@@ ฅนเสรีไท @@ ปั้นแบบเสรีชน เราคือฅนเสรีไท ชอบ ปั่นน้อยแต่คุยมาก

กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: ผู้ดูแลบอร์ดชมรมย่อย

กฏการใช้บอร์ด
กระดานนี้จะรวมกระทู้กลุ่มย่อยต่างๆ ใครไร้สังกัดหรือกลุ่มตั้งใหม่ สามารถตั้งกระทู้คุยได้ที่ห้องนี้ครับ
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

สมศักดิ์ เสรีไท เขียน:...อ้าวว..มีคนประท้วง..ท้วงเรื่องอาไรครับ

...คือเห็นบอกว่ามีสมาชิกหนีเที่ยว2คน...แต่เห็นในภาพมีเพียง1คน...อยากรู้ว่าสมาชิกอีกคนคือใครครับ..

...ใจเยนน..เยนน..ครับเดี๋ยวจะบอกแน่นอน..ขอแสดงภาพต่อนะครับ

...เออ..

...ประท้วงท่านประธานพูดไม่สุภาพครับ
ไม่ทราบหายไปไหยคนนึงหรือกลัวกล้องกันแน่
เลยไม่มีหลักฐานมาให้ดู
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ไปคารวะเทพแห่งการเดินเรือ(ซำปอกง)แล้ว ขอฝากประวัติเทพไว้ด้วย
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

สุดยอดอาหารต้านความชรา(ฝากแก่ สว ฅนเสรีไทครับ)• มะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ มีสารที่เรียกว่า "ไลโคพีน" ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม
• มันเทศ ฟักทอง และแครอต รับประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบ "ต้า-แคโรทีน" จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้
• บูลเบอร์รี่ และองุ่นม่วง มีสาร "แอนโธไซยานิน" ช่วยกระตุ้นความจำ และการรับรู้
• บล็อกโคลี่ มีสาร "ซัลโฟราเฟน" ช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะบล็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน จะมีคุณค่าทางโภชนาการมาก เหมาะแก่การนำมารับประทาน
• ผักโขม และผักใบเขียว ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์
• แอปเปิ้ล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย สาวๆคนไหนที่ ยี้ เปลือกแอปเปิ้ลอยู่ละก็ หันมากินแอปเปิ้ลทั้งเปลือกกันได้แล้วนะค่ะ
• ชาเขียว เช่นเดียวกับชาดำ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
• ขิง ขมิ้น และเครื่องเทศ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ถ้าไม่อยากความจำเสื่อม ก็หันมารับประทานสมุนไพรพวกนี่ได้นะค่ะ
• ช็อกโกแลต โกโก้ ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL และลดความเสี่ยงจากเลือดจับตัวเป็นก้อน กินช็อกโกแลตก็ไม่ได้สิวขึ้นเสมอไปนะ
• ไข่ ลืมข้อเสียเรื่องคอเลสเตอรอลที่เคยเชื่อกันมานานนมไปได้เลย เพราะไข่มีครบทั้ง "เกลือแร่ วิตามิน โปรตีน" ไข่แดงยังอุดมไปด้วยคาโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

เจิ้งเหอ เจียนห้อ แต้ฮั้ว และ ๖๐๐ ปี ซำปอกง
เรื่องโดย ศรัณย์ ทองปาน
นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 252 เดือนกุมภาพันธ์ 2549 ปีที่ 21
http://www.sarakadee.com/modules.php?na ... &artid=496

และแล้ว
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ชื่อจีนๆ ฟังแปลกๆ อย่าง "เจิ้งเหอ" ก็กลายเป็น "ทอล์กออฟเดอะทาวน์" ใน กรุงเทพฯ ไปจนได้ ตามแผงหนังสือก็มีพ็อกเกตบุ๊กภาษาไทยที่เกี่ยวเนื่องกับชื่อนี้วางขายอยู่ หลายเล่ม บทความเกี่ยวกับเขาทยอยปรากฏขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน ส่วนในเคเบิลทีวีก็มีสารคดีเรื่องนี้ฉาย แม้กระทั่งในแวดวงวิชาการ รายการสนทนา อภิปราย และสัมมนา ว่าด้วย "เจิ้งเหอ" มีผลัดเปลี่ยนจัดกันหลายรอบหลายเจ้าภาพ ตั้งแต่วงเล็กผู้ฟังไม่กี่สิบ ไปจนถึงรายการช้างที่มีผู้เข้าร่วมนับพัน
สาวออฟฟิศนางหนึ่งแห่งมหานครบางกอก ใช้นามแฝงว่า "ข้าวเหนียวหน้ากลอย" บันทึกไว้ในไดอารีออนไลน์ที่เว็บไซต์ http://www.bloggang.com ว่า
ช่วงนี้เรากำลังบ้าเรื่องเจิ้งเหออย่างแรง สืบเนื่องมาจากได้ดู Discovery จริงๆ ก่อนหน้านั้นเคยได้ยินคร่าวๆ มาก่อน แล้วมาได้ดูอีก ก็เลยไปซื้อหนังสือมาอ่าน สนุกดีนะ ถ้าเรื่องของเจิ้งเหอเป็นเรื่องจริง เราต้องแก้ประวัติศาสตร์มั้ย
เจิ้งเหอเป็นใคร ?
ชื่อ "เจิ้งเหอ" ที่ ว่านี้ เป็นการออกเสียงในภาษาจีนกลาง ซึ่งก็ยังมีวิธีสะกดด้วยตัวอักษรโรมันอีกอย่างน้อย ๒ แบบ คือถ้าใช้ตามระบบฝรั่งรุ่นเก่า ที่เรียกว่า ระบบเวด-ไจลส์ (Wade-Giles) ตามชื่อผู้คิดค้น จะสะกดเป็น Cheng Ho (ซึ่งทำให้คนไทยที่อ่านชื่อนี้จากเอกสารฝรั่งพลอยเรียกเป็น "เช็งโฮ" ไปด้วย) ส่วนในระบบของทางการจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบัน คือ ระบบพินอิน (pinyin) จะใช้เป็น Zheng He
เจิ้งเห อเกิดเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๑๔ ที่ตำบลคุนหยาง (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลยูนนานของจีน) ครอบครัวของเขาเป็นชาวหุย นับถือศาสนาอิสลาม ใช้แซ่หม่า
ใน ระหว่างที่กองทัพราชวงศ์หมิงบุกถล่มยูนนาน ฐานที่มั่นของชาวมุสลิม พันธมิตรสำคัญของพวกมองโกล เด็กชายหม่าเหอถูกจับเป็นเชลยและถูกตอนเมื่ออายุ ๑๒ จากนั้นจึงถูกส่งเข้าไปรับใช้ในวังของจู่ตี้ องค์ชายสี่ในพระจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิง
หลาย ปีต่อมา จู่ตี้ก่อสงครามแย่งชิงราชสมบัติจากพระจักรพรรดิองค์ที่ ๒ ซึ่งเป็นหลานชายได้สำเร็จ ขึ้นครองบัลลังก์มังกร ณ กรุงนานกิง ในนามพระจักรพรรดิหย่งเล่อ จักรพรรดิองค์ที่ ๓ ของราชวงศ์ หม่าเหอซึ่งเป็นขันทีที่รับใช้ใกล้ชิด ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ก็ได้รับตำแหน่งเป็นขันทีผู้ใหญ่ ทั้งยังได้รับพระราชทานแซ่เจิ้ง กลายเป็นขันทีเจิ้งเหอ
ในปีที่ ๓ ของรัชสมัยหย่งเล่อ เจิ้งเหอได้รับเทวโองการจากพระจักรพรรดิให้เป็นผู้บัญชาการกองเรือออกไป "เกลี้ยกล่อม" หรือแผ่พระบรมเดชานุภาพยังบ้านเมืองต่างๆ ขณะเดียวกัน หลายคนก็เชื่อว่า "วาระซ่อนเร้น" ประการ หนึ่งของพระจักรพรรดิ ก็คือประสงค์จะให้เจิ้งเหอสืบข่าวพระจักรพรรดิองค์ก่อนซึ่งหายสาบสูญไปเมื่อ กองทัพขององค์ชายสี่เข้าเมืองนานกิงได้ เล่าลือกันว่าทรงปลอมพระองค์เป็นภิกษุหนีออกจากราชธานีไปแฝงกายอยู่ในดินแดน อุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๑๙๔๘ นายพลเจิ้งเหอ ขุนนางกรมขันทีของราชสำนักจีน เริ่มออกเดินทางไป "ทะเลตะวันตก" เป็น เที่ยวแรก เขาเดินเรือเลาะเลียบชายฝั่งจีนลงไปสู่อาณาจักร จามปา (ตอนกลางของเวียดนาม) เกาะชวา เกาะสุมาตรา (ในอินโดนีเซีย) มะละกา (ทางฝั่งตะวันตกของแหลมมลายู) ตัดข้ามมหาสมุทรอินเดียมุ่งหน้าไปยังเกาะลังกา แล้วอ้อมไปทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอินเดีย จนถึงปลายทางคือเมือง กาลิกัต (Calicut)
ตาม หลักฐานที่หลงเหลืออยู่ ในระหว่างการเดินทาง ๗ หรือ ๘ ครั้งของเจิ้งเหอ กองเรือของเขาได้แวะเยือนแว่นแคว้นมากมาย ตั้งแต่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สยาม มะละกา กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์) ไต้หวัน เกาะสุมาตรา ชวา ลังกา อินเดีย เปอร์เซีย และบ้านเมืองรอบอ่าวเปอร์เซีย อาระเบีย และทะเลแดง แอฟริกาฝั่งตะวันออก จนถึงช่องแคบโมซัมบิก
และ ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็ถือเป็นวาระครบรอบ ๖๐๐ ปีแห่งการเดินทางครั้งแรกของกระบวนเรือภายใต้การบังคับบัญชาของเจิ้งเหอ แต่เรื่องขันทีจีนสมัย ๖๐๐ ปีก่อนอาจดูเหมือนจะมีความหมายน้อยเต็มทีในโลกปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่ทำให้เจิ้งเหอกลายเป็นที่รู้จักหรือเป็นที่สนใจกันไปทั่วโลก กลับเป็นหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยนายกาวิน เมนซีส์ (Gavin Menzies) อดีตนายทหารเรือผู้บังคับการเรือดำน้ำของราชนาวีอังกฤษ
ผู้การเมนซีส์เริ่มสนใจเรื่องเจิ้งเหอ เมื่อเขาพบแผนที่บางฉบับซึ่งเชื่อว่ามีอายุเก่าแก่ก่อนหน้าการ "ค้นพบ" ทวีปอเมริกาของ โคลัมบัส ทว่ากลับระบุตำแหน่งของโลกใหม่แห่งนั้นที่ชาวยุโรปไม่เคยรู้จักเอาไว้ด้วย โจทย์ของเขาก็คือ ใคร? หรือกองเรือของชาติใด? ในโลกยุค ๖๐๐ ปีก่อน ที่จะหาญกล้าสามารถรอนแรมข้ามมหาสมุทรไปท่องโลกได้ หลังจากใช้เวลาศึกษาอยู่ ๑๔ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เมนซีส์ก็ประกาศทฤษฎีของเขาออกมาเป็นหนังสือเล่มหนาชื่อว่า 1421 The Year China Discovered the World (ค.ศ. ๑๔๒๑ ปีที่จีนค้นพบโลก)
ข้อ เสนอของเขาก็คือ เรือลึกลับนั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือกองเรือจีนภายใต้การบังคับบัญชาของเจิ้งเหอ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๔๒๑ (พ.ศ. ๑๙๖๔) หรือก่อนหน้า คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ถึง ๗๑ ปี (โคลัมบัส "ค้นพบ" ทวีปอเมริกาในปี ค.ศ. ๑๔๙๒ หรือ พ.ศ. ๒๐๓๕)
ยิ่งไปกว่านั้น ในการเดินทางเที่ยวนั้น กองเรือจีนได้แล่นใบเลยต่อจากแอฟริกา ตั้งเข็มตะวันตกไปจน "ค้นพบ" ทวีปอเมริกา แล้วจากนั้นอ้อมเคปฮอร์น แหลมปลายสุดทวีปอเมริกาใต้ ตัดผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกใต้จนไป "ค้นพบ" ทวีป ออสเตรเลียก่อนหน้ากัปตันคุกอีก ๓๕๐ ปี แล้วย้อนกลับไปเมืองจีนอีกครั้งหนึ่ง--ถือเป็นการเดินทางรอบโลกครั้งแรกใน ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ซึ่งเกิดขึ้นถึง ๑๑๔ ปีก่อนหน้า เฟอร์ดินานด์ แม็กเจลแลน!

