"กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
- keno2787
- ขาประจำ
- โพสต์: 201
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2011, 01:21
- team: TSB.
- Bike: TREK-
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
มหกรรมทรมาณร่างกายชัดๆ.
โอนเงินที่ ธ.กสิกรไทย 398-275-1283 วันทะนัน เจริญตา
-
whipugf
- สมาชิก
- โพสต์: 64
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2013, 15:24
- Tel: 0807798927
- ติดต่อ:
- BONism
- สมาชิก
- โพสต์: 85
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ส.ค. 2011, 22:57
- Tel: 0851720249
- team: อิสระ
- Bike: รถถัง
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
vvvvv
เรื่องราวดำเนินต่อ แต่จากนี้ไปเราไม่สามารถที่จะทำการเก็บภาพได้เนื่องจากมืดแล้ว แล้วเส้นทางเหล่านี้ค่อนข้างไร้แสง จากจุดที่เราออกมาก็มีพี่ทีมคนนึง B ขอจบระยะการปั่นของตัวเองไว้ที่ 120 ก่อนเข้าลำปาง
vvvvv และสิ่งที่นักปั่นที่เหลือต้องลุยกันต่อคือระยะทางเขาล้วนๆ ความมืด น้ำค้างที่ทำให้ถนนเปียกชื้นเป็นจุดๆ เราปั่นข้ามเถินกันมา ก่อนที่พวกเราจะเลี้ยวเข้าปั้มเอสโซ่ เนื่องจากผมเองปวดเข้ และทำการประชุมกันอีกครั้งด้วยว่ามีนักปั่นทีม A ปั่นช้าเกินไปกรณีเดียวกันกับพี่คนที่เราต้องขอให้ขึ้นรถเซอวิสก่อนหน้านี้ และจุดนี้เราไม่สมารถให้ใครปั่นไปคนเดียวท่ามกลางเขาและความมืดได้ มันเสี่ยงอันตรายมากเราจึงเรียกนักปั่นท่านนั้นมาคุย แล้วบอกเค้าว่า หากออกจากปั้มนี้ไปแล้วหลุดกลุ่ม เราจะขอให้ขึ้นรถ ซึ่งนักปั่นท่านนี้บอกว่า หากต้องปั่นถึงตี 5 หรือจนถึงเช้า ก็จะต้องจบทริปนี้ให้ได้ สรุปถ้าจะไปต้องห้ามหลุดกลุ่ม นักปั่นท่านนี้ยังคนยืนยันที่จะปั่นต่อ ซึ่งรถตู้จะเข้าไปเชียงใหม่เลย หาโรงแรมพักผ่อนกันไปก่อน นักปั่นต้องฝ่าฟันอุปสรรคกันเอง
vvvvv เราปั่นเกาะกลุ่มกันไปเรื่อยๆ ถึงบางคนจะห่างกันแต่ก็ยังเป็นระยะที่สามารถมองเห็นดูแลกันได้ เราปั่นไปเรื่อยๆจนเริ่มเห็นป้ายบอกว่ากำลังจะถึงขุนตาล ใกล้เข้าไปทุกทีๆ เราแวะมินิมาทในปั้มอีกครั้งไม่ได้โหลดอาหารกันเท่าไร กินเพียงแค่น้ำ และขนมเล็กน้อย กินเสร็จเราก้ออกจากปั้มมุ่งหน้าสู่ขุนตาล
พวกเราปั่นอยู่ท่ามกลางเขาขุนตาลตอนช่วงประมาณ 3-4 ทุ่มซึ่งแน่นอน มืดมิดมาก มีเพียงไฟของพวกเรากันเองที่กระพริบอยู่กลางเขา และไฟรถยนต์ รถสิบล้อที่มีมาเป็นระยะๆ ความง่วงของผม ณ จุดนี้ไม่ง่วงเลย กลับรู้สึกสนุกกับการขึ้นเขา และบรรยากาศการปั่นที่เงียบสงัด มองหน้า มองหลังแล้วหลอนนิดๆ พวกเรายังคงเกาะกลุ่มกันได้ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพักรถขุนตาล มีแสงไฟแต่ไร้ผู้คน พวกเรานั่งกันซักพักดูเวลา จากจุดนี้เป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม มีพี่คนนึงเอ่ยถามว่าเนินหมดหรือยัง ผมซึ่งเคยเอาฟิกเกียปั่นมาเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน จำได้ว่ามันต้องมีอีกเนินนี่หว่า ที่รถสิบล้อขึ้นแบบหนืดๆได้ช้ามากๆ ซึ่งที่ปั่นผ่านมายังไม่เจอ จึงบอกไปว่าน่าจะมีอีกเนิน ที่เป็นจุดสูงสุดละ เนินนี้เป็นเนินที่เราขึ้นได้เพียงช้าๆ ทีแรกผมก็ขึ้นเนินนี้ช้าๆ ปกติ คิดบางอย่างไปเพลินๆว่าเม่อก่อนเอาฟิกเกียปั่นมาได้ยังไง ในขณะที่คิดเพลินๆ ผมดันไปคิดถึง strava แถวนี้มันต้องมี segment แน่ๆ ไม่รอช้า ผมทะลึ่งยิงขึ้นเขาพรวดพราด แซงพี่ทีม A ที่อยู่หน้าผมไป 2 คน พี่คนนึงไม่ยอมมาแซงกลับ การแซงเล่นกันไปมาจึงเกิดขึ้น ไม่ได้คิดเรื่องเก็บแรงเล๊ยยย พอขึ้นถึงศาลเจ้าพ่อขุนตาลได้เท่านั้นแหละ เหงื่อท่วมพลั่กๆ จึงนั่งรอสมาชิก และไหลลงเขาขุนตาลกันต่อยาวๆ บางจุดไหลลงยาวเป็นโลสองโลยังมี
vvvvv ในขณะที่หมดระยะขึ้นเขา นักปั่นบางท่านก้อ่อนล้า และเริ่มห่างกันมากขึ้นช้าและห่างมากขึ้นๆจนเป็นระยะที่ขาด ผมอยู่ตำแหน่งกลางพอดี หน้า 2 คน หลัง 2 คน ผมต้องเลือกก่อนหน้านั้นผมเลือกที่จะอยู่กับกลุ่มหลังเพื่อส่องไฟและปิดท้าย แต่มาตอนนี้เข้าสู่ช่วงที่เริ่มมีไฟผมจึงเลือกสปริ้นขึ้นไปอยู่กลุ่มหน้าที่มีฝีเท้าพอกันและเคยสำเร็จทริปอดนอนแนวๆนี้มาด้วยกันทุกครั้ง ถ้าหากผมเลือกกลุ่มหลังผมไม่มั่นใจว่าเค้าจะหมดแรงกันเมื่อไร และถ้าเค้าหมดแรงผมคงแย่แน่ ทำให้แยกกลายเป็น 2 กลุ่ม
ระยะทางตอนนี้เหลือไม่ถึงร้อยโล ทำให้กลุ่มที่ผมไปด้วยดูจะรีบมาก เร็วมากขึ้นเพราะคงอยากจะจบทริปกันเต็มที ผมก็ได้แต่เกาะตามไปแบบไร้พลัง แต่ยังไงก็ต้องห้ามหลุด เข้าสู่ระยะกิโลที่ 28 สุดท้ายก่อนจบทริป ผมเริ่มนับระยะถอยหลังแบบใจจดจ่อ มีพี่คนนึงยางรั่ว จอดปะกันในเวลาไม่นานก็ซัดกันต่อที่ระยะ 20 โล สุดท้ายจนเข้าตัวเมือง เราแวะเซเว่นอีกครั้งในตัวเมืองกินน้ำ ก่อนจะรีบไปจบทริปทันทีที่ครูบาฯ ช่วงตีนดอยสุเทพ เรานั่งอึนๆมึนถ่ายรปกับครูบาฯ พร้อมกับโทรตามรถตู้ที่พักกันที่โรงแรมให้ออกมารับเก็บรถ
vvvvv ในขณะที่เรานั่งรอรถตู้ กัน 3 คน เราก็พูดถึงอีก 2 คนที่เหลือว่าไม่รู้เป็นเช่นใดบ้าง เราคิดว่าพวกเค้า 2 คนไม่น่าจะมาถึงต้องไม่ไหวแน่ๆ กับความล้าและความช้าก่อนที่เราจะทิ้งมา แต่ในตอนที่เราคุยกันอยู่นั้นเอง เค้า 2 คนได้มาถึง!!! ซึ่งเวลาไม่น่าเกิน 20 นาทีสุดยอดมาก ทริปนี้สำเร็จลงที่ระยะ 705 โล (พี่ที่เริ่มจากมหาชัยจบที่ 750 โล )นิดๆ ในระยะเวลาการปั่นแบบอดนอนทั้งหมด 33 ชั่วโมงกว่า ถ้านับเฉพาะเวลาล้อหมุนไม่รวมพัก คือปั่น 24 ชั่วโมงกว่า
เรื่องราวดำเนินต่อ แต่จากนี้ไปเราไม่สามารถที่จะทำการเก็บภาพได้เนื่องจากมืดแล้ว แล้วเส้นทางเหล่านี้ค่อนข้างไร้แสง จากจุดที่เราออกมาก็มีพี่ทีมคนนึง B ขอจบระยะการปั่นของตัวเองไว้ที่ 120 ก่อนเข้าลำปาง
