ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
Paxxa
- ขาประจำ
- โพสต์: 603
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ย. 2014, 17:10
- Bike: cBoardman elite air 9.2s
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
รอบขาที่ควรจะเป็นของรถถนนคือเท่าไรครับ และ รอบขาของรถลู่คือเท่าไรครับ
ผมว่าไม่น่าจะเท่ากันนะครับ เพราะการปั่นมันต่างกันอะครับ น่าจะเอามาเทียบกันยาก รูปร่างนักปั่นลู่ก็ต่างจากถนน เหมือนนักวิ่งระยะสั้นกับนักวิ่งมาราธอนนี่ก็ต่างกันมากมายจนเทียบกันไม่ได้อะครับ ประเด็นหนึ่งคือเราคงปั่นรอบขา 120+ ไม่ได้ไกลถึง สองร้อยกิโลเมตรหรอกครับ ผมดูแข่งเวโลโดรมที่อัดรอบขาจัดๆ นี่เต็มที่ก็ระยะสี่กิโลเมตรเท่านั้น พอการแข่งเก็บคะแนน 160x250 m. นี่ก็ไม่เห็นมีใครใส่รอบขาจัดแบบนั้นกันนะครับ
ผมว่าไม่น่าจะเท่ากันนะครับ เพราะการปั่นมันต่างกันอะครับ น่าจะเอามาเทียบกันยาก รูปร่างนักปั่นลู่ก็ต่างจากถนน เหมือนนักวิ่งระยะสั้นกับนักวิ่งมาราธอนนี่ก็ต่างกันมากมายจนเทียบกันไม่ได้อะครับ ประเด็นหนึ่งคือเราคงปั่นรอบขา 120+ ไม่ได้ไกลถึง สองร้อยกิโลเมตรหรอกครับ ผมดูแข่งเวโลโดรมที่อัดรอบขาจัดๆ นี่เต็มที่ก็ระยะสี่กิโลเมตรเท่านั้น พอการแข่งเก็บคะแนน 160x250 m. นี่ก็ไม่เห็นมีใครใส่รอบขาจัดแบบนั้นกันนะครับ
-
Gok See
- ขาประจำ
- โพสต์: 449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2016, 08:18
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
อ่านแล้วงงจริง ๆ เรื่องอัตราทดมันต้องมีเหตุผลอะไรมากมายหรือครับ มันก็แค่ของดั้งเดิมที่ยังมีคนซื้ออยู่ คนก็ทำขายออกมาเรื่อย ๆ ถ้ามันขายได้ ของขายได้อยู่จะไปเลิกทำทำไมล่ะครับ
เรื่องรอบขาเท่าไหร่นี่มันก็เป็นเรื่องสไตล์ล่ะครับ เห็นระดับโลกที่ปั่นถนนยาว ๆ นะปั่นกันก็ 80 - 100 นี่แหละ ทั่วไป ไม่ได้เร็วอะไร ซึ่งจะใช้จานอะไรมันก็เร็วเพียงพอสำหรับนักปั่นทั่วไป จานใหญ่ก็กดหนักหน่อย ๆ จานเล็กก็ซอยถี่หน่อย ที่ความเร็วเท่ากันไม่ว่ารอบขาเท่าไหร่มันก็เกิดงานเท่ากันทั้งนั้แหละคร้บ เหนื่อยพอกัน ทำมาคุยโม้ว่าจานไม่พอ มีแรงเท่าไหร่กันเชียว
เรื่องรอบขาเท่าไหร่นี่มันก็เป็นเรื่องสไตล์ล่ะครับ เห็นระดับโลกที่ปั่นถนนยาว ๆ นะปั่นกันก็ 80 - 100 นี่แหละ ทั่วไป ไม่ได้เร็วอะไร ซึ่งจะใช้จานอะไรมันก็เร็วเพียงพอสำหรับนักปั่นทั่วไป จานใหญ่ก็กดหนักหน่อย ๆ จานเล็กก็ซอยถี่หน่อย ที่ความเร็วเท่ากันไม่ว่ารอบขาเท่าไหร่มันก็เกิดงานเท่ากันทั้งนั้แหละคร้บ เหนื่อยพอกัน ทำมาคุยโม้ว่าจานไม่พอ มีแรงเท่าไหร่กันเชียว
-
RoBBen
- ขาประจำ
- โพสต์: 172
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ธ.ค. 2012, 17:40
- Bike: Merida Scultura 904
- ตำแหน่ง: พระประแดง สมุทรปราการ
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
Gok See เขียน: ซึ่งจะใช้จานอะไรมันก็เร็วเพียงพอสำหรับนักปั่นทั่วไป จานใหญ่ก็กดหนักหน่อย ๆ จานเล็กก็ซอยถี่หน่อย ที่ความเร็วเท่ากันไม่ว่ารอบขาเท่าไหร่มันก็เกิดงานเท่ากันทั้งนั้แหละคร้บ เหนื่อยพอกัน ทำมาคุยโม้ว่าจานไม่พอ มีแรงเท่าไหร่กันเชียว
ในเซ็ทเกียร์ จาน 50 กับ 53 มันมีแค่ เกียร์ 53-11 เท่านั้นแหละที่จะทดมากกว่า 50-11
ในขณะที่อัตราทดอื่นๆก็มีทดแทนในชุดเฟือง
พอมีคนบอกว่าจาน 50 ไม่พอ ต้องจาน 53 มันก็ชวนคิดนะว่า เขาคงใช้ 53-11 ปั่นตลอดเวลาเลยมั้ง ถึงได้บอกว่าจาน 50 ไม่พอ
- DraftBeer
- ขาประจำ
- โพสต์: 4472
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2008, 17:08
- Tel: 0814461178
- team: รั้งท้ายทีมลื่นไหล
- Bike: Dale-Red, Venge-Red, Titanos-XX1, Tendem, CRF250X, MSX
- ตำแหน่ง: 15 ซ.ผาสุก2 ถ.กาญจนวนิช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
การเลือกจาน standard หรือ compack ขึ้นอยู่กับสไตล์แต่ละคน แรงแต่ละคน เส้นทางที่ปั่น
ผมมีรถ 2 คัน คันนึง standard อีกคัน compack (แต่ใช้ 52-34)
โอกาสที่จะใช้ 53-11 นี่ น้อย แต่เส้นทางที่ปั่น มีทางไหลยาวๆ -2% ยาวสัก 2-3 โลได้
ยิงหนีกัน 60+ เลยมีความเจำเป็นต้องใช้ 53-11 มาดูด
ไม่งั้นจะโดนทิ้งยาว
อีกอย่างที่รู้สึก ที่อัตรทดใกล้เคียงกัน จาน53 จะรู้สึก เบาขากว่านิดนึง เป็นเพราะ จานใหญ่+จานใหญ่
ผมมีรถ 2 คัน คันนึง standard อีกคัน compack (แต่ใช้ 52-34)
โอกาสที่จะใช้ 53-11 นี่ น้อย แต่เส้นทางที่ปั่น มีทางไหลยาวๆ -2% ยาวสัก 2-3 โลได้
ยิงหนีกัน 60+ เลยมีความเจำเป็นต้องใช้ 53-11 มาดูด
อีกอย่างที่รู้สึก ที่อัตรทดใกล้เคียงกัน จาน53 จะรู้สึก เบาขากว่านิดนึง เป็นเพราะ จานใหญ่+จานใหญ่
>> ☞ ห า ด ใ ห ญ่ ลื่ น ไ ห ล ► ► ► ► ที ม เ ร า ไ ม่ ไ ด้ มี แ ค่ จั ก ร ย า น !
