ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
mr.cool
- ขาประจำ
- โพสต์: 670
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ส.ค. 2008, 14:58
- Tel: 089155xxxx
- team: อิสระ
- Bike: Performer Recumbent 3 Wheel
- ตำแหน่ง: 16110
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
จุดประสงค์ของผู้ผลิต...เยื้องหลังเพื่อซับแรงกระแทกจากจากล้อผ่านหลักอานถึงก้น ทีนี้ถ้าตรงก็คือแรงกระแทกจากล้อตรงไปที่ก้น... เยื้องหลังแรงกระแทกจากล้อผ่านไปที่หลักอานซับแรงกระแทกตรงงอ(เยื้องหลัง)ไปถึงก้น ทัวริ่งนิยมใช้กันเพราะเป็นตะเกียบ (แค่นี้ก่อน...ที่พูดเรื่องนี้เพราะยังไม่มีใครพูด)
"ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
มันเป็นเรื่องยุ่งยากในการหาความเข้าใจกันพอสมควร เพราะมันอยู่ที่เราจะมองตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้น ถ้ามองแบบที่ผมจะอธิบายต่อไป หลักอานจะเยื้องหลังหรือตรงก็ไม่สำคัญอะไร ตราบเท่าที่เรายังปรับเบาะเดินหน้าถอยหลังได้สัมพันธ์กับความยาวของกระดูกต้นขา ( femur ) ตามที่คุณขุนช้างกล่าวไว้แล้ว และปรับระยะความสูงของอานได้สัมพันธ์กับมุมของเข่า
ถ้าเราทำ fitting โดยการปรับความสูงของเบาะ โดยการวัดมุมของหัวเข่าในช่วงที่เราปล่อยบันไดตกลงมาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเราปรับระยะเบาะหน้าหลัง โดยอิงกับ ระยะ KOP โดยไม่สนใจเลยว่ามุมท่อนั่งจะกี่องศา หลักอานจะเยื้องหลังหรือตรงหรือเยื้องหน้ากี่mm ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่มีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย ตัวของเราก็จะยังคงอยู่ในมิติเดิมกับจักรยาน
แต่!!!!! ปัญหาก็คือว่า การที่เราจะปรับระยะหน้าหลังของเบาะได้ตามที่เราต้องการนั้น มุมของท่อนั่งและระยะset back ของหลักอานจะต้องลงตัวกับความยาวของกระดูกต้นขาของเราด้วย เพราะถ้ากระดูกต้นขาของเราสั้นกว่าค่าเฉลี่ยของคนที่เขาออกแบบจักรยาน แต่ใช้หลักอานเยื้องหลังมากๆ เราก็จะไม่สามารถเดินหน้าอานขึ้นมาได้อีก เพราะความยาวของรางอานสั้นเกินไป เราก็คงจะต้องเปลี่ยนมาใช้หลักอานที่มีระยะset back น้อยลง
ย้อนมาดูผลการวิจัยที่คุณขุนข้างหยิบยกมา
สิ่งที่เขากล่าวถึงนั่นแหละ คือ สิ่งที่เป็น Biomechanics ที่ฝรั่งบางคนไม่เข้าใจ แล้วพยายามบอกว่า ระยะ fore-aft ไม่มีผลต่อ biomechanics โดยการหยิบยกเรื่องของจักรยานในลักษณะอื่นๆ ซึ่งถึงจะเป็นจักรยานลักษณะอื่นๆเช่นนอนปั่น นอนยันอะไรก็ตาม หากมองกันในลักษณะ 3 มิติแล้ว การปรับเปลี่ยนท่าปั่นก็มีผลต่อการออกแรง และผลลัพธ์สุดท้ายเช่นกัน