vvvvv และสิ่งที่นักปั่นที่เหลือต้องลุยกันต่อคือระยะทางเขาล้วนๆ ความมืด น้ำค้างที่ทำให้ถนนเปียกชื้นเป็นจุดๆ เราปั่นข้ามเถินกันมา ก่อนที่พวกเราจะเลี้ยวเข้าปั้มเอสโซ่ เนื่องจากผมเองปวดเข้ และทำการประชุมกันอีกครั้งด้วยว่ามีนักปั่นทีม A ปั่นช้าเกินไปกรณีเดียวกันกับพี่คนที่เราต้องขอให้ขึ้นรถเซอวิสก่อนหน้านี้ และจุดนี้เราไม่สมารถให้ใครปั่นไปคนเดียวท่ามกลางเขาและความมืดได้ มันเสี่ยงอันตรายมากเราจึงเรียกนักปั่นท่านนั้นมาคุย แล้วบอกเค้าว่า หากออกจากปั้มนี้ไปแล้วหลุดกลุ่ม เราจะขอให้ขึ้นรถ ซึ่งนักปั่นท่านนี้บอกว่า หากต้องปั่นถึงตี 5 หรือจนถึงเช้า ก็จะต้องจบทริปนี้ให้ได้ สรุปถ้าจะไปต้องห้ามหลุดกลุ่ม นักปั่นท่านนี้ยังคนยืนยันที่จะปั่นต่อ ซึ่งรถตู้จะเข้าไปเชียงใหม่เลย หาโรงแรมพักผ่อนกันไปก่อน นักปั่นต้องฝ่าฟันอุปสรรคกันเอง
vvvvv เราปั่นเกาะกลุ่มกันไปเรื่อยๆ ถึงบางคนจะห่างกันแต่ก็ยังเป็นระยะที่สามารถมองเห็นดูแลกันได้ เราปั่นไปเรื่อยๆจนเริ่มเห็นป้ายบอกว่ากำลังจะถึงขุนตาล ใกล้เข้าไปทุกทีๆ เราแวะมินิมาทในปั้มอีกครั้งไม่ได้โหลดอาหารกันเท่าไร กินเพียงแค่น้ำ และขนมเล็กน้อย กินเสร็จเราก้ออกจากปั้มมุ่งหน้าสู่ขุนตาล
พวกเราปั่นอยู่ท่ามกลางเขาขุนตาลตอนช่วงประมาณ 3-4 ทุ่มซึ่งแน่นอน มืดมิดมาก มีเพียงไฟของพวกเรากันเองที่กระพริบอยู่กลางเขา และไฟรถยนต์ รถสิบล้อที่มีมาเป็นระยะๆ ความง่วงของผม ณ จุดนี้ไม่ง่วงเลย กลับรู้สึกสนุกกับการขึ้นเขา และบรรยากาศการปั่นที่เงียบสงัด มองหน้า มองหลังแล้วหลอนนิดๆ พวกเรายังคงเกาะกลุ่มกันได้ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดพักรถขุนตาล มีแสงไฟแต่ไร้ผู้คน พวกเรานั่งกันซักพักดูเวลา จากจุดนี้เป็นเวลาประมาณ 5 ทุ่ม มีพี่คนนึงเอ่ยถามว่าเนินหมดหรือยัง ผมซึ่งเคยเอาฟิกเกียปั่นมาเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน จำได้ว่ามันต้องมีอีกเนินนี่หว่า ที่รถสิบล้อขึ้นแบบหนืดๆได้ช้ามากๆ ซึ่งที่ปั่นผ่านมายังไม่เจอ จึงบอกไปว่าน่าจะมีอีกเนิน ที่เป็นจุดสูงสุดละ เนินนี้เป็นเนินที่เราขึ้นได้เพียงช้าๆ ทีแรกผมก็ขึ้นเนินนี้ช้าๆ ปกติ คิดบางอย่างไปเพลินๆว่าเม่อก่อนเอาฟิกเกียปั่นมาได้ยังไง ในขณะที่คิดเพลินๆ ผมดันไปคิดถึง strava แถวนี้มันต้องมี segment แน่ๆ ไม่รอช้า ผมทะลึ่งยิงขึ้นเขาพรวดพราด แซงพี่ทีม A ที่อยู่หน้าผมไป 2 คน พี่คนนึงไม่ยอมมาแซงกลับ การแซงเล่นกันไปมาจึงเกิดขึ้น ไม่ได้คิดเรื่องเก็บแรงเล๊ยยย พอขึ้นถึงศาลเจ้าพ่อขุนตาลได้เท่านั้นแหละ เหงื่อท่วมพลั่กๆ จึงนั่งรอสมาชิก และไหลลงเขาขุนตาลกันต่อยาวๆ บางจุดไหลลงยาวเป็นโลสองโลยังมี
vvvvv ในขณะที่หมดระยะขึ้นเขา นักปั่นบางท่านก้อ่อนล้า และเริ่มห่างกันมากขึ้นช้าและห่างมากขึ้นๆจนเป็นระยะที่ขาด ผมอยู่ตำแหน่งกลางพอดี หน้า 2 คน หลัง 2 คน ผมต้องเลือกก่อนหน้านั้นผมเลือกที่จะอยู่กับกลุ่มหลังเพื่อส่องไฟและปิดท้าย แต่มาตอนนี้เข้าสู่ช่วงที่เริ่มมีไฟผมจึงเลือกสปริ้นขึ้นไปอยู่กลุ่มหน้าที่มีฝีเท้าพอกันและเคยสำเร็จทริปอดนอนแนวๆนี้มาด้วยกันทุกครั้ง ถ้าหากผมเลือกกลุ่มหลังผมไม่มั่นใจว่าเค้าจะหมดแรงกันเมื่อไร และถ้าเค้าหมดแรงผมคงแย่แน่ ทำให้แยกกลายเป็น 2 กลุ่ม
ระยะทางตอนนี้เหลือไม่ถึงร้อยโล ทำให้กลุ่มที่ผมไปด้วยดูจะรีบมาก เร็วมากขึ้นเพราะคงอยากจะจบทริปกันเต็มที ผมก็ได้แต่เกาะตามไปแบบไร้พลัง แต่ยังไงก็ต้องห้ามหลุด เข้าสู่ระยะกิโลที่ 28 สุดท้ายก่อนจบทริป ผมเริ่มนับระยะถอยหลังแบบใจจดจ่อ มีพี่คนนึงยางรั่ว จอดปะกันในเวลาไม่นานก็ซัดกันต่อที่ระยะ 20 โล สุดท้ายจนเข้าตัวเมือง เราแวะเซเว่นอีกครั้งในตัวเมืองกินน้ำ ก่อนจะรีบไปจบทริปทันทีที่ครูบาฯ ช่วงตีนดอยสุเทพ เรานั่งอึนๆมึนถ่ายรปกับครูบาฯ พร้อมกับโทรตามรถตู้ที่พักกันที่โรงแรมให้ออกมารับเก็บรถ
vvvvv ในขณะที่เรานั่งรอรถตู้ กัน 3 คน เราก็พูดถึงอีก 2 คนที่เหลือว่าไม่รู้เป็นเช่นใดบ้าง เราคิดว่าพวกเค้า 2 คนไม่น่าจะมาถึงต้องไม่ไหวแน่ๆ กับความล้าและความช้าก่อนที่เราจะทิ้งมา แต่ในตอนที่เราคุยกันอยู่นั้นเอง เค้า 2 คนได้มาถึง!!! ซึ่งเวลาไม่น่าเกิน 20 นาทีสุดยอดมาก ทริปนี้สำเร็จลงที่ระยะ 705 โล (พี่ที่เริ่มจากมหาชัยจบที่ 750 โล )นิดๆ ในระยะเวลาการปั่นแบบอดนอนทั้งหมด 33 ชั่วโมงกว่า ถ้านับเฉพาะเวลาล้อหมุนไม่รวมพัก คือปั่น 24 ชั่วโมงกว่า
แก้ไขล่าสุดโดย BONism เมื่อ 15 ส.ค. 2014, 21:37, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
"ปั่นตามความรู้สึก และจิกหัวตัวเองไปข้างหน้า"
- BONism
- สมาชิก
- โพสต์: 85
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ส.ค. 2011, 22:57
- Tel: 0851720249
- team: อิสระ
- Bike: รถถัง
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
vvvvv
คนนี้ผมเอง ปั่นจากกรุงเทพ สู่เชียงใหม่ จบได้ที่ระยะ 705 กิโล เวอร์ชันรวดเดียว งดนอน
vvvvv

vvvvv
คนนี้พี่อีก 2 ท่านที่ปั่นมาจากมหาชัย จบที่ 750 กว่าโล
vvvvv

vvvvv

vvvvv
ทีม A อีกคนที่จบที่ท้อ แต่ไม่ยอมแพ้และจบในที่สุดได้ ผมลืมถ่ายเดี่ยว (แต่เดี๋ยวมีรีวิวดีๆเนื้อหาน่าสนใจให้อ่านครับ) มีเป็นรุปรวมเลย
vvvvv

คนนี้ผมเอง ปั่นจากกรุงเทพ สู่เชียงใหม่ จบได้ที่ระยะ 705 กิโล เวอร์ชันรวดเดียว งดนอน
vvvvv

vvvvv
คนนี้พี่อีก 2 ท่านที่ปั่นมาจากมหาชัย จบที่ 750 กว่าโล
vvvvv

vvvvv

vvvvv
ทีม A อีกคนที่จบที่ท้อ แต่ไม่ยอมแพ้และจบในที่สุดได้ ผมลืมถ่ายเดี่ยว (แต่เดี๋ยวมีรีวิวดีๆเนื้อหาน่าสนใจให้อ่านครับ) มีเป็นรุปรวมเลย
vvvvv

"ปั่นตามความรู้สึก และจิกหัวตัวเองไปข้างหน้า"
- BONism
- สมาชิก
- โพสต์: 85
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ส.ค. 2011, 22:57
- Tel: 0851720249
- team: อิสระ
- Bike: รถถัง
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
vvvvv