มิหนำซ้ำ เมนซีส์ยังเชื่อว่า บรรดาฝรั่งนามอุโฆษเหล่านั้นมิได้เดินเรือไปด้วยมือที่ว่างเปล่า หากแต่ทุกคนล้วนมี "แผนที่" ติดมือไปด้วย พวกเขารู้ดีว่ากำลังจะไปไหน และแน่นอน-แผนที่เหล่านั้นล้วนมีต้นฉบับแรกเดียวกัน คือแผนที่จากการสำรวจของเจิ้งเหอ
ไม่ ต้องสงสัยเลยว่าทฤษฎีของเมนซีส์สร้างความแตกตื่นได้ไม่น้อยในโลกตะวันตก โดยเฉพาะเมื่อมีการนำไปผลิตเป็นภาพยนตร์สารคดี ฉายในเคเบิลทีวีช่อง Discovery Channel (อย่างที่คุณข้าวเหนียวหน้ากลอยรำพึงไว้) มีทั้งผู้ที่คล้อยตามและฝ่ายที่คัดค้าน นักประวัติศาสตร์หลายคนแสดงทัศนะอย่างเปิดเผยว่า "เทพนิยาย" ของ เมนซีส์ไร้สาระเกินกว่าจะไปเสียเวลาวิจารณ์ ทางฝ่ายผู้การเมนซีส์เองก็เปิดเว็บไซต์ขึ้นเพื่อโปรโมตหนังสือและเพิ่มเติม ข้อมูลสนับสนุนข้อเสนอของเขาด้วย ใช้โดเมนเนมว่า http://www.1421.tv
สำหรับ ฝ่ายจีนนั้น แน่นอนอยู่แล้วว่าย่อมต้องยินดีปรีดาที่มีคนมายกย่อง มีการแปลหนังสือของเมนซีส์ออกเป็นภาษาจีน ยิ่งไปกว่านั้น ทฤษฎีของเมนซีส์ยังกลายเป็นที่ยอมรับของทางการจีนด้วย
ใน เดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ ระหว่างการเดินทางเยือนออสเตรเลีย ประธานาธิบดีหูจิ่นเทาของจีนได้กล่าวปราศรัยที่รัฐสภากรุงแคนเบอร์ราตอน หนึ่ง เท้าความว่า สายสัมพันธ์ระหว่างออสเตรเลียกับจีนนั้นมีมายาวนานในประวัติศาสตร์ นับแต่กองเรือสำรวจของจีนสมัยหมิงได้ค้นพบออสเตรเลียมาตั้งแต่เมื่อเกือบ ๖๐๐ ปีมาแล้ว ซึ่งก็คือประเด็นที่หยิบยกมาจากหนังสือ 1421 นั่นเอง
ว่าเฉพาะในเมืองไทยบ้าง กระแส "เจิ้งเหอ" ก็นับได้ว่า "พัดแรง" มา ตั้งแต่ราวกลางปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ต่อเนื่องมาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อเขียนหรือบทแปลว่าด้วยเรื่องของเจิ้งเหอทยอยตีพิมพ์ออกมาให้อ่านตามหน้า หนังสือพิมพ์และนิตยสาร โดยเฉพาะหนังสือ ๒ เล่มของคุณปริวัฒน์ จันทร คือ เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง" (มติ ชน พิมพ์ครั้งแรก ก.ย. ๒๕๔๖) และ ๖๐๐ ปี สมุทรยาตราเจิ้งเหอ (มติชน พิมพ์ครั้งแรก ก.พ. ๒๕๔๘) กลายเป็นหนังสือขายดีอย่างยิ่ง พิมพ์ซ้ำหลายครั้ง และได้รับรางวัลหนังสือสารคดีในระดับชาติ ทั้งยังส่งผลให้มีการสนทนา เสวนา และสัมมนา ว่าด้วยเรื่องเจิ้งเหอขึ้นในเมืองไทยอีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในรอบปีที่ผ่านมา
แต่จะว่าความรับรู้เกี่ยวกับเจิ้งเหอเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยหรือสังคมไทย ก็คงพูดได้ลำบาก
ไฟล์แนบ
Zheng he.jpg
Zheng he.jpg (8.86 KiB) เข้าดูแล้ว 89 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย บังดล คนเสรีไท เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 21:49, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ต่อตอน 2 นะครับ
หอพระสมุดวชิรญาณ พระนคร พ.ศ. ๒๔๕๒
พระ เจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ) เจ้าพนักงานหอพระสมุดวชิรญาณ ได้รับมอบหมายให้คัดเลือกข้อความในจดหมายเหตุจีนที่เกี่ยวข้องกับสยาม (เสี้ยมหลอก๊ก) แปลออกมาเป็นภาษาไทย แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๕ หนังสือเรื่องนั้น ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงได้พิมพ์เป็นรูปเล่มครั้งแรกในงานศพพระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี (คอซิมบี๋ ณ ระนอง) ใช้ชื่อว่า จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน และหลังจากนั้นก็ยังมีการพิมพ์ซ้ำต่อมาอีกหลายครั้ง รวมกับเรื่องอื่นๆ ในฐานะ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕
ความตอนหนึ่งในหนังสือนั้น เล่าว่า
"จง กวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเจียนห้อ ซึ่งพระเจ้าเสงโจ๊วฮ่องเต้ให้เป็นราชทูตไปเกลี้ยกล่อมนานาประเทศ (เมื่อจงกวางเจียนห้อเป็นราชทูตไปนานาประเทศนั้น ได้คุมพลทหารสองหมื่นเจ็ดพันแปดร้อยยกไปทางเรือ ลงเรือที่อ่าวทะเลหน้าเมืองฝกเกียน จำนวนเรือสำเภาหกสิบสองลำ ออกเรือเมื่อแผ่นดินอย้งลักปีที่ ๓ อิดอี๊วลักหง้วย (ตรง ณ เดือน ๘ ปีระกา พ.ศ. ๑๙๔๙) มีในพงศาวดารวงศ์เหม็งตอนประวัติขุนนาง) ได้ไปถึงเสี้ยมหลอก๊กเมื่อเก้าหง้วย (ตรง ณ เดือน ๑๑ ปีชวด) เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางไมตรีและรับผิด การที่ทำครั้งก่อน"
พระ เจนจีนอักษรท่านเป็นคนจีนฮกเกี้ยน (ปัจจุบันเรียกว่ามณฑลฝูเจี้ยน) การออกเสียงคำจีนจึงเป็นสำเนียงฮกเกี้ยน เจียนห้อของท่านก็ตรงกับสำเนียงจีนกลางว่าเจิ้งเหอนั่นเอง
ที่ จริง ดินแดนต่างๆ ที่เจิ้งเหอเดินทางไปนั้นมิได้เป็นดินแดนใหม่สำหรับคนจีน พ่อค้าชาวจีนเดินเรือค้าขายอยู่ทั่วไปทั้งในเขตทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวเบงกอล เรื่อยไปจนถึงฝั่งตะวันออกของทวีปแอฟริกามาเป็นร้อยปีก่อนหน้ายุคของเจิ้งเห อแล้ว หากแต่สิ่งที่ต่างออกไปจากการเดินเรือค้าขายของพ่อค้าก็คือ กองเรือของเจิ้งเหอเป็นกองเรือหลวงที่ส่งไปโดยทางรัฐบาล และที่สำคัญก็คือมีขนาดใหญ่มหึมา
ในหนังสือ จดหมายเหตุฯ นี้ กล่าวว่าเรือสำเภาของเจียนห้อมี ๖๒ ลำ พร้อมด้วยพลทหารอีก ๒๗,๘๐๐ คน หากแต่ในเอกสารที่อ้างอิงกันแพร่หลายในสมัยปัจจุบันนี้ แม้จะระบุจำนวนลูกเรือใกล้เคียงกัน แต่จะให้ตัวเลขขนาดและจำนวนเรือที่ทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่า
รือที่เป็นเรือธงหรือเรือบัญชาการนั้น ภาษาจีนเรียกว่า "เป่าฉวน" แปลงเป็นไทยปนแขกคงได้ประมาณ "สำเภาแก้ว" หรือ "รัตนนาวา" เป็น เรือใบลำใหญ่มี ๙ เสากระโดง ขนาดของเรือตามที่ระบุในจดหมายเหตุเก่าเป็นมาตราจีนโบราณ ซึ่งผู้ศึกษาหรือนักค้นคว้าแต่ละท่านต่างก็มีสูตรคำนวณออกเป็นมาตราเมตริก ของตัวเอง จึงได้ผลเป็นตัวเลขหลายชุดต่างๆ กันไป หากแต่กล่าวโดยรวมก็คือ เรือบัญชาการของเจิ้งเหอนั้นเป็นเรือใบขนาดยักษ์ที่มีดาดฟ้าเรือใหญ่สูสีกับ สนามฟุตบอล!
เรือ ธงของกองเรือมีระวางบรรทุกด้วยสารพัดของดีของงามของเมืองจีน ทั้งผ้าไหม เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องกระเบื้องดินเผา เครื่องเหล็ก ภาชนะทองแดง ร่มกระดาษ ฯลฯ ส่วนนี้ใช้สำหรับเป็นบรรณาการแก่เจ้าผู้ครองอาณาจักรที่ยอมสวามิภักดิ์เป็น ไมตรี
นอก จากนั้นก็ยังมีเรือบรรทุกเครื่องอะไหล่ เรือขนเสบียง เรือปลูกผัก เรือบรรทุกทหาร เรือรบ เรือเร็วตรวจการณ์ และเรือบรรทุกน้ำจืด รวมแล้วในการเดินทางครั้งหนึ่งๆ จะมีเรือในกระบวนราว ๓๐๐ ลำ
ใน จำนวนคนหลายหมื่นบนเรือนั้น นอกจากกะลาสีลูกเรือที่ทำหน้าที่ในการเดินเรือและกองทหารที่ติดตามไปคุ้มกัน อารักขาแล้ว ยังมีตั้งแต่อาลักษณ์ผู้จดปูมการเดินทาง แพทย์ พ่อครัว นักดาราศาสตร์ นักพฤกษศาสตร์ ช่างสารพัดหมู่ ผู้สอนศาสนาอิสลาม ภิกษุในพุทธศาสนา ล่ามและเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการทูตเพื่อใช้ในการติดต่อกับแว่นแคว้นต่างๆ ที่เดินทางไปเยือน
รวมถึงนางบำเรอสำหรับให้บริการแก่ลูกเรือกลัดมัน!
กอง เรือของเจิ้งเหอจึงนับได้ว่าเป็นกองเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น มีผู้ประมาณการไว้ว่า ใหญ่กว่ากองทัพเรือของทั้งทวีปยุโรปในสมัยนั้นรวมกันเสียอีก และกว่าที่สถิตินี้จะถูกลบไปได้ ก็คืออีก ๕๐๐ ปีถัดมาในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๑-หรือเมื่อ ๙๐ ปีมานี้นี่เอง