สุดท้ายมันก็จะมาตกอยู่ที่กติกา เพราะถ้ามุมท่อนั่งชัน ทำให้ระยะ fore-aft เยื้องหน้ามากขึ้น ประสิทธิภาพในการออกแรงปั่นก็ดูเหมือนจะมากขึ้นด้วย ( ทั้งนี้เพราะเราสามารถเรียกประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหลังขา หรือ Hamstrings ออกมาได้มากขึ้นกว่าเดิม , อาจจะออกแรงถีบได้น้อยลง เพราะมุมของข้อสะโพกน้อยลง แต่ออกแรงดึงได้มากขึ้นกว่าเดิม รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ก็เลยกลายเป็นกำไร ) ดังนั้นกติการถTime Trial จึงต้องถูกกำหนดขึ้นมาเช่นนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดกันบ้างก็คือ การปั่นในลักษณะอานเยื้องหน้า หรือ หัวเข่าอยู่หน้าลูกบันไดนั้น เป็นการปั่นในท่าที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหัวเข่าได้เป็นอย่างดี แลกกัน ปั่นไม่กี่ปีแล้วแรงสุดๆ แต่จบลงด้วยเจ็บเข่าเรื้อรัง กับ ปั่นได้นานทั้งชีวิต โดยยอมลดความแรงลงมาบ้างนิดหนึ่ง
ถ้าเราทำ fitting โดยการปรับความสูงของเบาะ โดยการวัดมุมของหัวเข่าในช่วงที่เราปล่อยบันไดตกลงมาที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเราปรับระยะเบาะหน้าหลัง โดยอิงกับ ระยะ KOP โดยไม่สนใจเลยว่ามุมท่อนั่งจะกี่องศา หลักอานจะเยื้องหลังหรือตรงหรือเยื้องหน้ากี่mm ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่มีผลต่อผลลัพธ์สุดท้าย ตัวของเราก็จะยังคงอยู่ในมิติเดิมกับจักรยาน
แต่!!!!! ปัญหาก็คือว่า การที่เราจะปรับระยะหน้าหลังของเบาะได้ตามที่เราต้องการนั้น มุมของท่อนั่งและระยะset back ของหลักอานจะต้องลงตัวกับความยาวของกระดูกต้นขาของเราด้วย เพราะถ้ากระดูกต้นขาของเราสั้นกว่าค่าเฉลี่ยของคนที่เขาออกแบบจักรยาน แต่ใช้หลักอานเยื้องหลังมากๆ เราก็จะไม่สามารถเดินหน้าอานขึ้นมาได้อีก เพราะความยาวของรางอานสั้นเกินไป เราก็คงจะต้องเปลี่ยนมาใช้หลักอานที่มีระยะset back น้อยลง
ย้อนมาดูผลการวิจัยที่คุณขุนข้างหยิบยกมา
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เพราะเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องระยะfore-aft ของอาน แต่พูดถึงเรื่องมุมของท่อนั่ง ซึ่งมันน่าจะเป็นตัวแทนของระยะ fore-aft คือ ถ้าท่อนั่งชันระดับ 80 องศา ระยะ fore-aft ของอานก็จะเยื้องมาด้านหน้ามากกว่าท่อนั่งที่มีมุม 68 องศา โดยหยิบยกท่อนั่ง 74องศามาเปรียบเทียบด้วย ซึ่งท่อนั่งมุม 73-74องศา ก็คือ ท่อนั่งที่เป็นมาตรฐานทั่วไป ที่เราเห็นๆกันขุนช้าง เขียน:เอากับแบบชัวร์ๆ อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็พยายามหน่อยก็แล้วกันครับ....
Effect of variation in seat tube angle at different seat heights on submaximal cycling performance in man.
Price D, Donne B.
Source
Department of Anatomy, Trinity College Dublin, Ireland.
