ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
-
yut1138
- สมาชิก
- โพสต์: 6
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 พ.ค. 2010, 14:06
- Tel: 087-9241662
- ตำแหน่ง: บางใหญ่ นนทบุรี
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ ผมติดตามอ่านข้อเขียนเหมือนกัน และชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับสงครามในลาวมากครับ
- ทิวากร
- ขาประจำ
- โพสต์: 6591
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:24
- Tel: 081-977692สอง
- team: ขุนหาญทีม
- Bike: เปลี่ยนเป็นเทคแล้ว
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรคือของปลอม ถ้ายังไม่เคยเห็นของจริง
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมต้องขออภัยเป็นอย่างสูงครับ ที่มาโพสท์ต่อช้ามาก เพราะช่วงนี้เดินทางตลอด
ไม่อยากแก้ตัวเลยจริงๆ(แต่แก้ไปแล้วละ) ขอขอบคุณ คุณสมพิศ คุณ yut1138
และคุณทิวากร ที่ช่วย " กระชับวงล้อม " ให้ผมรีบกลับมาโพสท์ต่อครับ
ตอนนี้ได้หยุด ๓ วัน ผมได้โอกาสเขียนเต็มที่ คงจะจบได้ภายในวันจันทร์นี้ละครับ
ไปกันต่อเลยนะครับ
ตะวันคล้อยบ่าย ผมปั่นผ่าน กม.๒๑ โดยไม่ได้แวะพักถ่ายภาพ ซึ่งเป็นความ
ผิดพลาดอย่างมาก เพราะคิดว่าถ่ายภาพไว้แล้วในขาขึ้น ที่ กม.๒๑ นี้
ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าอีกมากมาย เนื่องจากเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
และมีการรบที่หนักหน่วงในบริเวณนี้
ผมปั่นเข้ามาพักที่ทางแยก กม.๘ ถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเอายังไงต่อ
เพราะสถานที่ถัดไปที่จะไปดู คือจุดที่คาดว่ากองทัพสยามจะข้ามลำน้ำโขง
บริเวณ " ภูมะโลง " (ขอบคุณ คุณหางแฮ้ม สำหรับชื่อที่ถูกต้องครับ)
แล้วก็เลยไปจำปาสัก แต่ผมจะไปตามทางหมายเลข ๑๓ แล้วหาทางกลับ
ผ่านภูมะโลงในขากลับ หรือจะเลือกไปภูมะโลงในขาไปนี้เลย
ต้องตัดสินใจที่ กม.๘ บ้านหัวเซนี้ละครับ
เกือบบ่าย ๔ โมงเย็นแล้ว ผมกำลังนั่งมึนอยู่ตรงทางแยก กำลังคิดว่า
จะเอายังไงดีกับทางหมายเลข ๑๓ ถนนดำ ๓๓ กม. แล้วต้องไปข้าม
แพขนานยนต์ ซึ่งผมคงถึงเอาค่ำมืดอีก อาจไม่มีแพให้ข้าม
กับปั่นผ่านเมือง ข้ามโขงทางสายใหม่ เมืองเก่า-จำปาสัก ๒๙ กม.
ซึ่งในแผนที่บอกว่าเป็น Underconstruction Road
แต่ผมจะได้เห็นจุดสนใจที่ภูมะโลงทันก่อนมืด หรือทางเลือกสุดท้าย
คือนอนมันซะที่ปากเซนี่ละ คิดเสียหนึ่งคืน แล้วเช้าค่อยว่ากันใหม่ เอาไงดี ?
นตฺถิ ตณฺหาสมา นที " แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี "
ด้วยความอยากคือตัณหา อยากเห็นภูมะโลงให้หมดปัญหาคาใจเสียที
ผมจึงตัดสินใจเลือกทางสายใหม่ แม้จะต้องบอกตัวเองว่างานนี้มีวัดดวง
กับถนนที่กำลังก่อสร้าง แต่ใจมันอยากเห็นเร็วๆน่ะครับ
วิหญฺตี จิตฺตวสานุวตฺติ " ผู้ประพฤติตามอำนาจจิต ย่อมลำบาก "
เดี๋ยวรู้ผลครับ....เดี๋ยวรู้ผล 555+ (วันนี้วันพระใหญ่ ขอเน้นธรรมะหน่อยนะครับ)
ผมกำลังพับแผนที่เตรียมตัวไปตายดาบหน้า(ดาบนี้ขอรอดไว้ก่อน)
แหม่มสาวปั่นจักรยานเข้ามาจอดพรืดตรงหน้าผม สวยเสียด้วย
" ไฮ...ยูไปชามปาซากมาแล้วยัง ? " ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน
เจอปุ๊ปเธอก็ยิงคำถามเลย " น๊อท เย็ท แต่ไอกำลังจะไปนี่ละ "
จากนั้นเธอก็จอดรถลงมาเสวนาว่าด้วยเส้นทางกับผมอีกพัก
ซึ่งผมแนะนำว่าเธอควรจะใช้เส้นทางหมายเลข ๑๓ ดีกว่า
เพราะเธอเล่นปั่นรถเทรลเลอร์หัวลากมาแบบนี้
คงไม่เหมาะกับทางลูกรังแน่ๆ ดูรถเธอสิครับ

สรุปกันว่าเราไปกันคนละทางดีกว่า หากบุพเพสันนิวาสมีจริง
(555+ ว่าเข้านั่นเลยนะเสือทุ้ย) เราคงได้พบกันอีกที่วัดภู จำปาสัก
เธอแนะนำตัวว่าเธอเป็นสแปนิช ปั่นมาจากสเปน กะไปรอบโลก
ว๊าว..ว ผมไม่ได้ตื่นเต้นที่เธอปั่นรอบโลกหรอกครับ แต่..โอ๊ว...สแปนิชเกิร์ล
สแปนิชอายส์ ฯลฯ คิดแล้วเสือทุ้ยกระปรี้กระเปร่า ลืมสังขารโทรมๆของตัวเองไปเลย
เธอปั่นจากไปตามเส้นทางหมายเลข ๑๓ ซึ่งเธอคงจะต้องหาที่พัก
ก่อนข้ามโขงแถวๆ " หลักสามสิบ " ผมส่งเธอด้วยสายตา
เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง แล้วจึงปั่นตรงเข้าเมืองปากเซ
อึดอัดครับ กับสภาพเมืองปากเซในช่วง Rush Hour รถราวิ่งขวักไขว่พอสมควร
ซึ่งส่วนมากก็เป็นรถจักรยานยนต์นั่นแหละ ผมเลยรีบชิ่งออกสะพานข้ามโขงไปเลย
สภาพเมืองปากเซในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเมืองนี้ไม่ธรรมดา
ดีกว่าหลายๆเมืองในลาวที่ผมเคยได้พบมา
ภาพนี้เป็นถนนไปยังสะพาน แต่ผมถ่ายย้อนกลับเข้าเมือง

ส่วนภาพนี้เป็นโรงแรมใหม่ ชื่อจำปาสักแกรนด์หรืออะไรทำนองนี้ละครับ(หากผิดพลาดขอพระอภัย)

ปั่นขึ้นสะพานไปเลยครับ แต่เขามีป้ายห้ามจอดรถบนสะพานนะครับ แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามเสือทุ้ย

ข้ามโขงแล้วครับ ผมจอดถ่ายภาพบนสะพานครู่เดียว ตำรวจลาวขี่รถเครื่อง
เข้ามาหาทำหน้าตาขึงขัง แล้วโบกมือว่าห้ามจอด
" ซ๊อรี่...ซ๊อรี่..ไอม์จาปองนีซ์...ไอม์กอนน่าโกนาว " ผมพูดพร้อมกับชี้ไป
ที่รูปธงชาติญี่ปุ่นติดคู่กับธงชาติลาวที่สะพาน ตำรวจลาวยิ้มให้ แล้วโบกมือให้ไปได้
แต่ในใจคงคิดว่าญี่ปุ่นเมืองไหนวะ หน้าตาออก ล๊าว...ลาว
นี่ถ้ารู้ว่าเป็นคนไทย ผมอาจต้องเสียค่าปรับ