น่า ประหลาดที่เรื่องราวการเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาของกองเรือขนาดมหึมาเช่น นี้ไม่มีปรากฏในพงศาวดารหรือเอกสารประวัติศาสตร์ของไทยเลย เมื่อผมยกประเด็นนี้ขึ้นมาเรียนถาม ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์ผู้มีความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์อยุธยาอันดับต้นๆ ของประเทศ อาจารย์ชาญวิทย์ตอบว่า
"ทำไมไม่มีหลักฐานเรื่องนี้ในเอกสารไทย ? เรื่อง นี้เราอ่อนมากๆ ในการเก็บหลักฐาน แล้วก็ชอบไปโทษว่าพม่าเผา... วิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาใหม่มาก และเป็นวิชาที่อ่อนแอ ถูกดูถูกเหยียดหยามด้วยซ้ำไป ผู้นำก็ไม่สนใจ กระทรวงศึกษาฯ ก็ไม่สน วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นวิชาที่อ่อนแอในชาติที่ชอบอ้างอิงอดีตอย่างเมือง ไทย... เรื่องเจิ้งเหอที่เรารู้ก็รู้จากเอกสารจีนและฝรั่ง เราไม่ได้รู้จากเอกสารไทย
"เรื่อง เจิ้งเหอเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ก็จริง แต่ผมว่าคนอุษาคเนย์สนใจประวัติศาสตร์ในรูปตำนาน มันถูกจดจำในฐานะที่เป็นตำนานมากกว่า"
ถึงจะไม่มีเรื่องของเจิ้งเหออยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์ไทย หากแต่ "ความทรงจำ" เรื่องนี้อาจตกค้างหรือถูกเก็บรักษาไว้ในรูปแบบอื่นอย่างที่อาจารย์ชาญวิทย์ว่าไว้ก็ได้
รอบอ่าวไทย แถบเพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม มีตำนานพื้นบ้านโบราณเรื่อง "มหาเภตรา" เล่าว่า "แต่ เมื่อครั้งดึกดำบรรพ์โพ้น...ยังมีมหาเภตราสำเภาใหญ่มหึมาลำหนึ่ง ว่าเปนเทพย์นิมิตร...ได้ท่องเที่ยวอยู่กลางทะเล กว้างยาวใหญ่แต่ละด้านนับด้วยโยชน์ๆ เป็นประมาณ ในลำเภตรานั้นมีบ้านเรือนเรือกสวนไร่นาแบ่งไว้เปนแพนกๆ มีสิงสาราสัตว์เนื้อนกต่างๆ เล่ากันว่าลำเภตรานั้นลอยอยู่ในทะเลปรากฏราวกับว่าบ้านเรือนที่ตั้งอยู่บน พื้นดินฉะนั้น สินค้าในลำสำเภานั้นมีสารพัดทุกอย่าง"
มหา เภตราที่กล่าวถึงนี้-ฟังดูก็คล้ายๆ กับมหาเภตราของเจิ้งเหออยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ขนาด อาหาร และสินค้าบนเรือ นิทานเรื่องนี้จะเล่าต่อไปว่า ต่อมามหาเภตรานั้นแล่นไปชนภูเขาจนรั่วชำรุด แต่ก่อนจะอับปางได้เกิดเหตุการณ์อื่นๆ เช่น แล่นชนภูเขาต่างๆ สมอหลุดลงน้ำ ข้าวของหกเรี่ยรายไปตามทาง กลายเป็นที่มาของชื่อสถานที่ในย่านนั้น
ข้อ สำคัญที่ทำให้มหาเภตราต่างไปจากเรือของโนอาห์ในพระคัมภีร์เก่าก็คือ เรือลำนี้เป็นเรือจีน ชาวบ้านแถบเขาย้อย เพชรบุรี จะเล่าว่า บนเขาลูกหนึ่งมีก้อนหินที่เป็นลูกเรือจีนซึ่งรอดชีวิตมาหลังเรือจม ไปนั่งตะโกนร้องตามหาผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ อยู่ กลายเป็นเขาจีนกู่ หรือบางคนก็ว่า ที่จริงแล้วเขานี้ชื่อเขาจีนกู้ คือลูกเรือจีนพยายามกู้เรือที่จม แต่ไม่สำเร็จต่างหาก
ทว่านิทานเรื่องนี้จะเป็นร่องรอยของเจิ้งเหอหรือไม่ ย่อมไม่มีใครยืนยันได้
กรุงศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๑๘๖
ในจดหมายเหตุจีนนั้น ส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึงกษัตริย์สยาม ก็จะเรียกรวมๆ ว่า "เสี้ยมหลอก๊กอ๋อง" โดย มิได้ระบุพระนาม เมื่อมีการพิมพ์หนังสือ จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน ครั้งที่ ๒ ในงานศพพระยารณไชยชาญยุทธ (สุข โชติกะเสถียร) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาให้เป็นพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์และ โบราณคดีไทย จึงทรงแทรกการเทียบรัชกาลกษัตริย์ไทยว่าเรื่องที่กล่าวถึงนั้นตรงกับรัชสมัย ใด และความบางตอนที่ทรงเห็นว่าน่าจะต้องอธิบายขยายความก็มีการเพิ่มเติม เชิงอรรถลงไปด้วย
เรื่อง การเดินทางเข้ามายังเสี้ยมหลอก๊กของเจียนห้อจึงถูกจัดไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระ นครอินทราธิราช (พระนครินทราธิราช) นอกจากนั้นแล้ว ชื่อของเจียนห้อยังมาปรากฏในปี พ.ศ. ๒๑๘๖ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอีกครั้งหนึ่ง
"แผ่น ดินจงเชงปีที่ ๑๖ กุ่ยบี้ (ตรงปีมะแม จุลศักราช ๑๐๐๕ พ.ศ. ๒๑๘๖) ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี แต่ในเสี้ยมหลอก๊กนั้น ชาวประเทศสร้างศาลซำป๊อ ทำรูปจงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อเจียนห้อไว้สักการบูชา"
ถึงตรงนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้หมายเหตุไว้ว่า การสร้างศาลทำรูปเจียนห้อ (หรือเจิ้งเหอ) ไว้บูชาในเมืองไทยนั้น "น่าจะเป็นศาลเจ้าจีนอะไรแห่ง ๑ ดูไม่มีเค้าเงื่อนอย่างอื่น"
สรุป ก็คือ ในทัศนะของสมเด็จฯ ศาลเจิ้งเหอนั้นคงเป็นศาลเจ้าธรรมดาๆ ซึ่งอยู่ที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้ รวมทั้งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสอบสวนค้นหาด้วยซ้ำ
ทว่า หลายคนเชื่อว่า "ศาลซำป๊อ" นั้นคือสิ่งเดียวกับที่คนจีนในเมืองไทยเรียกว่า "ซำปอกง"
ไฟล์แนบ
ภาพวาดเจิ้งเหอ.jpg
ภาพวาดเจิ้งเหอ.jpg (45.71 KiB) เข้าดูแล้ว 89 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย บังดล คนเสรีไท เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 22:36, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ตอน 3 ครับ
วัดพนัญเชิงวรวิหาร พระนครศรีอยุธยา พ.ศ. ๒๕๔๘
"พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อซำปอกง)" ปรากฏ เป็นตัวอักษรสีทองโดดเด่นอยู่กลางป้ายผ้าสีแดงปักลายมงคลจีนที่แขวนอยู่ เหนือประตูทางเข้าวิหารหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิง ริมแม่น้ำเจ้าพระยานอกเกาะเมืองอยุธยา
ไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ วัดพนัญเชิงก็จะมีรถราแล่นเข้าออก ผู้คนเดินกันขวักไขว่อยู่ตั้งแต่เช้าจรดเย็น
ที่นี่ถูกบรรจุเป็นโปรแกรมหลักรายการหนึ่งที่จะขาดเสียไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนทุกคณะที่แวะมาเยือนอยุธยา
ผมเห็นนักท่องเที่ยวหลายคนถึงกับชะงักเมื่อเดินเข้าไปถึงหน้าประตู
มอง ผ่านกรอบประตูด้านหน้าพระวิหารเข้าไป อย่างแรกที่สายตาจะรู้สึกได้ก่อนคือรัศมีสีทองอร่าม องค์พระนั้นใหญ่เสียจนคับวิหาร พระเศียรมหึมาสูงแทบชนเพดาน ส่วนพระชานุ (เข่า) ของท่านก็แทบจะชนกับผนังด้านข้าง ลายมือรุ่นเก่าบนแผ่นไม้ในวิหารให้รายละเอียดไว้ว่า พระพุทธไตรรัตนนายกมีความสูงตั้งแต่พระรัตนบัลลังก์ (ฐาน) ถึงพระเมาลี (รัศมีเหนือพระเศียร) ถึง ๑๙.๒๐ เมตร และมีขนาดพระเพลา (หน้าตัก) กว้าง ๑๔.๒๐ เมตร
อีกพระนามหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หลวงพ่อโต" นั้น ไม่มีข้อกังขาใดๆ
แต่ผู้คนที่เข้ามาวัดพนัญเชิงมากกว่ามากนั้นมิได้มา "ท่องเที่ยว" หากแต่พวกเขามาไหว้พระ
เสียง จ้อกแจ้กของผู้คน เสียงฆ้อง กลอง ระฆัง ผสมกับเสียงเพลงสวดมนต์จีนจากซีดี วนเวียนอยู่ในกลิ่นธูปคลุ้งตลบ เป็นบรรยากาศแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั้งวันตลอดเวลา
ผมลองเดินดูในบริเวณวัดพนัญเชิงแล้ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยอะไรของเจิ้งเหอ
หรือผมอาจต้องพึ่งบารมีของหลวงพ่อ !
ผู้ ศรัทธาล้วนเชื่อว่า ไม่ว่าจะปรารถนาสิ่งใด สิริมงคล บุญกุศล โชคลาภ ความสำเร็จ องค์หลวงพ่อซำปอกงก็จะสามารถดลบันดาลให้เป็นไปตามความประสงค์ได้
ที่ดูเหมือนจะใกล้เคียงที่สุดกับสิ่งที่ผมมองหามีเพียงบางตอนในแผ่นป้ายหินอ่อนที่ซุ้มหน้าทางเข้าวิหาร "ศาสนิกชาวจีน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับถือ "หลวงพ่อโต" เป็น "ซำปอฮุดกง" เจ้าผู้คุ้มครองคนเดินด้วยเรือสำเภา"

ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
ริม แม่น้ำเจ้าพระยาสายเดียวกับที่ไหลผ่านวิหารหลวงพ่อโต วัดพนัญเชิงนั้นเอง ทว่าห่างลงไปทางใต้อีกราว ๘๐ กิโลเมตร จากถนนใหญ่ ผมเดินเข้าซอยไปทางด้านริมแม่น้ำ หลบหลีกบรรดารถเข็นผัก จักรยาน มอเตอร์ไซค์ ปิกอัป และรถบรรทุกหกล้อ ที่วิ่งเข้าออกตลอดเวลาในตลาดปากคลอง
คุณ นพพร เหมวรรณวดีกุล สหายเก่าของผมเป็นหนุ่มใหญ่ร่างเล็ก ผิวขาว ร้านคูหาเดียวของเขาเต็มไปด้วยเข่งหอมกระเทียม ม้วนเชือก สีสเปรย์ และถุงสารพัดขนาด ในด้านหนึ่ง เขาเรียนและรู้ภาษาจีน ทั้งยังสนใจบรรดาเรื่องจีนๆ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขาจบการศึกษาด้านโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแถวท่าช้างวังหลวงด้วยคะแนนเกียรติ นิยมอันดับ ๑ หากแต่เลือกที่จะใช้ชีวิตสืบต่อกิจการการค้าของครอบครัว ดังนั้น ผมจึงคิดว่าคุณนพพรน่าจะช่วยผมตามหาเจิ้งเหอได้
แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง
เมื่อถามว่ารู้จักเจิ้งเหอไหม ? เขาอธิบายว่า
"ชื่อ เจิ้งเหอเป็นภาษาจีนกลาง ถ้าคนเคยเรียนโรงเรียนจีนสมัยก่อนก็จะรู้จัก เพราะมีในตำรากล่าวถึงว่าเป็นบุคคลสำคัญ มีฉายาว่า ซันเป่า เป็นขันทีของพระเจ้าหมิงเฉิงโจ๊ว เอากองทัพเรือมาสำรวจทั่วเอเชีย เลยไปถึงอาหรับ ถึงแอฟริกา"
อ้าว แล้วถ้าคนที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนจีนล่ะ ? ผมสงสัย
"ถ้า ไปถามคนแต้จิ๋วทั่วไปว่ารู้จักเจิ้งเหอไหม...เขาไม่รู้จักหรอก เขารู้จักกันแต่ว่าแต้ฮั้วๆ คนจีนเล่ากันมาว่าแต้ฮั้วมาจากเมืองจีน เป็นบรรพบุรุษคนจีน นำคนจีนเข้ามาเป็นระลอกใหญ่"
แล้วชื่อซำปอกงล่ะ มาจากไหน ?
"เขา ชื่อแต้ฮั้วก็จริง แต่คนจีน ถ้าเคารพนับถือกันเขาไม่นิยมเรียกชื่อจริงอยู่แล้ว นิยมเรียกสมญานามมากกว่า จีนกลางเขาเรียกซันเป่า แต้จิ๋วเรียกว่าซำป้อ แล้วเติม "กง" ที่แปลว่าบรรพบุรุษหรือญาติผู้ใหญ่เข้าไป เป็น "ซำปอกง" แล้วก็มีตำนานเล่ามาว่าเขาเป็นคนสร้างซำปอกงที่อยุธยา คือหลวงพ่อโตที่วัดพนัญเชิง เขาเป็นคนสร้างถึงใช้ชื่อว่าซำปอกง
"ที่ จริง คนจีนในเมืองไทยอย่างคนรุ่นเตี่ยผม ก็เข้ามาระยะหลังๆ ไม่ได้มารุ่นนั้นอยู่แล้ว แต่เมื่อคนจีนเข้ามา เขาก็นิยมมากราบไหว้กัน ถือว่าเป็นบรรพบุรุษคนจีน ซำปอกงเดิมก็คือที่วัดพนัญเชิง อยุธยา ที่กรุงเทพฯ ก็มีซำปอกงที่วัดกัลยาณ์ (วัดกัลยาณมิตร ฝั่งธนบุรี) ตรุษจีนเขาก็ไปไหว้กัน
"สมัย ก่อนที่บ้าน เวลาตรุษจีนก็เอาส้มใส่ถาด ไปลงเรือท่าปากคลองตลาด ข้ามฟากไปไหว้ที่วัดกัลยาณ์ เพราะใกล้บ้าน คนจีนเขาถือว่า ไหว้ที่ไหนก็เหมือนกัน ไปนำเอาสิริมงคลเข้าบ้านมาเหมือนกัน"
ทว่า เรื่องนี้คุณสันต์ สุวรรณประทีป หรือที่รู้จักกันดีในนามปากกา "ภาษิต จิตรภาษา" นักเขียนเรื่องราวว่าด้วยภาษาในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม มายาวนานเกือบ ๓๐ ปี เคยแย้งไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ว่า
"สาเหตุ ที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกงที่วัดกัลยาณ์นั้นเป็นเพราะความเข้าใจ ผิดแท้ๆ กล่าวคือชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งเมื่อได้มานมัสการหลวงพ่อโตที่ วัดกัลยาณ์แล้วเกิดความเลื่อมใส ก็อยากจะยึดไว้เป็นที่บูชาสำหรับพวกตน ก็เลยเขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า "ซำปอฮุดกง" ซึ่งแปลว่าพระเจ้าสามพระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกงอ่านเห็นเป็น "ซำปอกง" ก็คิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง ก็เลยมาเซ่นไหว้ซำปอกงกันเรื่อยมา"
ยี่สิบกว่าปีผ่านไปแล้ว คุณลุงสันต์ก็ยังยืนยันข้อค้านของท่านมาตามสายโทรศัพท์
"เรื่อง นี้เกิดจากความเข้าใจผิด... คนจีนส่วนมากไม่รู้ภาษาจีน เห็นเขาเรียกก็เรียกตาม ที่วัดกัลยาณ์ฯ มีป้ายอยู่ คนที่ไม่รู้ภาษาจีนจริงๆ ไปอ่าน "ซำปอฮุดกง" ปาก คนเรียก คำว่า ฮุด ก็หายไป กลายเป็นซำป้อ มันเลยกลายเป็นหมายถึงขันทีแต้ฮั้ว ต่อมาคำว่าซำปอกงเลยกลายเป็นหมายถึงพระใหญ่ ที่ไหนก็มีพระโตละก็ เรียกซำปอกงทั้งนั้น
"เรื่องนี้ความมันเลื่อน เป็นเรื่องทางนิรุกติศาสตร์" คุณสันต์สำทับ
สาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ. ๒๐๐๕
ด้วย ความเอื้อเฟื้อของ ๒ มูลนิธิ และ ๑ บริษัท คือ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กับบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด คณะสื่อมวลชนทั้งจากหนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสาร และโทรทัศน์-รวมถึงผมในฐานะตัวแทนของนิตยสาร สารคดี จึงมีโอกาสเดินทางไป "ตามรอย" บางส่วนของเจิ้งเหอที่ประเทศจีนในรายการทัศนศึกษา "๓๐ ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน และ ๖๐๐ ปี ซำปอกง/เจิ้งเหอ กับ อยุธยาและอุษาคเนย์" อีกหนึ่งรายการใน "กระแสเจิ้งเหอ"
ช่วง ที่คณะของเราไปถึงคือต้นเดือนตุลาคม การเฉลิมฉลอง ๖๐๐ ปีแห่งการเดินทางของเจิ้งเหออย่างเป็นทางการล่วงเลยมาแล้วตั้งแต่เดือน กรกฎาคม หากแต่เราก็ยังได้มีโอกาสชมนิทรรศการพิเศษเรื่องเจิ้งเหอที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติของจีน ข้างจัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง (ไกด์จีนมาสารภาพภายหลังว่า นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้าพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น และพวกเราคือกรุ๊ปทัวร์ไทยคณะแรกในรอบหลายปี-ที่เข้าไปชมพิพิธภัณฑ์-แต่นั่น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคงต้องไว้พูดถึงในโอกาสอื่น)
หลังอาหารค่ำ เมื่อกลับถึงโรงแรม เปิดโทรทัศน์ดู ก็ยังพบว่าสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ CCTV ของ จีนก็ยังคงวนฉายสารคดีเรื่องเจิ้งเหอที่ทางฝ่ายจีนผลิตออกมาเป็นตอนๆ และหนังสือ 1421 ของผู้การเมนซีส์ ฉบับภาษาจีน มีวางขายให้เห็นอยู่หลายแห่งในปักกิ่ง
ยิ่ง เมื่อมาถึงนานกิง (หรือหนานจิง) อดีตราชธานีของราชวงศ์หมิง เจิ้งเหอก็ดูจะปรากฏตัวอยู่ทั่วไป พื้นที่ที่เคยเป็นอู่ต่อเรือหลวงสำหรับใช้ในการเดินทางของเขา ได้รับการพัฒนาขึ้นระหว่างช่วงปีที่ผ่านมาให้กลายเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้ สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ จำลองประตูน้ำของอู่ รวมถึงมีอนุสาวรีย์เจิ้งเหอยืนจังก้าแบบสังคมนิยมที่ริมแม่น้ำ ส่วนตามริมถนนก็เห็นมีบิลบอร์ดขนาดใหญ่แสดงภาพเจิ้งเหอในท่าเดียวกันนั้น
และ จากข้อมูลที่ผมค้นพบเมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ดูเหมือนจะยังมีอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานของเขาอยู่อีกหลายแห่งในเมืองนาน กิงที่พวกเราไม่มีเวลาไปเยือน
วาระ ครบรอบ ๖๐๐ ปีของการเดินทางเที่ยวแรกของเจิ้งเหอนี้ มิได้เป็นการเฉลิมฉลองเฉพาะในประเทศจีนเท่านั้น แม้จนใกล้ๆ บ้านเรา เขาก็ถือเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ มีการออกแสตมป์ชุดพิเศษเป็นที่ระลึกในโอกาสนี้ด้วย เพราะคนจีนโพ้นทะเลจำนวนมากนับถือเจิ้งเหออย่างยิ่ง เช่นเดียวกันกับที่คนเชื้อสายจีนในเมืองไทยนับถือเขาในนามของ "ซำปอกง"
โดยเฉพาะทางสิงคโปร์นั้น มีการจัดเทศกาลเจิ้งเหอ ที่มีทั้งการแสดง งานออกร้าน และนิทรรศการเรื่อง "1421" ซึ่งเชิญผู้การกาวิน เมนซีส์ มาร่วมงานด้วย
ส่วน ในเมืองจีนก็แน่นอนอยู่แล้ว การไปรษณีย์ทั้งของจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ล้วนแต่ออกแสตมป์ชุด ๖๐๐ ปีเจิ้งเหอ ของตัวเองแยกต่างหากจากกัน
ใน กรณีของแสตมป์จีน ออกมาเป็นชุด ๓ ดวง ราคาดวงละ ๘๐ เฟิน (คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๔ บาทกว่า) วันแรกจำหน่าย คือ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๕ ประกอบด้วยภาพของเจิ้งเหอ (Portrait of Zheng He) ภาพสัมพันธไมตรีฉันเพื่อนบ้าน (Good-Neighborly Relations) และภาพการเดินเรือเพื่อวิทยาการ (Scientific Navigation)
ถัด มาไม่กี่วัน ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๒๐๐๕ ระหว่างการเฉลิมฉลองอย่างเป็นทางการ วิทยุปักกิ่งภาคภาษาไทย อันเป็นสื่อของทางการจีนที่ส่งกระจายเสียงมาจากกรุงปักกิ่ง ก็ "ส่งสาร" เดียวกันนั้นมาว่า
"เมื่อ ต้นศตวรรษที่ ๑๕ จีนย่างเข้าสมัยที่การเดินเรือรุ่งโรจน์ที่สุดในประวัติศาสตร์ เจิ้งเหอ (ซัม เปากง) โดยสารเรือ เป่าฉวน (เรือมหาสมบัติ) เรือลำใหญ่ที่สุดในโลกสมัยนั้น นำกองเรือขนาดใหญ่เดินเรือไปยังน่านน้ำมหาสมุทรฝ่ายตะวันตก การเดินเรืออันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ทำให้จีนกับบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้สร้างความสัมพันธ์ทางการ เมือง การต่างประเทศ และการค้าที่ใกล้ชิด การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่าง ๒ ฝ่ายได้ดำเนินอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน"
ความ หมายทางการเมืองของเจิ้งเหอสำหรับโลกปัจจุบัน หรือ ๖๐๐ ปีให้หลัง ในกรณีของจีนนั้น เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการนิยามอดีตที่อิงอยู่กับปัจจุบัน
ในด้านหนึ่ง สำหรับคนจีน นี่คือการประกาศก้องว่า "เราทำได้" และ "เคยทำมาแล้ว" นัก สำรวจชาวจีนในอดีตมีฐานะสำคัญสูงส่งในประวัติศาสตร์โลก (รวมทั้งอาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลก เขี่ยเหล่านักสำรวจคนสำคัญๆ ตกกระป๋องหมดด้วย-ถ้าเชื่อทฤษฎีของเมนซีส์)
แต่ อีกด้านหนึ่ง สัญญาณที่จีนเจตนาส่งไปยังประชาคมโลกก็คือ เจิ้งเหอเป็นทูตสันถวไมตรี เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างจีนกับนานาประเทศ แม้กองเรือจีนเคยเป็นเจ้าสมุทรในเขตทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียมาแล้ว หากแต่จีนก็เป็น "ยักษ์ใหญ่ใจดี" ผู้ ไม่เคยคิดจะรุกรานหรือยึดครองใคร ประเด็นนี้มีนัยแฝงว่าแม้ในวันนี้ จีนกำลังจะหวนกลับมาเป็นมหาอำนาจทางทะเลอีกครั้งหนึ่ง ทว่า แสนยานุภาพทางทะเลทั้งหลายก็มีไว้เพื่อป้องกันตนเองเป็นสำคัญ เฉกเช่นเดียวกับเจิ้งเหอเคยกระทำมาเมื่อ ๖๐๐ ปีก่อน
แต่สำหรับอีกหลายประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกาและอินเดีย ภัยคุกคามจากจีน (China Threat) ได้ กลายเป็นประเด็นร้อนเรื่องใหม่แทนที่สหภาพโซเวียตที่ล่มสลายไปแล้ว ขณะเดียวกัน การเสริมสร้างกำลังทางทะเลของจีนก็เป็นเรื่องที่ชวนให้จับตามองเป็นอย่าง ยิ่ง นาวิกานุภาพของจีนขยับขึ้นเป็นอันดับ ๓ ของโลก รองจากสหรัฐฯ และรัสเซีย ภายในอีก ๕ ปีข้างหน้า กองทัพปลดแอกประชาชนจีนจะมีทั้งเรือพิฆาตรุ่นใหม่ล่าสุดที่สั่งต่อจา กรัสเซีย เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธข้ามทวีป และเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรก
ขณะเดียวกัน จีนอาศัยจังหวะที่โลกตะวันตกโดดเดี่ยวพม่า สร้างความสัมพันธ์แนบแน่นกับรัฐบาลเผด็จการทหารตั้งแต่ยุค SLORC จนถึงสมัยของ SPDC จน ทำให้เรือรบจีนสามารถอาศัยพม่าเป็นทั้งสถานีเติมเชื้อเพลิง ซ่อมบำรุง และฐานปฏิบัติการด้านข่าวกรองในเขตมหาสมุทรอินเดียได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากเมื่อ ๖๐๐ ปีที่แล้ว มะละกาเคยเป็นฐานที่มั่นของกองเรือเจิ้งเหอในภูมิภาคนี้มาก่อน
ไฟล์แนบ
Zheng He - zheng he sam po kong  temple semarang.jpg
Zheng He - zheng he sam po kong temple semarang.jpg (45.04 KiB) เข้าดูแล้ว 89 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย บังดล คนเสรีไท เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 22:30, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ตอนที่ 4 นะ
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
ดร. ธิดา สาระยา เกษียณอายุราชการจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาได้ ๒-๓ ปีแล้ว หากแต่ก็ยังมิได้ละทิ้งวงวิชาการ นอกเหนือจากการเป็นที่ปรึกษาของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ อาจารย์ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการค้นคว้า โดยงานประวัติศาสตร์เล่มล่าสุดที่กำลังทุ่มเทเวลาเขียนอยู่ก็คือเรื่องว่า ด้วยรัฐศรีวิชัย ดังนั้น ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องรัฐและการค้าทางทะเลยุคโบราณในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ แน่นอนว่าเรื่องเจิ้งเหอก็ต้องอยู่ในความสนใจของ ดร. ธิดาด้วย
"อาจารย์คิดว่าเจิ้งเหอมีความสำคัญอย่างไรกับประวัติศาสตร์ไทยครับ?" ผมเปิดประเด็น
"ไม่มีค่ะ" อาจารย์ธิดาฟันธงฉับ
"แต่ ถ้าถามว่าเจิ้งเหอสำคัญ ตรงไหน ในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือมีความสำคัญตรงที่ทำให้เกิดเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ คือ มะละกา และยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอิทธิพลของจีนเหนือมะละกา ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสยามมาแต่เดิม"
คำ อธิบายในประเด็นของอาจารย์ธิดาก็คือ ในโลกยุคกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือยุคของเจิ้งเหอ บริเวณแหลมมลายูทั้งฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทย อันมีรัฐปัตตานีเป็นรัฐสำคัญ และฝั่งตะวันตกด้านมหาสมุทรอินเดีย อันเป็นเขตแดนของรัฐมะละกา ล้วนเป็น "เขตอิทธิพล" ของ สยามหรือกรุงศรีอยุธยา ทว่า ในรัชกาลของพระจักรพรรดิหย่งเล่อนั้น ทางมะละกา (หรือมั่นล้าเกียในจดหมายเหตุจีน) ได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักหมิงว่าถูกสยามรุกราน หย่งเล่อถึงกับมีพระราชสาส์นมาปรามกษัตริย์สยามว่า "มั่น ล้าเกียเปนประเทศที่เปนไมตรีกับเราเหมือนกับท่าน ท่านไม่ควรกระทำตามอำนาจ... ความยุติธรรมของโลกนั้น ถ้าผู้ใดจะมีบุญญาธิการก็ประพฤติกิจการที่ดี ความพินาศจะมาถึงก็ประพฤติอุจาดลามก"
ที่สำคัญก็คือนี่มิได้เป็นแค่คำขู่
ในระหว่างการเดินทาง เจิ้งเหอเคยลากคอโจรสลัดจีนกลับไปตัดหัวที่นานกิง และจับกษัตริย์ลังกาที่ "กระด้างกระเดื่อง" เข้าโจมตีกองเรือของพระจักรพรรดิ กลับไปเฝ้าหย่งเล่อเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ
"คน ๕๐๐ คนก็ยึดบัลลังก์อยุธยาได้แล้ว" ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในเรื่องของอยุธยาเปรย "กองเรือของเจิ้งเหอที่มีคนสองสามหมื่นคนจะต้องน่ากลัวมากสำหรับอยุธยา..."
ด้วย เงื่อนไขนี้เอง เราจึงจะเข้าใจนัยของข้อความใน จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน เรื่องจงกวางเจียนห้อเข้ามาอยุธยา ที่ยกมาแต่ตอนต้นได้ ข้อความนั้นจบลงด้วยประโยคที่ว่า "เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศมาเจริญทางไมตรีและรับผิดการที่ทำครั้งก่อน"
สิ่ง ที่สยาม รับผิด ก็คือการเข้าไปคุกคามมะละกา และด้วยเหตุนี้ มะละกาจึงสามารถหลุดออกจากวงอำนาจของสยาม กลายเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองด้วยการค้า ตราบจนเมื่อโปรตุเกสเริ่มเดินเรือเข้ามาในภูมิภาคนี้ และยึดมะละกาเป็นอาณานิคมในอีก ๑ ศตวรรษต่อมา คือในปี พ.ศ. ๒๐๕๔
ย้อนกลับมายังห้องทำงานของ ดร. ธิดา สาระยา ที่สำนักพิมพ์เมืองโบราณอีกครั้งหนึ่ง
"ในความเห็นของอาจารย์ จริงๆ แล้วเจิ้งเหอมาทำไมครับ?" เป็นคำถามสุดท้ายของผม
"การค้าของจีนแต่เดิมเป็นการค้าในระบบบรรณาการ" ดร.ธิดาเท้าความ
"ใน ระบบนี้ จีนจะจัดความสัมพันธ์กับรัฐต่างๆ ตามลำดับ ว่าใครชั้นสอง ชั้นสาม แล้วของตอบแทนที่จักรพรรดิมอบให้ทูตจะต้องมีมูลค่ามากกว่าของที่พวกทูตเอาไป ถวาย นักประวัติศาสตร์เคยคิดว่า ระบบบรรณาการเป็นการค้าอย่างเดียวที่จีนทำกับคนอื่น ดังนั้น สมัยก่อนก็จะเหมารวมว่า การมาของเจิ้งเหอเป็นการทวงเครื่องบรรณาการ
"ลำพัง การทวงบรรณาการ มันสอดคล้องกันหรือเปล่ากับการส่งกองเรือนับร้อยลำ คนไม่รู้กี่หมื่น อาหารไม่รู้เท่าไหร่ สัตว์สองเท้าสี่เท้า ช่างฝีมือมากมาย เกินกว่าที่จะต้องใช้ในเรือด้วยซ้ำ เหล่านี้ทำให้เราเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ทั้งระบบบรรณาการแบบเดิม และไม่ใช่การค้าขาย...
"นี่ไม่ใช่กองเรือธรรมดา ไม่ใช่กองเรือที่ไปรบ หรือไปรุกรานใคร แต่มันเป็นการส่งชุมชนไปลอยเรือ เพื่อไปตั้งถิ่นฐาน..." อาจารย์ธิดาหยุดเว้นวรรค ก่อนจะขมวดประเด็นว่า
"อาจารย์ รู้สึกว่า อันนี้เป็นหน่อของการแผ่จักรวรรดินิยมแบบเอเชีย ก่อนหน้าจักรวรรดินิยมของตะวันตก ที่ว่าเป็นจักรวรรดินิยมแบบตะวันออก เพราะจีนจะไม่รุกรานใครตรงๆ เราดูตัวอย่างได้จากการแผ่ขยายอำนาจของจีนในเวียดนาม จะเริ่มด้วยการส่งคนมาตั้งชุมชน มาค้าขาย ค่อยๆ มา เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าการเดินเรือของเจิ้งเหอคืออะไร นี่คือการขยายอาณานิคมแบบตะวันออก
"คน จีนที่อพยพไปอยู่ที่อื่นมีมานานแล้ว สมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็ยังมี แต่ไม่ใช่เรื่องของรัฐ แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง นี่คือนโยบายของรัฐบาล
"นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงของจีน แต่มันเกิดขึ้นในรัชกาลเดียว..."
สุสานเจิ้งเหอ นอกเมืองนานกิง ค.ศ. ๒๐๐๕
นอกเมืองนานกิงไปไม่ไกลนัก เป็นที่ตั้งของ "เจิ้งเหอมู่" หรือสุสานเจิ้งเหอ
ที่ ว่าไม่ไกลนั้น ก็ว่าโดยระยะทาง หากแต่การเดินทางของคณะเรากลับต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง โขยกเขยกไปตามถนนนอกเมืองที่กำลังก่อสร้าง สองฟากเป็นทุ่งนาสลับแปลงผัก คนขับเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้จักทาง ต้องจอดรถบัสวิ่งลงไปถามเป็นระยะ จนในที่สุดรถคันมหึมาก็ค่อยๆ เลี้ยวเข้าซอยแคบๆ ผ่าเข้าไปกลางตลาดและหมู่บ้านชาวนา
แต่ในที่สุด เราก็มาถึงจนได้
ใน ตอนใกล้เที่ยงวันนั้น นอกจากคณะทัศนศึกษาพิเศษชาวไทยที่ดั้นด้นเข้าไปแล้ว ก็ไม่มีคณะอื่นใด คุณลุงที่เป็นทั้งผู้ดูแลและเจ้าหน้าที่ขายตั๋ว เล่า (ผ่านไกด์จีน) ว่าบางวันก็ไม่มีใครมาเลย และตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ยังไม่เคยรับคณะคนไทยมาก่อน ดังนั้น เมื่อมีแขกต่างชาติกลุ่มใหญ่กว่า ๓๐ คนมาเยี่ยมเยียน คุณลุงจึงดีอกดีใจเป็นพิเศษ กุลีกุจอไปต้มน้ำเพิ่มเติมพร้อมกับเชื้อเชิญให้ดื่มน้ำชากันก่อน
เท่า ที่เห็น สุสานเจิ้งเหอเองก็คงได้รับการพัฒนาขนานใหญ่ในช่วงปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับ อู่ต่อเรือหลวง มีการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ (พร้อมอนุสาวรีย์ครึ่งตัวของเจิ้งเหอ) ล้อมรั้ว สร้างลานจอดรถ ขุดล้อมต้นไม้มาลงเพิ่มเติม รวมถึงสร้างถนนลาดยางอย่างดีเข้าไปจนถึงที่-ใหม่เอี่ยมและเรียบกริบ-ซึ่งแน่ นอนว่าเป็นคนละสายกับที่เราเข้ามา
จากประตูทางเข้าเดินไปไม่ไกล ตรงหน้าคืออาคารนิทรรศการทรงเก๋งจีน ส่วนทางซ้ายมือก็คือซุ้มประตู มีบันไดทอดขึ้นไปตามลาดเขา
เช่น เดียวกับสุสานในอุดมคติของคนจีน ฮวงจุ้ยของสุสานเจิ้งเหอดียิ่ง ด้านหลังเป็นภูเขา ชื่อมีความหมายในภาษาไทยว่า เขาหัววัว ด้านหน้าเป็นเวิ้งน้ำกว้าง
สองข้างบันไดทางเดินเป็นป่าสนสามใบต้นใหญ่ ยามลมพัดส่งเสียงกรูเกรียว ในวาบหนึ่งของความคิด ผมคล้ายแว่วเสียงคลื่นซัดสาด
เรือลำสุดท้ายของเจิ้งเหอเทียบท่าอยู่บนนั้น
สุดปลายทางเดินเป็นลานเล็กๆ บนลาดเขา ตรงกลางมีหีบศพศิลาขนาดไม่ใหญ่โตอะไร จารึกอักษรอารบิกสรรเสริญพระอัลลอฮ์ เข็มทิศบ่งว่าหีบนี้หันหัวไปทางตะวันตก ซึ่งคงหมายถึงทิศของนครมักกะฮ์ในอาระเบีย
ผมถอดหมวกมาถือไว้ในมือ ค้อมหัวคารวะดวงวิญญาณของเจิ้งเหอ
ใน ปี พ.ศ. ๑๙๗๖ เจิ้งเหอในวัย ๖๒ ปีถึงแก่อนิจกรรมในระหว่างเดินทางกลับจากการท่องสมุทรครั้งที่ ๗ บางคนเชื่อว่าศพของเขาได้รับการจัดการตามประเพณีมุสลิมภายในวันเดียวกันนั้น ด้วยวิธีเฉกเช่นศพชาวเรือทั่วไป คือทิ้งลงทะเล ดังนั้น จึงมีเพียงปอยผมและรองเท้าของเจิ้งเหอที่นำกลับคืนมาทำพิธีฝังยังเมืองหลวง สุสานเดิมนั้นพังทลายไปจนหมดแล้ว ส่วนที่เราเห็นนี้เพิ่งบูรณะขึ้นใหม่เมื่อ ๒๐ ปีก่อน
หลัง จากกระบวนเรือกลับมาถึง ซ่วนเต๋อ พระจักรพรรดิองค์ใหม่ ก็ดูเหมือนสิ้นความสนพระทัยเรื่องกองเรือทะเลตะวันตก ทั้งยังมีเสียงคัดค้านทั้งจากคณะนักปราชญ์ฝ่ายขงจื๊อและขุนนางอีกไม่น้อยใน ราชสำนัก ว่าการเดินทางดังกล่าวเป็นเรื่องผิดศีลธรรมที่จะไปคบค้าสมาคมกับพวกชนชาติ ป่าเถื่อนเหล่านั้น ทั้งยังเป็นการผลาญงบประมาณของจักรวรรดิไปอย่างไม่คุ้มค่า เนื่องจากนับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของพระจักรพรรดิหย่งเล่อ นอกจากกองเรือเจิ้งเหอแล้ว ราชสำนักหมิงยังมี "เมกะโปรเจ็กต์" อีกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างราชธานีใหม่ทางภาคเหนือที่เมืองปักกิ่ง การยกทัพไปกดปราบบรรดา "ชนเผ่าอนารยะเร่ร่อน" จากชายแดนทิศเหนือ ตลอดจนถึงการเสริมสร้างกำแพงเมืองจีนให้ยืดยาวต่อออกไปอีก
ใน รัชสมัยของซ่วนเต๋อ มีกองเรือเดินทางไปยังทะเลตะวันตกอีกเพียงครั้งเดียว แล้วทุกอย่างก็ยุติลง แม้กระทั่งปูมเดินเรือ หรือจดหมายเหตุการเดินทางส่วนใหญ่ของกองเรือเจิ้งเหอในหอหนังสือหลวง ก็ถูกทำลายโดยขุนนางรุ่นหลังที่เห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ การต่อเรือสำเภาขนาดใหญ่เกิน ๓ เสากระโดงกลายเป็นความผิดที่มีโทษถึงขั้นประหารชีวิต และหลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลจีนก็ปิดประเทศ ระงับการติดต่อกับโลกภายนอกต่อมาอีกถึง ๔๐๐ ปี