อันนี้เป็นรีวิวของนักปั่นท่านที่ยืนขวาสุดของรูปไม่ใช่ผมนะครับ เชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับใครหลายๆคนที่รักการปั่น และคิดว่าตัวเองทำไม่ได้
vvvvv

vvvvv
เด็กที่เป็นโรคหอบ ซึ่งไม่ยอมอ่อนแอ
"ผม"
เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ หรือมีพละกำลังมากมายแต่อย่างใด
แถมยังมีโรคภัยไข้เจ็บที่ได้มาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ(หรือโรคหอบ)
ซึ่งมันทำให้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ผมถูกเลือกให้เป็นนักสู้
ที่ต้องสู้กับความอ่อนแอทางร่างกาย อาวุธที่ผมใช้มาตลอด คือ ยา ไม่ว่าจะเป็น ยาจีน ยาไทย ยาฝรั่ง การฝังเข็ม ฯลฯ และสิ่งเหล่านั้น มันแค่ซื้อเวลาชั่วคราว มีชีวิตรอดได้ไปวันๆ
ไม่ได้ทำให้ผมเป็นปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆทั่วไป ที่สามารถวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แต่กลับต้องนอนให้สายน้ำเกลืออยู่โรงพยาบาล เหมือนบ้านหลังที่สอง
เมื่อวันหนึ่งที่ผมเจอกับการออกกำลังกาย เหมือนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มันค่อยๆทำให้ชีวิตผมดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ จนผมแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า การกินยานั้นจะกินไปเพื่ออะไร ในเมื่อเราไม่ต้องป่วยอีก
ผมรักการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายช่วยต่อชีวิตให้ผม มันทำให้ผมได้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่นๆ
หลายปีมานี้ผมเข้าโรงพยาบาล เพื่อไปเยี่ยมคนอื่นเท่านั้น มันไม่ใช่ที่ของผมอีกต่อไป
ผมรักการวิ่ง เพราะ เป็นสิ่งที่เรียบง่าย ทำคนเดียวก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ราคาก็แสนประหยัด
หลายๆคนบอกว่า เพียงคุณเดินได้ คุณก็วิ่งได้
พอมาอยู่ใกล้คนเก่งๆ ชมรมวิ่งเพื่อชีวิต สมุทรสาคร
อายุก็เป็นเพียงตัวเลข หลายครั้งที่ผมเจอคนอายุ 70-80 ปี วิ่งราวกับคนหนุ่ม หรือแม้แต่เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ วิ่งในระยะมากกว่า 10 กิโลเมตร
มันทำให้ผมถามตัวเองเสมอว่า หากผมตัวแค่นี้ ผมมีพลังใจขนาดที่จะวิ่ง 10 กิโลเมตรเชียวหรือ หรือถ้าผม 70 ปี ผมยังจะวิ่งได้ไหม
ผมไม่มีคำตอบให้ตัวเองตอนนี้ แค่คิดว่า ถ้าวันนี้ยังเลือกที่จะวิ่งอยู่ อีก หลายสิบปีข้างหน้าก็คงจะวิ่งไหว
"ปั่น"
จักรยานครั้งแรกเมื่อประมาณ เดือน กรกฎาคม 2556 เพราะ หลังจากที่ผมวิ่งมาได้ 2-3 ปี บนหนทางนักวิ่ง มินิมาราธอน - ฮาล์ฟมาราธอน - และมาราธอน ก็เริ่มอยากลองอะไรที่มันท้าทายยิ่งขึ้น จากเสียงเพียงเสียงเดียวของคุณหมออายุ 70 ปี ที่บอกว่าเคยลงแข่ง ไตรกีฬา
ในตอนนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าคนอื่นทำได้ ผมก็น่าจะทำได้ ผมจึงค่อยๆทำความรู้จักมันมากยิ่งขึ้น ที่แท้มันคือการ ว่ายน้ำ - ปั่นจักรยาน และวิ่ง
ตอนนี้ผมมีแค่รองเท้าวิ่ง ยังต้องเติมชุดว่ายน้ำ และต้องหาจักรยานอีก
งบผมไม่ได้มีมากอะไรครับ
เริ่มมองหาจักรยานมือสองราคาไม่แพง ตั้งใจไว้ไม่เกิน 20,000 บาท ตระเวณตามหาไปเรื่อย จนบังเอิญมาเจอคันที่ถูกใจ
"จักรยาน"
ของผมมีแค่ล้อที่หมุนได้ กับเฟรมที่ยึดล้อทั้งสองไว้ด้วยกัน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันมีทั้งเฟรม คาร์บอน เฟรมอลูมิเนียม บลาๆ ความรู้ในเรื่องจักรยานผมน้อยมากๆ แต่สวนทางกัน
ความเชื่อมั่นในตัวจักรยานของผมสูง ว่ามันจะพาผมไปให้ถึงฝัน
ฝันผมในตอนนั้นยิ่งใหญ่มาก มันคือการปั่นให้ได้ในระยะ 40 กิโลเมตร (จากระยะการแข่งขัน ไตรกีฬา)
แน่นอนครับ ฝันของคนเรา เมื่อเราไปถึง มันก็จะไม่ใช่ฝันอีกต่อไป กลายเป็นเรื่องจริง และกล้าที่จะฝันให้ใหญ่ขึ้นอีก
ชมรม ต้นสนไบค์ มหาชัย ขยายฝันผมอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาอันสั้น
"จาก"
20 กิโลเมตรที่ปั่นได้ในครั้งแรก ก็กลายเป็น 40 กิโลเมตร เป็น 100 กิโลเมตร เป็น 200 และ 300 กิโลเมตร
เส้นทางราบ โต้ลม ทางเนิน ทางภูเขา ต้นสนลุยหมด ไม่เคยกลัว
จนความบ้าก็บังเกิด ครั้งก่อนจัดทริปปั่นจากมหาชัยไปชุมพร ระยะทาง 450 กิโลเมตร เป็นอะไรที่บ้ามากๆ ผู้ร่วมทางเกือบ 10 คัน จบทริปอย่างสมบูรณ์แค่ 3 คน
แน่นอนว่าผมไม่ได้เป็น1 ในคนที่จบทริปได้ครับ
ความทรมานนั้นยากที่จะลืม
ครั้งนี้ เป้าหมายใหม่ คือการปั่นไปเชียงใหม่ ด้วยระยะทางกว่า 750 กิโลเมตร
และยังมีเป้าหมายซ้อนอีกโดยการที่จะปั่นรวดเดียวโดยไม่มีการหยุดนอนพักเลย
หลังจากที่ถกเถียงกันอยู่สองสามวัน
ก็ได้ข้อสรุป แผนการปั่น แบบเกือบจะลงตัว
ที่ว่า จะพิชิต เชียงใหม่ ให้ได้ ภายใน 30 ชั่วโมง หากใครที่ไม่ไหวจริงๆ รถตู้ที่ตามมาทีหลังจะดักเก็บทีละคน
"มหาชัย"
เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ พวกเรามารวมตัวกันที่ร้านต้นสนไบค์ เพื่อตรวจสอบสภาพรถ และเตรียมใจก่อนจะออกเดินทาง
ความคิดผมในตอนนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่า หลังจากนี้ ผมต้องอยู่บนเบาะจักรยาน อีกมากกว่า 30 ชั่วโมง บนทางที่จะชันมากขึ้นเรื่อยๆ และต้องข้ามภูเขาในด่านสุดท้ายก่อนจะเข้าเมืองเชียงใหม่
บอกได้เลยครับ ว่า กลัวมาก ได้แต่ทำใจดีสู้เสือ ปั่นออกจากจุดเริ่มต้นไปอย่างใจเย็น
6 ชีวิต เคอาร์ซี มหาชัยAnan PassaKrit KritsadaNong HaHaAuza Tarmac และผม ออกจากร้านต้นสน ค่อยๆ Rolling เบา แวะรับ ผู้ร่วมทาง และคนที่จะไปส่ง จนครบที่ Mc กาญจนภิเษก ได้ผู้ร่วมทางมาอีก 3 คน Bon Ism
พวกเราปั่นบนเส้นทาง บางบัวทอง จะไปอยุธยา ดูจากวิธีการปั่นแล้ว ทุกคนเซฟแรงกันมาก ความเร็ว 30 ไม่เกิน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จุดพักที่แรกคือ บางปะอิน อยุธยา ทุกคนกินอาหารเติมพลัง
เจอกับคนที่นั่งพักริมทาง
น้องๆปั่นมาจากไหนกัน
ปั่นมาจากมหาชัยครับ
โอ้โห!!