ปั่นข้ามสะพานมาแล้ว แถวนี้เป็นเมืองเก่าปากเซ ซึ่งเดิมอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ฝรั่งเศสมาสั่งให้ลาวย้ายเมือง เพราะเกรงอิทธิพลของความสัมพันธ์
ระหว่างเชื้อชาติ ผมหยุดสอบถามข้อมูลเส้นทางที่ร้านขายน้ำตรงปากทางสายใหม่
ไปจำปาสัก แม่ค้าเจ้าของร้านพูดไทยชัด บอกว่ามีญาติอยู่อุบลเยอะแยะ
ส่วนผมได้ความว่าทางยังไม่เสร็จ แต่เป็นทางราบตลอด
" มีอันตรายไหม ? " ผมถามเธอ หมายถึงการจี้ปล้นระหว่างทาง
"บ่ต้องห่วง ในลาวนี้ไผทำฮ้ายนักท่องเที่ยว โทษหลายนัก "
คำตอบของเธอทำให้ผมสบายใจไปได้ระดับหนึ่ง
ผมออกจากร้านขายน้ำเมื่อเกือบห้าโมงเย็น คิดว่าอย่างไรเสีย
คงต้องมืดเอาระหว่างทางแน่นอน แต่ผมคงได้ถึงจุดที่สนใจ
ที่ภูมะโลงก่อนค่ำมืด เพราะว่าอีกไม่ถึง ๑๐ กิโลก็จะถึงแล้ว
ถึงจุดนี้ ผมต้องขอให้ท่านผู้อ่าน เปลี่ยนโหมดปรับอารมณ์สักนิดนะครับ
ตอนนี้ขอจบเรื่องสงครามลับในลาวไว้ก่อน ผมจะพาท่านผู้อ่าน
กลับสู่อดีตในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ไม่อยากแก้ตัวเลยจริงๆ(แต่แก้ไปแล้วละ) ขอขอบคุณ คุณสมพิศ คุณ yut1138
และคุณทิวากร ที่ช่วย " กระชับวงล้อม " ให้ผมรีบกลับมาโพสท์ต่อครับ
ตอนนี้ได้หยุด ๓ วัน ผมได้โอกาสเขียนเต็มที่ คงจะจบได้ภายในวันจันทร์นี้ละครับ
ไปกันต่อเลยนะครับ
ตะวันคล้อยบ่าย ผมปั่นผ่าน กม.๒๑ โดยไม่ได้แวะพักถ่ายภาพ ซึ่งเป็นความ
ผิดพลาดอย่างมาก เพราะคิดว่าถ่ายภาพไว้แล้วในขาขึ้น ที่ กม.๒๑ นี้
ยังมีเรื่องให้ค้นคว้าอีกมากมาย เนื่องจากเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ
และมีการรบที่หนักหน่วงในบริเวณนี้
ผมปั่นเข้ามาพักที่ทางแยก กม.๘ ถึงจุดที่จะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเอายังไงต่อ
เพราะสถานที่ถัดไปที่จะไปดู คือจุดที่คาดว่ากองทัพสยามจะข้ามลำน้ำโขง
บริเวณ " ภูมะโลง " (ขอบคุณ คุณหางแฮ้ม สำหรับชื่อที่ถูกต้องครับ)
แล้วก็เลยไปจำปาสัก แต่ผมจะไปตามทางหมายเลข ๑๓ แล้วหาทางกลับ
ผ่านภูมะโลงในขากลับ หรือจะเลือกไปภูมะโลงในขาไปนี้เลย
ต้องตัดสินใจที่ กม.๘ บ้านหัวเซนี้ละครับ
เกือบบ่าย ๔ โมงเย็นแล้ว ผมกำลังนั่งมึนอยู่ตรงทางแยก กำลังคิดว่า
จะเอายังไงดีกับทางหมายเลข ๑๓ ถนนดำ ๓๓ กม. แล้วต้องไปข้าม
แพขนานยนต์ ซึ่งผมคงถึงเอาค่ำมืดอีก อาจไม่มีแพให้ข้าม
กับปั่นผ่านเมือง ข้ามโขงทางสายใหม่ เมืองเก่า-จำปาสัก ๒๙ กม.
ซึ่งในแผนที่บอกว่าเป็น Underconstruction Road
แต่ผมจะได้เห็นจุดสนใจที่ภูมะโลงทันก่อนมืด หรือทางเลือกสุดท้าย
คือนอนมันซะที่ปากเซนี่ละ คิดเสียหนึ่งคืน แล้วเช้าค่อยว่ากันใหม่ เอาไงดี ?
นตฺถิ ตณฺหาสมา นที " แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี "
ด้วยความอยากคือตัณหา อยากเห็นภูมะโลงให้หมดปัญหาคาใจเสียที
ผมจึงตัดสินใจเลือกทางสายใหม่ แม้จะต้องบอกตัวเองว่างานนี้มีวัดดวง
กับถนนที่กำลังก่อสร้าง แต่ใจมันอยากเห็นเร็วๆน่ะครับ
วิหญฺตี จิตฺตวสานุวตฺติ " ผู้ประพฤติตามอำนาจจิต ย่อมลำบาก "
เดี๋ยวรู้ผลครับ....เดี๋ยวรู้ผล 555+ (วันนี้วันพระใหญ่ ขอเน้นธรรมะหน่อยนะครับ)
ผมกำลังพับแผนที่เตรียมตัวไปตายดาบหน้า(ดาบนี้ขอรอดไว้ก่อน)
แหม่มสาวปั่นจักรยานเข้ามาจอดพรืดตรงหน้าผม สวยเสียด้วย
" ไฮ...ยูไปชามปาซากมาแล้วยัง ? " ไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน
เจอปุ๊ปเธอก็ยิงคำถามเลย " น๊อท เย็ท แต่ไอกำลังจะไปนี่ละ "
จากนั้นเธอก็จอดรถลงมาเสวนาว่าด้วยเส้นทางกับผมอีกพัก
ซึ่งผมแนะนำว่าเธอควรจะใช้เส้นทางหมายเลข ๑๓ ดีกว่า
เพราะเธอเล่นปั่นรถเทรลเลอร์หัวลากมาแบบนี้
คงไม่เหมาะกับทางลูกรังแน่ๆ ดูรถเธอสิครับ
สรุปกันว่าเราไปกันคนละทางดีกว่า หากบุพเพสันนิวาสมีจริง
(555+ ว่าเข้านั่นเลยนะเสือทุ้ย) เราคงได้พบกันอีกที่วัดภู จำปาสัก
เธอแนะนำตัวว่าเธอเป็นสแปนิช ปั่นมาจากสเปน กะไปรอบโลก
ว๊าว..ว ผมไม่ได้ตื่นเต้นที่เธอปั่นรอบโลกหรอกครับ แต่..โอ๊ว...สแปนิชเกิร์ล
สแปนิชอายส์ ฯลฯ คิดแล้วเสือทุ้ยกระปรี้กระเปร่า ลืมสังขารโทรมๆของตัวเองไปเลย
เธอปั่นจากไปตามเส้นทางหมายเลข ๑๓ ซึ่งเธอคงจะต้องหาที่พัก
ก่อนข้ามโขงแถวๆ " หลักสามสิบ " ผมส่งเธอด้วยสายตา
เหมือนหมาเห็นปลากระป๋อง แล้วจึงปั่นตรงเข้าเมืองปากเซ
อึดอัดครับ กับสภาพเมืองปากเซในช่วง Rush Hour รถราวิ่งขวักไขว่พอสมควร
ซึ่งส่วนมากก็เป็นรถจักรยานยนต์นั่นแหละ ผมเลยรีบชิ่งออกสะพานข้ามโขงไปเลย
สภาพเมืองปากเซในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของเมืองนี้ไม่ธรรมดา
ดีกว่าหลายๆเมืองในลาวที่ผมเคยได้พบมา
ภาพนี้เป็นถนนไปยังสะพาน แต่ผมถ่ายย้อนกลับเข้าเมือง
ส่วนภาพนี้เป็นโรงแรมใหม่ ชื่อจำปาสักแกรนด์หรืออะไรทำนองนี้ละครับ(หากผิดพลาดขอพระอภัย)
ปั่นขึ้นสะพานไปเลยครับ แต่เขามีป้ายห้ามจอดรถบนสะพานนะครับ แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามเสือทุ้ย
ข้ามโขงแล้วครับ ผมจอดถ่ายภาพบนสะพานครู่เดียว ตำรวจลาวขี่รถเครื่อง
เข้ามาหาทำหน้าตาขึงขัง แล้วโบกมือว่าห้ามจอด
" ซ๊อรี่...ซ๊อรี่..ไอม์จาปองนีซ์...ไอม์กอนน่าโกนาว " ผมพูดพร้อมกับชี้ไป
ที่รูปธงชาติญี่ปุ่นติดคู่กับธงชาติลาวที่สะพาน ตำรวจลาวยิ้มให้ แล้วโบกมือให้ไปได้
แต่ในใจคงคิดว่าญี่ปุ่นเมืองไหนวะ หน้าตาออก ล๊าว...ลาว
นี่ถ้ารู้ว่าเป็นคนไทย ผมอาจต้องเสียค่าปรับ
ปั่นข้ามสะพานมาแล้ว แถวนี้เป็นเมืองเก่าปากเซ ซึ่งเดิมอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง
ฝรั่งเศสมาสั่งให้ลาวย้ายเมือง เพราะเกรงอิทธิพลของความสัมพันธ์
ระหว่างเชื้อชาติ ผมหยุดสอบถามข้อมูลเส้นทางที่ร้านขายน้ำตรงปากทางสายใหม่
ไปจำปาสัก แม่ค้าเจ้าของร้านพูดไทยชัด บอกว่ามีญาติอยู่อุบลเยอะแยะ
ส่วนผมได้ความว่าทางยังไม่เสร็จ แต่เป็นทางราบตลอด
" มีอันตรายไหม ? " ผมถามเธอ หมายถึงการจี้ปล้นระหว่างทาง
"บ่ต้องห่วง ในลาวนี้ไผทำฮ้ายนักท่องเที่ยว โทษหลายนัก "
คำตอบของเธอทำให้ผมสบายใจไปได้ระดับหนึ่ง
ผมออกจากร้านขายน้ำเมื่อเกือบห้าโมงเย็น คิดว่าอย่างไรเสีย
คงต้องมืดเอาระหว่างทางแน่นอน แต่ผมคงได้ถึงจุดที่สนใจ
ที่ภูมะโลงก่อนค่ำมืด เพราะว่าอีกไม่ถึง ๑๐ กิโลก็จะถึงแล้ว
ถึงจุดนี้ ผมต้องขอให้ท่านผู้อ่าน เปลี่ยนโหมดปรับอารมณ์สักนิดนะครับ
ตอนนี้ขอจบเรื่องสงครามลับในลาวไว้ก่อน ผมจะพาท่านผู้อ่าน
กลับสู่อดีตในรัชสมัยของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
สภาพทางช่วงแรกยังเป็นลูกรังบดอัดเรียบ ซึ่งทำให้ผมยังรักษาความเร็วได้ดีพอสมควร
แม้จะมีอาการลื่นปื้ดป้าดอยู่บ่อยๆ เนื่องจากใช้ยางถนนหน้าแคบ ผมยังปั่นไปข้างหน้าอย่างใจเย็น
ทางช่วงแรกนี้ยังพอมองเห็นบ้านเรือนผู้คนอยู่เป็นระยะ กลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารเริ่มโชยเข้าจมูก
" ภูมะโลง " ทอดตัวยาวอยู่ข้างหน้าไกลๆ เหมือนกับยืนท้าทายคอยให้ผมปั่นไปหา

แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้ สภาพทางเริ่มเลวลง จากลูกรังบดอัด กลายเป็นลูกรังปนหิน
และเริ่มมีสะพาน ให้ต้องหลบลงทางเบี่ยง

เกือบหกโมงเย็น ผมก็มาถึงจุดที่ผมกระหายใคร่จะเห็นมานานหลายเดือน คือบริเวณที่ภูมะโลง
ด้านทิศตะวันออก จรดปลายลงที่ฝั่งแม่น้ำโขง มองเห็นการระเบิดส่วนหนึ่งของเชิงภู
เพื่อให้แนวถนนตัดผ่าน แสดงว่าสันฐานเดิมของภูลูกนี้ ส่วนหนึ่งจะเคยขวางลำโขงไว้


เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมได้คำตอบแล้วว่า จุดนี้น่าจะเป็นจุดแคบสุดของลำโขง
ที่ทัพสยามสามารถใช้ ข้ามเร่งด่วน โดยไม่ต้องอาศัยเรือแพมากมาย
หลักฐานไม่มีหรอกครับ แต่อนุมานเอาจากสภาพภูมิศาสตร์
ถึงตรงนี้ ผมขอพาท่านผู้อ่าน ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไปในสมัยต้นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พุทธศักราช ๒๓๖๗ หรือ ร.ศ.๔๒ สิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ พระองค์ชายทับ ขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทรงพระชนม์ได้ ๓๗ พรรษา
เวลานั้น สยามอาณาจักรว่างเว้นสงครามมานานพอสมควร บรรดาขุนทหารชาญศึก
ซึ่งเคยขับเคี่ยวกับอาณาจักรพุกาม จนบ้านเมืองเราเป็นปึกแผ่น ต่างก็เริ่มชราภาพ
และล้มหายตายจากไป
ด้วยเหตุนี้ บรรดาเมืองประเทศราช ต่างก็ประเมินแล้วว่า กรุงเทพฯ นั้นมีแต่ " เจ้านายเด็กๆ "
และ " ขุนศึกหน้าใหม่ " ซึ่งขาดประสพการณ์ในการรบ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าประเทศราชเหล่านี้
มี " เจ้าอนุวงศ์ " แห่งเวียงจันท์ด้วยองค์หนึ่ง ซึ่งประเมินจุดอ่อนของกรุงเทพฯ เช่นเดียวกันนี้
ดังนั้น หลังจากที่รัชกาลที่ ๓ ทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี เจ้าอนุวงศ์จึงยาตราทัพเหยียบแผ่นดินอิสาน
ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ไล่ตีมาเรื่อยจากหนองคาย ลงมาถึงโคราช และทัพหน้าบางส่วนมาถึงสระบุรี
รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
เป็นแม่ทัพหลวง ยกไปต้านศึกเจ้าอนุวงศ์ครั้งนี้ ซึ่งประวัติศาสตร์ตอนนี้ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้ทราบ
มาพอสมควรแล้ว จึงขอข้ามไปก่อน แต่ในการศึกครั้งนี้ นอกจากการได้แสดงวีรกรรมของชาวโคราช
จนเราได้มีท้าวสุรนารี " คุณย่าโม " เป็นตัวอย่างบรรพชนไทยแล้ว การศึกครั้งนี้ ยังส่งผลให้
บทบาทของนายทหารหนุ่มผู้หนึ่ง โดดเด่นขึ้นมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๓
" พระยาราชสุภาวดี " หรือเจ้าคุณสิงห์ ผู้เป็นแม่ทัพหน้าในการศึกครั้งนี้

และด้วยความเป็นนักรบในสายเลือดของท่าน ส่งผลให้วีรกรรมของท่าน เป็นที่กล่าวขาน
ในตำนานรัตนโกสินทร์ ท่านเป็นทหารเอกคู่ราชบัลลังก์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓
จนถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่า ในเวลาที่รัชกาลที่ ๓ ทรงประทับปรึกษาราชการเป็นส่วนพระองค์
กับเจ้าคุณฯ ทรงตรัสเรียกเจ้าคุณสิงห์ว่า " พี่สิงห์ "
ศึกครั้งนั้น สยามเพียงแต่ขับไล่ทัพเจ้าอนุวงศ์ ให้แตกฉานซ่านเซ็น เจ้าอนุวงศ์ต้องเสด็จหนีไปพึ่งญวน
ซึ่งเป็นชนวนเหตุของความบาดหมางในความสัมพันธ์ ระหว่างสยามและญวน ในเวลาต่อมา
ปี พ.ศ. ๒๓๗๒ เจ้าพระยาราชสุภาวดี นำทัพไปเวียงจันท์เป็นครั้งที่ ๒ เผาเมืองเวียงจันท์
กวาดต้อนผู้คนและกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ ลงมากรุงเทพฯ หลังศึกครั้งนี้ ท่านจึงได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ เป็น " เจ้าพระยาบดินทร์เดชา " (สิงห์ สิงหเสนี)
หลังศึกลาว อันทำให้เกิดชนวนเหตุความบาดหมางเล็กๆ ระหว่างสยามกับญวน
ทำให้เกิดสงครามครั้งแรกระหว่างสยามกับญวน ในอีก ๔ ปีถัดมา คือปี พ.ศ. ๒๓๗๖
ซึ่งเป็นที่มาของ " อานามสยามยุทธ " สงครามซึ่งกินเวลาถึง ๑๔ ปี
ในครั้งนั้น รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา นำทัพไปกำราบเขมรและญวน
ทัพสยามมีทั้งทัพบกและทัพเรือ ทัพบกรุกไปเกือบถึงไซ่ง่อน แต่ทัพเรือยังติดอยู่ในเขมร
เมื่อถูกญวนตีโต้ตอบ ทัพบกสยามจึงต้องถอย โดยเส้นทางถอยของทัพหน้าสยามคือผ่านสตึงเตรง
ขึ้นเหนือสู่ที่ราบสูงโบโลเวน เพื่อตรงไปสาละวัน หรือตัดออกสู่ปากเซ อันเป็นที่มาของชื่อ
" พนมแพะโคก " หรือ " เขาม้าเผ่น " ให้ปรากฎไว้ในตำนานแห่งสงครามครั้งนั้น
ดูแผนที่กันนะครับ

