไม่อนุญาตให้เปิดเผยแสดงออกถึงความต้องการภายในอย่างแท้จริง
จนมาถึงยุคโกธิคนี้เอง..ที่โครงสร้างอาคารถูกคิดค้นมาเพื่อรับใช้สเปซภายใน-การใช้งานและบรรยากาศข้างในเป็นปัจจัยที่ทำให้รูปร่างภายนอกกเปลี่ยน
เมื่อวิศวะและสุนทรียะ ทำงานร่วมกันอย่างเสมอภาค เมื่อนั้นสถาปัตยกรรมที่แท้และสมบูรณ์ก็กำเนิดขึ้น...
ผมนั่งเสพบรรยากาศอันขรึมขลังของมหาวิหาร...คิดใคร่ครวญถึงคำตอบที่อาจเป็นไปได้อยู่นานว่าทำไมคนตะวันตกจึงสร้างสักการะสถานอันสูงเทียมฟ้าเช่นนี้ได้ แต่คนตะวันออกไม่..
ผมคิดว่า...ปัจจัยที่ดุจะสมเหตสมผลที่สุดในกรณีนี้ น่าจะอยู่ที่รูปแบบของการจัดการสถาบันที่แตกต่างกันระหว่างคนตะวันตกและตะวันออก..
- ไฟล์แนบ
-
- ในรูปคือด้านหลังของวิหารกอธิคที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก-โนตรเทอะดาม เดอ ปารีส-และที่เห็นเสาระโยงระยางค้ำยังผนัง..นั่นแหละครับที่เรียกว่า ฟลายอิ้งบัทเทรส หรือเสาลอยที่ใช้รับนน.ภายนอกอาคาร อันเป็นองคประกอบที่ไม่พบทั้งก่อนกน้าและภายหลังอาคารในยุคนี้
- Photo0023.jpg (86.8 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
แม้ว่าในสมัยโบราณจะมีกลวิธีในการเกณท์ผู้คนมาทำงานก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน..ทั้งด้วยศรัทธา-อามิสสินจ้าง-การบังคับและขู่เข็ญ
แต่มันมีความแตกต่างระหว่างรัฐโบราณตะวันตก กับรัฐโบราณตะวันออก..ตรงที่
ตต.ใช้การดำรงอยุ่ของศาสนาเป็นเงื่อนไขเป็นสำคัญ แต่ตอ.ใช้เหตุผลของการดำรงอยู่ของรัฐเป็นเงือ่นไขสำคัญ
อธิบายให้เห็นภาพให้ชัด ก็คือ สถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ของตอ.นั่น...แม้จะอลังการแค่ไหน ก็สร้างขึ้นในขอบเขตความร่วมมือของผู้คนในรัฐเดียวกัน
ถ้ารัฐเข้มแข็งละมีขนาดใหญ่-ผู้คนมาก-ก็มีโอกาสที่จะสร้างสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากขึ้นมาได้
แม้ว่ารัฐใกล้เคียงจะแชร์ศรัทธาเดียวกัน (พุทธ-ฮินดู)แต่สถาบันศาสนาก็ไม่สามารถสร้างบทบาทตัวเองในฐานะองค์กรกลางที่สำคัญกว่ารัฐได้
ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ ในเรื่องผลประโยชน์-ทรัพยากร-เชื้อชาตินั้น ไม่เคยถูกชำระล้าง-ประนีประนอม-จัดการ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดๆ
ซึ่งต่างจากคริสตจักร ที่มีอำนาจเหนือรัฐในยุโรป
รัฐต่อรัฐ แม้จะรบพุ่งกัน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ต้องร่วมมือกันรบกับพวกอิสลามนอกรีต...รัฐปฎิปักษ์เหล่านั้นก็อาจส่งกองทัพรบคู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันได้..ไม่แปลกอะไร
เช่นเดียวกันกับการก่อสร้างสักการะสถานอย่างมหาวิหารในยุคโกธิค...ที่ผู้คนล้วนให้ความร่วมมือในการก่อสร้างอย่างพ้นเขตแดนของรัฐในโลกกายภาพ เหลือเพียงความตั้งใจในการสร้างสถานที่บูชาพระผู้เป็นเจ้าในอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ
ความร่วมมือของช่างก่อสร้างฝีมือดีข้ามพ้นเขตแดนของรัฐย่อมเกิดขึ้นได้
การเกณท์แรงงานของคนต่างรัฐย่อมเป็นไปได้
การเรียกตัวสถาปนิกเอกของรัฐเพื่อนบ้านมาช่วยงานเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ประกอบกับธรรมเนียมการเดินเท้าสักการะศรัทธาสถานทั่วยุโรป ที่เป็นโอกาสอันดีที่พระ (กลุ่มผู้มีการศึกษาในสังคมโบราณ) ได้มีโอกาสพบเห็นและเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางในศิลปวิทยาการที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ
ด้วยความร่วมมือแบบกว้างขวาง ไม่มีอุปสรรคพรมแดนของรัฐมาขวางกั้นนี่แหละ ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน-เรียนรู้และสร้างสรรควิธีการใหม่ๆในการก่อสร้าง
และสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นสถาปัตยกรรมอันสร้างสรรค์จากเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ซับซ้อนของยุคโกธิค
ในท้ายที่สุด....