หลายคนที่เขียนเรื่องเจิ้งเหอมักชอบตั้งประเด็นทิ้งท้ายไว้เสมอว่า
ถ้า กองเรือของเจิ้งเหอมีโอกาสเผชิญหน้ากับกองเรือล่าอาณานิคมของประเทศยุโรป ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ากันหลายสิบเท่า
ถ้า ราชสำนักจีนมีนโยบายยึดครองอาณานิคมแบบจักรวรรดินิยมตะวันตกในหลายศตวรรษต่อมา
หรือ แม้แต่ ถ้า กองเรือของเขาค้นพบทวีปอเมริกาและทวีปออสเตรเลียจริง แล้วทางราชสำนักจีนเริ่มส่งคนเข้าไปตั้งถิ่นฐานถาวรแบบเดียวกับที่อังกฤษทำ แต่ก่อนหน้านั้น ๒๐๐-๓๐๐ ปี และด้วยวิธีผสมผสานกลมกลืนแบบของจีน
จะเกิดอะไรขึ้นกับประวัติศาสตร์โลก ?
แต่ ถึงที่สุดแล้ว คำถามประเภท สมมุติว่า แบบนั้น ก็อาจเป็นได้มากที่สุดเพียงนิยายวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องมือสร้างความเพลิดเพลินทางปัญญา อย่างที่เรียกกันว่า AH (Alternative History-ประวัติศาสตร์เผื่อเลือก)
ทว่า สิ่งที่ประวัติศาสตร์ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ พ่อค้าจีนก็ยังคงเป็นกลไกสำคัญของการค้าในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ มหาสมุทรอินเดีย และแอฟริกาฝั่งตะวันออกต่อมาจนถึงเมื่อไม่ถึง ๒๐๐ ปีมานี้เอง เมื่อเรือกลไฟของฝรั่งก้าวเข้ามาเป็นเจ้าสมุทร แทนที่สำเภาจีน
คน จีนรุ่นแล้วรุ่นเล่าอพยพเข้ามายังดินแดนสยามอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัย อยุธยากระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลูกหลานจีนของซำปอกง-เจิ้งเหอ-เจียนห้อ-แต้ฮั้ว ทั้งคนแต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน แคะ ไหหลำ จีนฮ่อ (มุสลิม) ได้เข้ามามีบทบาทในทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง ของสยาม กลายเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายในสังคมไทย และมีส่วนในความเป็น "คนไทย" ไม่น้อยกว่าคนกลุ่มอื่นใด
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ นายกรัฐมนตรีทุกคนเท่าที่ประเทศไทยมีมา ล้วนแล้วแต่มีเชื้อสายจีนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
"ผมว่าเมืองไทยนี่อาจจะเป็นชุมชนแต้จิ๋วที่ใหญ่ที่สุดในโลก...ใหญ่กว่าในเมืองจีนด้วยซ้ำไปนะ"
ข้อ สังเกตยิ้มๆ ของ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนเดียวที่เป็นนักประวัติศาสตร์ อาจใช้เป็นทั้งข้อสรุปของเรา และของภารกิจแห่งขันทีเจิ้งเหอได้
ขอบพระคุณ
ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร. ธิดา สาระยา คุณสันต์ สุวรรณประทีบ ผศ. ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ (ม. รังสิต) อ. ศานติ ภักดีคำ (มศว. ประสานมิตร) คุณนพพร เหมวรรณวดีกุล (ร้านนพพรพืชผล) เอื้อเฟื้อข้อมูลและการสนทนา มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เอื้อเฟื้อการเดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน
เอกสาร/ข้อมูล เพิ่มเติม
ปัจจุบันนี้ ประวัติเจิ้งเหอและเรื่องราวการเดินทางของเขามีให้หาอ่านได้มากมายในอินเทอร์เน็ต แค่เพียงพิมพ์คำว่า Zheng He ในเว็บไซต์ google แล้วกด enter ก็จะได้ผลลัพธ์ถึง ๑ ล้าน ๗ แสนรายการ!
ในที่นี้ จึงจะขอกล่าวถึงเพียงหนังสือบางเล่มที่คิดว่าน่าสนใจและหาได้ไม่ยาก
สำหรับกลุ่มหนังสือภาษาอังกฤษ ได้แก่ หนังสือของเลอวาทส์ ซึ่งเขียนหนังสือได้สนุก Levathes, Louise. When China Ruled the Seas: The Treasure Fleet of the Dragon Throne, 1405-1433. New York: Simon & Schuster, 1994. และหนังสือของเมนซีส์ซึ่งยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่ Menzies, Gavin. 1421 The Year China Discovered the World. London: Bantam Books, 2003.
อีกชุดหนึ่งที่แม้จะเก่าไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นรุ่นคลาสสิก คือ Needham, Joseph. Science and Civilization in China. Cambridge: Cambridge University press, 1971. หนังสือชุดนี้มีหลายเล่ม แต่เล่มที่เป็นเรื่องเทคโนโลยีการเดินเรือทะเลของจีน และเรื่องการสำรวจของเจิ้งเหอ ดูใน Vol. 4 part III
ส่วน ในภาษาไทย บทความเกี่ยวกับการท่องสมุทรของเจิ้งเหอเริ่มมีปรากฏมาแล้วตั้งแต่ในทศวรรษ ๒๕๓๐ เป็นอย่างช้า ได้แก่ หวางเหวินเหลียง. วารุณี (นามแฝง) ผู้แปล. "เจิ้งเหอล่องทะเลตะวันตก." ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๙ ฉบับที่ ๔ (กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑) : ๕๐-๕๖. และ วุฒิชัย มูลศิลป์. "เมื่อประวัติศาสตร์โลกเกือบเปลี่ยนโฉมหน้า: การสำรวจทางทะเลของจีนสมัยต้นราชวงศ์หมิง." วารสาร ประวัติศาสตร์. ๒๕๓๕ : ๑-๑๒. หากแต่ที่เผยแพร่กว้างขวางที่สุดก็คือหนังสือของคุณปริวัฒน์ จันทร ๒ เล่ม คือ เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง". กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖. และ ๖๐๐ ปี สมุทรยาตราเจิ้งเหอ. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๘.
หลังจากนั้นคุณปริวัฒน์ก็ยังคง "เกาะติด" เรื่องเจิ้งเหอต่อมา เช่น ปริวัฒน์ จันทร. "ไขปริศนา "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" คือทายาทรุ่นใดของเจิ้งเหอ?." ศิลป วัฒนธรรม. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๔๘) : ๑๔๔-๑๕๑. ซึ่งตีพิมพ์ประกบคู่กันกับเรื่องของ จีริจันทร์ วงศ์ลือเกียรติ ประทีปะเสน. "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ : ทายาทเจิ้งเหอ : ๑๐๐ ปี คาราวานม้าต่างสู่เชียงใหม่." ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑๒ (ตุลาคม ๒๕๔๘) : ๑๓๓-๑๔๓.
และล่าสุด เนื่องในการสัมมนาวิชาการเรื่อง "๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ๖๐๐ ปี ซำปอกง/เจิ้งเหอ กับอยุธยาและอุษาคเนย์" จัด โดย มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็ได้มีการตีพิมพ์บทความว่าด้วยเรื่องของเจิ้งเหอที่น่าสนใจออกมาอีกหลาย เรื่อง ได้แก่ "เจิ้งเหอ ซำปอกง และอุษาคเนย์" ของ สืบแสง พรหมบุญ, "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา" ของ เจฟ เวด (Geoff Wade), "Zheng He-Sam Po Kong: History and Myth in Thailand" ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, "จากนักเดินเรือสู่ปูชนียบุคคล ภาพลักษณ์ของเจิ้งเหอในบริบททางวัฒนธรรม สังคม การเมือง และวิชาการ" ของ ไป่ฉุน (Bai Chun) ฯลฯ ซึ่งคงมีการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาในโอกาสต่อไป
หอพระสมุดวชิรญาณ พระนคร พ.ศ. ๒๔๕๒
จดหมาย เหตุจีนที่กล่าวถึงในที่นี้ใช้ พระเจนจีนอักษร (สุดใจ ตัณฑากาศ). จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน. ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ ในงานปลงศพนายกีกุ่ย ทวีสิน. พระนคร : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๖. อย่างไรก็ดี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ มีการตีพิมพ์บทแปลเอกสารจดหมายเหตุจีนชุดเดียวกันนั้นอีกสำนวนหนึ่ง คือ เฉลิม ยงบุญเกิด. "เมืองไทยในจดหมายเหตุจีน." ศิลปากร. ปีที่ ๗ เล่ม ๒ (กรกฎาคม ๒๕๐๖) : ๓๑-๔๒. และ ศิลปากร. ปีที่ ๗ เล่ม ๓ (กันยายน ๒๕๐๖) : ๕๐-๖๕. ซึ่งในฉบับหลังนี้จะใช้เสียงอ่านเป็นสำเนียงจีนกลาง (เช่น เจิ้งเหอ) แล้ว
ส่วนตำนานมหาเภตรา ดูใน "เกร็ดตำนานเมืองเพชรบุรี ฉบับสมุดราชบุรี ๒๔๖๘." ใน สมบูรณ์ แก่นตะเคียน. สมุดเพชรบุรี ๒๕๒๕ (เพชรบุรี : จังหวัดเพชรบุรี, ๒๕๒๕), หน้า ๘๗-๘๘. และ สุรินทร์ เหลือลมัย, "สำเภาจีน : นิทานท้องถิ่นจอมบึง." เมืองโบราณ. ปีที่ ๒๖ ฉบับที่ ๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๔๓) : ๔๕-๕๑.
ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
ดูข้อแย้งของคุณภาษิต จิตรภาษา เรื่อง หลวงพ่อโตวัดกัลยาณมิตรไม่ใช่ซำปอกง ใน สันต์ สุวรรณประทีป. "ทิ้งกระจาด." คนจีน ๒๐๐ ปี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร (กรุงเทพฯ : เส้นทางเศรษฐกิจ, ๒๕๒๖), หน้า ๑๒๓. ข้อเสนอนี้มีผู้เห็นด้วย เช่น พ. สุวรรณ (นามแฝง). ซำปอกง (กรุงเทพฯ : บ้านมงคล, ๒๕๔๒), หน้า ๙๐-๙๕.
สาธารณรัฐประชาชนจีน ค.ศ. ๒๐๐๕
บทความของวิทยุปักกิ่ง อ้างจากเว็บไซต์ http://th1.chinabroadcast.cn/1/2005/07/15/21@48779.htm
ดูตัวอย่างรายงานข่าวเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างจีนกับพม่าในเขตมหาสมุทรอินเดีย Sudha Ramachandran. "Myanmar plays off India and China" ที่ http://www.atimes.com/atimes/South_Asia/GH17Df01.html และดูข้อมูลการพัฒนากองกำลังทางทะเลของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนใน http://www.globalsecurity.org/military/ ... a/navy.htm
สำนักพิมพ์เมืองโบราณ กรุงเทพฯ พ.ศ. ๒๕๔๘
อย่าง ไรก็ดี นักวิชาการบางส่วน เช่น พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ และ สุจิตต์ วงษ์เทศ เสนอว่ากองเรือของเจิ้งเหอมีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันให้เจ้านครอินทร์ ขึ้นครองราชบัลลังก์อยุธยาเป็นสมเด็จพระนครินทราธิราช ดู พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, "คำนำเสนอ" ใน ปริวัฒน์ จันทร. เจิ้งเหอ แม่ทัพขันที "ซำปอกง" (กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๖), หน้า (๑๗)-(๑๘).
ขณะ เดียวกัน นักวิชาการจำนวนไม่น้อยก็มีทัศนะเช่นเดียวกับ ดร. ธิดา ว่ากองเรือเจิ้งเหอคือรูปแบบการแผ่อำนาจของจักรวรรดินิยมจีน ดู เจฟ เวด. (ทรงยศ แววหงษ์ แปล). "เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรี หรือเพื่อกดขี่บีฑา" เอกสารหมายเลข ๕ การสัมมนาวิชาการเรื่อง "๓๐ ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน ๖๐๐ ปี ซำปอกง/เจิ้งเหอ กับ อยุธยาและอุษาคเนย์" ซึ่งแปลมาจาก Wade, Geoff. "The Zheng He Voyage: A Reassessment." Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society. LXXVIII Part. I, 2005.
สุสานเจิ้งเหอ นอกเมืองนานกิง ค.ศ. ๒๐๐๕
คุณ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ บรรณาธิการบริหารนิตยสาร สารคดี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากแต้จิ๋วเมื่อปลายปี ๒๕๔๘ ให้ข้อมูลที่ได้รับมาจากเจ้าหน้าที่ทางการจีนว่า ปัจจุบัน เฉพาะในเมืองแต้จิ๋ว มีประชากรประมาณ ๑๖ ล้านคน