แผนที่นี้เป็นแผนที่ใช้บิน(Tactical Pilotage Chart : TPC) รายละเอียดของถนน
จึงปรากฎเพียงคร่าวๆ ต้องเอาจุดที่เป็นที่ตั้งเมืองเป็นหลักนะครับ แล้วดูภูมิประเทศ
เมืองจำปาสัก คือจุดสี่เหลี่ยมใกล้มุมซ้ายล่างของภาพ (Bassac) จุดกลมสีแดง คือเมืองปากซอง
จุดกลมสีเขียว คือเมืองท่าแตง สีน้ำเงินคือลาวงาม สีฟ้าที่มุมขวาล่าง คือเมืองอัตตะปือ
และสีเหลืองคือปากเซ
ทัพหน้าสยามร่นถอยจากสตึงเตรง ผ่านด้านล่างของแผนที่(ประมาณตัวหนังสือ TPC K-10A)
ขึ้นสู่ที่ราบสูงโบโลเวน หรือ " พนมแพะโคก " ในบันทึก ที่ต้องอ้อมขึ้นเหนือไปขนาดนั้น
เนื่องจากญวนส่งทัพเรือ ตามตีมาตามลำโขง และทัพเรือญวนเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าทางบก
แต่มีอีกทัพหนึ่งของสยาม ร่นถอยขึ้นมาตามฝั่งซ้ายของลำน้ำโขง คือกองตระเวนของทัพหน้า
มีพระยานครสวรรค์เป็นแม่กอง เดินทัพตามริมลำน้ำโขง เพื่อหาทางข้ามลำโขงตรงจุดที่แคบที่สุด
และสามารถข้ามได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เรือแพจำนวนมาก
แต่กองตระเวนนี้ถูกสกัดโดยทัพหน้าของญวน ทำให้ทหารสยามของกองตระเวนนี้ ๑,๐๐๑ คน
ถูกญวนฆ่าตายหมด ศพทหารสยามลอยตามน้ำโขง ไปติดตามแก่งกลางแม่น้ำ ที่ชาวบ้านดักปลา
จึงเป็นที่มาของชื่อ " แก่งหลี่ผี " จนปัจจุบัน
ปัญหาจุดที่ลำน้ำโขงแคบที่สุด จนกองทหารสยามจะสามารถข้ามได้อย่างรวดเร็ว
พาผมมาถึงที่ตรงนี้ แค่เห็นสถานที่จริง ผมก็รู้สึกดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น
แต่พลบค่ำแล้วครับ แสงสุดท้ายกำลังจะลับไปจากท้องฟ้า

และวันนี้ เป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ พระจันทร์เกือบมืดสนิท
แต่ผมยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่ง

แม้จะมีอาการลื่นปื้ดป้าดอยู่บ่อยๆ เนื่องจากใช้ยางถนนหน้าแคบ ผมยังปั่นไปข้างหน้าอย่างใจเย็น
ทางช่วงแรกนี้ยังพอมองเห็นบ้านเรือนผู้คนอยู่เป็นระยะ กลิ่นควันไฟจากการหุงหาอาหารเริ่มโชยเข้าจมูก
" ภูมะโลง " ทอดตัวยาวอยู่ข้างหน้าไกลๆ เหมือนกับยืนท้าทายคอยให้ผมปั่นไปหา
แต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้ สภาพทางเริ่มเลวลง จากลูกรังบดอัด กลายเป็นลูกรังปนหิน
และเริ่มมีสะพาน ให้ต้องหลบลงทางเบี่ยง
เกือบหกโมงเย็น ผมก็มาถึงจุดที่ผมกระหายใคร่จะเห็นมานานหลายเดือน คือบริเวณที่ภูมะโลง
ด้านทิศตะวันออก จรดปลายลงที่ฝั่งแม่น้ำโขง มองเห็นการระเบิดส่วนหนึ่งของเชิงภู
เพื่อให้แนวถนนตัดผ่าน แสดงว่าสันฐานเดิมของภูลูกนี้ ส่วนหนึ่งจะเคยขวางลำโขงไว้
เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมได้คำตอบแล้วว่า จุดนี้น่าจะเป็นจุดแคบสุดของลำโขง
ที่ทัพสยามสามารถใช้ ข้ามเร่งด่วน โดยไม่ต้องอาศัยเรือแพมากมาย
หลักฐานไม่มีหรอกครับ แต่อนุมานเอาจากสภาพภูมิศาสตร์
ถึงตรงนี้ ผมขอพาท่านผู้อ่าน ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไปในสมัยต้นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พุทธศักราช ๒๓๖๗ หรือ ร.ศ.๔๒ สิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือ พระองค์ชายทับ ขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อทรงพระชนม์ได้ ๓๗ พรรษา
เวลานั้น สยามอาณาจักรว่างเว้นสงครามมานานพอสมควร บรรดาขุนทหารชาญศึก
ซึ่งเคยขับเคี่ยวกับอาณาจักรพุกาม จนบ้านเมืองเราเป็นปึกแผ่น ต่างก็เริ่มชราภาพ
และล้มหายตายจากไป
ด้วยเหตุนี้ บรรดาเมืองประเทศราช ต่างก็ประเมินแล้วว่า กรุงเทพฯ นั้นมีแต่ " เจ้านายเด็กๆ "
และ " ขุนศึกหน้าใหม่ " ซึ่งขาดประสพการณ์ในการรบ ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าประเทศราชเหล่านี้
มี " เจ้าอนุวงศ์ " แห่งเวียงจันท์ด้วยองค์หนึ่ง ซึ่งประเมินจุดอ่อนของกรุงเทพฯ เช่นเดียวกันนี้
ดังนั้น หลังจากที่รัชกาลที่ ๓ ทรงครองราชย์ได้เพียง ๒ ปี เจ้าอนุวงศ์จึงยาตราทัพเหยียบแผ่นดินอิสาน
ในปี พ.ศ. ๒๓๖๙ ไล่ตีมาเรื่อยจากหนองคาย ลงมาถึงโคราช และทัพหน้าบางส่วนมาถึงสระบุรี
รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล
เป็นแม่ทัพหลวง ยกไปต้านศึกเจ้าอนุวงศ์ครั้งนี้ ซึ่งประวัติศาสตร์ตอนนี้ ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้ทราบ
มาพอสมควรแล้ว จึงขอข้ามไปก่อน แต่ในการศึกครั้งนี้ นอกจากการได้แสดงวีรกรรมของชาวโคราช
จนเราได้มีท้าวสุรนารี " คุณย่าโม " เป็นตัวอย่างบรรพชนไทยแล้ว การศึกครั้งนี้ ยังส่งผลให้
บทบาทของนายทหารหนุ่มผู้หนึ่ง โดดเด่นขึ้นมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๓
" พระยาราชสุภาวดี " หรือเจ้าคุณสิงห์ ผู้เป็นแม่ทัพหน้าในการศึกครั้งนี้

และด้วยความเป็นนักรบในสายเลือดของท่าน ส่งผลให้วีรกรรมของท่าน เป็นที่กล่าวขาน
ในตำนานรัตนโกสินทร์ ท่านเป็นทหารเอกคู่ราชบัลลังก์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๓
จนถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่า ในเวลาที่รัชกาลที่ ๓ ทรงประทับปรึกษาราชการเป็นส่วนพระองค์
กับเจ้าคุณฯ ทรงตรัสเรียกเจ้าคุณสิงห์ว่า " พี่สิงห์ "
ศึกครั้งนั้น สยามเพียงแต่ขับไล่ทัพเจ้าอนุวงศ์ ให้แตกฉานซ่านเซ็น เจ้าอนุวงศ์ต้องเสด็จหนีไปพึ่งญวน
ซึ่งเป็นชนวนเหตุของความบาดหมางในความสัมพันธ์ ระหว่างสยามและญวน ในเวลาต่อมา
ปี พ.ศ. ๒๓๗๒ เจ้าพระยาราชสุภาวดี นำทัพไปเวียงจันท์เป็นครั้งที่ ๒ เผาเมืองเวียงจันท์
กวาดต้อนผู้คนและกุมตัวเจ้าอนุวงศ์ ลงมากรุงเทพฯ หลังศึกครั้งนี้ ท่านจึงได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์ เป็น " เจ้าพระยาบดินทร์เดชา " (สิงห์ สิงหเสนี)
หลังศึกลาว อันทำให้เกิดชนวนเหตุความบาดหมางเล็กๆ ระหว่างสยามกับญวน
ทำให้เกิดสงครามครั้งแรกระหว่างสยามกับญวน ในอีก ๔ ปีถัดมา คือปี พ.ศ. ๒๓๗๖
ซึ่งเป็นที่มาของ " อานามสยามยุทธ " สงครามซึ่งกินเวลาถึง ๑๔ ปี
ในครั้งนั้น รัชกาลที่ ๓ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา นำทัพไปกำราบเขมรและญวน
ทัพสยามมีทั้งทัพบกและทัพเรือ ทัพบกรุกไปเกือบถึงไซ่ง่อน แต่ทัพเรือยังติดอยู่ในเขมร
เมื่อถูกญวนตีโต้ตอบ ทัพบกสยามจึงต้องถอย โดยเส้นทางถอยของทัพหน้าสยามคือผ่านสตึงเตรง
ขึ้นเหนือสู่ที่ราบสูงโบโลเวน เพื่อตรงไปสาละวัน หรือตัดออกสู่ปากเซ อันเป็นที่มาของชื่อ
" พนมแพะโคก " หรือ " เขาม้าเผ่น " ให้ปรากฎไว้ในตำนานแห่งสงครามครั้งนั้น
ดูแผนที่กันนะครับ

แผนที่นี้เป็นแผนที่ใช้บิน(Tactical Pilotage Chart : TPC) รายละเอียดของถนน
จึงปรากฎเพียงคร่าวๆ ต้องเอาจุดที่เป็นที่ตั้งเมืองเป็นหลักนะครับ แล้วดูภูมิประเทศ
เมืองจำปาสัก คือจุดสี่เหลี่ยมใกล้มุมซ้ายล่างของภาพ (Bassac) จุดกลมสีแดง คือเมืองปากซอง
จุดกลมสีเขียว คือเมืองท่าแตง สีน้ำเงินคือลาวงาม สีฟ้าที่มุมขวาล่าง คือเมืองอัตตะปือ
และสีเหลืองคือปากเซ
ทัพหน้าสยามร่นถอยจากสตึงเตรง ผ่านด้านล่างของแผนที่(ประมาณตัวหนังสือ TPC K-10A)
ขึ้นสู่ที่ราบสูงโบโลเวน หรือ " พนมแพะโคก " ในบันทึก ที่ต้องอ้อมขึ้นเหนือไปขนาดนั้น
เนื่องจากญวนส่งทัพเรือ ตามตีมาตามลำโขง และทัพเรือญวนเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าทางบก
แต่มีอีกทัพหนึ่งของสยาม ร่นถอยขึ้นมาตามฝั่งซ้ายของลำน้ำโขง คือกองตระเวนของทัพหน้า
มีพระยานครสวรรค์เป็นแม่กอง เดินทัพตามริมลำน้ำโขง เพื่อหาทางข้ามลำโขงตรงจุดที่แคบที่สุด
และสามารถข้ามได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้เรือแพจำนวนมาก
แต่กองตระเวนนี้ถูกสกัดโดยทัพหน้าของญวน ทำให้ทหารสยามของกองตระเวนนี้ ๑,๐๐๑ คน
ถูกญวนฆ่าตายหมด ศพทหารสยามลอยตามน้ำโขง ไปติดตามแก่งกลางแม่น้ำ ที่ชาวบ้านดักปลา
จึงเป็นที่มาของชื่อ " แก่งหลี่ผี " จนปัจจุบัน
ปัญหาจุดที่ลำน้ำโขงแคบที่สุด จนกองทหารสยามจะสามารถข้ามได้อย่างรวดเร็ว
พาผมมาถึงที่ตรงนี้ แค่เห็นสถานที่จริง ผมก็รู้สึกดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น
แต่พลบค่ำแล้วครับ แสงสุดท้ายกำลังจะลับไปจากท้องฟ้า
และวันนี้ เป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ พระจันทร์เกือบมืดสนิท
แต่ผมยังเหลือระยะทางอีกกว่าครึ่ง