Abstract
The effect of seat tube angle at selected seat heights (96, 100 and 104% trochanteric height) on heart rate, VO2 and lower limb kinematics was evaluated in 14 competitive male road racing cyclists during discontinuous submaximal exercise (200 W) on an air-resistance ergometer at seat tube angles of 68, 74 and 80 degrees. The tests were randomized to complete the nine combinations (three seat heights, three tube angles) in opposite directions from a starting tube angle of 74 degrees and 100% trochanteric height to avoid any time or sequence bias. Power efficiency was calculated for each combination from work done and VO2. All results were analysed using ANOVA for repeated measures. At a seat tube angle of 80 degrees, mean VO2 was significantly lower and power efficiency significantly higher compared with an angle of 74 degrees at all three seat heights, while heart rate was significantly lower only at a seat height equal to trochanteric height. At a seat tube angle of 74 degrees, mean VO2 and heart rate were significantly lower and power efficiency significantly higher compared with an angle of 68 degrees at all three seat heights. Hip range of movement and maximum and minimum hip angle were significantly less at an angle of 80 degrees compared with 68 degrees. Further biomechanical analysis suggested that the improvement in cycling efficiency observed at steeper seat tube angles was produced in part by the resultant altered ankling pattern of the cyclist.
PMID:
9293416
[PubMed - indexed for MEDLINE]
สิ่งที่เขากล่าวถึงนั่นแหละ คือ สิ่งที่เป็น Biomechanics ที่ฝรั่งบางคนไม่เข้าใจ แล้วพยายามบอกว่า ระยะ fore-aft ไม่มีผลต่อ biomechanics โดยการหยิบยกเรื่องของจักรยานในลักษณะอื่นๆ ซึ่งถึงจะเป็นจักรยานลักษณะอื่นๆเช่นนอนปั่น นอนยันอะไรก็ตาม หากมองกันในลักษณะ 3 มิติแล้ว การปรับเปลี่ยนท่าปั่นก็มีผลต่อการออกแรง และผลลัพธ์สุดท้ายเช่นกัน
สุดท้ายมันก็จะมาตกอยู่ที่กติกา เพราะถ้ามุมท่อนั่งชัน ทำให้ระยะ fore-aft เยื้องหน้ามากขึ้น ประสิทธิภาพในการออกแรงปั่นก็ดูเหมือนจะมากขึ้นด้วย ( ทั้งนี้เพราะเราสามารถเรียกประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อหลังขา หรือ Hamstrings ออกมาได้มากขึ้นกว่าเดิม , อาจจะออกแรงถีบได้น้อยลง เพราะมุมของข้อสะโพกน้อยลง แต่ออกแรงดึงได้มากขึ้นกว่าเดิม รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ก็เลยกลายเป็นกำไร ) ดังนั้นกติการถTime Trial จึงต้องถูกกำหนดขึ้นมาเช่นนั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดกันบ้างก็คือ การปั่นในลักษณะอานเยื้องหน้า หรือ หัวเข่าอยู่หน้าลูกบันไดนั้น เป็นการปั่นในท่าที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของหัวเข่าได้เป็นอย่างดี แลกกัน ปั่นไม่กี่ปีแล้วแรงสุดๆ แต่จบลงด้วยเจ็บเข่าเรื้อรัง กับ ปั่นได้นานทั้งชีวิต โดยยอมลดความแรงลงมาบ้างนิดหนึ่ง
