เหนื่อยเหลือเกินสำหรับวันแรกของการเดินทางของผม ผมมาเจอท่านพี่เลี้ยงของบริษัทอีกครั้งที่ท่าเรือพอดีตอนเกือบทุ่มนึง ท่านพี่เลี้ยงทั้งหลายก็โยนป้ายไวนิลหนักเกือบหนึ่งกิโล
พร้อมทั้งกล่องข้าวที่ยังเหลือจากเมื่อเที่ยงให้ผม โอ้ ที่รัก ใหนทำกันได้เช่นนี้ ที่พักผมอยู่ใน Ketapang ในเกาะชวาซึ่งต้องนั่งเรือจากเมือง Gilimanuk ฝั่งเกาะบาหลีไปยัง เมือง Ketapang
ฝั่งเกาะชวา เรือใช้เวลาประมาณชั่วโมงขึ้น ช่วงนี้ผมเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไร ดังนั้นรูปเลยน้อยไปในช่วงนี้
สุ่มไก่เวอร์ชั่นบาหลี เขาเลี้ยงเพื่อความสวยงามนะครับ แต่ก็ดูน่ากิน ณ อารมณ์แบบผมตอนนั้น

ชาวบาหลีมักแต่งตัวตามแบบดั้งเดิมของชาวบาหลีเพื่อไปทำกิจกรรมทางศาสนา เราจะเห็นพิธีกรรม หรือศาล วัด ทุกๆ กิโลเมตร
ชาวบาหลีเป็นชนชาติที่มีศรัทธา เป็นบ้านเมืองที่บางครั้งก็ดูลึกลับ และมีเสน่ห์น่าค้นหา คงได้ไปอีกครั้งแน่ๆ บาหลีที่รัก

เวลาขนของก็ทูนไว้บนหัว แต่เสียดายที่ยังไม่เห็นการทูนของแบบเยอะสูงๆ บนหัว เที่ยวหน้าถ้ามีโอกาสก็ขอให้ได้ภาพนั้นเถอะ

เจอซุ้มประตูนี้ก็เหมือนจะบอกเราเป็นนัยว่า เราจะจากเกาะบาหลีไปแล้ว

สภาพบนเรือครับ ไม่มีรูปที่ท่าเรือประกอบมากเพราะมืดแล้ว บวกเหนื่อย และข้าวของที่พะรุงพะรัง ไปคนเดียวก็งี้แหละ


หลังจากขึ้นฝั่งผมก็ขี่ออกไปอีกประมาณ 5 km ก็ถึงที่พักที่ทางบริษัทจัดให้ เป็นที่พักวิวดีติดริมทะเล แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้บริการนัก
ไปถึงก็สั่งอาหารที่โรงแรมกิน เป็นเมนูต้มยำอินโด บวกข้าวเปล่าสองจาน น้ำสองขวด ค่าเสียหายประมาณสองร้อยบาท เพราะเหนื่อยมากและดึกมากแล้ว
เมนูต้มยำ นี้ขึ้นชื่อนัก ในย่านอาเซี่ยน ถ้าจะบอกว่าอะไรเป็นสัญลักษณ์ของคนไทยได้บ้าง ก็คงต้องต้มยำ แต่หลังจากที่ผมชิมต้มยำในหลายประเทศเรียบร้อยแล้ว
ก็ได้บทสรุปอย่างชัดเจนว่า ต้มยำไทย อร่อยที่ซ๊ดดดด










































