แล้วจะไปไหนกันเนี่ย
พวกผมจะไปเชียงใหม่ครับ
โอ้โห!!!!!! ดังกว่าเดิม
ครับ ผมเองก็ยังไม่คิดหรอกว่าจะทำสำเร็จ
หลังจากตุนพลังงานกันอิ่มแล้วก็ลุยกันต่ออีก โดยตกลงกันว่าจะจอดแค่ ปั๊ม ปตท. ที่มี 7-11 เท่านั้น ถ้าเป็น Jiffy ไม่จอด ก็ตั้งเป้าเอาฮา พอเจอเข้าจริงๆก็ฮาไม่ออก เพราะ ช่วงผ่านอุทัยธานี ช่วง 80 กิโลเมตรไม่มีปั๊มให้แวะพักเลย น้ำในกระติกก็แห้งเหือด
จนน้องโอ ยอมถอนตัวเป็นคนแรก ไม่สามารถปั่นต่อได้ จากอาการปวดหัวเข่า ทุกคนที่เหลือต้องช่วยกันผลักหลัง ในระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร
จนมาถึงปั๊ม ปตท.ที่มี เซเว่น
เหตุการณ์อาหารพลังงานหมด ทำให้ทุกคนรีบเติมอาหารใส่ท้อง มีเพียงข้าวกล่องแช่แข็งที่จะช่วยประทังชีวิตได้
จาก 9 คนก็เหลือแค่ 8
ที่เหลือปั่นกันต่อเข้าจังหวัดนครสวรรค์ แวะถ่ายรูปกันที่สะพานเดชาฯ
ถึงจุดนี้ ก็เป็นจุดที่ หลายๆคนเคยมาถึง แต่1 เมตรจากนี้ไป มันจะไกลกว่าที่เคยมา
ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 270 กิโลเมตร
พวกเราสู้กันต่อ เพื่อเข้าสู่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นช่วงเวลา ตี5 นั่นหมายความว่า ตอนนี้ปั่นมาครบ 12 ชั่วโมงแล้ว
ร่างกายเริ่มตอบสนองความง่วงและความล้า
ตัวผมเองแทบจะหลับคาแฮนด์จักรยาน
ไม่รู้เลยว่า ปั๊มปตท. ที่มี 7-11 จะถึงในอีกกี่กิโลเมตร
บอยน้อยเองบอกว่าอีก 5 กิโลจากการค้นดูในเวป พอมาถึงเข้าจริง ปั๊มปิด เดือดร้อนกันเป็นแถว
สุดท้ายก็ยอมจอดที่ปั๊มแก๊สแห่งหนึ่ง แวะกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง
และนอนเกลือกกลิ้ง บริเวณหน้าปั๊ม
ปั่นออกมาอีกซักระยะก็ฟ้าสาง จึงแวะเข้าปั๊มปตท. เพื่อล้างตัว ซักเสื้อที่เหม็นเหงื่อสุดๆ และเปลี่ยนเข้าโหมดการปั่นกลางวัน( ใส่ปลอกแขนและเปลี่ยนแว่นกันแดด)
มาถึงจุดนี้ พี่บอลค้นพบวิธีการแก้ง่วง โดยหารู้เลยไม่ว่านั่นทำให้กล้ามเนื้อช้ำก่อนจะไปถึงเป้าหมาย ใส่ความเร็วที่ 45++
ยังไม่ทันพ้นจังหวัดกำแพงเพชร บอยน้อยก็สละยานอีกคน ได้ระยะทางรวมประมาณ 390 กิโลเมตร แวะรอที่ปั๊ม เอสโซ่ รอรถตู้มารับ โดยมีพี่เค เตรียมใจสละยานเพื่ออยู่ดูแลบอยน้อย
แต่สุดท้ายก็สู้ต่อปั่นตามออกมา
ตอนนี้เหลือ 7 คนที่ยังไปต่อได้
ทั้ง7คนที่เหลือออกเดินทางต่อ ตั้งเป้าหมายว่าจะไปกินข้าวกลางวันกันที่จังหวัดตาก
พี่บอล และพี่โหน่ง เพิ่มพลังกด แบบไม่รู้ว่าไล่ตามอะไร รีบไปจังเลย ระยะทางอีกยาวมากกว่าจะเจอปั๊มปตท. แถมเส้นทางก็เริ่มมีความชันเป็นเนินเล็กบ้าง
เผลอแว้บเดียวเห็นบอยน้อยดูดสิบล้ออย่างเมามันส์ ความเร็วประมาณ 50-60 ไหลยาวหายไปในขุนเขา คาดว่าน่าจะดูดยาวถึงลำปางเลย
และเมื่อจอดพักปั๊มปตท.ที่ ตาก รถตู้ก็ตามมาถึง
คนถัดมาที่สละยานก็คือพี่บอล จากการออกแรงกดอย่างบ้าคลั่ง ก็ได้ขึ้นไปนั่งสบายบนรถตู้ต่อ
ตอนนี้มี ทีมB มีร่วมทางเพิ่มอีก 2 คน
รวมแล้วมีทีม A เหลือ 6 คน และทีม B อีก 2
ลุยกันต่อ
เส้นทางจากตาก เข้าลำปางนั้นแสนโหดร้าย
ไร้จุดพัก ไม่มีปั๊มน้ำมัน ไม่มีร้านค้า มีเพียง ต้นไม้ และถนน
พวกเราแวะร้านข้าว เติมอาหารมื้อเย็นกัน ก่อนที่จะสู้ค่ำคืนทรหด
ตอนนี้ที่ระยะทาง 450 กิโลเมตร (สำหรับผมมันถือว่าผ่าน ทริปชุมพร ที่ผมไม่สามารถจบทริปได้แล้ว)
ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ คิดในใจว่าจะถอนตัว เพราะหลายคนก็สละยานเรียบร้อย
แต่อีกใจก็คิดว่า พยายามมาตั้ง 400 กว่าโลแล้ว ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ ครั้งหน้าก็ต้องเริ่มนับ 1 ใหม่
เลยกัดฟันสู้ต่ออีก 300 โลที่เหลือและเป็นทางภูเขาล้วนๆ
พี่บอยเป็นอีกคนที่ สละยาน ด้วยใจคิดว่าไม่อยากให้คนในทีมต้องห่วง
แต่ความคิดผมคิดอีกอย่าง ว่า ต่อให้ไปถึงเช้าเพียงลำพัง ผมก็จะไปต่อ จากนี้ไปผมจะไม่ยอมแพ้แล้ว
จนถึงตอนนี้เหลือทีม A ที่ปั่นจากมหาชัยแค่ 4 คน กับทีมB อีก 2
"ไป"
ให้ถึงฝัน นั่นคือสิ่งที่คิดอยู่อย่างเดียวในใจ ในตอนนี้ ทางก็ยิ่งชันมากขึ้นเรื่อยๆ
หัวลากเริ่มใส่ความโหด จากเดิมที่ลากบนทางราบแค่ 30-35 กลับกลายเป็นลากขึ้นเนินที่ความเร็ว 40-50 Km/hr หนทางยาวไกลเกินกว่าจะพกกระติกน้ำแค่ขวดเดียวจริงๆ
โชคดีที่รถตู้ ยังไม่ได้หนีไปไหน แวะเพื่อเติมน้ำให้ระหว่างทาง อีก2 ครั้ง
ทุกคนสามารถข้าม เถิน เข้าสู่ลำปาง แบบสภาพไร้เรี่ยวแรง
เป็นอีกครั้งที่ผมโหลดอาหารอย่างหนัก การเติมของหวาน และเกลือแร่ เข้าสู่ร่างกาย น่าจะเป็นวิธีเดียวที่ทำได้ในตอนนี้
เพราะร่างกายไม่รู้จะดึงพลังงานจากส่วนไหนออกมาแล้ว
จากลำปางกว่าจะถึงจุดหมายก็อีก 190 กิโล
ถ้าคิดแบบเร็วๆ มันแค่ระยะทางปั่นจากบ้านไปแค่ชะอำแล้วปั่นกลับแค่นั้นเอง
แต่งานนี้มันไม่แค่นั้น เพราะ ลากยาวมากกว่า 500 กิโลแล้ว
ตั้งสติอีกครั้ง และสู้ต่อ
ก่อนจะออกจากปั๊ม พี่ๆในทีม ถามด้วยความห่วงใย ว่าไหวหรือเปล่า ซึ่งนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ถาม