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- StoneRoses
- ขาประจำ
- โพสต์: 3149
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 16:12
- Bike: Pinarello Dogma F8, Trek Speed Concept 9.9
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
สูตร Knee Over the Pedal (KOP) นี่จริงๆ เดี๋ยวนี้เขาเลิกใช้ไปแล้วนะครับ มันโบราณมากๆ ระบบ Fitting แบบใหม่ๆ เช่น ระบบของ Retul และอื่นๆ อีกหลายอย่างก็ไม่ได้ดูจุดนี้แล้ว ไปดูอย่างอื่นแทน เพราะหลักการของ KOP มันไม่ได้มีตรรกะรองรับเลย แต่โดยสรุปปรับวิธีอื่นก็อาจจะได้ผลใกล้เคียง คือหลักการอาจจะไม่ถูก แต่ผลลัพธ์มันพอถูไถประมาณนั้น
ช่วงหลังๆ การเลือก Fore - Aft ของอานจะเน้นไปทาง การสร้างความสมดุลย์ของร่างกายเพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการรักษาตำแหน่งร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้อยู่ในท่าขี่ให้เปลืองแรงในการอยู่ในท่านั้นน้อย และสามารถออกแรงได้ดีและมีแอโร่ไดนามิกส์ดีที่สุด
ยกตัวอย่างการเลื่อนอานมาหน้ามากไป (setback น้อย หรือองศาท่อนั่งชัน แล้วแต่จะเรียก) เวลาขี่ร่างกายช่วงบนและแขนต้องเกร็งเพื่อรับน้ำหนักตัวที่โน้มมาข้างหน้า ทำให้เปลืองพลังงาน และในลักษณะเดียวกันหากเลื่อนอานไปหลังมากไป (setback เยอะ หรือองศาท่อนั่งน้อยๆ) กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างก็จะต้องรับภาระในดึงร่างกายส่วนบนให้ได้สมดุลย์ ก็เปลืองแรงเช่นกัน นี่พูดเฉพาะการเปลืองแรงในการจัดระเบียบร่างกายอยู่ท่านั้นนะครับ ยังไม่พูดถึงว่าออกแรงได้ดีแค่ไหน
ดังนั้นหากเซ็ตอานให้ร่างกายได้สมดุลย์ แขนก็ไม่ต้องออกแรงมาก หลังก็ไม่ปวด เพราะมันไม่ต้องรับน้ำหนักอะไรมากมาย ในสภาพการขี่จริง เราเลื่อนตัวไปมาบนอานเพื่อให้เหมาะกับท่าปั่นตลอดเวลาอยู่แล้วไม่น้อยกว่า 5cm แน่ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรกับเข่า
ปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาคือมุมสะโพกและแอโร่ไดนามิกส์ แต่พวกนี้อยู่ที่ไซส์รถและการเลือกไซส์อุปกรณ์ด้วย โดยทั่วไปเลื่อนอานไปหลังมากไปมุมสะโพกจะปิดทำให้ออกแรงได้ไม่ดี และถ้าเปิดมุมด้วยคอที่สูงขึ้นและระยะเอื้อมที่สั้นลงก็จะเสียแอโร่ไดนมิกส์ไป
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนคือนักไตรกีฬา ที่ไม่มีปัญหาเรื่องกติกา UCI เกือบทั้งหมดจะเซ็ตอานเยื้องหลังไม่ถึง 5cm บางคนเยื้องหน้าเลย นี่รวมถึงนักจักรยานเก่าที่เปลี่ยนมาเล่นไตรด้วย เปลี่ยน fitting กันหมด ตอนไม่มีกฎ UCI มาค้ำคอ อันนี้น่าจะบอกอะไรได้บางอย่าง
แนะนำคุณหมออ่าน Cutting Edge Cycling ที่เขียนโดย Hunter Allen ผู้ก่อตั้ง Peaks Coaching Group (Training Peaks)
http://www.amazon.com/Cutting-Edge-Cycl ... 0736091092
ในหนังสือจะมีการพูดถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬาล่าสุดเกี่ยวกับจักรยาน รวมทั้ง myth ทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ว่ามันน่าเชื่อ หรือมีหลักฐานรองรับแค่ไหน อ่านเพลินๆ ดีครับ เช่นการปั่นรอบขาสูงๆ ยาวๆ (เพื่อเซฟกล้ามเนื้อ) แล้วมาสปรินทร์ มันดีจริงหรือเปล่า อะไรทำนองนี้