แก้ไขล่าสุดโดย เสือทุ้ย เมื่อ 02 มิ.ย. 2010, 06:56, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- หางแฮ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 3626
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
- Tel: 0890414478
- team: Top Cycle
- Bike: Merida
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
สวัสดีครับเสือทุ้ย รออ่านต่อมานานแต่ก็คุ้มค่ากับการรอคอย
เรื่องราวข้างบนน่าสนใจมากครับ แต่ผมคิดเอาเองตามประสาคนไม่มีความรู้ละเอียดในทางประวัติศาสตร์ช่วงนั้น แต่มันแปลกๆนะครับที่กองทัพสยามเดินทัพอ้อมขึ้นเขาไปไกลขนาดนั้นเพื่อให้พ้นทัพญวนที่ตามมาตามลำน้ำโขง การที่เดินทางทวนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างแม่น้ำโขงและมีความคดโค้งไปมาไม่น่าจะเร็วกว่าทางบกที่สามารถเดินทางตัดตรงได้ หรือมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ และกองทัพสยามที่คุ้นเคยกับการอยู่ริมน้ำก็ไม่น่าจะด้อยกว่าญวนในการเดินทางทางน้ำ น่าค้นคว้าต่อไปครับ
อีกประการหนึ่งบ้าน "ลาวงาม "ในภาษาลาวออกเสียงว่าบ้าน "เล่างาม" ครับ
เรื่องราวข้างบนน่าสนใจมากครับ แต่ผมคิดเอาเองตามประสาคนไม่มีความรู้ละเอียดในทางประวัติศาสตร์ช่วงนั้น แต่มันแปลกๆนะครับที่กองทัพสยามเดินทัพอ้อมขึ้นเขาไปไกลขนาดนั้นเพื่อให้พ้นทัพญวนที่ตามมาตามลำน้ำโขง การที่เดินทางทวนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างแม่น้ำโขงและมีความคดโค้งไปมาไม่น่าจะเร็วกว่าทางบกที่สามารถเดินทางตัดตรงได้ หรือมีสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เขียนไว้ในประวัติศาสตร์ และกองทัพสยามที่คุ้นเคยกับการอยู่ริมน้ำก็ไม่น่าจะด้อยกว่าญวนในการเดินทางทางน้ำ น่าค้นคว้าต่อไปครับ
อีกประการหนึ่งบ้าน "ลาวงาม "ในภาษาลาวออกเสียงว่าบ้าน "เล่างาม" ครับ
* ไม่มีที่ไหนที่ใจเราไปไม่ถึง *
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
-
lionheart
- ขาประจำ
- โพสต์: 655
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 04:48
- Tel: 08-9449-3219
- team: TBC
- Bike: challanger, scott, surly lht, Dahon p8
- ตำแหน่ง: นครราชสีมา
- ติดต่อ:
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ขอบคุณมากครับ..สำหรับข้อมูลทาง ปวศ.
ถึงแม้ยังไม่ได้มีการชำระ
ตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ก็2-3 ตระกูล
ที่รับราชการอยู่
อย่าง บุนนาค..สิงหเสนี
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเรียกขานอย่างเป็นกันเองว่า "พี่"
น่าจะมีหลายสาเหตุ..
ผมเคยได้ยินลูกหลานตระกุลนี้..(ตอนบรรพบุรุษเค้ายกที่ดินสร้างโรงเรียนบดินทร์เดชา)เล่าให้ฟัง..ตอนกรึ๊ปได้ที่นะ
เรื่องเรียกันอย่าง พี่ๆ น้องๆ นี่นะครับ
ขอบคุณมากนะครับ..นำสาระ สิ่งดีๆ มาสู่กันฟัง
จะกางมุ้ง ปักหมุกรอนะ
ถึงแม้ยังไม่ได้มีการชำระ
ตระกูลที่มีอำนาจในยุคนั้น ก็2-3 ตระกูล
ที่รับราชการอยู่
อย่าง บุนนาค..สิงหเสนี
กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงเรียกขานอย่างเป็นกันเองว่า "พี่"
น่าจะมีหลายสาเหตุ..
ผมเคยได้ยินลูกหลานตระกุลนี้..(ตอนบรรพบุรุษเค้ายกที่ดินสร้างโรงเรียนบดินทร์เดชา)เล่าให้ฟัง..ตอนกรึ๊ปได้ที่นะ
เรื่องเรียกันอย่าง พี่ๆ น้องๆ นี่นะครับ
ขอบคุณมากนะครับ..นำสาระ สิ่งดีๆ มาสู่กันฟัง
จะกางมุ้ง ปักหมุกรอนะ
ลาภย่อมบำเรอเฉพาะบุคคลผู้มีความเพียร ใจเด็ดดุจสีหะ
ผู้มีใจต่ำมักกล่าวว่า.."แล้วแต่วาสนา"
-----------------------------------------
http://www.brfarm.multiply.com/
ผู้มีใจต่ำมักกล่าวว่า.."แล้วแต่วาสนา"
-----------------------------------------
http://www.brfarm.multiply.com/
-
lionheart
- ขาประจำ
- โพสต์: 655
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 04:48
- Tel: 08-9449-3219
- team: TBC
- Bike: challanger, scott, surly lht, Dahon p8
- ตำแหน่ง: นครราชสีมา
- ติดต่อ:
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
..เวรกรรมlionheart เขียน:
เรื่องเรียกันอย่าง พี่ๆ น้องๆ นี่นะครับ
ขอบคุณมากนะครับ..นำสาระ สิ่งดีๆ มาสู่กันฟัง
จะกางมุ้ง ปักหมุกรอนะ
ด้วยความเคารพ จขกท. ครับ
พิมพ์ผิดครับ
เรียก
และ ปักหมุด ครับ
ลาภย่อมบำเรอเฉพาะบุคคลผู้มีความเพียร ใจเด็ดดุจสีหะ
ผู้มีใจต่ำมักกล่าวว่า.."แล้วแต่วาสนา"
-----------------------------------------
http://www.brfarm.multiply.com/
ผู้มีใจต่ำมักกล่าวว่า.."แล้วแต่วาสนา"
-----------------------------------------
http://www.brfarm.multiply.com/
- mtb.hilander
- ขาประจำ
- โพสต์: 1104
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ส.ค. 2008, 21:15
- Tel: 0893058544
- team: THAI BIKE TOURING CLUB
- Bike: trek 6500
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ติดตาม ตามติดมาตลอดครับขอแสดงความยินดีกับพี่เสือทุ้ยมากครับที่เวปมาสเตอร์เห็นความสำคัญของทริปพี่เอามาขึ้นไว้บนเวลาหาจะได้ไม่ต้องเลื่อนเม้าหา
ตอนนี้ผมกับเพื่อนได้คุยกันคล้าวๆไว้ว่าช่วงเข้าพรรษาจะไปลาวใต้กันตามข้อมูลที่พี่ได้ลงไว้ให้ บางทีอาจจะขอข้อมูลจากพี่เพิ่มเติม เพื่อจะได้อรรถรสในการเดินทาง ยังไงก็ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้าครับ
ไม่ขัดจังหวะล่ะเชิญต่อเลยครับพี่
ตอนนี้ผมกับเพื่อนได้คุยกันคล้าวๆไว้ว่าช่วงเข้าพรรษาจะไปลาวใต้กันตามข้อมูลที่พี่ได้ลงไว้ให้ บางทีอาจจะขอข้อมูลจากพี่เพิ่มเติม เพื่อจะได้อรรถรสในการเดินทาง ยังไงก็ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้าครับ
ไม่ขัดจังหวะล่ะเชิญต่อเลยครับพี่
- ทิวากร
- ขาประจำ
- โพสต์: 6591
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 08:24
- Tel: 081-977692สอง
- team: ขุนหาญทีม
- Bike: เปลี่ยนเป็นเทคแล้ว
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
มีทริปดีๆอย่าลืมชวนนะครับmtb.hilander เขียน:ติดตาม ตามติดมาตลอดครับขอแสดงความยินดีกับพี่เสือทุ้ยมากครับที่เวปมาสเตอร์เห็นความสำคัญของทริปพี่เอามาขึ้นไว้บนเวลาหาจะได้ไม่ต้องเลื่อนเม้าหา
ตอนนี้ผมกับเพื่อนได้คุยกันคล้าวๆไว้ว่าช่วงเข้าพรรษาจะไปลาวใต้กันตามข้อมูลที่พี่ได้ลงไว้ให้ บางทีอาจจะขอข้อมูลจากพี่เพิ่มเติม เพื่อจะได้อรรถรสในการเดินทาง ยังไงก็ขอบอกไว้ก่อนล่วงหน้าครับ
ไม่ขัดจังหวะล่ะเชิญต่อเลยครับพี่
คุณไม่รู้หรอกว่าอะไรคือของปลอม ถ้ายังไม่เคยเห็นของจริง
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
บึงกาฬ-ชายแดนลาวเวียดนาม-ฮานอย..กดครับ
สำราจเส้นทางสายใหม่ ไปกัมพูชาพริบตาเดียว ชมนครวัด นครธมด้วยกัน..กดเบาๆครับ
อุ้มผาง ทีลอซู ถนนลอยฟ้า http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=267185
เวียงจันทน์-หลวงพระบาง http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=332042
- -TON-
- ขาประจำ
- โพสต์: 970
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 18:07
- Tel: 094 094 2409
- team: OSK 105
- Bike: 2018 Trek Domane AL 3, 2017 Giant Escape 2, 2015 GT Sensor AL Expert, 2009 Gary Fisher Advance, 2008 Trek 1.9, 2006 Santacruz Superlight, Merida Dakar 750, Java FIT, 1991 GT Karakoram Elite
- ตำแหน่ง: ซอย 30 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพ 10400
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
เยี่ยมครับ 
Amatuers train until they get it right. Professionals train until they get it wrong!
+ + + + + + + + + + + + + +
+ + + + + + + + + + + + + +
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมเปิดเว็บมาเตรียมโพสท์วันนี้ จึงพบว่ากระทู้นี้เป็นกระทู้ Sticky
ผมต้องขอขอบพระคุณ Webmasterที่กรุณาเห็นความสำคัญ
และให้เกียรติแก่ผมพร้อมทั้งสมาชิกที่ร่วมเสวนา ตลอดจนสาระแห่งกระทู้นี้
ผมขอขอบพระคุณครับ
ตอบคุณหางแฮ้ม ผมรู้สึกซาบซึ้ง ในความกรุณาของคุณหางแฮ้ม สำหรับความเห็นเรื่องชื่อเมือง
และสถานที่ต่างๆ ซึ่งหากผมได้กล่าวผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดอภัยให้แก่คนไทยคนหนึ่ง
ซึ่งพื้นเพเป็นคนเมืองนนท์ แต่เมดอินแบ๊งคอก ผมพยายามศึกษาการพูดภาษาอิสาน เพราะผมเห็นว่า
สำเนียงและน้ำเสียงของภาษาอิสาน ไพเราะและมีเอกลักษณ์ จนปัจจุบันผมก็ยังพยายามอยู่
แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังเอาดีไม่ได้สักที ผมอ่านภาษาลาวได้ แต่ยังพูดลาวไม่ได้เหมือนกัน
กระทู้นี้คงจะไม่สมบูรณ์ หากไม่ได้คุณหางแฮ้มกรุณาแก้ไขในเรื่องชื่อให้ถุกต้อง ผมขอขอบพระคุณ
และจะแก้ไขให้ถูกต้อง ตามคำชี้แนะทุกประการครับ
สำหรับประเด็นปัญหาของคุณหางแฮ้ม ที่สงสัยว่าทัพสยาม ทำไมจึงร่นถอยเข้าป่าขึ้นภูไปอย่างนั้น
ประเด็นนี้เคยเป็นเรื่องที่เสวนากันในกระทู้ " อานามสยามยุทธ " ในบอร์ดแห่งหนึ่งมาแล้ว
เพราะผมเองก็เคยสงสัยเช่นนี้เหมือนกันครับ แต่หากอนุมานเอาจากหลักฐานภูมิศาสตร์และข้อเท็จจริง
เราจะได้คำตอบว่า
๑. ทัพสยามที่ร่นถอยจากที่ล้อมไซ่ง่อน ผ่านสตึงเตรง แล้วขึ้นสู่โบโลเวนนั้น เป็นทัพบกครับ
จึงไม่มีเรือ และไม่ชำนาญการใช้เรือ ส่วนทัพเรือของสยามนั้น ไปติดอยู่ที่เมืองกำปอดในเขมร
และก็ไม่สามารถรุกคืบหน้าไปได้กว่านั้น เนื่องจากญวนมีเรือที่ดีกว่า เป็นเรือป้อม ปืนอยู่สูง
อำนาจการยิงสูงกว่าเรือไทย ส่วนทัพบกนั้น การเดินทัพใช้เดินเท้า อย่างไรก็ไม่ทันเรือ