แต่คิดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะถาม เพราะถ้าจากนี้ไปไม่ไหว ก็ควรจะต้องขึ้นรถเซอวิสแล้ว
ความคิดในหัวผมที่แน่วแน่ ดังออกมาเป็นคำพูดว่า ต่อให้ไปถึงเชียงใหม่ตอนเช้า เพียงลำพัง ผมก็จะไปครับ
ทางข้างหน้าคือ ด่านขุนตาล เป็นเทือกเขาที่กั้นระหว่างลำปางกับลำพูน ทางนั้นไม่ชันมาก แต่ขึ้นตลอดทาง ผมเคยผ่านเส้นทางเขาใหญ่ด้วยตัวเองมาแล้ว ผมไม่กลัวทางชันครับ
แต่ด้วยแบตเตอรี่ของไฟหน้ารถจักรยาน ที่อ่อนกำลัง หลายคนเริ่มเปิดสลับปิด เพราะหวังจะข้ามเส้นทางนี้อย่างปลอดภัย
และด้วยพละกำลังขาที่ต่างกัน ผมเริ่มห่างจากกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด ที่ทุกคนรอ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าและพูดคุยกัน
มาถึงจุดนี้ไม่มีใครถอดใจแล้ว ทุกคนจะสู้
และเมื่อไหลลงจากด่านขุนตาล
กลุ่มก็ทิ้งห่างออกไป
ผมรู้ตัวดีครับ ว่า การอยู่เพื่อรอผมนั้น อาจทำให้เป้าหมายปั่นให้ถึงใน 30 ชั่วโมง ไม่บรรลุ
แต่แน่นอนว่า ผมไม่ได้ คาดหวังว่าจะต้องอยู่รอ เพราะการตัดสินใจมาครั้งใน ผมไม่ได้ถูกบังคับ
และด้วยความห่วงใยของทุกคนที่จะให้ขึ้นรถนั้นซาบซึ้งมากพอ
ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน ไหลลงจากด่านขุนตาลเข้าสู่จังหวัดลำพูน เหลือระยะทางแค่ไม่ถึง 50 กิโลเมตร
แต่น้ำในกระติกนั้นเหือดแห้งไม่เหลือซักหยด
ผมยังมีอีก 1 ชีวิต ของทีมB ที่ต้องพาเค้าไปให้ถึงที่หมาย คือพี่สุข
เข้าใจว่าพี่สุขล้ามาก ขับรถมาจากมหาชัย และต้องปั่นอีกตั้ง 300 กิโล
ผมบอกกับพี่สุขว่า ผมจะลากเบาๆยาวๆให้ แค่ 20-25
แต่แค่ความเร็ว 10 กว่าๆพี่สุขก็หลุดแล้ว
ผมไม่สามารถทิ้งพี่เค้าไว้ได้ ซึ่งผมตั้งใจว่า ช่วงเวลานี้ ผมน่าจะกำลังปั่นอยู่กับพี่บอยให้จบทริปแม้จะช้ากว่าเป้าหมายก็ช่าง
โชคดีที่ปั่นมาด่านตำรวจ ให้พี่สุขได้เติมกาแฟลงท้องจะได้มีแรงมากยิ่งขึ้น
และในที่สุดก็เจอ 7-11
เติมข้าวกันมื้อสุดท้ายก่อนจะปั่นอีก 40 โลที่เหลือ
"เชียงใหม่"
อีก 40 กิโลเมตร ผมดีใจมาก เพราะตอนนั้นเพิ่ง ตี2 ต่อให้ผมปั่นแค่ความเร็ว 20 ยังไงไม่เกิน ตี4 ผมก็ถึงเชียงใหม่แน่นอน
หลังจากเติมอาหารในเซเว่นแล้ว ผมก็ขึ้นลากไปแค่ความเร็ว 25-30
นับหลักกิโลไปเรื่อยๆ 39.......38......37.....36
แต่ละหลักกิโลช่างยาวนานเหลือเกิน คิดในใจว่าป่านนี้ทีมข้างหน้าคงถึงเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว
จนถึงตอนนี้ผมง่วงสุดขีด
คิดในใจว่า ถ้าเสียหลักลงข้างทางตอนนี้ คงจะได้หลับสบายไปยาวๆ กว่าจะตื่นอีกทีคงอีกวันไปเลย
อำเภอแรกที่ทำให้รู้ว่าเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่แล้วคือสารภี แต่ก็ต้องไปต่ออีก 20 กว่าโล ผมใจเย็นมาก และรู้ว่างานนี้สำเร็จแน่นอน ไม่น่าจะมีเซอไพรส์อะไรอีกแล้ว
ป้ายดอยสุเทพ 9 กิโล นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจที่กำลังหมดแรงพองโตอีกครั้ง
แม้ว่าจะสลบคาแฮนจักรยานไปแบบไม่รู้ตัว แม้แต่คนปั่นตามก็ไม่รู้ตัว
ผมปั่นเข้ามาจนถึงแยกนิมมานต์ แล้วเลี้ยวขวาไปทางดอยสุเทพ บรรยากาศ เมืองเงียบสงัด
ปั่นมาจนถึงตีนดอย เจอรถตู้เซอวิสที่พี่เคขับมาพอดี แล้วก็ปั่นตามไป สักการะ รูปปั้นครูบาศรีวิชัย
แค่เนินเล็กๆหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ผมก็ไม่มีแรงจะกดแล้ว
ต้องขึ้นโยกเพื่อส่งรถให้มีแรงขึ้นเนิน
ได้มาเจอกับทีมที่นำหน้ามาก่อน
น้ำตาแทบจะไหลเลยครับ
สิ่งที่ยังดังในหัวอยู่ตอนนี้คือ พี่โหน่งบอกว่า ไม่คิดว่าวุฒิจะปั่นจนจบ น่าจะขึ้นรถมา
ใช่ครับ ไม่ใช่แค่พี่คิด ผมเองก็คิดเหมือนกัน
และยิ่งคิดก็ยิ่งมีพลัง ว่าเราต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ต้องพิสูจน์ตัวเอง
จบแล้วครับ ความทรงจำ ของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่มีวันจะลบไปจากสมองได้เลย
บนเส้นทาง 750 กิโลเมตร ปั่นจักรยานรวดเดียวจบจาก มหาชัย ไป เชียงใหม่
ร่างกายที่ว่าแข็งแกร่งแล้ว จิตใจนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ขอบคุณที่ติดตามครับ
อันนี้เป็นรีวิวของนักปั่นท่านที่ยืนขวาสุดของรูปไม่ใช่ผมนะครับ เชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับใครหลายๆคนที่รักการปั่น และคิดว่าตัวเองทำไม่ได้
vvvvv

vvvvv
เด็กที่เป็นโรคหอบ ซึ่งไม่ยอมอ่อนแอ
"ผม"
เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ หรือมีพละกำลังมากมายแต่อย่างใด
แถมยังมีโรคภัยไข้เจ็บที่ได้มาตั้งแต่เกิด โดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ(หรือโรคหอบ)
ซึ่งมันทำให้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิต ผมถูกเลือกให้เป็นนักสู้
ที่ต้องสู้กับความอ่อนแอทางร่างกาย อาวุธที่ผมใช้มาตลอด คือ ยา ไม่ว่าจะเป็น ยาจีน ยาไทย ยาฝรั่ง การฝังเข็ม ฯลฯ และสิ่งเหล่านั้น มันแค่ซื้อเวลาชั่วคราว มีชีวิตรอดได้ไปวันๆ