ช่วงหลังๆ การเลือก Fore - Aft ของอานจะเน้นไปทาง การสร้างความสมดุลย์ของร่างกายเพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการรักษาตำแหน่งร่างกาย ทั้งนี้เพื่อให้อยู่ในท่าขี่ให้เปลืองแรงในการอยู่ในท่านั้นน้อย และสามารถออกแรงได้ดีและมีแอโร่ไดนามิกส์ดีที่สุด
ยกตัวอย่างการเลื่อนอานมาหน้ามากไป (setback น้อย หรือองศาท่อนั่งชัน แล้วแต่จะเรียก) เวลาขี่ร่างกายช่วงบนและแขนต้องเกร็งเพื่อรับน้ำหนักตัวที่โน้มมาข้างหน้า ทำให้เปลืองพลังงาน และในลักษณะเดียวกันหากเลื่อนอานไปหลังมากไป (setback เยอะ หรือองศาท่อนั่งน้อยๆ) กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างก็จะต้องรับภาระในดึงร่างกายส่วนบนให้ได้สมดุลย์ ก็เปลืองแรงเช่นกัน นี่พูดเฉพาะการเปลืองแรงในการจัดระเบียบร่างกายอยู่ท่านั้นนะครับ ยังไม่พูดถึงว่าออกแรงได้ดีแค่ไหน
ดังนั้นหากเซ็ตอานให้ร่างกายได้สมดุลย์ แขนก็ไม่ต้องออกแรงมาก หลังก็ไม่ปวด เพราะมันไม่ต้องรับน้ำหนักอะไรมากมาย ในสภาพการขี่จริง เราเลื่อนตัวไปมาบนอานเพื่อให้เหมาะกับท่าปั่นตลอดเวลาอยู่แล้วไม่น้อยกว่า 5cm แน่ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไรกับเข่า
ปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาคือมุมสะโพกและแอโร่ไดนามิกส์ แต่พวกนี้อยู่ที่ไซส์รถและการเลือกไซส์อุปกรณ์ด้วย โดยทั่วไปเลื่อนอานไปหลังมากไปมุมสะโพกจะปิดทำให้ออกแรงได้ไม่ดี และถ้าเปิดมุมด้วยคอที่สูงขึ้นและระยะเอื้อมที่สั้นลงก็จะเสียแอโร่ไดนมิกส์ไป
ยกตัวอย่างที่ชัดเจนคือนักไตรกีฬา ที่ไม่มีปัญหาเรื่องกติกา UCI เกือบทั้งหมดจะเซ็ตอานเยื้องหลังไม่ถึง 5cm บางคนเยื้องหน้าเลย นี่รวมถึงนักจักรยานเก่าที่เปลี่ยนมาเล่นไตรด้วย เปลี่ยน fitting กันหมด ตอนไม่มีกฎ UCI มาค้ำคอ อันนี้น่าจะบอกอะไรได้บางอย่าง
แนะนำคุณหมออ่าน Cutting Edge Cycling ที่เขียนโดย Hunter Allen ผู้ก่อตั้ง Peaks Coaching Group (Training Peaks)
http://www.amazon.com/Cutting-Edge-Cycl ... 0736091092
ในหนังสือจะมีการพูดถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การกีฬาล่าสุดเกี่ยวกับจักรยาน รวมทั้ง myth ทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ว่ามันน่าเชื่อ หรือมีหลักฐานรองรับแค่ไหน อ่านเพลินๆ ดีครับ เช่นการปั่นรอบขาสูงๆ ยาวๆ (เพื่อเซฟกล้ามเนื้อ) แล้วมาสปรินทร์ มันดีจริงหรือเปล่า อะไรทำนองนี้
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
ขอบคุณครับ
จะสั่งมาอ่านดูบ้าง
ส่วนเรื่องการบาดเจ็บยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่ได้หยิบยกมาคุยกัน อายุยังน้อย ร่างกายแข็งแรงอยู่ก่อน marginมันกว้างครับ เรื่องของสังขารต้องดูกันยาวๆครับ
จะสั่งมาอ่านดูบ้าง
ส่วนเรื่องการบาดเจ็บยังมีอีกหลายประเด็นที่ไม่ได้หยิบยกมาคุยกัน อายุยังน้อย ร่างกายแข็งแรงอยู่ก่อน marginมันกว้างครับ เรื่องของสังขารต้องดูกันยาวๆครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
Hoon
- ขาประจำ
- โพสต์: 656
- ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 11:50
- team: true move-Rama9/347 cycling team,สวัสดี โฮเตล / ไบค์สเตชั่น.Soitan.