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
ถึงพวกเราจะไม่นำหน้าสุด แต่ก็ไม่เคยหลุดจากขบวน............รั้งท้าย team
-
Gok See
- ขาประจำ
- โพสต์: 449
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ต.ค. 2016, 08:18
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
DraftBeer เขียน:การเลือกจาน standard หรือ compack ขึ้นอยู่กับสไตล์แต่ละคน แรงแต่ละคน เส้นทางที่ปั่น
ผมมีรถ 2 คัน คันนึง standard อีกคัน compack (แต่ใช้ 52-34)
โอกาสที่จะใช้ 53-11 นี่ น้อย แต่เส้นทางที่ปั่น มีทางไหลยาวๆ -2% ยาวสัก 2-3 โลได้
ยิงหนีกัน 60+ เลยมีความเจำเป็นต้องใช้ 53-11 มาดูด![]()
ไม่งั้นจะโดนทิ้งยาว
อีกอย่างที่รู้สึก ที่อัตรทดใกล้เคียงกัน จาน53 จะรู้สึก เบาขากว่านิดนึง เป็นเพราะ จานใหญ่+จานใหญ่
โซ่น่าจะลื่นขึ้นนะครับ
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
เรื่องรอบขา กับ อัตราทด จริงๆก็ไม่ค่อยอยากจะร่วมเสวนานัก เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาวมาก รวมไปถึงพื้นฐานของแต่ละคนก็อาจจะทำให้เข้าใจเรื่องราวพวกนี้ได้แตกต่างกัน
มาดูกันที่รถลู่ก่อน รถลู่ไม่มีเกียร์ให้เปลี่ยน ดังนั้นก็จะต้องใช้อัตราทดเดิมไปตลอดจนจบการแข่งขัน ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้ ที่อัตราทดเท่าๆกัน ใครที่สามารถลากรอบขาได้สูงกว่ากัน และแช่รอบสูงๆนั้นได้นานกว่ากัน นั่นก็แปลว่าไปได้เร็วกว่ากัน แต่ปัญหาก็มาอยู่ที่ว่า แต่ละคนก็จะมีความสามารถในการควงขาได้รอบขาสูงที่สุดได้แตกต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนก็จะมีโอกาสที่จะเลือกใช้อัตราทดที่ตนถนัดได้ ถ้าทดไว้มากก็ต้องใช้torqueเยอะหน่อย ก็ต้องตั้งความเร็วให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มรอบขาขึ้นไป ถ้าทดไว้น้อยก็ใช้torqueน้อยกว่า ตั้งความเร็วได้เร็วกว่า ที่เหลือก็ใช้รอบขาไล่ไปให้สูงสุด
ถ้าได้เคยเห็นวิดีโอของโรงเรียนสอน keirinที่ญี่ปุ่น จะเห็นเลยว่า เขาฝึกนักกีฬาให้ควงขาที่รอบขาสูงมากๆบนเทรนเนอร์แบบ 3 ลูกกลิ้ง ดังนั้นความสามารถในการ"ระเบิด"รอบขา จึงเป็นสิ่งสามัญที่นักกีฬาจักรยาน keirin จะต้องทำให้ได้ เพราะมันเหมือนเราขับรถโกคาร์ทดีๆนี่แหละ ไม่มีเกียร์ให้เลือก เครื่องใครแรง ลากรอบได้สูง และนาน ก็ไปได้เร็วกว่า
แต่สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไปก็คือ คำว่า"กำลัง" เพราะคำว่า กำลังมันหมายถึงผลคูณของทอร์ค กับ รอบขา
ถ้านักกีฬา 2 คน มีน้ำหนักตัวเท่ากัน และสร้างกำลังได้เท่ากัน
- คนหนึ่งใช้รอบขาต่ำกว่า ก็แปลว่าจะต้องใช้ torque มากกว่า ถ้าขาจานยาวเท่ากัน ก็แปลว่าต้องออกแรงกดบันไดมากกว่า นั่นก็คือ กล้ามเนื้อรับภาระมากกว่า
- อีกคนหนึ่ง ใช้รอบขาสูงกว่า แปลว่า กล้ามเนื้อรับภาระน้อยกว่า แต่รอบขาที่สูงกว่า จะทำให้เพิ่มภาระให้แก่ร่างกายมากกว่า อัตราการเต้นของชีพจรก็จะสูงกว่า
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ระหว่างกล้ามเนื้อ และหัวใจ อะไรจะโบกธงขาวก่อน เขาถึงมีการพยายามศึกษากันว่า รอบขาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมที่สุด ที่หัวใจจะได้ไม่ต้องเต้นให้เร็วมากเกินไป และกล้ามเนื้อไม่ต้องรับโหลดมากเกินไป
การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าในอดีตจะพยายาม"ยัดเยียด" 90RPM มาให้ ถามว่ามาจากไหน ก็ยังหาที่มาไม่ได้ แม้แต่หนังสือเก่าๆที่ผมเคยอ่าน ก็ยังไม่มีการอ้างผลการทดสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ให้เลย แม้แต่วงการวิ่งก็ยังให้จำนวนก้าวต่อนาที เท่ากับ 180 SPM ( หาร 2 ก็เท่ากับ 90 คู่ก้าว เท่าๆกับจักรยาน ) จนกระทั่งเริ่มมีการศึกษาหาความยาวขาจานที่เหมาะสมที่ทำให้กล้ามเนื้อลด"คาบการทำงาน" ( กล้ามเนื้อไม่ต้องยืดยาวแล้วหดตัว เหมือนกับไม่ต้องก้าวยาวๆก็ได้ ) คราวนี้ก็จะเป็นเรื่องให้งงกันอีกว่า ทำไมขาจานสั้นลง torqueน่าจะลดลง แต่กลายเป็นปั่นได้ดีขึ้น ก็เพราะว่ากล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น แรงกดมากขึ้นชดเชยความยาวขาจานที่สั้นลงได้ พอทำงานได้ดีขึ้น ก็สามารถเพิ่มรอบการปั่นให้สูงขึ้น โดยที่การที่กล้ามเนื้อไม่ต้องทำงานมากขึ้นเหมือนเดิม แต่รอบขาเพิ่มขึ้น ผลรวมก็เลยไม่สร้าง"ภาระให้แก่ร่างกาย"มากขึ้น
ขาจานรถลู่เองก็ยังสั้นกว่ารถถนนนะครับ
( ขาจาน 167.5mm สำหรับรถถนนเป็นของที่หายากมาก ในขณะที่ขาจาน 172.5 เป็นของดาษดื่น แต่สำหรับรถลู่แล้ว ขาจาน 167.5mm เป็นของดาษดื่นมาก โดยเฉพาะใน ebay )
บะ ชักเริ่มยุ่ง แล้วสรุปว่า รอบขา 90RPM ดีที่สุดจริงๆหรอ ตอบเลย"ไม่ทราบครับ" ไม่มีบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีกลุ่มตัวอย่างที่มากพอ แล้วเรื่องของเรื่องมันก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนและการเรียนรู้ปรับตัว แค่วิธีการออกแรงปั่นก็ยังมีผลมากมายเลย สรุปว่า ชอบอะไรก็ทำไปเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ผมเคยเห็นนักกีฬาที่ควงรอบขา 160 รอบบนเทรนเนอร์แบบนิ่งๆ ตัวไม่กระพือ ไม่กลายเป็นนกเด้าดิน ซึ่งบอกตรงๆว่าผมเองทำได้แถวๆ 120 RPM ก็ตันแล้ว แบบว่าไม่เคยฝึกอะไรแบบนั้นมาก่อน ส่วนหนึ่งก็คงไม่ใช่ทางของผม ผมใช้จักรยานมีเกียร์มาตลอด เคยสปรินท์เล่นกันเอง สูงสุดก็ทำได้แถวๆ 120 rpm นี่ก็หรูแล้วสำหรับผมนะ
แต่ก็นั่นแหละ รอบขาสูงสุดก็ใช่ว่าจะทำกันได้ทุกเกียร์นะ ถ้าไม่ได้ฝึกมา ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อมา มันก็ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น
ว่าแต่ที่ผมเขียนมาเป็นคุ้งเป็นแควนี่ มันอธิบายเรื่องอัตราทด 53T ในใบจานใหญ่ได้แค่ไหนหละ
เอางี้ ผมยก model เรื่องเครื่องยนต์ และรถยนต์ก็แล้วกัน สมัยเมื่อ 30 ปีก่อน สมัยผมโคตรจะซิ่ง รถคาร์บิว 4 ท่อ เปลี่ยนสูบเพิ่มกำลังอัด หัวเทียนแกนทองคำขาว สายไฟจุดระเบิดเส้นใหญ่ๆอะไรแบบนั้นหนะ รถสมัยนั้นอยากจะแรงที่สุด ต้องลากกันที่เกียร์ 4 ความเร็วสูงสุดมันอยู่ที่เกียร์ 4 ลงเกียร์5 เมื่อไหร่ ก็โดนสวนทันที ถามว่าทำไม? ก็เพราะรถสมัยนั้น แรงบิดของเครื่องยนต์มันไม่ได้มากมายเหมือนสมัยนี้
รถสมัยนี้เกียร์ 5 ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่าเกียร์ 4 เพราะแรงบิดมันเยอะกว่าครับ กดแล้วมันไปได้เรื่อยๆ ผมเคยทดสอบรถ ที่เกียร์ 5 กดไปได้เกือบ 5 พันรอบ ได้รอบเครื่องสูงสุดน้อยกว่าเกียร์ 4 แต่ความเร็วปลายมันมากกว่า ก็เพราะแรงบิดของเครื่องมันเหลือเฟือ รับโหลดของอัตราทดสูงได้ก็พาให้รถไปได้เร็วกว่ารอบเครื่องสูงสุดที่เกิดจากอัตราทดเกียร์ของเกียร์4 ได้ไงหละ ( เคยอ่านข่าว พวก ซุปเปอร์คาร์ ลงเกียร์สุดท้ายแล้ว เฟืองท้ายกระจาย เพราะเครื่องแรงเกิน ชิ้นส่วนปลายทางทนไม่ไหว )
จักรยานก็เช่นกัน ถ้าคุณมีกำลังขามากมายเหลือเฟือ แล้วคุณใช้จาน 50T torqueที่ขาของคุณสร้างขึ้นมันมากพอจนเกียร์"เหลือ" พูดง่ายๆว่า รอบขามันไปไหลไปไกลจนเลยจุดที่คุณสร้างแรงบิดสูงสุดไปแล้ว ก็แปลว่าขาคุณแรงกว่านั้น ต้องไปจัดหา จาน 53Tมาใส่แทน เพราะถึงแม้ว่าที่ความเร็ว 45.45 กม/ชม กับ จาน 50T และ ความเร็ว 48.18 กม/ชม. กับ จาน 53T จะใช้รอบขาเท่ากัน แต่เพราะแรงบิดหรือ torqueที่ขาต้องใช้กับจาน 53T เพื่อให้ได้รอบขาเท่ากับจาน 50T มันก็ยังมากกว่ากันเยอะอยู่ดี ดังนั้นถ้าไม่แรงพอก็ไม่ต้องคุยกัน และเช่นกัน ถ้าแรงมากเกินพอ แต่ไม่มีเกียร์เหลือให้ใช้ก็เซ็งไม่แพ้กัน