ที่มา: http://www.sarakadee.com/modules.php?na ... &artid=496
http://www.sarakadee.com/modules.php?na ... &artid=496
ไฟล์แนบ
สมอเรือที่หลงเหลือ.jpg
สมอเรือที่หลงเหลือ.jpg (11.15 KiB) เข้าดูแล้ว 89 ครั้ง
แก้ไขล่าสุดโดย บังดล คนเสรีไท เมื่อ 10 ต.ค. 2010, 22:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ตอนท้ายสุด จาก ChineseMuslimThailand.com แปลโดยฮิลาล คัดบางส่วนเฉพาะทายาท เจิ้งเหอ
เชื้อสายของเจิ้งเหอ
แม้ ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ดังนั้นชาวจีนมุสลิมสกุล "เจิ้ง" ประมาณ 350 คนที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในยูนนาน เจียงสู รวมทั้งอีกหนึ่งสายที่อพยพมาอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ทางเหนือของประเทศไทยสามารถภูมิใจได้ว่า ตนสืบเชื้อสายมาจาก "เจิ้งเหอ" แม่ทัพเรือผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์หมิง สายเลือดของเจิ้งเหอในประเทศจีนขณะนี้มี 24 รุ่นแล้ว
หลัง จากกลับจากการท่องสมุทรครั้งที่ 3 เจิ้งเหอได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองคุนหยาง สร้างหลุมศพใหม่ให้บิดา รับบุตรชาย-หญิงของพี่ชายเป็นบุตรบุญธรรม เจิ้งเหอได้จารึกสาแหรกของตระกูลตัวเองไว้บนหลุมศพของบิดา การแล่นเรือท่องมหาสมุทร รวมทั้งยังจารึกการก่อสร้างมัสยิด จิ่งจือ (Jingjue) ที่เมืองนานจิงของเขาไว้ด้วย
หม่า กวง รือ (Ma Kuang Ru) หนุ่มจีนมุสลิม หัวหน้าสมาคมวิจัยเกี่ยวกับเจิ้งเหอในนานจิง กล่าวว่า เจิ้งเหอเป็นผู้ร้องขอต่อจักรพรรดิหมิงไท่จูเพื่อสร้างมัสยิด jingjue โดยจักรพรรดิพระราชทานที่ดินให้ แต่หลังจากผ่านสงครามหลายครั้ง รวมทั้งช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) มัสยิดแห่งนี้เหลือเนื้อที่เพียง 1 ใน 8 ของเนื้อที่เดิมเท่านั้น
ส่วนรายชื่อผู้สืบตระกูลของเจิ้งเหอ ลูกหลานของเขาได้บันทึกเป็นลายมือเขียนสืบต่อกันมา ในปี ค.ศ.1937 หลี่ ซีฮู (Li Shihou) (ค.ศ.1909-1985) นักประวัติศาสตร์จีนได้ถ่ายสำเนาการสืบวงศ์ตระกูลเจิ้งเหอจากเอกสารฉบับลายมือเขียนไว้เป็นหลักฐาน
ทายาทเจิ้งเหอสายที่อพยพมาอาศัยอยู่ในจ.เชียงใหม่ ประเทศไทย ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ อันเป็นนามสกุลที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเชียงใหม่องค์สุดท้าย ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เจิ้งชงหลิ่ง เป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างสนามบินเชียงใหม่ เขาอพยพเข้าเมืองไทยในปี ค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) คนในตระกูลวงศ์ลือเกียรตินับถือศาสนาอิสลาม