ไม่ได้ทำให้ผมเป็นปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆทั่วไป ที่สามารถวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แต่กลับต้องนอนให้สายน้ำเกลืออยู่โรงพยาบาล เหมือนบ้านหลังที่สอง
เมื่อวันหนึ่งที่ผมเจอกับการออกกำลังกาย เหมือนเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ มันค่อยๆทำให้ชีวิตผมดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ จนผมแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่า การกินยานั้นจะกินไปเพื่ออะไร ในเมื่อเราไม่ต้องป่วยอีก
ผมรักการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายช่วยต่อชีวิตให้ผม มันทำให้ผมได้มีชีวิตปกติเหมือนคนอื่นๆ
หลายปีมานี้ผมเข้าโรงพยาบาล เพื่อไปเยี่ยมคนอื่นเท่านั้น มันไม่ใช่ที่ของผมอีกต่อไป
ผมรักการวิ่ง เพราะ เป็นสิ่งที่เรียบง่าย ทำคนเดียวก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ราคาก็แสนประหยัด
หลายๆคนบอกว่า เพียงคุณเดินได้ คุณก็วิ่งได้
พอมาอยู่ใกล้คนเก่งๆ ชมรมวิ่งเพื่อชีวิต สมุทรสาคร
อายุก็เป็นเพียงตัวเลข หลายครั้งที่ผมเจอคนอายุ 70-80 ปี วิ่งราวกับคนหนุ่ม หรือแม้แต่เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบ วิ่งในระยะมากกว่า 10 กิโลเมตร
มันทำให้ผมถามตัวเองเสมอว่า หากผมตัวแค่นี้ ผมมีพลังใจขนาดที่จะวิ่ง 10 กิโลเมตรเชียวหรือ หรือถ้าผม 70 ปี ผมยังจะวิ่งได้ไหม
ผมไม่มีคำตอบให้ตัวเองตอนนี้ แค่คิดว่า ถ้าวันนี้ยังเลือกที่จะวิ่งอยู่ อีก หลายสิบปีข้างหน้าก็คงจะวิ่งไหว
"ปั่น"
จักรยานครั้งแรกเมื่อประมาณ เดือน กรกฎาคม 2556 เพราะ หลังจากที่ผมวิ่งมาได้ 2-3 ปี บนหนทางนักวิ่ง มินิมาราธอน - ฮาล์ฟมาราธอน - และมาราธอน ก็เริ่มอยากลองอะไรที่มันท้าทายยิ่งขึ้น จากเสียงเพียงเสียงเดียวของคุณหมออายุ 70 ปี ที่บอกว่าเคยลงแข่ง ไตรกีฬา
ในตอนนั้น ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร แต่คิดอยู่อย่างเดียวว่า ถ้าคนอื่นทำได้ ผมก็น่าจะทำได้ ผมจึงค่อยๆทำความรู้จักมันมากยิ่งขึ้น ที่แท้มันคือการ ว่ายน้ำ - ปั่นจักรยาน และวิ่ง
ตอนนี้ผมมีแค่รองเท้าวิ่ง ยังต้องเติมชุดว่ายน้ำ และต้องหาจักรยานอีก
งบผมไม่ได้มีมากอะไรครับ
เริ่มมองหาจักรยานมือสองราคาไม่แพง ตั้งใจไว้ไม่เกิน 20,000 บาท ตระเวณตามหาไปเรื่อย จนบังเอิญมาเจอคันที่ถูกใจ
"จักรยาน"
ของผมมีแค่ล้อที่หมุนได้ กับเฟรมที่ยึดล้อทั้งสองไว้ด้วยกัน ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มันมีทั้งเฟรม คาร์บอน เฟรมอลูมิเนียม บลาๆ ความรู้ในเรื่องจักรยานผมน้อยมากๆ แต่สวนทางกัน
ความเชื่อมั่นในตัวจักรยานของผมสูง ว่ามันจะพาผมไปให้ถึงฝัน
ฝันผมในตอนนั้นยิ่งใหญ่มาก มันคือการปั่นให้ได้ในระยะ 40 กิโลเมตร (จากระยะการแข่งขัน ไตรกีฬา)
แน่นอนครับ ฝันของคนเรา เมื่อเราไปถึง มันก็จะไม่ใช่ฝันอีกต่อไป กลายเป็นเรื่องจริง และกล้าที่จะฝันให้ใหญ่ขึ้นอีก
ชมรม ต้นสนไบค์ มหาชัย ขยายฝันผมอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาอันสั้น
"จาก"
20 กิโลเมตรที่ปั่นได้ในครั้งแรก ก็กลายเป็น 40 กิโลเมตร เป็น 100 กิโลเมตร เป็น 200 และ 300 กิโลเมตร
เส้นทางราบ โต้ลม ทางเนิน ทางภูเขา ต้นสนลุยหมด ไม่เคยกลัว
จนความบ้าก็บังเกิด ครั้งก่อนจัดทริปปั่นจากมหาชัยไปชุมพร ระยะทาง 450 กิโลเมตร เป็นอะไรที่บ้ามากๆ ผู้ร่วมทางเกือบ 10 คัน จบทริปอย่างสมบูรณ์แค่ 3 คน
แน่นอนว่าผมไม่ได้เป็น1 ในคนที่จบทริปได้ครับ
ความทรมานนั้นยากที่จะลืม
ครั้งนี้ เป้าหมายใหม่ คือการปั่นไปเชียงใหม่ ด้วยระยะทางกว่า 750 กิโลเมตร
และยังมีเป้าหมายซ้อนอีกโดยการที่จะปั่นรวดเดียวโดยไม่มีการหยุดนอนพักเลย
หลังจากที่ถกเถียงกันอยู่สองสามวัน
ก็ได้ข้อสรุป แผนการปั่น แบบเกือบจะลงตัว
ที่ว่า จะพิชิต เชียงใหม่ ให้ได้ ภายใน 30 ชั่วโมง หากใครที่ไม่ไหวจริงๆ รถตู้ที่ตามมาทีหลังจะดักเก็บทีละคน
"มหาชัย"
เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ครั้งนี้ พวกเรามารวมตัวกันที่ร้านต้นสนไบค์ เพื่อตรวจสอบสภาพรถ และเตรียมใจก่อนจะออกเดินทาง
ความคิดผมในตอนนั้น คิดอยู่อย่างเดียวว่า หลังจากนี้ ผมต้องอยู่บนเบาะจักรยาน อีกมากกว่า 30 ชั่วโมง บนทางที่จะชันมากขึ้นเรื่อยๆ และต้องข้ามภูเขาในด่านสุดท้ายก่อนจะเข้าเมืองเชียงใหม่
บอกได้เลยครับ ว่า กลัวมาก ได้แต่ทำใจดีสู้เสือ ปั่นออกจากจุดเริ่มต้นไปอย่างใจเย็น
6 ชีวิต เคอาร์ซี มหาชัยAnan PassaKrit KritsadaNong HaHaAuza Tarmac และผม ออกจากร้านต้นสน ค่อยๆ Rolling เบา แวะรับ ผู้ร่วมทาง และคนที่จะไปส่ง จนครบที่ Mc กาญจนภิเษก ได้ผู้ร่วมทางมาอีก 3 คน Bon Ism
พวกเราปั่นบนเส้นทาง บางบัวทอง จะไปอยุธยา ดูจากวิธีการปั่นแล้ว ทุกคนเซฟแรงกันมาก ความเร็ว 30 ไม่เกิน 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จุดพักที่แรกคือ บางปะอิน อยุธยา ทุกคนกินอาหารเติมพลัง
เจอกับคนที่นั่งพักริมทาง
น้องๆปั่นมาจากไหนกัน
ปั่นมาจากมหาชัยครับ
โอ้โห!!