แพ้กันตอนสปรินท์ เพราะหมดเกียร์ และหมดรอบขาก่อน มันเซ็งไม่น้อยนะ รถลู่ก็เช่นกัน ดังนั้นอัตราทดที่จะเลือกใช้ต้องเหมาะกับสนาม เหมาะกับคนปั่น และเหมาะกับเกม
มาดูกันที่รถลู่ก่อน รถลู่ไม่มีเกียร์ให้เปลี่ยน ดังนั้นก็จะต้องใช้อัตราทดเดิมไปตลอดจนจบการแข่งขัน ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนเกียร์ไม่ได้ ที่อัตราทดเท่าๆกัน ใครที่สามารถลากรอบขาได้สูงกว่ากัน และแช่รอบสูงๆนั้นได้นานกว่ากัน นั่นก็แปลว่าไปได้เร็วกว่ากัน แต่ปัญหาก็มาอยู่ที่ว่า แต่ละคนก็จะมีความสามารถในการควงขาได้รอบขาสูงที่สุดได้แตกต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนก็จะมีโอกาสที่จะเลือกใช้อัตราทดที่ตนถนัดได้ ถ้าทดไว้มากก็ต้องใช้torqueเยอะหน่อย ก็ต้องตั้งความเร็วให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มรอบขาขึ้นไป ถ้าทดไว้น้อยก็ใช้torqueน้อยกว่า ตั้งความเร็วได้เร็วกว่า ที่เหลือก็ใช้รอบขาไล่ไปให้สูงสุด
ถ้าได้เคยเห็นวิดีโอของโรงเรียนสอน keirinที่ญี่ปุ่น จะเห็นเลยว่า เขาฝึกนักกีฬาให้ควงขาที่รอบขาสูงมากๆบนเทรนเนอร์แบบ 3 ลูกกลิ้ง ดังนั้นความสามารถในการ"ระเบิด"รอบขา จึงเป็นสิ่งสามัญที่นักกีฬาจักรยาน keirin จะต้องทำให้ได้ เพราะมันเหมือนเราขับรถโกคาร์ทดีๆนี่แหละ ไม่มีเกียร์ให้เลือก เครื่องใครแรง ลากรอบได้สูง และนาน ก็ไปได้เร็วกว่า
แต่สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจต่อไปก็คือ คำว่า"กำลัง" เพราะคำว่า กำลังมันหมายถึงผลคูณของทอร์ค กับ รอบขา
ถ้านักกีฬา 2 คน มีน้ำหนักตัวเท่ากัน และสร้างกำลังได้เท่ากัน
- คนหนึ่งใช้รอบขาต่ำกว่า ก็แปลว่าจะต้องใช้ torque มากกว่า ถ้าขาจานยาวเท่ากัน ก็แปลว่าต้องออกแรงกดบันไดมากกว่า นั่นก็คือ กล้ามเนื้อรับภาระมากกว่า
- อีกคนหนึ่ง ใช้รอบขาสูงกว่า แปลว่า กล้ามเนื้อรับภาระน้อยกว่า แต่รอบขาที่สูงกว่า จะทำให้เพิ่มภาระให้แก่ร่างกายมากกว่า อัตราการเต้นของชีพจรก็จะสูงกว่า
ปัญหาที่ตามมาก็คือ ระหว่างกล้ามเนื้อ และหัวใจ อะไรจะโบกธงขาวก่อน เขาถึงมีการพยายามศึกษากันว่า รอบขาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมที่สุด ที่หัวใจจะได้ไม่ต้องเต้นให้เร็วมากเกินไป และกล้ามเนื้อไม่ต้องรับโหลดมากเกินไป
การฝึกฝนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าในอดีตจะพยายาม"ยัดเยียด" 90RPM มาให้ ถามว่ามาจากไหน ก็ยังหาที่มาไม่ได้ แม้แต่หนังสือเก่าๆที่ผมเคยอ่าน ก็ยังไม่มีการอ้างผลการทดสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ให้เลย แม้แต่วงการวิ่งก็ยังให้จำนวนก้าวต่อนาที เท่ากับ 180 SPM ( หาร 2 ก็เท่ากับ 90 คู่ก้าว เท่าๆกับจักรยาน ) จนกระทั่งเริ่มมีการศึกษาหาความยาวขาจานที่เหมาะสมที่ทำให้กล้ามเนื้อลด"คาบการทำงาน" ( กล้ามเนื้อไม่ต้องยืดยาวแล้วหดตัว เหมือนกับไม่ต้องก้าวยาวๆก็ได้ ) คราวนี้ก็จะเป็นเรื่องให้งงกันอีกว่า ทำไมขาจานสั้นลง torqueน่าจะลดลง แต่กลายเป็นปั่นได้ดีขึ้น ก็เพราะว่ากล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้น แรงกดมากขึ้นชดเชยความยาวขาจานที่สั้นลงได้ พอทำงานได้ดีขึ้น ก็สามารถเพิ่มรอบการปั่นให้สูงขึ้น โดยที่การที่กล้ามเนื้อไม่ต้องทำงานมากขึ้นเหมือนเดิม แต่รอบขาเพิ่มขึ้น ผลรวมก็เลยไม่สร้าง"ภาระให้แก่ร่างกาย"มากขึ้น