แม้การเดินทัพด้วยเรือ จะต้องทวนน้ำบ้างก็ตาม
๒. การถอยทัพของสยาม จากสตึงเตรง ข้าม " พนมแพะโคก " สู่โบโลเวนนั้น
เป็นการเดินทัพตามลำน้ำเช่นกัน ในกรณีนี้คือลำน้ำ " เซเปียน " ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทัพ
ในสมัยโบราณนั้น ต้องเกาะลำน้ำเป็นสำคัญ เนื่องจากกองทัพยังต้องใช้น้ำเป็นเครื่องยังชีพ
ลำเซเปียนนั้นมีต้นน้ำจากโบโลเวน และไหลไปบรรจบลำโขงที่สตึงเตรง ตรงนี้จึงเกิดปัญหาว่า
แล้วทัพสยามไม่กลัวทัพเรือญวน ยกตามมาทางเซเปียนหรือ ? ตรงนี้ผมก็สงสัยครับ
แต่หากจะเดา ผมเดาว่ามีการล่อหลอกด้วยกองตระเวน ซึ่งถอยออกจากสตึงเตรงเช่นกัน
เพื่อลวงทัพเรือญวน ให้ติดตามไปทางลำโขง ส่วนทัพหน้าร่นถอยไปตามลำเซเปียน
ทหารสยามจากกองตระเวน ๑,๐๐๑ นาย จึงต้องพลีชีพ(โดยไม่ได้ตั้งใจ) เพื่อรักษากำลัง
๗,๐๐๐ นาย ของทัพหน้า ให้ถอยกลับสู่เมืองอุบลอย่างปลอดภัย
ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้เสวนาข้อสงสัยแบบนี้กับคุณหางแฮ้ม
ตอบคุณ lionheart ยินดีครับ และผมต้องขอขอบคุณ คุณlionheart เช่นกัน
ที่ได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจ หากคุณlionheart มีข้อมูลที่จะกรุณามาเผื่อแผ่
ผมก็กระหายที่จะได้ทราบเช่นกันครับ
ตอบคุณ mtb.hilander ยินดีครับ หากข้อมูลที่ผมมีอยู่ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผมอาจรบกวนคุณ mtb.hilander ถ่ายภาพบางจุดที่ผมยังตกหล่น
เพื่อประกอบข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปครับ
ตอบคุณทิวากร และคุณ-TON- ขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านหนึ่ง ใช้ชื่อว่าคุณ Elka ได้ส่ง PM มายังผม พร้อมทั้งความเห็นบางประการ
ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณ แต่ผมอยากเรียนว่า ผมยังไม่ค่อยเคลียร์ กับประเด็นของคุณ Elka
ว่ามีจุดใดบ้าง รบกวนขอให้กำหนดให้ชัดเจนนะครับ และประเด็นแบบนี้ ผมขอให้เป็นประเด็น
สาธารณะ คือผมจะขอตอบในกระทู้เลยเพื่อความโปร่งใส แต่ขอยกไปตอบเมื่อจบเรื่องเล่าแล้วนะครับ
ผมอยากฝากข้อพิจารณาอย่างหนึ่งครับ การที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์ของห้วงเวลาใดก็ตาม
เราควรจะต้อง " ปล่อยวาง " ปัจจุบันเสียพักหนึ่งก่อน เพื่อไม่ให้ภาพปัจจุบัน ไปรบกวน
ข้อสันนิษฐานในประวัติศาสตร์ จนกว่าเมื่อได้ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานในประวัติศาสตร์แล้ว
จึงนำข้อสันนิษฐานนนั้น มาเชื่อมโยงสู่ภาพปัจจุบัน แต่ทั้งหมดนั้น ต้องกระทำเพื่อแสวงหา
" ข้อเท็จจริง " โดยไม่มีอคติหรือเกรงใจ
ขอขอบพระคุณทุกท่านครับ
ผมตั้งใจจะจบกระทู้นี้ในวันจันทร์(๓๑) แต่ตอนนี้ทำท่าจะหลุดไปอีกสองสามวันแล้ว
ต้องขออภัยต่อท่านผู้อ่านและผู้ร่วมเสวนาทุกท่านด้วยครับ เรื่องวัดภูก็มีประเด็นพอสมควร
งั้นเดี๋ยวเราไปกันต่อเลยนะครับ
ผมต้องขอขอบพระคุณ Webmasterที่กรุณาเห็นความสำคัญ
และให้เกียรติแก่ผมพร้อมทั้งสมาชิกที่ร่วมเสวนา ตลอดจนสาระแห่งกระทู้นี้
ผมขอขอบพระคุณครับ
ตอบคุณหางแฮ้ม ผมรู้สึกซาบซึ้ง ในความกรุณาของคุณหางแฮ้ม สำหรับความเห็นเรื่องชื่อเมือง
และสถานที่ต่างๆ ซึ่งหากผมได้กล่าวผิดพลาดประการใด ขอได้โปรดอภัยให้แก่คนไทยคนหนึ่ง
ซึ่งพื้นเพเป็นคนเมืองนนท์ แต่เมดอินแบ๊งคอก ผมพยายามศึกษาการพูดภาษาอิสาน เพราะผมเห็นว่า
สำเนียงและน้ำเสียงของภาษาอิสาน ไพเราะและมีเอกลักษณ์ จนปัจจุบันผมก็ยังพยายามอยู่
แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังเอาดีไม่ได้สักที ผมอ่านภาษาลาวได้ แต่ยังพูดลาวไม่ได้เหมือนกัน
กระทู้นี้คงจะไม่สมบูรณ์ หากไม่ได้คุณหางแฮ้มกรุณาแก้ไขในเรื่องชื่อให้ถุกต้อง ผมขอขอบพระคุณ
และจะแก้ไขให้ถูกต้อง ตามคำชี้แนะทุกประการครับ
สำหรับประเด็นปัญหาของคุณหางแฮ้ม ที่สงสัยว่าทัพสยาม ทำไมจึงร่นถอยเข้าป่าขึ้นภูไปอย่างนั้น
ประเด็นนี้เคยเป็นเรื่องที่เสวนากันในกระทู้ " อานามสยามยุทธ " ในบอร์ดแห่งหนึ่งมาแล้ว
เพราะผมเองก็เคยสงสัยเช่นนี้เหมือนกันครับ แต่หากอนุมานเอาจากหลักฐานภูมิศาสตร์และข้อเท็จจริง
เราจะได้คำตอบว่า
๑. ทัพสยามที่ร่นถอยจากที่ล้อมไซ่ง่อน ผ่านสตึงเตรง แล้วขึ้นสู่โบโลเวนนั้น เป็นทัพบกครับ
จึงไม่มีเรือ และไม่ชำนาญการใช้เรือ ส่วนทัพเรือของสยามนั้น ไปติดอยู่ที่เมืองกำปอดในเขมร
และก็ไม่สามารถรุกคืบหน้าไปได้กว่านั้น เนื่องจากญวนมีเรือที่ดีกว่า เป็นเรือป้อม ปืนอยู่สูง
อำนาจการยิงสูงกว่าเรือไทย ส่วนทัพบกนั้น การเดินทัพใช้เดินเท้า อย่างไรก็ไม่ทันเรือ
แม้การเดินทัพด้วยเรือ จะต้องทวนน้ำบ้างก็ตาม
๒. การถอยทัพของสยาม จากสตึงเตรง ข้าม " พนมแพะโคก " สู่โบโลเวนนั้น
เป็นการเดินทัพตามลำน้ำเช่นกัน ในกรณีนี้คือลำน้ำ " เซเปียน " ซึ่งแน่นอนว่าการเดินทัพ
ในสมัยโบราณนั้น ต้องเกาะลำน้ำเป็นสำคัญ เนื่องจากกองทัพยังต้องใช้น้ำเป็นเครื่องยังชีพ
ลำเซเปียนนั้นมีต้นน้ำจากโบโลเวน และไหลไปบรรจบลำโขงที่สตึงเตรง ตรงนี้จึงเกิดปัญหาว่า
แล้วทัพสยามไม่กลัวทัพเรือญวน ยกตามมาทางเซเปียนหรือ ? ตรงนี้ผมก็สงสัยครับ
แต่หากจะเดา ผมเดาว่ามีการล่อหลอกด้วยกองตระเวน ซึ่งถอยออกจากสตึงเตรงเช่นกัน
เพื่อลวงทัพเรือญวน ให้ติดตามไปทางลำโขง ส่วนทัพหน้าร่นถอยไปตามลำเซเปียน
ทหารสยามจากกองตระเวน ๑,๐๐๑ นาย จึงต้องพลีชีพ(โดยไม่ได้ตั้งใจ) เพื่อรักษากำลัง
๗,๐๐๐ นาย ของทัพหน้า ให้ถอยกลับสู่เมืองอุบลอย่างปลอดภัย
ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ที่ได้เสวนาข้อสงสัยแบบนี้กับคุณหางแฮ้ม
ตอบคุณ lionheart ยินดีครับ และผมต้องขอขอบคุณ คุณlionheart เช่นกัน
ที่ได้เสนอประเด็นที่น่าสนใจ หากคุณlionheart มีข้อมูลที่จะกรุณามาเผื่อแผ่
ผมก็กระหายที่จะได้ทราบเช่นกันครับ
ตอบคุณ mtb.hilander ยินดีครับ หากข้อมูลที่ผมมีอยู่ จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนสมาชิก
ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผมอาจรบกวนคุณ mtb.hilander ถ่ายภาพบางจุดที่ผมยังตกหล่น
เพื่อประกอบข้อมูลให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปครับ
ตอบคุณทิวากร และคุณ-TON- ขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านหนึ่ง ใช้ชื่อว่าคุณ Elka ได้ส่ง PM มายังผม พร้อมทั้งความเห็นบางประการ
ซึ่งผมต้องขอขอบพระคุณ แต่ผมอยากเรียนว่า ผมยังไม่ค่อยเคลียร์ กับประเด็นของคุณ Elka
ว่ามีจุดใดบ้าง รบกวนขอให้กำหนดให้ชัดเจนนะครับ และประเด็นแบบนี้ ผมขอให้เป็นประเด็น
สาธารณะ คือผมจะขอตอบในกระทู้เลยเพื่อความโปร่งใส แต่ขอยกไปตอบเมื่อจบเรื่องเล่าแล้วนะครับ
ผมอยากฝากข้อพิจารณาอย่างหนึ่งครับ การที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์ของห้วงเวลาใดก็ตาม
เราควรจะต้อง " ปล่อยวาง " ปัจจุบันเสียพักหนึ่งก่อน เพื่อไม่ให้ภาพปัจจุบัน ไปรบกวน
ข้อสันนิษฐานในประวัติศาสตร์ จนกว่าเมื่อได้ข้อสันนิษฐานจากหลักฐานในประวัติศาสตร์แล้ว
จึงนำข้อสันนิษฐานนนั้น มาเชื่อมโยงสู่ภาพปัจจุบัน แต่ทั้งหมดนั้น ต้องกระทำเพื่อแสวงหา
" ข้อเท็จจริง " โดยไม่มีอคติหรือเกรงใจ
ขอขอบพระคุณทุกท่านครับ
ผมตั้งใจจะจบกระทู้นี้ในวันจันทร์(๓๑) แต่ตอนนี้ทำท่าจะหลุดไปอีกสองสามวันแล้ว
ต้องขออภัยต่อท่านผู้อ่านและผู้ร่วมเสวนาทุกท่านด้วยครับ เรื่องวัดภูก็มีประเด็นพอสมควร
งั้นเดี๋ยวเราไปกันต่อเลยนะครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ผมเร่งรอบขาให้ได้ความเร็วเพิ่มขึ้น แต่สภาพทางเมื่อลึกเข้ามาดูจะไม่เป็นใจ
จากลูกรังบดอัดเรียบ พอพ้นเชิงภูมะโลง จะเป็นลูกรังหยาบที่ยังไม่ได้บดอัดเสียเป็นส่วนใหญ่
แรงสะเทือนทำเอาhookกระเป๋าข้าง หลุดจากที่ของมันบ่อยๆ เพราะhook ตื้นเกินไป
และสายรัดกันแกว่งเป็นเพียงยางยืด อันนี้ผมฝากไว้เป็นข้อมูลจากผู้ใช้ถึงผู้ผลิตนะครับ
ว่าการออกแบบจุดยึดกระเป๋า ต้องแข็งแรงพอที่จะทนทานต่อสภาพการใช้งาน ในพื้นที่ทุรกันดารด้วย
ผมคลำทางไปในความมืด เพื่อนยามยากในเวลานี้มีเพียงไฟฉายหน้ารถ ที่ส่องพอให้เห็นทาง
อุปสรรคใหม่ที่พบในทางช่วงนี้ คือสะพานเยอะ ด้วยเหตุว่าเป็นที่ราบเชิงเขา ซึ่งมีลำห้วย
ไหลลงน้ำโขงมากมาย ปัญหาคือสะพานทุกแห่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งต้องทำทางเบี่ยง
ให้รถลงไปวิ่งผ่านลำห้วยที่แห้งขอด นี่ยังดีว่าเป็นหน้าแล้ง หากเป็นหน้าฝน อาจผ่านไม่ได้
ในบางเวลา สะพานบางแห่งมีช่วงคอสะพาน(Approach)สูงมาก เนื่องจากลำห้วยอยู่ลึก
ระหว่างทางจะพอมองเห็นบ้านเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ ๒ - ๓ หลัง อยู่รวมกัน แต่ละกลุ่ม
อยู่ห่างกันพอสมควร สภาพความเป็นอยู่ของคนพื้นที่จะเป็นสังคมเกษตรกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่
สังเกตได้จากเครื่องมือที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ที่ยังพอมีชาวบ้านนนั่งคุยกันใต้แสงไฟ
ทุกๆจุดที่เป็นสะพาน ผมเสียแรงไปกับการเข็นและฉุดเจ้า Taz ขึ้นลงทางเบี่ยง
ที่ผิวทางมักจะเป็นลูกรังละเอียด เพราะล้อจะจมลงไป เพิ่มภาระให้เป็นทวีคูณ
ยิ่งเหนื่อยผมยิ่งต้องพักบ่อย ดื่มน้ำมาก น้ำที่มีติดตัวมาเพียงลิตรครึ่ง ดูจะเป็นเรื่องที่ผม
หนักใจเป็นพิเศษ พักแต่ละครั้งผมจะหยิบแผนที่ออกมาเช็คตำแหน่งที่อยู่
ปกติแม้การเดินทางแบบนี้ ผมจะมี GPS ติดตัวไปด้วย ทว่ารสนิยมส่วนตัวของผม
ผมชอบวิธี Dead Reckoning ด้วยแผนที่และเข็มทิศมากกว่า แต่เวลานี้ต้องยอม
สองทุ่มแล้ว ข้อมูลจาก GPS บอกว่าผมต้องไปอีกประมาณ ๗ กม. จึงจะถึงจำปาสัก
น้ำดื่มใกล้หมด ผมนั่งคอแห้งอยู่บนไหล่ทางอย่างหมดสภาพ รอบตัวมีแต่ความมืดมิดและความเงียบ