แล้วจะไปไหนกันเนี่ย
พวกผมจะไปเชียงใหม่ครับ
โอ้โห!!!!!! ดังกว่าเดิม
ครับ ผมเองก็ยังไม่คิดหรอกว่าจะทำสำเร็จ
หลังจากตุนพลังงานกันอิ่มแล้วก็ลุยกันต่ออีก โดยตกลงกันว่าจะจอดแค่ ปั๊ม ปตท. ที่มี 7-11 เท่านั้น ถ้าเป็น Jiffy ไม่จอด ก็ตั้งเป้าเอาฮา พอเจอเข้าจริงๆก็ฮาไม่ออก เพราะ ช่วงผ่านอุทัยธานี ช่วง 80 กิโลเมตรไม่มีปั๊มให้แวะพักเลย น้ำในกระติกก็แห้งเหือด
จนน้องโอ ยอมถอนตัวเป็นคนแรก ไม่สามารถปั่นต่อได้ จากอาการปวดหัวเข่า ทุกคนที่เหลือต้องช่วยกันผลักหลัง ในระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร
จนมาถึงปั๊ม ปตท.ที่มี เซเว่น
เหตุการณ์อาหารพลังงานหมด ทำให้ทุกคนรีบเติมอาหารใส่ท้อง มีเพียงข้าวกล่องแช่แข็งที่จะช่วยประทังชีวิตได้
จาก 9 คนก็เหลือแค่ 8
ที่เหลือปั่นกันต่อเข้าจังหวัดนครสวรรค์ แวะถ่ายรูปกันที่สะพานเดชาฯ
ถึงจุดนี้ ก็เป็นจุดที่ หลายๆคนเคยมาถึง แต่1 เมตรจากนี้ไป มันจะไกลกว่าที่เคยมา
ตอนนี้ผ่านไปแล้ว 270 กิโลเมตร
พวกเราสู้กันต่อ เพื่อเข้าสู่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นช่วงเวลา ตี5 นั่นหมายความว่า ตอนนี้ปั่นมาครบ 12 ชั่วโมงแล้ว
ร่างกายเริ่มตอบสนองความง่วงและความล้า
ตัวผมเองแทบจะหลับคาแฮนด์จักรยาน
ไม่รู้เลยว่า ปั๊มปตท. ที่มี 7-11 จะถึงในอีกกี่กิโลเมตร
บอยน้อยเองบอกว่าอีก 5 กิโลจากการค้นดูในเวป พอมาถึงเข้าจริง ปั๊มปิด เดือดร้อนกันเป็นแถว
สุดท้ายก็ยอมจอดที่ปั๊มแก๊สแห่งหนึ่ง แวะกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง
และนอนเกลือกกลิ้ง บริเวณหน้าปั๊ม
ปั่นออกมาอีกซักระยะก็ฟ้าสาง จึงแวะเข้าปั๊มปตท. เพื่อล้างตัว ซักเสื้อที่เหม็นเหงื่อสุดๆ และเปลี่ยนเข้าโหมดการปั่นกลางวัน( ใส่ปลอกแขนและเปลี่ยนแว่นกันแดด)
มาถึงจุดนี้ พี่บอลค้นพบวิธีการแก้ง่วง โดยหารู้เลยไม่ว่านั่นทำให้กล้ามเนื้อช้ำก่อนจะไปถึงเป้าหมาย ใส่ความเร็วที่ 45++
ยังไม่ทันพ้นจังหวัดกำแพงเพชร บอยน้อยก็สละยานอีกคน ได้ระยะทางรวมประมาณ 390 กิโลเมตร แวะรอที่ปั๊ม เอสโซ่ รอรถตู้มารับ โดยมีพี่เค เตรียมใจสละยานเพื่ออยู่ดูแลบอยน้อย
แต่สุดท้ายก็สู้ต่อปั่นตามออกมา
ตอนนี้เหลือ 7 คนที่ยังไปต่อได้
ทั้ง7คนที่เหลือออกเดินทางต่อ ตั้งเป้าหมายว่าจะไปกินข้าวกลางวันกันที่จังหวัดตาก
พี่บอล และพี่โหน่ง เพิ่มพลังกด แบบไม่รู้ว่าไล่ตามอะไร รีบไปจังเลย ระยะทางอีกยาวมากกว่าจะเจอปั๊มปตท. แถมเส้นทางก็เริ่มมีความชันเป็นเนินเล็กบ้าง
เผลอแว้บเดียวเห็นบอยน้อยดูดสิบล้ออย่างเมามันส์ ความเร็วประมาณ 50-60 ไหลยาวหายไปในขุนเขา คาดว่าน่าจะดูดยาวถึงลำปางเลย
และเมื่อจอดพักปั๊มปตท.ที่ ตาก รถตู้ก็ตามมาถึง
คนถัดมาที่สละยานก็คือพี่บอล จากการออกแรงกดอย่างบ้าคลั่ง ก็ได้ขึ้นไปนั่งสบายบนรถตู้ต่อ
ตอนนี้มี ทีมB มีร่วมทางเพิ่มอีก 2 คน
รวมแล้วมีทีม A เหลือ 6 คน และทีม B อีก 2
ลุยกันต่อ
เส้นทางจากตาก เข้าลำปางนั้นแสนโหดร้าย
ไร้จุดพัก ไม่มีปั๊มน้ำมัน ไม่มีร้านค้า มีเพียง ต้นไม้ และถนน
พวกเราแวะร้านข้าว เติมอาหารมื้อเย็นกัน ก่อนที่จะสู้ค่ำคืนทรหด
ตอนนี้ที่ระยะทาง 450 กิโลเมตร (สำหรับผมมันถือว่าผ่าน ทริปชุมพร ที่ผมไม่สามารถจบทริปได้แล้ว)
ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ที่ คิดในใจว่าจะถอนตัว เพราะหลายคนก็สละยานเรียบร้อย
แต่อีกใจก็คิดว่า พยายามมาตั้ง 400 กว่าโลแล้ว ถ้ายอมแพ้ตอนนี้ ครั้งหน้าก็ต้องเริ่มนับ 1 ใหม่
เลยกัดฟันสู้ต่ออีก 300 โลที่เหลือและเป็นทางภูเขาล้วนๆ
พี่บอยเป็นอีกคนที่ สละยาน ด้วยใจคิดว่าไม่อยากให้คนในทีมต้องห่วง
แต่ความคิดผมคิดอีกอย่าง ว่า ต่อให้ไปถึงเช้าเพียงลำพัง ผมก็จะไปต่อ จากนี้ไปผมจะไม่ยอมแพ้แล้ว
จนถึงตอนนี้เหลือทีม A ที่ปั่นจากมหาชัยแค่ 4 คน กับทีมB อีก 2
"ไป"
ให้ถึงฝัน นั่นคือสิ่งที่คิดอยู่อย่างเดียวในใจ ในตอนนี้ ทางก็ยิ่งชันมากขึ้นเรื่อยๆ
หัวลากเริ่มใส่ความโหด จากเดิมที่ลากบนทางราบแค่ 30-35 กลับกลายเป็นลากขึ้นเนินที่ความเร็ว 40-50 Km/hr หนทางยาวไกลเกินกว่าจะพกกระติกน้ำแค่ขวดเดียวจริงๆ
โชคดีที่รถตู้ ยังไม่ได้หนีไปไหน แวะเพื่อเติมน้ำให้ระหว่างทาง อีก2 ครั้ง
ทุกคนสามารถข้าม เถิน เข้าสู่ลำปาง แบบสภาพไร้เรี่ยวแรง
เป็นอีกครั้งที่ผมโหลดอาหารอย่างหนัก การเติมของหวาน และเกลือแร่ เข้าสู่ร่างกาย น่าจะเป็นวิธีเดียวที่ทำได้ในตอนนี้
เพราะร่างกายไม่รู้จะดึงพลังงานจากส่วนไหนออกมาแล้ว
จากลำปางกว่าจะถึงจุดหมายก็อีก 190 กิโล
ถ้าคิดแบบเร็วๆ มันแค่ระยะทางปั่นจากบ้านไปแค่ชะอำแล้วปั่นกลับแค่นั้นเอง
แต่งานนี้มันไม่แค่นั้น เพราะ ลากยาวมากกว่า 500 กิโลแล้ว
ตั้งสติอีกครั้ง และสู้ต่อ
ก่อนจะออกจากปั๊ม พี่ๆในทีม ถามด้วยความห่วงใย ว่าไหวหรือเปล่า ซึ่งนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ถาม
แต่คิดว่าน่าจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะถาม เพราะถ้าจากนี้ไปไม่ไหว ก็ควรจะต้องขึ้นรถเซอวิสแล้ว
ความคิดในหัวผมที่แน่วแน่ ดังออกมาเป็นคำพูดว่า ต่อให้ไปถึงเชียงใหม่ตอนเช้า เพียงลำพัง ผมก็จะไปครับ
ทางข้างหน้าคือ ด่านขุนตาล เป็นเทือกเขาที่กั้นระหว่างลำปางกับลำพูน ทางนั้นไม่ชันมาก แต่ขึ้นตลอดทาง ผมเคยผ่านเส้นทางเขาใหญ่ด้วยตัวเองมาแล้ว ผมไม่กลัวทางชันครับ
แต่ด้วยแบตเตอรี่ของไฟหน้ารถจักรยาน ที่อ่อนกำลัง หลายคนเริ่มเปิดสลับปิด เพราะหวังจะข้ามเส้นทางนี้อย่างปลอดภัย
และด้วยพละกำลังขาที่ต่างกัน ผมเริ่มห่างจากกลุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุด ที่ทุกคนรอ นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นหน้าและพูดคุยกัน
มาถึงจุดนี้ไม่มีใครถอดใจแล้ว ทุกคนจะสู้
และเมื่อไหลลงจากด่านขุนตาล
กลุ่มก็ทิ้งห่างออกไป
ผมรู้ตัวดีครับ ว่า การอยู่เพื่อรอผมนั้น อาจทำให้เป้าหมายปั่นให้ถึงใน 30 ชั่วโมง ไม่บรรลุ
แต่แน่นอนว่า ผมไม่ได้ คาดหวังว่าจะต้องอยู่รอ เพราะการตัดสินใจมาครั้งใน ผมไม่ได้ถูกบังคับ
และด้วยความห่วงใยของทุกคนที่จะให้ขึ้นรถนั้นซาบซึ้งมากพอ
ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน ไหลลงจากด่านขุนตาลเข้าสู่จังหวัดลำพูน เหลือระยะทางแค่ไม่ถึง 50 กิโลเมตร
แต่น้ำในกระติกนั้นเหือดแห้งไม่เหลือซักหยด
ผมยังมีอีก 1 ชีวิต ของทีมB ที่ต้องพาเค้าไปให้ถึงที่หมาย คือพี่สุข
เข้าใจว่าพี่สุขล้ามาก ขับรถมาจากมหาชัย และต้องปั่นอีกตั้ง 300 กิโล
ผมบอกกับพี่สุขว่า ผมจะลากเบาๆยาวๆให้ แค่ 20-25
แต่แค่ความเร็ว 10 กว่าๆพี่สุขก็หลุดแล้ว
ผมไม่สามารถทิ้งพี่เค้าไว้ได้ ซึ่งผมตั้งใจว่า ช่วงเวลานี้ ผมน่าจะกำลังปั่นอยู่กับพี่บอยให้จบทริปแม้จะช้ากว่าเป้าหมายก็ช่าง