แต่มันมีความแตกต่างระหว่างรัฐโบราณตะวันตก กับรัฐโบราณตะวันออก..ตรงที่
ตต.ใช้การดำรงอยุ่ของศาสนาเป็นเงื่อนไขเป็นสำคัญ แต่ตอ.ใช้เหตุผลของการดำรงอยู่ของรัฐเป็นเงือ่นไขสำคัญ
อธิบายให้เห็นภาพให้ชัด ก็คือ สถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่ของตอ.นั่น...แม้จะอลังการแค่ไหน ก็สร้างขึ้นในขอบเขตความร่วมมือของผู้คนในรัฐเดียวกัน
ถ้ารัฐเข้มแข็งละมีขนาดใหญ่-ผู้คนมาก-ก็มีโอกาสที่จะสร้างสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่มากขึ้นมาได้
แม้ว่ารัฐใกล้เคียงจะแชร์ศรัทธาเดียวกัน (พุทธ-ฮินดู)แต่สถาบันศาสนาก็ไม่สามารถสร้างบทบาทตัวเองในฐานะองค์กรกลางที่สำคัญกว่ารัฐได้
ทำให้ความขัดแย้งระหว่างรัฐต่อรัฐ ในเรื่องผลประโยชน์-ทรัพยากร-เชื้อชาตินั้น ไม่เคยถูกชำระล้าง-ประนีประนอม-จัดการ ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดๆ
ซึ่งต่างจากคริสตจักร ที่มีอำนาจเหนือรัฐในยุโรป
รัฐต่อรัฐ แม้จะรบพุ่งกัน แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่ต้องร่วมมือกันรบกับพวกอิสลามนอกรีต...รัฐปฎิปักษ์เหล่านั้นก็อาจส่งกองทัพรบคู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันได้..ไม่แปลกอะไร
เช่นเดียวกันกับการก่อสร้างสักการะสถานอย่างมหาวิหารในยุคโกธิค...ที่ผู้คนล้วนให้ความร่วมมือในการก่อสร้างอย่างพ้นเขตแดนของรัฐในโลกกายภาพ เหลือเพียงความตั้งใจในการสร้างสถานที่บูชาพระผู้เป็นเจ้าในอาณาจักรแห่งจิตวิญญาณ
ความร่วมมือของช่างก่อสร้างฝีมือดีข้ามพ้นเขตแดนของรัฐย่อมเกิดขึ้นได้
การเกณท์แรงงานของคนต่างรัฐย่อมเป็นไปได้
การเรียกตัวสถาปนิกเอกของรัฐเพื่อนบ้านมาช่วยงานเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ประกอบกับธรรมเนียมการเดินเท้าสักการะศรัทธาสถานทั่วยุโรป ที่เป็นโอกาสอันดีที่พระ (กลุ่มผู้มีการศึกษาในสังคมโบราณ) ได้มีโอกาสพบเห็นและเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางในศิลปวิทยาการที่แตกต่างกันในแต่ละรัฐ
ด้วยความร่วมมือแบบกว้างขวาง ไม่มีอุปสรรคพรมแดนของรัฐมาขวางกั้นนี่แหละ ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน-เรียนรู้และสร้างสรรควิธีการใหม่ๆในการก่อสร้าง
และสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นสถาปัตยกรรมอันสร้างสรรค์จากเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ซับซ้อนของยุคโกธิค
ในท้ายที่สุด....
- ไฟล์แนบ
-
- การได้เห็นมหาวิหารชาร์ทบนยอดเขา ท่ามกลางความมืด..ราวจะฉุดกระชากเราให้ล่องลอยเข้าไปในบรรยากาศของยุคกลางอันลึกลับฉะนั้น
- Photo0152.jpg (49.54 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
-
- เมื่อไหร่ก็ตามทีที่ผ่านโบสถ์โบราณที่เคยเป็นสักการะสถานในเส้นทางจาริกแสวงบุญ...ก็จะมีป้ายแจ้งดังนี้ล่ะครับ ว่าเรามาไกลจากจุดเริ่มต้นการจาริก เท่าไหร่แล้ว และอยู่ห่างปลายทางอยู่กี่กม.?