ขาจานรถลู่เองก็ยังสั้นกว่ารถถนนนะครับ
( ขาจาน 167.5mm สำหรับรถถนนเป็นของที่หายากมาก ในขณะที่ขาจาน 172.5 เป็นของดาษดื่น แต่สำหรับรถลู่แล้ว ขาจาน 167.5mm เป็นของดาษดื่นมาก โดยเฉพาะใน ebay )
บะ ชักเริ่มยุ่ง แล้วสรุปว่า รอบขา 90RPM ดีที่สุดจริงๆหรอ ตอบเลย"ไม่ทราบครับ" ไม่มีบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีกลุ่มตัวอย่างที่มากพอ แล้วเรื่องของเรื่องมันก็ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนและการเรียนรู้ปรับตัว แค่วิธีการออกแรงปั่นก็ยังมีผลมากมายเลย สรุปว่า ชอบอะไรก็ทำไปเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ผมเคยเห็นนักกีฬาที่ควงรอบขา 160 รอบบนเทรนเนอร์แบบนิ่งๆ ตัวไม่กระพือ ไม่กลายเป็นนกเด้าดิน ซึ่งบอกตรงๆว่าผมเองทำได้แถวๆ 120 RPM ก็ตันแล้ว แบบว่าไม่เคยฝึกอะไรแบบนั้นมาก่อน ส่วนหนึ่งก็คงไม่ใช่ทางของผม ผมใช้จักรยานมีเกียร์มาตลอด เคยสปรินท์เล่นกันเอง สูงสุดก็ทำได้แถวๆ 120 rpm นี่ก็หรูแล้วสำหรับผมนะ
แต่ก็นั่นแหละ รอบขาสูงสุดก็ใช่ว่าจะทำกันได้ทุกเกียร์นะ ถ้าไม่ได้ฝึกมา ไม่ได้สร้างกล้ามเนื้อมา มันก็ยากที่จะทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น
ว่าแต่ที่ผมเขียนมาเป็นคุ้งเป็นแควนี่ มันอธิบายเรื่องอัตราทด 53T ในใบจานใหญ่ได้แค่ไหนหละ
เอางี้ ผมยก model เรื่องเครื่องยนต์ และรถยนต์ก็แล้วกัน สมัยเมื่อ 30 ปีก่อน สมัยผมโคตรจะซิ่ง รถคาร์บิว 4 ท่อ เปลี่ยนสูบเพิ่มกำลังอัด หัวเทียนแกนทองคำขาว สายไฟจุดระเบิดเส้นใหญ่ๆอะไรแบบนั้นหนะ รถสมัยนั้นอยากจะแรงที่สุด ต้องลากกันที่เกียร์ 4 ความเร็วสูงสุดมันอยู่ที่เกียร์ 4 ลงเกียร์5 เมื่อไหร่ ก็โดนสวนทันที ถามว่าทำไม? ก็เพราะรถสมัยนั้น แรงบิดของเครื่องยนต์มันไม่ได้มากมายเหมือนสมัยนี้
รถสมัยนี้เกียร์ 5 ทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่าเกียร์ 4 เพราะแรงบิดมันเยอะกว่าครับ กดแล้วมันไปได้เรื่อยๆ ผมเคยทดสอบรถ ที่เกียร์ 5 กดไปได้เกือบ 5 พันรอบ ได้รอบเครื่องสูงสุดน้อยกว่าเกียร์ 4 แต่ความเร็วปลายมันมากกว่า ก็เพราะแรงบิดของเครื่องมันเหลือเฟือ รับโหลดของอัตราทดสูงได้ก็พาให้รถไปได้เร็วกว่ารอบเครื่องสูงสุดที่เกิดจากอัตราทดเกียร์ของเกียร์4 ได้ไงหละ ( เคยอ่านข่าว พวก ซุปเปอร์คาร์ ลงเกียร์สุดท้ายแล้ว เฟืองท้ายกระจาย เพราะเครื่องแรงเกิน ชิ้นส่วนปลายทางทนไม่ไหว )
จักรยานก็เช่นกัน ถ้าคุณมีกำลังขามากมายเหลือเฟือ แล้วคุณใช้จาน 50T torqueที่ขาของคุณสร้างขึ้นมันมากพอจนเกียร์"เหลือ" พูดง่ายๆว่า รอบขามันไปไหลไปไกลจนเลยจุดที่คุณสร้างแรงบิดสูงสุดไปแล้ว ก็แปลว่าขาคุณแรงกว่านั้น ต้องไปจัดหา จาน 53Tมาใส่แทน เพราะถึงแม้ว่าที่ความเร็ว 45.45 กม/ชม กับ จาน 50T และ ความเร็ว 48.18 กม/ชม. กับ จาน 53T จะใช้รอบขาเท่ากัน แต่เพราะแรงบิดหรือ torqueที่ขาต้องใช้กับจาน 53T เพื่อให้ได้รอบขาเท่ากับจาน 50T มันก็ยังมากกว่ากันเยอะอยู่ดี ดังนั้นถ้าไม่แรงพอก็ไม่ต้องคุยกัน และเช่นกัน ถ้าแรงมากเกินพอ แต่ไม่มีเกียร์เหลือให้ใช้ก็เซ็งไม่แพ้กัน
แพ้กันตอนสปรินท์ เพราะหมดเกียร์ และหมดรอบขาก่อน มันเซ็งไม่น้อยนะ รถลู่ก็เช่นกัน ดังนั้นอัตราทดที่จะเลือกใช้ต้องเหมาะกับสนาม เหมาะกับคนปั่น และเหมาะกับเกม
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- ray
- ขาประจำ
- โพสต์: 294
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:02
- team: bikeloves
- Bike: ฺ็BH กะโหลกกะลา
-
Hxs
- ขาประจำ
- โพสต์: 509