โชคดีที่ปั่นมาด่านตำรวจ ให้พี่สุขได้เติมกาแฟลงท้องจะได้มีแรงมากยิ่งขึ้น
และในที่สุดก็เจอ 7-11
เติมข้าวกันมื้อสุดท้ายก่อนจะปั่นอีก 40 โลที่เหลือ
"เชียงใหม่"
อีก 40 กิโลเมตร ผมดีใจมาก เพราะตอนนั้นเพิ่ง ตี2 ต่อให้ผมปั่นแค่ความเร็ว 20 ยังไงไม่เกิน ตี4 ผมก็ถึงเชียงใหม่แน่นอน
หลังจากเติมอาหารในเซเว่นแล้ว ผมก็ขึ้นลากไปแค่ความเร็ว 25-30
นับหลักกิโลไปเรื่อยๆ 39.......38......37.....36
แต่ละหลักกิโลช่างยาวนานเหลือเกิน คิดในใจว่าป่านนี้ทีมข้างหน้าคงถึงเชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว
จนถึงตอนนี้ผมง่วงสุดขีด
คิดในใจว่า ถ้าเสียหลักลงข้างทางตอนนี้ คงจะได้หลับสบายไปยาวๆ กว่าจะตื่นอีกทีคงอีกวันไปเลย
อำเภอแรกที่ทำให้รู้ว่าเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่แล้วคือสารภี แต่ก็ต้องไปต่ออีก 20 กว่าโล ผมใจเย็นมาก และรู้ว่างานนี้สำเร็จแน่นอน ไม่น่าจะมีเซอไพรส์อะไรอีกแล้ว
ป้ายดอยสุเทพ 9 กิโล นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้หัวใจที่กำลังหมดแรงพองโตอีกครั้ง
แม้ว่าจะสลบคาแฮนจักรยานไปแบบไม่รู้ตัว แม้แต่คนปั่นตามก็ไม่รู้ตัว
ผมปั่นเข้ามาจนถึงแยกนิมมานต์ แล้วเลี้ยวขวาไปทางดอยสุเทพ บรรยากาศ เมืองเงียบสงัด
ปั่นมาจนถึงตีนดอย เจอรถตู้เซอวิสที่พี่เคขับมาพอดี แล้วก็ปั่นตามไป สักการะ รูปปั้นครูบาศรีวิชัย
แค่เนินเล็กๆหน้าสวนสัตว์เชียงใหม่ ผมก็ไม่มีแรงจะกดแล้ว
ต้องขึ้นโยกเพื่อส่งรถให้มีแรงขึ้นเนิน
ได้มาเจอกับทีมที่นำหน้ามาก่อน
น้ำตาแทบจะไหลเลยครับ
สิ่งที่ยังดังในหัวอยู่ตอนนี้คือ พี่โหน่งบอกว่า ไม่คิดว่าวุฒิจะปั่นจนจบ น่าจะขึ้นรถมา
ใช่ครับ ไม่ใช่แค่พี่คิด ผมเองก็คิดเหมือนกัน
และยิ่งคิดก็ยิ่งมีพลัง ว่าเราต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ ต้องพิสูจน์ตัวเอง
จบแล้วครับ ความทรงจำ ของเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่มีวันจะลบไปจากสมองได้เลย
บนเส้นทาง 750 กิโลเมตร ปั่นจักรยานรวดเดียวจบจาก มหาชัย ไป เชียงใหม่
ร่างกายที่ว่าแข็งแกร่งแล้ว จิตใจนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า
ขอบคุณที่ติดตามครับ
แก้ไขล่าสุดโดย BONism เมื่อ 15 ส.ค. 2014, 21:26, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
"ปั่นตามความรู้สึก และจิกหัวตัวเองไปข้างหน้า"
- BONism
- สมาชิก
- โพสต์: 85
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ส.ค. 2011, 22:57
- Tel: 0851720249
- team: อิสระ
- Bike: รถถัง
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ รีวิวผิดพลาดประการใดต้องขออภัยด้วย เพราะทีแรกไม่ได้กะว่าจะมารีวิว และเป็นการรีวิครั้งแรกของผมครับ
ขอบคุณคร้าบบบบบบ
ขอบคุณคร้าบบบบบบ
"ปั่นตามความรู้สึก และจิกหัวตัวเองไปข้างหน้า"
- moodybike
- ขาประจำ
- โพสต์: 572
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2011, 18:19
- Tel: 086-52555-40
- team: Thonburi Cycling Speed (TCS)
- Bike: Specialized
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
ยอมเยี่ยม ทุกท่าน วันหลังมีทริปแบบนี้อีก ไม่ต้องชวนเหมือนเดิมนะฮะ

TCS https://www.facebook.com/groups/TCS.CYCLINGCLUB/
" การแข่งไม่ใช่ว่าเราจะต้องชนะเสมอไป น้ำใจมารยาทสำคัญที่สุด "(พี่โหน่ง)
" การแข่งไม่ใช่ว่าเราจะต้องชนะเสมอไป น้ำใจมารยาทสำคัญที่สุด "(พี่โหน่ง)
- doraenong
- ขาประจำ
- โพสต์: 847
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2009, 18:10
- Tel: 084-0774432
- GT ดำ
- ขาประจำ
- โพสต์: 180
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2010, 13:39
- Tel: 0872991990
- team: อิสระ
- Bike: GIANT XTC
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
สุดยอด เกินคำบรรยายครับ ทั้งการปั่น และการนำเสนอ ไม่รู้ว่าจะเรียกพวกคุณว่าอะไรดี เกินคำบรรยายจริงๆครับ
- boy13439
- สมาชิก
- โพสต์: 2
- ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2014, 01:45
- Tel: 0840031984
- team: ต้นสนไบค์ TSB
- Bike: CARBONG
- ตำแหน่ง: 19/33 ม.4 ต.คอกกระบือ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร 74000
- ติดต่อ:
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
เฮ้ย มือๆๆ
- ไฟล์แนบ
-
- 140815024128.jpg (124.22 KiB) เข้าดูแล้ว 293 ครั้ง
-
suk
- ขาประจำ
- โพสต์: 860
- ลงทะเบียนเมื่อ: 21 เม.ย. 2010, 21:36
- Bike: S-works TT,Trek, FUJI SLM1.0
- ตำแหน่ง: เอกชัย บางขุนเที่ยน กทม
- ติดต่อ:
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
น้องpod จริง.....moodybike เขียน:ยอมเยี่ยม ทุกท่าน วันหลังมีทริปแบบนี้อีก ไม่ต้องชวนเหมือนเดิมนะฮะ![]()
เฮียว่า ยิงไปนอนรอทีเชียงใหม่ ระดับPod ขั้นเทพอยู่แล้ว
- pmr2009
- ขาประจำ
- โพสต์: 214
- ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 23:40
- Tel: 000-000-0000
- team: Free Man Bike
- Bike: LA, Merida, DAHON, TREK, GIANT
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
สุดยอดกันทุกคน
จัดเป็นประเพณี ไปเลยดีไหม จะได้เหมือน ประเพณีกรุงเทพฯ หัวหิน ประมาณนี้
จัดเป็นประเพณี ไปเลยดีไหม จะได้เหมือน ประเพณีกรุงเทพฯ หัวหิน ประมาณนี้
- nang01
- ขาประจำ
- โพสต์: 171
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ค. 2012, 15:06
- Tel: 085-8125216
- team: บั่นแถว โล 10 สัตหีบ
- Bike: scott โครโม , Surly( LHT), รถพับ
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
สุดยอด

******** ปั่นให้ไกล ตามใจให้ถึง *********
******** สบายๆ Small Bus Shop ***********
******** http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=825 ********
******** สบายๆ Small Bus Shop ***********
******** http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=825 ********
-
เส้นทาง
- สมาชิก
- โพสต์: 10
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 มิ.ย. 2014, 13:20
- ติดต่อ:
- tomy171
- สมาชิก
- โพสต์: 64
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ม.ค. 2013, 11:38
- Tel: -
- team: - ปั่นเดียวแถวลาดกระบัง หนอกจอก สุวรรณภูมิ
- Bike: - ridley fenix c 2014
Re: "กรุงเทพ-เชียงใหม่ 700+ km. ปั่นรวดเดียวจบ งดนอน ตั้งเป้า 30 ชั่วโมง ต้องจบ" โดย TSB ต้นสนไบค์มหาชัย
เช้า - สาย, บ่าย - นอน