- Photo0250.jpg (105.52 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ฝรั่งเศสศึกษา : strida@France
ทุกท่านที่อดทนอ่านมาถึงจุดนี้ คงเห้นตรงกันว่า กระทู้นี้มันช่าง......ออกทะเลไปไกลเสียแล้ว...
เกินขอบเขตของเวปจักรยานไปมาก
อันเป็นสัญลักษณ์ว่า ผมคงต้องจบเสียที...ก่อนที่จะล่องลอยไร้ทิศทางในมหาสมุทรกระทู้ จนกลับบ้านไม่ถูก-จบไม่เป็น
ทุกครั้งผมจะโพสรูปส่งท้าย แต่คราวนี้เห็นว่าโพสรูปไปมากพอสมควร
และแต่ละรูปก้อไม่ได้สวยงามอะไร
จึงขอมอบเกร็ดเล็กๆน้อยๆ...เผื่อท่านใดที่คิดอยากเดินทางท่องเที่ยวในฝรั่งเศส เป็นการส่งท้ายแทนดีกว่าครับ (เด๋วจะมาเพิ่มเติมทีหลังเมื่อนึกออกนะครับ)
- การขี่จักรยานในฝรั่งเศส หากมีเตนท์และถุงนอน ก็อย่าได้กังวลเรื่องที่พัก..เพราะระหว่างทางนั้นอุดมด้วยแคมป์ไซท์ที่เก็บค่าบริการกางเตนท์ไม่แพงนัก แต่ทั้งหมดมักจะปิดในฤดูหนาวเสมอ
- มิวเซียมบางที่ไม่อนุญาตให้นับรถพับแม้ใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว เข้าไปฝากไว้ข้างใน แม้จะมีล้อคเกรก้อตามที...ชาวรถพับต้องเลือกนะครับ ระหว่างเสี่ยงเข้าไปดูแล้วทิ้งรถไว้ข้างนอก กับอดดู
- โบสถ์เข้าฟรี และต้องจอดจักรยานไว้ข้างนอกเช่นกัน
- โรงแรมส่วนใหญ่มีที่จอดรถจกย.ในอาคาร เพราะปัญหารถหายนั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ
- น้ำประปาที่โน่นดื่มได้ และหาง่ายระหว่างทาง(ในสุสาน)
- ถนนมีเศษแก้วเยอะไม่แพ้เมืองไทย และควรเตรียมยางในไปมากหน่อย..เพราะแพงชิอ๋าย
- ประเทศนี้ฝนตกบ่อย แต่ตกทีละปรอยๆพอเปียก
- ถนนเชื่อมเมืองส่วนใหญ่ไม่มีไหล่ทาง แต่ผุ้คนมารยาทดีพอที่จะขับอ้อมคุณราวกับกำลังแซงรถบรรทุก
- ถนนเส้นหลัก ห้ามขี่เด็ดขาด..อาจถูกปรับจนหมดตูดกลับบ้านไม่ได้
- ห้องน้ำสาธารณะในเมืองหาง่ายและเข้าฟรี นอกเมือง/ชนบทก้ง่าย คือเข้าป่าไปเลย
- ป้ายบอกทางและสถานที่ในฝรั่งเศสจะบอกทางเฉพาะจุดเลี้ยว คือถ้าเราขี่ตามป้ายมาเรื่อยๆ..แล้วซักพักป้ายหาย หรือขี่ไปนับสิบกม.แล้วก็ยังไม่เจอป้าย ก็จงอย่าตกใจ-จงใจเย็นขี่ไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเค้าตั้งใจให้คุณปั่นตรงไปตลอด ไม่ว่ามันจะไกลแค่ไหนก็ตาม จนกว่าจะเจอจุดเลี้ยว
- ถ้าเข้าร้านไหนๆ อย่าลืมเอ่ยบงชูร์กับเจ้าของร้าน ไม่งั้นเค้าจะงอนนะ...เพราะเค้าถือว่าร้านคือบ้านที่เป็นส่วนขยาย และเรากำลังล่วงล้ำเข้าไปในบ้านของเขา
- จักรยานสามารถเข็นเข้าในพื้นที่สาธารณะได้ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า-ซุปเปอมาเกต-ร้านหนังสือ....ที่ผมเห็นว่าแปลกที่สุดคือ ห้องขายตั๋วในสถานีรถไฟ
-ผมใช้เวลาเดินทาง 25 วันในงบประมาณรวมตั๋วไปกลับที่ 65,000 บาท--เห็นอย่างราชา แต่กินอยู่อย่างยาจก...