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ม.ค. 2016, 08:28
- Bike: Avenger R8
- ตำแหน่ง: Louiaiana
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
อ่านแล้วก็ จัดไปครับ
53x34 มาเป็นเซ็ตเสร็จสรรพ ชิฟต์ดีซะด้วย
https://wickwerks.com/products/road-bik ... ide-53-34/
53x34 มาเป็นเซ็ตเสร็จสรรพ ชิฟต์ดีซะด้วย
https://wickwerks.com/products/road-bik ... ide-53-34/
ตัวเล็กก็ยอมรับความจริงบ้าง อย่าหลอกตัวเองแล้วใช้อุปกรณ์ไซส์เกินตัวเลย
สูง 169cm, frame size=50, crank length=165mm, bar width=38cm
สูง 169cm, frame size=50, crank length=165mm, bar width=38cm
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
combination 53-34 สำหรับผม จะเป็นอะไรที่เรียกว่า "นอกรีต"นิดๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องการ ชิฟท์ แต่ปัญหาเป็นเรื่องของระบบ เพราะสับจานหน้ามันออกแบบมาให้ใช้กับจานหน้าที่ความแตกต่างกัน 16T ( เช่น 50-34 , 52-36 ) ดังนั้นมันจึงเหลือแหล่สำหรับ 53-39 แต่จะ"ขาดแคลน"สำหรับ 53-34 ซึ่งแตกต่างกันถึง 19T
ผลรวมก็คือ ถ้าหากไม่คิดจะไปเล่นเฟือง 11-32 แต่ประสงค์จะใช้เพียง 11-28 เช่นนี้ ผมแนะนำให้ปรับตั้งสับจานให้ดีๆ เพราะในบางช่วงอาจจะได้ยินเสียงโซ่ทะเลาะกับขอบหลังของสับจานได้บ้าง โดยเฉพาะเวลาใช้หน้าเล็ก กับ หลังเล็กๆ
ส่วนตีนผีนั้น ถ้าอยากปวดหัวเรื่องความยาวโซ่น้อยที่สุด ก็แนะนำให้หนีไปใช้ตีนผีขายาวแทน เพราะตีนผีขายาวจะเก็บโซ่ไว้ได้มากกว่า และมี Total capacity = 37 ถ้าใช้หน้า 53-34 กับ หลัง 11-28 ระบบก็จะมีค่า Total capacity =36 ซึ่งจะทำให้ไม่เกิด drama เรื่องความยาวโซ่ที่สั้นหรือยาวเกินไปในบางตำแหน่งของจานหน้า ซึ่งนั่นแปลว่า ที่ความยาวโซ่ที่เหมาะสม คุณสามารถใช้หน้า 53 กับ หลัง 28 ได้โดยไม่พัง และใช้หน้า 34 กับ หลัง 11 ได้โดยโซ่ไม่สีกัน ( โซ่ไม่หย่อน )
ผลรวมก็คือ ถ้าหากไม่คิดจะไปเล่นเฟือง 11-32 แต่ประสงค์จะใช้เพียง 11-28 เช่นนี้ ผมแนะนำให้ปรับตั้งสับจานให้ดีๆ เพราะในบางช่วงอาจจะได้ยินเสียงโซ่ทะเลาะกับขอบหลังของสับจานได้บ้าง โดยเฉพาะเวลาใช้หน้าเล็ก กับ หลังเล็กๆ
ส่วนตีนผีนั้น ถ้าอยากปวดหัวเรื่องความยาวโซ่น้อยที่สุด ก็แนะนำให้หนีไปใช้ตีนผีขายาวแทน เพราะตีนผีขายาวจะเก็บโซ่ไว้ได้มากกว่า และมี Total capacity = 37 ถ้าใช้หน้า 53-34 กับ หลัง 11-28 ระบบก็จะมีค่า Total capacity =36 ซึ่งจะทำให้ไม่เกิด drama เรื่องความยาวโซ่ที่สั้นหรือยาวเกินไปในบางตำแหน่งของจานหน้า ซึ่งนั่นแปลว่า ที่ความยาวโซ่ที่เหมาะสม คุณสามารถใช้หน้า 53 กับ หลัง 28 ได้โดยไม่พัง และใช้หน้า 34 กับ หลัง 11 ได้โดยโซ่ไม่สีกัน ( โซ่ไม่หย่อน )
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
-
RoBBen
- ขาประจำ
- โพสต์: 172
- ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ธ.ค. 2012, 17:40
- Bike: Merida Scultura 904
- ตำแหน่ง: พระประแดง สมุทรปราการ
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
สรุปได้ว่า เป็นเพราะ คลละสาย
เครื่องดีเซล
ก็ต้องเอาทดเข้าช่วย ต้อง 53 ไม่งั้นไม่พอ
เครื่องเบนซิน
เอารอบเข้าแลก 50 ก็พอ ทดเยอะไปก็ไม่ได้ใช้
เครื่องดีเซล
ก็ต้องเอาทดเข้าช่วย ต้อง 53 ไม่งั้นไม่พอ
เครื่องเบนซิน
เอารอบเข้าแลก 50 ก็พอ ทดเยอะไปก็ไม่ได้ใช้
- davelevi
- ขาประจำ
- โพสต์: 230
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ม.ค. 2015, 16:04
- Tel: 0897324425
- team: -
- Bike: TREK
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