มองเห็น " ภูเก้า " (หรือภูเก่า ? ต้องรบกวนคุณหางแฮ้มอีกทีครับ)เป็นเงาทมึน
ตัดกับท้องฟ้าสีเทาอยู่ไกลๆทางทิศ SSW ซึ่งตอนนี้ปรากฎดวงดาวระยิบระยับ ผมเพลียจนอยากจะ
เอนหลังนอนบนไหล่ทางนี้เสียเลย แล้วเช้าค่อยว่ากันใหม่ แต่ผมไม่มีอุปกรณ์ Camping
ติดตัวมาด้วยเลย และตรงนี้มันเป็นป่า เป็นป่าที่ผมไม่รู้จัก อีกทั้งไม่ใช่ประเทศไทย
โดยเฉพาะที่สำคัญกว่านั้น คือผมไม่มีน้ำดื่มเหลืออีกแล้ว
กัดฟันไปอีกหน่อย แต่ละสโตรคที่ผมกดแป้นจานปั่น ดูเหมือนจะต้องใช้ความพยายามมากมาย
ไปได้อีกสักพัก มีสะพานข้างหน้า กับแคมป์คนงานที่ยังเปิดไฟสว่าง ผมไต่ลงทางเบี่ยง
ไปที่แคมป์ มีคนงานสองสามคน กำลังนั่งคุยกันอยู่ ซึ่งดูเขาจะตกใจปนงงๆ
กับมนุษย์ประหลาดสัญชาติไทย ที่มาปรากฎตัวในยามวิกาลของสถานที่แห่งนี้
สิ่งแรกที่ผมพูดกับพวกเขา คือขอน้ำดื่ม และเติมใส่ขวดทั้งสองด้วย ผมได้รับ
น้ำใจตอบสนอง ด้วยน้ำต้มสุกอย่างดี ไม่รู้จะขอบคุณและตอบแทนอย่างไร
น้ำใจของคนชาติพันธุ์เดียวกัน มีให้กันเสมอ หลังจากที่เขาถามที่มาที่ไปของผม
ผมก็ได้คำตอบว่าอีกไม่ไกล ประมาณ " ห้าหลัก " ก็จะเข้าสู่เมืองจำปาสักแล้ว
ผมได้แต่พยักหน้ารับทราบ ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะไม่นำแผนที่ออกมาถามทาง
ให้ตกเป็นจุดสนใจ อันจะนำมาซึ่งความสงสัย ในเป้าประสงค์ของการเดินทาง
ผมขอบคุณและร่ำลาผู้มีน้ำใจทั้งสอง ไปตามทางสายเดิม สภาพทางยังคงเป็นลูกรังบดอัด
สลับกับลูกรังหินลอย แต่ดูเหมือนสะพานจะมีจำนวนถี่กว่าเดิม แสงเรืองๆจับท้องฟ้า
แสดงที่ตั้งของจำปาสัก เริ่มปรากฎให้เห็น ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะไปให้ถึงในค่ำคืนนี้ให้ได้
ถึงสะพานแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่สูงจากลำห้วยมาก แต่ก่อนถึงสะพานไม่มีป้ายบอกทางเบี่ยง
ผมหยุดรถและถอดไฟฉายออกสำรวจไหล่ทาง พบว่าทางลงทางเบี่ยงอยู่ไกลมาก
หากผมจะย้อนกลับไปที่ทางลง ก็คงกินเวลาพอสมควร เอางี้ดีกว่า ไต่ลงตรงนี้เลย
ความมักง่าย มักก่อปัญหาตามมาเสมอ
ผมเข็นรถลงไหล่ทางสูงและชัน ความสูงเกือบเท่าหลังคาบ้านสองชั้น
ซึ่งผมไม่ได้สำรวจความแข็งของดินก่อนจะลงไป พอล้อหน้าพ้นขอบทาง ดินก็พัง
ล้อหน้าจมลงไป จากนั้นทุกอย่างก็หมุนติ้ว ผมต้องปล่อยมือจากแฮนด์ เพื่อรักษาตัวเอง
ได้ยินเสียงโป๊กที่หมวกกระทบอะไรสักอย่าง ตอนที่ผมตีลังกาลงจากเนิน
แต่จำไม่ได้ว่าผมร้องอะไรออกมาบ้าง
ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็น คือภาพล้อหลังของเจ้า Taz
ลอยเป็นสีทึมๆ ทาบกับท้องฟ้าสีเทาเข้ม จากนั้นตัวผมไปหยุดนอนตะแคงอยู่ข้างก้อนหินใหญ่
ผมรู้สึกเจ็บที่ขาซ้าย ไหล่ซ้าย และซี่โครงซ้าย ยังดีที่มีหมวกกันน๊อค ช่วยไม่ให้หัวซีกซ้าย
ของผมเจ็บไปด้วย ในหมวก รองเท้า เสื้อกางเกง ปากและหัวหูมีแต่ฝุ่นดินลูกรังเข้าไปอยู่ทุกที่
มีรอยถลอกเลือดซิบๆอยู่สองแห่ง เจ้า Taz ลงไปนอนสงบอยู่ห่างผมประมาณ ๓ -๔ เมตร
กระเป๋าข้างหลุดออกมาใบหนึ่ง ตะแคงอยู่กลางเนิน ใกล้กับไฟท้ายที่หลุดออกมา
แต่ยังส่งแสงสีแดงแว๊บๆที่พื้น เหมือนมันจะเยาะเย้ยผมในที
อยากมักง่ายดีนัก โส..น้า..หน้า...555+
ผมยันกายขึ้นสำรวจตัวเอง คลำซี่โครงดูแล้วไม่มีหัก จึงโขยกเขยกไปสำรวจสภาพรถ
และเก็บของที่กระจัดกระจาย ผมพบว่าเจ้า Taz โซ่หลุดออกมาจากจานหน้าห้อยร่องแร่ง
ตะแกรงท้ายเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ผมจัดใส่โซ่เข้าที่แล้วลองหมุนจานดู ระบบขับเคลื่อนยังทำงานปกติ
แต่มีเสียงดังแครกครากจากกระโหลกจานปั่นและตีนผี ทรายคงเข้าไปข้างใน
ผมใช้ไฟฉายสำรวจสภาพรถแล้วไม่มีอะไรเสียหาย นี่หากเจ้า Taz เกิดพังขึ้นมา
เราอาจต้องจากกันตรงนี้ เพราะผมคงแบกมันไปด้วยไม่ไหว
ผมหยิบ First Aid Pack เอายาหม่องออกมาทาบริเวณที่เจ็บปวด ยาหม่องผสมเหงื่อ
และฝุ่นดินลูกรัง ทำให้เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว อากาศที่ร้อนอบอ้าวท่ามกลางความมืดมิด
และยุงที่เริ่มเข้ามารังควาน ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอยากสลบตรงนี้เลย แต่เอาน่ะ หนักกว่านี้
ขนาดต้องหามกันร่องแร่งออกจากป่าก็ยังเคยมาแล้ว แถมยังได้มาเลเรียมาเป็นของที่ระลึกอีก
ลำบากแค่นี้ ถ้าผ่านไปไม่ได้ อย่าเรียกตัวเองว่า " เสือ " ดีกว่า
ชาติเสือไว้ลาย ชาติควายไว้เขา
ผมนั่งพักอยู่นาน จนยุงเริ่มมาเป็นฝูง ขืนอยู่ต่อมันคงหามผมไปให้ลูกมันเล่น
ผมค่อยๆปั่นไปช้าๆ มุ่งหน้าไปยังแสงเรืองๆของเมืองจำปาสัก
ความบกพร่องอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การไม่เตรียมภาพถ่ายดาวเทียมของ GE
สำหรับเมืองจำปาสัก ผมจึงไม่รู้เลยว่า ถนนสายนี้จะไปโผล่ตรงไหนของเมือง
เพราะเป้าหมายของผมที่จำปาสัก คืออยากไปดูวัดภู ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ผมจึงประมาทว่าคงจะหาข้อมูลจากพื้นที่ได้ง่าย แต่ทางสายใหม่ตอนใกล้เมืองนี้
เปลี่ยนแนวไปจากเดิม เข้าใจว่าผู้สร้างจะวางแผนเผื่ออนาคต ให้ทางสายนี้
เป็นทาง By Pass ไปด้วยในตัว เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง
ปลายทางจึงไปบรรจบทางด้านทิศใต้ของตัวเมือง
ผมหลุดจากทางวิบาก ค่อยๆปั่นเข้าตัวเมือง ขณะที่นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง
ฝรั่งกลุ่มเล็กๆ ยังปั่นจักรยานท่องเที่ยวผ่านไปมา ส่งยิ้มมายังตัวประหลาดคลุกฝุ่น
ผมเลือกโรงแรมใหม่ที่สะดวกสบายพอสมควรในราคา ๖๐๐ บาท
เข้าห้องอาบน้ำ กินอาหาร เช็คสัญญานมือถือแล้วโอเค ผมได้ติดต่อกลับเมืองไทย
เป็นครั้งแรก แต่พอจะเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อเข้าเน็ต ผมถึงกับหมดแรงเลย จอร้าวครับ
มันอยู่ในเป้หลัง มีเพียงซ๊อฟท์เคสห่อหุ้มอยู่ ตอนที่ผมกลิ้งมันคงทนแรงกระแทกไม่ไหว
แต่เปิดเครื่องดูแล้วยังมีภาพ และฟังก์ชั่นทุกอย่างปกติ ผมเลยเสียบแอร์การ์ดเข้าเน็ต
ดูมันทั้งจอร้าวๆ อย่างนั้นละครับ
ตอนนี้ไม่มีภาพนะครับ เป็นภาคกลางคืนตลอด
เอาแค่นี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยววัดภูกัน
จากลูกรังบดอัดเรียบ พอพ้นเชิงภูมะโลง จะเป็นลูกรังหยาบที่ยังไม่ได้บดอัดเสียเป็นส่วนใหญ่
แรงสะเทือนทำเอาhookกระเป๋าข้าง หลุดจากที่ของมันบ่อยๆ เพราะhook ตื้นเกินไป
และสายรัดกันแกว่งเป็นเพียงยางยืด อันนี้ผมฝากไว้เป็นข้อมูลจากผู้ใช้ถึงผู้ผลิตนะครับ
ว่าการออกแบบจุดยึดกระเป๋า ต้องแข็งแรงพอที่จะทนทานต่อสภาพการใช้งาน ในพื้นที่ทุรกันดารด้วย
ผมคลำทางไปในความมืด เพื่อนยามยากในเวลานี้มีเพียงไฟฉายหน้ารถ ที่ส่องพอให้เห็นทาง
อุปสรรคใหม่ที่พบในทางช่วงนี้ คือสะพานเยอะ ด้วยเหตุว่าเป็นที่ราบเชิงเขา ซึ่งมีลำห้วย
ไหลลงน้ำโขงมากมาย ปัญหาคือสะพานทุกแห่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งต้องทำทางเบี่ยง
ให้รถลงไปวิ่งผ่านลำห้วยที่แห้งขอด นี่ยังดีว่าเป็นหน้าแล้ง หากเป็นหน้าฝน อาจผ่านไม่ได้
ในบางเวลา สะพานบางแห่งมีช่วงคอสะพาน(Approach)สูงมาก เนื่องจากลำห้วยอยู่ลึก
ระหว่างทางจะพอมองเห็นบ้านเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละ ๒ - ๓ หลัง อยู่รวมกัน แต่ละกลุ่ม
อยู่ห่างกันพอสมควร สภาพความเป็นอยู่ของคนพื้นที่จะเป็นสังคมเกษตรกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่
สังเกตได้จากเครื่องมือที่อยู่ใต้ถุนบ้าน ที่ยังพอมีชาวบ้านนนั่งคุยกันใต้แสงไฟ
ทุกๆจุดที่เป็นสะพาน ผมเสียแรงไปกับการเข็นและฉุดเจ้า Taz ขึ้นลงทางเบี่ยง
ที่ผิวทางมักจะเป็นลูกรังละเอียด เพราะล้อจะจมลงไป เพิ่มภาระให้เป็นทวีคูณ
ยิ่งเหนื่อยผมยิ่งต้องพักบ่อย ดื่มน้ำมาก น้ำที่มีติดตัวมาเพียงลิตรครึ่ง ดูจะเป็นเรื่องที่ผม
หนักใจเป็นพิเศษ พักแต่ละครั้งผมจะหยิบแผนที่ออกมาเช็คตำแหน่งที่อยู่
ปกติแม้การเดินทางแบบนี้ ผมจะมี GPS ติดตัวไปด้วย ทว่ารสนิยมส่วนตัวของผม
ผมชอบวิธี Dead Reckoning ด้วยแผนที่และเข็มทิศมากกว่า แต่เวลานี้ต้องยอม
สองทุ่มแล้ว ข้อมูลจาก GPS บอกว่าผมต้องไปอีกประมาณ ๗ กม. จึงจะถึงจำปาสัก
น้ำดื่มใกล้หมด ผมนั่งคอแห้งอยู่บนไหล่ทางอย่างหมดสภาพ รอบตัวมีแต่ความมืดมิดและความเงียบ
มองเห็น " ภูเก้า " (หรือภูเก่า ? ต้องรบกวนคุณหางแฮ้มอีกทีครับ)เป็นเงาทมึน
ตัดกับท้องฟ้าสีเทาอยู่ไกลๆทางทิศ SSW ซึ่งตอนนี้ปรากฎดวงดาวระยิบระยับ ผมเพลียจนอยากจะ
เอนหลังนอนบนไหล่ทางนี้เสียเลย แล้วเช้าค่อยว่ากันใหม่ แต่ผมไม่มีอุปกรณ์ Camping
ติดตัวมาด้วยเลย และตรงนี้มันเป็นป่า เป็นป่าที่ผมไม่รู้จัก อีกทั้งไม่ใช่ประเทศไทย
โดยเฉพาะที่สำคัญกว่านั้น คือผมไม่มีน้ำดื่มเหลืออีกแล้ว
กัดฟันไปอีกหน่อย แต่ละสโตรคที่ผมกดแป้นจานปั่น ดูเหมือนจะต้องใช้ความพยายามมากมาย
ไปได้อีกสักพัก มีสะพานข้างหน้า กับแคมป์คนงานที่ยังเปิดไฟสว่าง ผมไต่ลงทางเบี่ยง
ไปที่แคมป์ มีคนงานสองสามคน กำลังนั่งคุยกันอยู่ ซึ่งดูเขาจะตกใจปนงงๆ
กับมนุษย์ประหลาดสัญชาติไทย ที่มาปรากฎตัวในยามวิกาลของสถานที่แห่งนี้
สิ่งแรกที่ผมพูดกับพวกเขา คือขอน้ำดื่ม และเติมใส่ขวดทั้งสองด้วย ผมได้รับ
น้ำใจตอบสนอง ด้วยน้ำต้มสุกอย่างดี ไม่รู้จะขอบคุณและตอบแทนอย่างไร
น้ำใจของคนชาติพันธุ์เดียวกัน มีให้กันเสมอ หลังจากที่เขาถามที่มาที่ไปของผม
ผมก็ได้คำตอบว่าอีกไม่ไกล ประมาณ " ห้าหลัก " ก็จะเข้าสู่เมืองจำปาสักแล้ว
ผมได้แต่พยักหน้ารับทราบ ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะไม่นำแผนที่ออกมาถามทาง
ให้ตกเป็นจุดสนใจ อันจะนำมาซึ่งความสงสัย ในเป้าประสงค์ของการเดินทาง
ผมขอบคุณและร่ำลาผู้มีน้ำใจทั้งสอง ไปตามทางสายเดิม สภาพทางยังคงเป็นลูกรังบดอัด