- Bike: Tarmac SL4,Nich Lengend,Trigon.
- ตำแหน่ง: เชียงใหม่,กทม.
- ติดต่อ:
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
ข้อมูลแยะจริงๆ คนแก่ตามไม่ทันเลย แต่ก็อยากรู้ครับ
ขอบคุณ
ขอบคุณ
- ใต้ฟ้าเดียวกัน
- ขาประจำ
- โพสต์: 1905
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 พ.ค. 2009, 08:11
- Tel: 0817070618
- Bike: Rit
-
euiivy
- สมาชิก
- โพสต์: 30
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2012, 20:28
-
kids
- ขาประจำ
- โพสต์: 215
- ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2011, 20:38
- team: ไม่มี ตามไม่ทัน
- Bike: specialized , Merida Big9
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
บางทีอาจเป็นเพราะ เสตมยาวสุดไซด์แล้วจะหายาวขึ้นอีกก็หาลำบาก เลยใช้เยื้องหลังแล้วไล่ลดความยาวสเตมเอา
- fishy
- ขาประจำ
- โพสต์: 121
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2009, 13:33
- Tel: 092-2098445
- team: อิสระ
- Bike: เปลี่ยนไปเรื่อย
- O2
- ขาประจำ
- โพสต์: 433
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 07:42
- Tel: 0998185288
- Bike: Argon Krypton / Pinarello Razha/Focus Cayo / Giant TCR Advanced / Specialized Tarmac SL2 / Giant TCR Composite / Giant TCR Aluxx / Cannondale CADD 10 / Cannondale F500 / Jamis XC Pro / Merida Espresso
Re: ทำไมหลักอานเสือหมอบต้องเยื้องหลัง
อืมมมมม เอาหล่ะซิ เพิ่งเปลี่ยนจากแบบตรง เป็นแบบเยื้องหลัง
แต่มีความรู้สึกว่าปั่นดีกว่า แต่สวยน้อยกว่า
แต่มีความรู้สึกว่าปั่นดีกว่า แต่สวยน้อยกว่า
Line ID: booksland
Facebook: https://www.facebook.com/wasin.booksland
Facebook: https://www.facebook.com/wasin.booksland
-
Mourinhooo
- ขาประจำ
- โพสต์: 169
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.ย. 2012, 09:25
- Tel: 080-9331461
- Bike: S-Work New Tarmac
- ตำแหน่ง: ต.ท่าเรือ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี
- thongchaii
- ขาประจำ
- โพสต์: 648
- ลงทะเบียนเมื่อ: 27 พ.ค. 2011, 10:32
- Tel: 0898599482
- team: 4 สี่สายน้ำ-ลาดยาว
- Bike: specialized sl3. m5 surly troll touring
- ตำแหน่ง: บมจ.ธนาคารกรุงไทย
- DevaAsura
- สมาชิก
- โพสต์: 62
- ลงทะเบียนเมื่อ: 31 ก.ค. 2013, 09:08
-
ThaNanSak
- ขาประจำ
- โพสต์: 1218
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2012, 15:04
- Tel: 0869637278
- team: No
- Bike: Giant XTC 29er
- ตำแหน่ง: 635 หมู่ 1 ถ. บ้านหน้าควนลัง-บ้านพรุ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90114
- เสือสวาท
- สมาชิก
- โพสต์: 82
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 เม.ย. 2011, 16:02