ผมใช้ 52/36 นะ ขึ้นเขาไปแต่งเฟืองหลังเอา ไอ่ที่ RPM90 เนี่ยะ เป็นค่าเฉลี่ยตลอด Trip แน่นวล
หาได้ยากที่จะปั่นรอบขา 90RPM ไปตลอดรอดฝั่ง มอร์ไซค์ รถยนต์ขึ้นเขา รอบยังตกเลย
เพราะงั้นตัดเรื่องนี้ออกไปก่อนเถอะ เหมือนเอามาโม้กันมากกว่า สาเหตุที่ผมเลือกเล่นจานหน้า
Semi-Compact แม้เอาไว้ขึ้นเขาด้วยก็เพราะ
ฝึกซ้อมเพิ่มขีดจำกัดของขา เห็นผลไวกว่า ฝึกซ้อมเพิ่มขีดจำกัดของหัวใจครับ
เล่นกดหนักกว่านิดนึงไว้ก่อน รอบขาตัดทิ้งไปก่อน
รอบเยอะหัวใจขึ้นไว ร้อน หน้ามืด เป็นผีเฝ้าข้างทางอีก
แต่ถ้าปั่นทางราบ เป็นคุณชายห่อหมก จานเท่าไหร่ เฟืองเท่าไหร่ รอบขายังไงก็ปั่นไปเถอะ ชิล
หาได้ยากที่จะปั่นรอบขา 90RPM ไปตลอดรอดฝั่ง มอร์ไซค์ รถยนต์ขึ้นเขา รอบยังตกเลย
เพราะงั้นตัดเรื่องนี้ออกไปก่อนเถอะ เหมือนเอามาโม้กันมากกว่า สาเหตุที่ผมเลือกเล่นจานหน้า
Semi-Compact แม้เอาไว้ขึ้นเขาด้วยก็เพราะ
ฝึกซ้อมเพิ่มขีดจำกัดของขา เห็นผลไวกว่า ฝึกซ้อมเพิ่มขีดจำกัดของหัวใจครับ
เล่นกดหนักกว่านิดนึงไว้ก่อน รอบขาตัดทิ้งไปก่อน
รอบเยอะหัวใจขึ้นไว ร้อน หน้ามืด เป็นผีเฝ้าข้างทางอีก
แต่ถ้าปั่นทางราบ เป็นคุณชายห่อหมก จานเท่าไหร่ เฟืองเท่าไหร่ รอบขายังไงก็ปั่นไปเถอะ ชิล
- น้องหนึ่ง
- ขาประจำ
- โพสต์: 10662
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 04:07
- Tel: 0891441866
- ตำแหน่ง: http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
ผมมีคันนึงที่ใช้จานหน้า 55-38 ส่วนต่าง 17 ฟัน เห็นตรงกันกับป๋าลูฯทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องสับจานและตีนผีlucifer เขียน:combination 53-34 สำหรับผม จะเป็นอะไรที่เรียกว่า "นอกรีต"นิดๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ส่วนต่างซี่ฟันมากขนาดนี้ ทำให้เมื่อใช้จานหน้าเล็กหลังเล็ก โซ่จะแขวนบนสับจาน และจำกัดเฟืองหลังไว้ได้เพียง 11-28 เพราะใช้ตีนผีขาสั้น เก็บโซ่ได้แค่นั้น
เรื่องโซ่แขวนแก้ไขด้วยการกลึงอแดปเตอร์รูปสี่เหลี่ยมคางหมู มาหนุนสับจานให้เอียงลงทางหลังรถ ส่วนเรื่องจำนวนเฟืองหลัง จะแก้ด้วยตีนผีขายาวก็ได้ แต่ไม่ทำ เพราะอยากได้เฟืองเรียงชิดๆ
การเซ็ตแบบนี้ ทำให้ได้อัตราทดแต่ละเกียร์ชิดมาก แต่ยังคงความกว้างของเกียร์มากพอที่จะไปได้ทุกสถานที่ ด้วยรอบขาเบาๆ น้องเน็งน้องแกละ ความเร็วยี่สิบสามสิบไปเรื่อยๆ ข้อเสียคือต้องใช้เกียร์ให้ครบทุกตำแหน่ง ทั้งเกียร์ที่โซ่เยื้องมาก รวมทั้งต้องกดทริมสับจานกันบ่อยๆ ซึ่งที่จริงก็ดีไปอย่าง มีอะไรทำบ้างตอนปั่นไกลๆ
ถึงแม้ว่าจานหน้าใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้ปั่นเร็วอะไรนัก ทำไปเพื่อชดเชยรอบขาและเฟืองหลังเท่านั้นเอง
ร้านจักรยานฝีมือดี มาดึกๆได้
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=528
www.facebook.com/HomeMadeBicycle
- Meow-Meow
- ขาประจำ
- โพสต์: 1244
- ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ต.ค. 2011, 22:17
- Bike: Cinelli Xperiance;Giant Yukon ปี2000
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
ผมใช้จาน Standard ครับ เปลี่ยนจาก Compact เป็น Standard เพื่อที่จะลดรอบขาลง กดหนักกว่านิดนึง แต่ไม่ต้องเร่งรอบให้ HR พุ่งทะยาน
-
kob1234
- ขาประจำ
- โพสต์: 344
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2015, 13:28
- Tel: 0945599693
- ติดต่อ:
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