สลับกับลูกรังหินลอย แต่ดูเหมือนสะพานจะมีจำนวนถี่กว่าเดิม แสงเรืองๆจับท้องฟ้า
แสดงที่ตั้งของจำปาสัก เริ่มปรากฎให้เห็น ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะไปให้ถึงในค่ำคืนนี้ให้ได้
ถึงสะพานแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่สูงจากลำห้วยมาก แต่ก่อนถึงสะพานไม่มีป้ายบอกทางเบี่ยง
ผมหยุดรถและถอดไฟฉายออกสำรวจไหล่ทาง พบว่าทางลงทางเบี่ยงอยู่ไกลมาก
หากผมจะย้อนกลับไปที่ทางลง ก็คงกินเวลาพอสมควร เอางี้ดีกว่า ไต่ลงตรงนี้เลย
ความมักง่าย มักก่อปัญหาตามมาเสมอ
ผมเข็นรถลงไหล่ทางสูงและชัน ความสูงเกือบเท่าหลังคาบ้านสองชั้น
ซึ่งผมไม่ได้สำรวจความแข็งของดินก่อนจะลงไป พอล้อหน้าพ้นขอบทาง ดินก็พัง
ล้อหน้าจมลงไป จากนั้นทุกอย่างก็หมุนติ้ว ผมต้องปล่อยมือจากแฮนด์ เพื่อรักษาตัวเอง
ได้ยินเสียงโป๊กที่หมวกกระทบอะไรสักอย่าง ตอนที่ผมตีลังกาลงจากเนิน
แต่จำไม่ได้ว่าผมร้องอะไรออกมาบ้าง
ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง ภาพสุดท้ายที่ผมเห็น คือภาพล้อหลังของเจ้า Taz
ลอยเป็นสีทึมๆ ทาบกับท้องฟ้าสีเทาเข้ม จากนั้นตัวผมไปหยุดนอนตะแคงอยู่ข้างก้อนหินใหญ่
ผมรู้สึกเจ็บที่ขาซ้าย ไหล่ซ้าย และซี่โครงซ้าย ยังดีที่มีหมวกกันน๊อค ช่วยไม่ให้หัวซีกซ้าย
ของผมเจ็บไปด้วย ในหมวก รองเท้า เสื้อกางเกง ปากและหัวหูมีแต่ฝุ่นดินลูกรังเข้าไปอยู่ทุกที่
มีรอยถลอกเลือดซิบๆอยู่สองแห่ง เจ้า Taz ลงไปนอนสงบอยู่ห่างผมประมาณ ๓ -๔ เมตร
กระเป๋าข้างหลุดออกมาใบหนึ่ง ตะแคงอยู่กลางเนิน ใกล้กับไฟท้ายที่หลุดออกมา
แต่ยังส่งแสงสีแดงแว๊บๆที่พื้น เหมือนมันจะเยาะเย้ยผมในที
อยากมักง่ายดีนัก โส..น้า..หน้า...555+
ผมยันกายขึ้นสำรวจตัวเอง คลำซี่โครงดูแล้วไม่มีหัก จึงโขยกเขยกไปสำรวจสภาพรถ
และเก็บของที่กระจัดกระจาย ผมพบว่าเจ้า Taz โซ่หลุดออกมาจากจานหน้าห้อยร่องแร่ง
ตะแกรงท้ายเบี้ยวไปข้างหนึ่ง ผมจัดใส่โซ่เข้าที่แล้วลองหมุนจานดู ระบบขับเคลื่อนยังทำงานปกติ
แต่มีเสียงดังแครกครากจากกระโหลกจานปั่นและตีนผี ทรายคงเข้าไปข้างใน
ผมใช้ไฟฉายสำรวจสภาพรถแล้วไม่มีอะไรเสียหาย นี่หากเจ้า Taz เกิดพังขึ้นมา
เราอาจต้องจากกันตรงนี้ เพราะผมคงแบกมันไปด้วยไม่ไหว
ผมหยิบ First Aid Pack เอายาหม่องออกมาทาบริเวณที่เจ็บปวด ยาหม่องผสมเหงื่อ
และฝุ่นดินลูกรัง ทำให้เหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว อากาศที่ร้อนอบอ้าวท่ามกลางความมืดมิด
และยุงที่เริ่มเข้ามารังควาน ทำให้ผมเกิดความรู้สึกอยากสลบตรงนี้เลย แต่เอาน่ะ หนักกว่านี้
ขนาดต้องหามกันร่องแร่งออกจากป่าก็ยังเคยมาแล้ว แถมยังได้มาเลเรียมาเป็นของที่ระลึกอีก
ลำบากแค่นี้ ถ้าผ่านไปไม่ได้ อย่าเรียกตัวเองว่า " เสือ " ดีกว่า
ชาติเสือไว้ลาย ชาติควายไว้เขา
ผมนั่งพักอยู่นาน จนยุงเริ่มมาเป็นฝูง ขืนอยู่ต่อมันคงหามผมไปให้ลูกมันเล่น
ผมค่อยๆปั่นไปช้าๆ มุ่งหน้าไปยังแสงเรืองๆของเมืองจำปาสัก
ความบกพร่องอีกอย่างหนึ่งของผมคือ การไม่เตรียมภาพถ่ายดาวเทียมของ GE
สำหรับเมืองจำปาสัก ผมจึงไม่รู้เลยว่า ถนนสายนี้จะไปโผล่ตรงไหนของเมือง
เพราะเป้าหมายของผมที่จำปาสัก คืออยากไปดูวัดภู ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ผมจึงประมาทว่าคงจะหาข้อมูลจากพื้นที่ได้ง่าย แต่ทางสายใหม่ตอนใกล้เมืองนี้
เปลี่ยนแนวไปจากเดิม เข้าใจว่าผู้สร้างจะวางแผนเผื่ออนาคต ให้ทางสายนี้
เป็นทาง By Pass ไปด้วยในตัว เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง
ปลายทางจึงไปบรรจบทางด้านทิศใต้ของตัวเมือง
ผมหลุดจากทางวิบาก ค่อยๆปั่นเข้าตัวเมือง ขณะที่นาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง
ฝรั่งกลุ่มเล็กๆ ยังปั่นจักรยานท่องเที่ยวผ่านไปมา ส่งยิ้มมายังตัวประหลาดคลุกฝุ่น
ผมเลือกโรงแรมใหม่ที่สะดวกสบายพอสมควรในราคา ๖๐๐ บาท
เข้าห้องอาบน้ำ กินอาหาร เช็คสัญญานมือถือแล้วโอเค ผมได้ติดต่อกลับเมืองไทย
เป็นครั้งแรก แต่พอจะเปิดโน๊ตบุ๊คเพื่อเข้าเน็ต ผมถึงกับหมดแรงเลย จอร้าวครับ
มันอยู่ในเป้หลัง มีเพียงซ๊อฟท์เคสห่อหุ้มอยู่ ตอนที่ผมกลิ้งมันคงทนแรงกระแทกไม่ไหว
แต่เปิดเครื่องดูแล้วยังมีภาพ และฟังก์ชั่นทุกอย่างปกติ ผมเลยเสียบแอร์การ์ดเข้าเน็ต
ดูมันทั้งจอร้าวๆ อย่างนั้นละครับ
ตอนนี้ไม่มีภาพนะครับ เป็นภาคกลางคืนตลอด
เอาแค่นี้ก่อนนะครับ พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยววัดภูกัน
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
- หางแฮ้ม
- ขาประจำ
- โพสต์: 3626
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 09:31
- Tel: 0890414478
- team: Top Cycle
- Bike: Merida
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ขอบคุณครับเสือทุ้ยสำหรับคำตอบในข้อสงสัยของผม
ที่ถามมาเรื่องชื่อของภูเขาที่อยู่ติดกับวัดภู ชื่อ " ภูเก้า " ครับ บนยอดภูมีหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายศิวลึงค์ คนโบราณจึงนับถือเอาภูเขาลูกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์และสร้างศาสนสถานในศาสนาฮินดูขึ้นที่นี่
ทางที่เสือทุ้ยใช้ผ่านไปจำปาสักเป็นทางตัดใหม่เพื่อย่นระยะทางจากปากเซไปวัดภูโดยไม่ต้องเสียเวลาไปข้ามแพขนานยนต์
เป็นทางกำลังก่อสร้าง พวกผมก็เพิ่งไปลองทางกันมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สะบักสะบอมกลับมาเหมือนกัน
อีกไม่นานคงปูยางเสร็จ
อีกเรื่องหนึ่งลำน้ำที่ไหลจากลาวไปลงแม่น้ำโขงที่สตรึงเตรงในเขมรคือลำน้ำเซกองครับ ส่วนเซเปี่ยนจะไหลไปลงลำน้ำเซกองที่บริเวณชายแดนลาว-เขมร ที่ราบสูงที่เป็นต้นกำเนิดของเซเปี่ยนชื่อ "บอละเวน " ถ้าไปอ่านจากแผนที่ภาษาอังกฤษจะกลายเป็น "โบโลเวน" ไปครับ
ที่ถามมาเรื่องชื่อของภูเขาที่อยู่ติดกับวัดภู ชื่อ " ภูเก้า " ครับ บนยอดภูมีหินใหญ่ก้อนหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายศิวลึงค์ คนโบราณจึงนับถือเอาภูเขาลูกนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์และสร้างศาสนสถานในศาสนาฮินดูขึ้นที่นี่
ทางที่เสือทุ้ยใช้ผ่านไปจำปาสักเป็นทางตัดใหม่เพื่อย่นระยะทางจากปากเซไปวัดภูโดยไม่ต้องเสียเวลาไปข้ามแพขนานยนต์
เป็นทางกำลังก่อสร้าง พวกผมก็เพิ่งไปลองทางกันมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สะบักสะบอมกลับมาเหมือนกัน
อีกเรื่องหนึ่งลำน้ำที่ไหลจากลาวไปลงแม่น้ำโขงที่สตรึงเตรงในเขมรคือลำน้ำเซกองครับ ส่วนเซเปี่ยนจะไหลไปลงลำน้ำเซกองที่บริเวณชายแดนลาว-เขมร ที่ราบสูงที่เป็นต้นกำเนิดของเซเปี่ยนชื่อ "บอละเวน " ถ้าไปอ่านจากแผนที่ภาษาอังกฤษจะกลายเป็น "โบโลเวน" ไปครับ
แก้ไขล่าสุดโดย หางแฮ้ม เมื่อ 01 มิ.ย. 2010, 12:51, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
* ไม่มีที่ไหนที่ใจเราไปไม่ถึง *
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
กาสี-เมืองนาน-เชียงเงิน-หลวงพระบาง
ปากเซ-หนองหลวง-ภูอาสา
ท่าแขก-ถ้าน้ำลอดเซบั้งไฟ-ภูเพียงนากาย
- HS5RAP
- ขาประจำ
- โพสต์: 140
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ม.ค. 2009, 11:19
- team: เมืองเชียงราย
- Bike: Trek, Gios
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ขอบคุณมากครับ
กระทู้นี้แปลกแตกต่างจากกระทู้ทัวร์ริ่งทั่วไป ดีครับ จะขอติดตามไปเรื่อย ๆ
ถ้าเป็นไปได้ อยากรับฟังเรื่องราวอิงประวัติศ่าสตร์สงครามอินโดจีนในเส้นต่าง ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น สมรภูมิทุ่งไหหิน ล่องแจ้ง เดียนเบียนฟู
มีโอกาสย้อนรอยมาบอกเล่ากันอีกนะครับ
กระทู้นี้แปลกแตกต่างจากกระทู้ทัวร์ริ่งทั่วไป ดีครับ จะขอติดตามไปเรื่อย ๆ
ถ้าเป็นไปได้ อยากรับฟังเรื่องราวอิงประวัติศ่าสตร์สงครามอินโดจีนในเส้นต่าง ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น สมรภูมิทุ่งไหหิน ล่องแจ้ง เดียนเบียนฟู
มีโอกาสย้อนรอยมาบอกเล่ากันอีกนะครับ
-
เสือทุ้ย
- ขาประจำ
- โพสต์: 189
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2009, 09:14
- team: ไม่มี
- Bike: Mongoos
Re: ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
ตอบคุณหางแฮ้ม ขอบคุณสำหรับชื่อ " ภูเก้า " และ " บอละเวน " ครับ
ส่วนเรื่องเซเปียน ผมต้องขออภัยด้วยครับ ความจริงเรื่องนี้ ได้เคยเสวนากันมาแล้ว
ในบอร์ดอื่น แต่ผมไปติดกับชื่อเซเปียนเอง เพราะมั่นใจว่าทัพหน้าสยาม ถอยกลับขึ้นไป
ตามลำเซเปียนแน่นอน ผมเลยให้ความสำคัญกับเซกองน้อยกว่า ซึ่งแม้เซกอง
จะเป็นลำน้ำใหญ่กว่า และเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างลาวและเขมร แต่เซกอง
ไหลมาจากเทือกเขาในเว้โน่น ผ่านละมาม อัตตะปือ ยาวไปเลย ขอบคุณครับ
ตอบคุณ HS5RAP ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ สถานที่ดังกล่าว อยู่ในโครงการ
ทั้งนั้นเลยครับ หากมีโอกาส ผมจะได้นำมาเสนอต่อไปครับ HS0TDW
ไปกันต่อเลยนะครับ
---------------------------------------------------------
ผมตื่นแต่เช้า สภาพร่างกายยังปวดเมื่อยจากเหตุเมื่อวาน โดยเฉพาะขาซึ่งยังเจ็บ
ความจริงจะออกสายหน่อยก็ได้ เพราะวัดภูอยู่ห่างออกไปแค่ ๗ กม.
แต่ความที่อยากเห็นวิถีชีวิตยามเช้าของคนจำปาสัก มีมากกว่า
สำรวจจักรยานอีกที เอาน้ำฉีดไล่ทรายที่กะโหลกและตีนผีแล้ว ทุกอย่างก็ดูกลับสู่สภาพปกติ
(ความจริงที่ถูกต้องควรใช้ลมเป่าไล่ แต่ตอนนี้ไม่มีลม ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน)
พอปั่นออกมาสู่ถนน โอ้โฮ....What a wonderful world !
ไม่ผิดหวังเลยครับ ภาพชีวิตเรียบง่ายแบบชนบทอย่างนี้ละ ที่ผมแสวงหามานานนับสิบปี