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน-คอยคอมเมนท์ และหลังไมค์มาหา
ขอบคุณในมิตรภาพสองล้อครับ
แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ
สวัสดีครับ

เกินขอบเขตของเวปจักรยานไปมาก
อันเป็นสัญลักษณ์ว่า ผมคงต้องจบเสียที...ก่อนที่จะล่องลอยไร้ทิศทางในมหาสมุทรกระทู้ จนกลับบ้านไม่ถูก-จบไม่เป็น
ทุกครั้งผมจะโพสรูปส่งท้าย แต่คราวนี้เห็นว่าโพสรูปไปมากพอสมควร
และแต่ละรูปก้อไม่ได้สวยงามอะไร
จึงขอมอบเกร็ดเล็กๆน้อยๆ...เผื่อท่านใดที่คิดอยากเดินทางท่องเที่ยวในฝรั่งเศส เป็นการส่งท้ายแทนดีกว่าครับ (เด๋วจะมาเพิ่มเติมทีหลังเมื่อนึกออกนะครับ)
- การขี่จักรยานในฝรั่งเศส หากมีเตนท์และถุงนอน ก็อย่าได้กังวลเรื่องที่พัก..เพราะระหว่างทางนั้นอุดมด้วยแคมป์ไซท์ที่เก็บค่าบริการกางเตนท์ไม่แพงนัก แต่ทั้งหมดมักจะปิดในฤดูหนาวเสมอ
- มิวเซียมบางที่ไม่อนุญาตให้นับรถพับแม้ใส่ถุงเรียบร้อยแล้ว เข้าไปฝากไว้ข้างใน แม้จะมีล้อคเกรก้อตามที...ชาวรถพับต้องเลือกนะครับ ระหว่างเสี่ยงเข้าไปดูแล้วทิ้งรถไว้ข้างนอก กับอดดู
- โบสถ์เข้าฟรี และต้องจอดจักรยานไว้ข้างนอกเช่นกัน
- โรงแรมส่วนใหญ่มีที่จอดรถจกย.ในอาคาร เพราะปัญหารถหายนั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ
- น้ำประปาที่โน่นดื่มได้ และหาง่ายระหว่างทาง(ในสุสาน)
- ถนนมีเศษแก้วเยอะไม่แพ้เมืองไทย และควรเตรียมยางในไปมากหน่อย..เพราะแพงชิอ๋าย
- ประเทศนี้ฝนตกบ่อย แต่ตกทีละปรอยๆพอเปียก
- ถนนเชื่อมเมืองส่วนใหญ่ไม่มีไหล่ทาง แต่ผุ้คนมารยาทดีพอที่จะขับอ้อมคุณราวกับกำลังแซงรถบรรทุก
- ถนนเส้นหลัก ห้ามขี่เด็ดขาด..อาจถูกปรับจนหมดตูดกลับบ้านไม่ได้
- ห้องน้ำสาธารณะในเมืองหาง่ายและเข้าฟรี นอกเมือง/ชนบทก้ง่าย คือเข้าป่าไปเลย
- ป้ายบอกทางและสถานที่ในฝรั่งเศสจะบอกทางเฉพาะจุดเลี้ยว คือถ้าเราขี่ตามป้ายมาเรื่อยๆ..แล้วซักพักป้ายหาย หรือขี่ไปนับสิบกม.แล้วก็ยังไม่เจอป้าย ก็จงอย่าตกใจ-จงใจเย็นขี่ไปเรื่อยๆ เพราะถ้าเค้าตั้งใจให้คุณปั่นตรงไปตลอด ไม่ว่ามันจะไกลแค่ไหนก็ตาม จนกว่าจะเจอจุดเลี้ยว
- ถ้าเข้าร้านไหนๆ อย่าลืมเอ่ยบงชูร์กับเจ้าของร้าน ไม่งั้นเค้าจะงอนนะ...เพราะเค้าถือว่าร้านคือบ้านที่เป็นส่วนขยาย และเรากำลังล่วงล้ำเข้าไปในบ้านของเขา
- จักรยานสามารถเข็นเข้าในพื้นที่สาธารณะได้ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า-ซุปเปอมาเกต-ร้านหนังสือ....ที่ผมเห็นว่าแปลกที่สุดคือ ห้องขายตั๋วในสถานีรถไฟ
-ผมใช้เวลาเดินทาง 25 วันในงบประมาณรวมตั๋วไปกลับที่ 65,000 บาท--เห็นอย่างราชา แต่กินอยู่อย่างยาจก...
สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน-คอยคอมเมนท์ และหลังไมค์มาหา
ขอบคุณในมิตรภาพสองล้อครับ
แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ
สวัสดีครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ทริปนี้..ขอลา ทริปหน้า...อินเดีย
แล้วเจอกันครับ... - Photo0203.jpg (65.59 KiB) เข้าดูแล้ว 248 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย tumtawan เมื่อ 04 ม.ค. 2013, 15:02, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409