เห็นด้วยครับlucifer เขียน:combination 53-34 สำหรับผม จะเป็นอะไรที่เรียกว่า "นอกรีต"นิดๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปัญหาไม่ใช่เรื่องการ ชิฟท์ แต่ปัญหาเป็นเรื่องของระบบ เพราะสับจานหน้ามันออกแบบมาให้ใช้กับจานหน้าที่ความแตกต่างกัน 16T ( เช่น 50-34 , 52-36 ) ดังนั้นมันจึงเหลือแหล่สำหรับ 53-39 แต่จะ"ขาดแคลน"สำหรับ 53-34 ซึ่งแตกต่างกันถึง 19T
ผลรวมก็คือ ถ้าหากไม่คิดจะไปเล่นเฟือง 11-32 แต่ประสงค์จะใช้เพียง 11-28 เช่นนี้ ผมแนะนำให้ปรับตั้งสับจานให้ดีๆ เพราะในบางช่วงอาจจะได้ยินเสียงโซ่ทะเลาะกับขอบหลังของสับจานได้บ้าง โดยเฉพาะเวลาใช้หน้าเล็ก กับ หลังเล็กๆ
ส่วนตีนผีนั้น ถ้าอยากปวดหัวเรื่องความยาวโซ่น้อยที่สุด ก็แนะนำให้หนีไปใช้ตีนผีขายาวแทน เพราะตีนผีขายาวจะเก็บโซ่ไว้ได้มากกว่า และมี Total capacity = 37 ถ้าใช้หน้า 53-34 กับ หลัง 11-28 ระบบก็จะมีค่า Total capacity =36 ซึ่งจะทำให้ไม่เกิด drama เรื่องความยาวโซ่ที่สั้นหรือยาวเกินไปในบางตำแหน่งของจานหน้า ซึ่งนั่นแปลว่า ที่ความยาวโซ่ที่เหมาะสม คุณสามารถใช้หน้า 53 กับ หลัง 28 ได้โดยไม่พัง และใช้หน้า 34 กับ หลัง 11 ได้โดยโซ่ไม่สีกัน ( โซ่ไม่หย่อน )
-
MAD_MAX
- ขาประจำ
- โพสต์: 412
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 มิ.ย. 2013, 17:09
- Bike: MTB 27.5er, MTB 29er, Road 700c, Mini 20"
Re: ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่
กว่าจะอ่านถึงตรงนี้ได้ เรื่องมันเยอะและไปไกลจนลืมคำถามไปเลย
กลับมาที่หัวข้อ "ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่"
ผมตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็คนขายมันยังทำออกมาขาย และมันยังขายได้อยู่ ก็ยังคงมีอยู่และมีอยู่ต่อไปเท่าที่มันยังขายได้
ส่วนขายให้ใคร อันนี้ผมว่ามี 3 กลุ่มหลักๆ
กลุ่มแรก: ก็กลุ่มคนปั่นจักรยานที่ไม่ได้รู้ไม่ได้สนใจเรื่องใบจงใบจานอะไร ซื้อรถมาคันเขายัดอะไรมาให้ก็ปั่นๆมันไป ปรับโน่นนิดนี่หน่อยเน้นสวยงามตามแบบที่ใจชอบเป็นหลัก (เหมือนผมอยู่กลุ่มนี้ แต่ก็หา50/34มาเอาไว้เปลี่ยนใช้ด้วยนานๆทีเวลาไปไต่เขาเพียวๆ)
กลุ่ม2: กลุ่มคนที่ใช้ใบจานขนาดอื่นๆมาก่อน และไม่ลงตัว จะด้วยเหตุผลว่า แรงขึ้น หรือต้องการความเหมาะสมกับการปั่นของตน ก็ต้องจัดหาขนาด53มาใช้ ซึ่งพบว่ามีพอสมควร ไม่น้อยกว่ากลุ่มแรกเท่าไหร่
กลุ่ม3: คนกลุ่มนี้คือเกิดมาแรง เฉพาะเจาะจงเลยว่าขอกระทืบใบจานขนาด53(หรือมากกว่า)เท่านั้น กลุ่มนี้มีไม่เยอะ ที่เห็นมักเป็นนักกีฬาจักรยาน หรือคนที่ปั่นจริงๆจังๆเน้นแข่งขัน
ประมาณนี้
กลับมาที่หัวข้อ "ทำไมแนวโน้มการใช้จานใบ 53 ยังคงมีอยู่"
ผมตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็คนขายมันยังทำออกมาขาย และมันยังขายได้อยู่ ก็ยังคงมีอยู่และมีอยู่ต่อไปเท่าที่มันยังขายได้
ส่วนขายให้ใคร อันนี้ผมว่ามี 3 กลุ่มหลักๆ
กลุ่มแรก: ก็กลุ่มคนปั่นจักรยานที่ไม่ได้รู้ไม่ได้สนใจเรื่องใบจงใบจานอะไร ซื้อรถมาคันเขายัดอะไรมาให้ก็ปั่นๆมันไป ปรับโน่นนิดนี่หน่อยเน้นสวยงามตามแบบที่ใจชอบเป็นหลัก (เหมือนผมอยู่กลุ่มนี้ แต่ก็หา50/34มาเอาไว้เปลี่ยนใช้ด้วยนานๆทีเวลาไปไต่เขาเพียวๆ)
กลุ่ม2: กลุ่มคนที่ใช้ใบจานขนาดอื่นๆมาก่อน และไม่ลงตัว จะด้วยเหตุผลว่า แรงขึ้น หรือต้องการความเหมาะสมกับการปั่นของตน ก็ต้องจัดหาขนาด53มาใช้ ซึ่งพบว่ามีพอสมควร ไม่น้อยกว่ากลุ่มแรกเท่าไหร่
กลุ่ม3: คนกลุ่มนี้คือเกิดมาแรง เฉพาะเจาะจงเลยว่าขอกระทืบใบจานขนาด53(หรือมากกว่า)เท่านั้น กลุ่มนี้มีไม่เยอะ ที่เห็นมักเป็นนักกีฬาจักรยาน หรือคนที่ปั่นจริงๆจังๆเน้นแข่งขัน
ประมาณนี้