ผมปั่นอ้อยอิ่งไปตามถนนสายหลักของจำปาสัก มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ ในท้องถนนไม่พลุกพล่าน
ปริมาณรถยังไม่มาก ตามถนนสะอาดสะอ้านแทบไม่มีเศษขยะให้เห็นเลย ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส
ทักทายกัน ภาพชีวิตยามเช้าของจำปาสัก ค่อยๆผ่านเข้ามาในห้วงคำนึงของผม ดลใจให้นึกถึง
ภาพของเชียงใหม่ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน

ภาพห้องแถวไม้สีมอๆ ควันไฟอันเกิดจากการใช้ถ่านหรือฟืนหุงหาอาหาร ลอยปะปนมากับอากาศสดชื่นยามเช้า
เด็กนักเรียนปั่นจักรยานตามกันไปเป็นกลุ่มๆ ฯลฯ บรรยากาศเหล่านี้มันทำให้จิตใจผมเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก

ผ่านอาคารเก่า ซึ่งแม้จะหักพังไปตามกาลเวลา แต่มันกลับมีเสน่ห์อย่างประหลาด
ต่อมนุษย์ประหลาดอย่างผม แบบอย่างนี้ สีอย่างนี้ ยุคโคโลเนียลแน่นอน

บางแห่งแม้จะเตรียมการซ่อมแซมใหม่ แต่ผมก็ยังหวังว่าจะเป็นการซ่อมที่อนุรักษ์จิตวิญญานเดิมเอาไว้

ผ่านบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งผมมองเห็นภาพน้ำโขงกำลังสะท้อนแสงแดอุ่นอยู่หลังบ้าน
เลยขออนุญาตเจ้าของบ้านเข้าไปถ่ายภาพ คำตอบคือเชิญเลยตามสบาย

A place to be ! ผมนั่งพักอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง ในใจก็คิดว่า
ในบั้นปลายของชีวิต หากเลือกได้ ผมอยากได้อยู่ในสถานที่แบบนี้ หรือปิดฉากชีวิตในสถานที่แบบนี้
คิดแล้วไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จักรยานแพงขึ้นทุกวัน (เอ๊ะ....เกี่ยวกันไหมเนี่ย ?)

ขากลับออกมา เจ้าของบ้านชวนทานข้าวอีกแน่ะ ผมได้แต่ขอบคุณ
ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า น้ำใจแบบคนสายเลือดเดียวกัน ยังมีอยู่ที่นี่ แต่มีจริงๆ
ปั่นออกมาบนถนนช้าๆ สวนทางกับภาพน่ารักๆแบบนี้มาตลอด


ภาพของนักเรียนหญิงลาว ที่นุ่งซิ่นใส่เสื้อขาว ทุกโรงเรียนเหมือนกันหมด
เป็นเอกลักษณ์ที่ดูสงบ สมถะ มีความเหมาะสมกับสภาพสังคม เป็นตัวตนของตนเอง

หนุ่มน้อยคนนี้ ดูแววตาแล้วท่าจะเป็นขาซิ่งควอเตอร์ไมล์

ผ่านวัดหลายแห่ง สังเกตว่าพุทธสถาปัตฯ จะต่างกันกับที่หลวงพระบางและเวียงจันท์


โดยเฉพาะ " สิม " ที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกสถานภาพของวัด

ผมพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ ประทับนั่งผินพระพักต์ไปทางตะวันออก แต่ไม่ทราบประวัติ
หรือตำนานที่มาใดๆทั้งสิ้น หากท่านใดพอทราบ ผมรบกวนขอข้อมูลด้วยนะครับ

ทีนี้มาดูแบบแผนบ้านเรือน ของชาวลาวกันนะครับ

ส่วนใหญ่เป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคาลาดต่ำ มีชานซึ่งมีหลังคาคลุม ซึ่งผมไม่ทราบว่าเรียกอย่างไร
แต่หากเป็นชานเปิดโล่ง ดูเหมือนจะเรียกว่า " ซานแดด " โดยมีบันใดทอดจากตัวชานอีกที
บันไดจะมีหลังคาคลุมหรือไม่ก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นฟอร์แมทเดียวกันครับ

เริ่มออกนอกเมือง ใกล้จะถึงวัดภูแล้วครับ

คืนนี้ผมจะมาต่อครับ
ส่วนเรื่องเซเปียน ผมต้องขออภัยด้วยครับ ความจริงเรื่องนี้ ได้เคยเสวนากันมาแล้ว
ในบอร์ดอื่น แต่ผมไปติดกับชื่อเซเปียนเอง เพราะมั่นใจว่าทัพหน้าสยาม ถอยกลับขึ้นไป
ตามลำเซเปียนแน่นอน ผมเลยให้ความสำคัญกับเซกองน้อยกว่า ซึ่งแม้เซกอง
จะเป็นลำน้ำใหญ่กว่า และเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างลาวและเขมร แต่เซกอง
ไหลมาจากเทือกเขาในเว้โน่น ผ่านละมาม อัตตะปือ ยาวไปเลย ขอบคุณครับ
ตอบคุณ HS5RAP ขอบคุณที่แวะมาอ่านครับ สถานที่ดังกล่าว อยู่ในโครงการ
ทั้งนั้นเลยครับ หากมีโอกาส ผมจะได้นำมาเสนอต่อไปครับ HS0TDW
ไปกันต่อเลยนะครับ
---------------------------------------------------------
ผมตื่นแต่เช้า สภาพร่างกายยังปวดเมื่อยจากเหตุเมื่อวาน โดยเฉพาะขาซึ่งยังเจ็บ
ความจริงจะออกสายหน่อยก็ได้ เพราะวัดภูอยู่ห่างออกไปแค่ ๗ กม.
แต่ความที่อยากเห็นวิถีชีวิตยามเช้าของคนจำปาสัก มีมากกว่า
สำรวจจักรยานอีกที เอาน้ำฉีดไล่ทรายที่กะโหลกและตีนผีแล้ว ทุกอย่างก็ดูกลับสู่สภาพปกติ
(ความจริงที่ถูกต้องควรใช้ลมเป่าไล่ แต่ตอนนี้ไม่มีลม ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน)
พอปั่นออกมาสู่ถนน โอ้โฮ....What a wonderful world !
ไม่ผิดหวังเลยครับ ภาพชีวิตเรียบง่ายแบบชนบทอย่างนี้ละ ที่ผมแสวงหามานานนับสิบปี
ผมปั่นอ้อยอิ่งไปตามถนนสายหลักของจำปาสัก มุ่งหน้าลงใต้ไปเรื่อยๆ ในท้องถนนไม่พลุกพล่าน
ปริมาณรถยังไม่มาก ตามถนนสะอาดสะอ้านแทบไม่มีเศษขยะให้เห็นเลย ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส
ทักทายกัน ภาพชีวิตยามเช้าของจำปาสัก ค่อยๆผ่านเข้ามาในห้วงคำนึงของผม ดลใจให้นึกถึง
ภาพของเชียงใหม่ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน
ภาพห้องแถวไม้สีมอๆ ควันไฟอันเกิดจากการใช้ถ่านหรือฟืนหุงหาอาหาร ลอยปะปนมากับอากาศสดชื่นยามเช้า
เด็กนักเรียนปั่นจักรยานตามกันไปเป็นกลุ่มๆ ฯลฯ บรรยากาศเหล่านี้มันทำให้จิตใจผมเบิกบานอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านอาคารเก่า ซึ่งแม้จะหักพังไปตามกาลเวลา แต่มันกลับมีเสน่ห์อย่างประหลาด
ต่อมนุษย์ประหลาดอย่างผม แบบอย่างนี้ สีอย่างนี้ ยุคโคโลเนียลแน่นอน
บางแห่งแม้จะเตรียมการซ่อมแซมใหม่ แต่ผมก็ยังหวังว่าจะเป็นการซ่อมที่อนุรักษ์จิตวิญญานเดิมเอาไว้
ผ่านบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งผมมองเห็นภาพน้ำโขงกำลังสะท้อนแสงแดอุ่นอยู่หลังบ้าน
เลยขออนุญาตเจ้าของบ้านเข้าไปถ่ายภาพ คำตอบคือเชิญเลยตามสบาย
A place to be ! ผมนั่งพักอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง ในใจก็คิดว่า
ในบั้นปลายของชีวิต หากเลือกได้ ผมอยากได้อยู่ในสถานที่แบบนี้ หรือปิดฉากชีวิตในสถานที่แบบนี้
คิดแล้วไม่รู้จะอยู่ไปทำไม จักรยานแพงขึ้นทุกวัน (เอ๊ะ....เกี่ยวกันไหมเนี่ย ?)
ขากลับออกมา เจ้าของบ้านชวนทานข้าวอีกแน่ะ ผมได้แต่ขอบคุณ
ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า น้ำใจแบบคนสายเลือดเดียวกัน ยังมีอยู่ที่นี่ แต่มีจริงๆ
ปั่นออกมาบนถนนช้าๆ สวนทางกับภาพน่ารักๆแบบนี้มาตลอด
ภาพของนักเรียนหญิงลาว ที่นุ่งซิ่นใส่เสื้อขาว ทุกโรงเรียนเหมือนกันหมด
เป็นเอกลักษณ์ที่ดูสงบ สมถะ มีความเหมาะสมกับสภาพสังคม เป็นตัวตนของตนเอง
หนุ่มน้อยคนนี้ ดูแววตาแล้วท่าจะเป็นขาซิ่งควอเตอร์ไมล์
ผ่านวัดหลายแห่ง สังเกตว่าพุทธสถาปัตฯ จะต่างกันกับที่หลวงพระบางและเวียงจันท์
โดยเฉพาะ " สิม " ที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกสถานภาพของวัด
ผมพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่นี้ ประทับนั่งผินพระพักต์ไปทางตะวันออก แต่ไม่ทราบประวัติ
หรือตำนานที่มาใดๆทั้งสิ้น หากท่านใดพอทราบ ผมรบกวนขอข้อมูลด้วยนะครับ
ทีนี้มาดูแบบแผนบ้านเรือน ของชาวลาวกันนะครับ
ส่วนใหญ่เป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคาลาดต่ำ มีชานซึ่งมีหลังคาคลุม ซึ่งผมไม่ทราบว่าเรียกอย่างไร
แต่หากเป็นชานเปิดโล่ง ดูเหมือนจะเรียกว่า " ซานแดด " โดยมีบันใดทอดจากตัวชานอีกที
บันไดจะมีหลังคาคลุมหรือไม่ก็ได้ ส่วนใหญ่เป็นฟอร์แมทเดียวกันครับ
เริ่มออกนอกเมือง ใกล้จะถึงวัดภูแล้วครับ
คืนนี้ผมจะมาต่อครับ
เชิญพบเรื่องราวสาระทางสังคม สารคดี ประวัติศาสตร์ ได้ที่
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ
" ศาลาโกหก "ชุมชนคนรักความชอบธรรม
ลาว ๒๐๑๐ ย้อนอดีตเส้นทางสายมรณะ