:lol: :lol: :lol: :lol: :lol: คนเสรีไทย สบายๆ ไร้รูปแบบ
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

เป็นความรู้

การขี่จักรยานไม่ใช่ทำเลียนแบบนักแข่งทีมชาติหรือพวกแชมป์ ตรู เดอร์ ฟรองต์ ครับ เพราะไม่มืเหตุผลอะไรที่ต้องทำอย่างนั้นเพราะพถติกรรมต่างๆก็ไม่เหมือนกัน ผมถามจริงๆครับ ว่า มีอะไรบ้างที่ทำแล้วเป็นประโยชน์แก่เรา ขี่แบบนั้นทำแบบนั้นแล้วเราจะได้เป็นแชมป์ ตรู เดอร์ ฟรองต์หรีอครับ รวมทั้งพวกที่ชอบแข่งในสนามและนอกสนาม ต้วยครับ มันภูมิใจนักหรือที่เราได้ชนะคนอื่นๆแค่ไม่กี่คนแค่คิดก็แพ้แล้วครับเราทำได้ก็แค่เลียนแบบครับ แต่ความเสียหายที่เกิดกับเรา ลองคิดดูนะ นักจักรยานที่ชอบแข่งขันทั้งหลาย คุณรู้ไหมขี่อัดๆ 40-50 นะกดบันไดที ท่องไว้เลยครับ แลคติค แอนดีนาลีน ครับ นี่ยังไม่รวม หัวใจโต และความไม่สมดุล ของการใช้พลังงานก็คือ ไขมัน กับ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งก่อให้เกิดโรคครับ ยิ่งทำทุกวัน ยิ่งเปรียบเสมือน การพยายามฆ่าตัวตายครับ ไม่เห็นมันจะน่าสนใจอะไรเลยครับกับการขี่แบบนั้น ถ้าเป็นเครื่องยนต์มันพังก็ยังพอเปลี่ยนได้ แต่นี่ตัวเรานะ พังแล้วจะโยนทิ้งก็ไม่ได้ อะไหล่ก็ไม่มีครับ เราต้องพยายามรักษาเครื่องยนต์ตัวนี้ให้ทนทานและอยู่ได้นานที่สุดครับ อย่าทำกันเลยครับผมไม่เห็นจะมีความสุขตรงไหน เพราะความสุขที่เราทำสนองใจเรา แต่มันไปทำร้ายร่างกายเราอย่างมหันต์ครับ ตอนขี่นะเหนื่อยก็เหนื่อยแสนจะทรมานถ้าเป็นทำงานนะเราหยุดแล้ว แต่นียังทนขี่กันอยู่ได้ คนอะไรไม่รู้หาวิธีทรมานร่างกายได้ดีเหลือเกินครับ มีสิ่งดีๆที่เราต้องทำกับจักรยานอีกเยอะครับ อย่างเช่น วิธีที่ผมแนะนำ ขี่ก็สนุก มีความสุขกับมัน ร่างกายก็แข็งแรง สมาธิก็ดีได้ฝึกจิตใจที่จะไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง ได้รับแอนโดฟินทุกวันเพราะหลังการขี่แล้วเราจะรู้สึกสดชื่น เท่ากับเราทำให้ร่างกายแข็งแรงครับเพราะเราขี่ในขอบเขตของแอโรบิคร่างกายก้ไม่ขาดออกซิเจน เลือดก็ไม่เป็นกรด ยิ่งขี่ยิ่งแข็งแรง เมื่อขี่ต่อไปเรื่อยๆการขยายขอบเขตทางแอโรบิคก็จะสูงมากขึ้นเรื่อยๆครับ ถ้าเรานำทักษะนี้ไปใช้ขี่จักรยานทางไกลแบบความเป็นเลิศเราจะขี่ได้อย่างแข็งแกร่งครับ ไม่ภูมิใจหรือครับถ้าเราขี่จักรยานทางไกล200กม/วัน แต่นักแข่งที่ชอบขี่40-50 เมื่อไปกับเรา ไม่สามารถขี่ได้ดีเท่าเรา หรืออาจทำไม่ได้เลย เพราะร่างกายเขาได้เสียหายไปแล้วจากการที่เขาทำร้ายร่างกายตัวเองทุกวันครับ[/color]
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

:mrgreen: :mrgreen: :mrgreen:
012.jpg
012.jpg (70.96 KiB) เข้าดูแล้ว 105 ครั้ง
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

142.jpg
142.jpg (74.88 KiB) เข้าดูแล้ว 105 ครั้ง
142.jpg
142.jpg (74.88 KiB) เข้าดูแล้ว 105 ครั้ง
ไฟล์แนบ
141.jpg
141.jpg (72.22 KiB) เข้าดูแล้ว 105 ครั้ง
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

:?: :?: :?: :?: :?: :?:
0104.jpg
0104.jpg (73.52 KiB) เข้าดูแล้ว 98 ครั้ง
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
รูปประจำตัวสมาชิก
บังดล คนเสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 450
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ต.ค. 2010, 11:56
Tel: 084-0929553
team: ชมรมจักรยานฅนเสรีไท
Bike: MTB,Touring,Road
ตำแหน่ง: ถนนเสรีไทย คลองกุ่ม กทม.

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย บังดล คนเสรีไท »

ขอบคุณมากครู
ฅนเสรีไท : รักษ์โลก รักษ์ชีวิต
ชมรมจักรยาน คนเสรีไท Serithai Bike Club
Facebook:http://goo.gl/eo3hc
Thaimtb:http://goo.gl/1kStH
รูปประจำตัวสมาชิก
สมศักดิ์ เสรีไท
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 193
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2010, 11:31
Tel: 081-919-2709
team: เสรีไท

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย สมศักดิ์ เสรีไท »

...ท่านประธานครับ.. :roll: ข้อมูลท่าน เจิ้งเหอ และซำปอฮุดกง ที่หน้าจอเล่นเอาผมต้องเปลี่ยนวิธีอ่านข้อมูลใหม่ คือผมต้อง ปิ๊น ออกมา แล้วค่อยละเลียดอ่านไปเรื่อยๆ แบบว่าพยายามไม่ให้ตกหล่น

...ครูครับ..ข้อมูลของครูเอาไว้ให้ผมอ่านของท่านประธานจบก่อนนะครับ

...ท่านประธาน..นะ..ท่านประธาน
ไฟล์แนบ
..ปิ๊น ออกมาได้ 12 แผ่นครับ
..ปิ๊น ออกมาได้ 12 แผ่นครับ
SAM_0105.jpg (54.23 KiB) เข้าดูแล้ว 95 ครั้ง
ปั่นอย่างเสรีชน..โดย..ฅนเสรีไท
สมศักดิ์...รักทุกคนครับ

http://www.facebook.com/#!/profile.php? ... 2108009106
รูปประจำตัวสมาชิก
sabadee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1179
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2010, 18:58
Tel: 089-109-9536
team: ฅนเสรีไทย
Bike: MONGOOSE............เต่าตกมัน............

Re: ฅนเมืองมีน+เสรีไท ปั่นน้อยแต่คุยมาก

โพสต์ โดย sabadee »

sabadee เขียน:สุดยอดอาหารต้านความชรา(ฝากแก่ สว ฅนเสรีไทครับ)• มะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศ มีสารที่เรียกว่า "ไลโคพีน" ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด และโรคจอประสาทตาเสื่อม
• มันเทศ ฟักทอง และแครอต รับประทานผักและผลไม้สีเหลืองอย่างน้อยวันละสองถ้วยจะช่วยให้ร่างกายได้รับเบ "ต้า-แคโรทีน" จำเป็นต่อผิวหนังและดวงตา ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลาย หรือแม้แต่ลดริ้วรอยได้
• บูลเบอร์รี่ และองุ่นม่วง มีสาร "แอนโธไซยานิน" ช่วยกระตุ้นความจำ และการรับรู้
• บล็อกโคลี่ มีสาร "ซัลโฟราเฟน" ช่วยชำระล้างสารพิษในร่างกาย โดยเฉพาะบล็อกโคลี่ต้นอ่อนที่มีอายุเพียงแค่ 3 วัน จะมีคุณค่าทางโภชนาการมาก เหมาะแก่การนำมารับประทาน
• ผักโขม และผักใบเขียว ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ถึง 11 เปอร์เซ็นต์
• แอปเปิ้ล (ทั้งเปลือก) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย สาวๆคนไหนที่ ยี้ เปลือกแอปเปิ้ลอยู่ละก็ หันมากินแอปเปิ้ลทั้งเปลือกกันได้แล้วนะค่ะ
• ชาเขียว เช่นเดียวกับชาดำ ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
• ขิง ขมิ้น และเครื่องเทศ ช่วยป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ถ้าไม่อยากความจำเสื่อม ก็หันมารับประทานสมุนไพรพวกนี่ได้นะค่ะ
• ช็อกโกแลต โกโก้ ช่วยลดคอเลสเตอรอล LDL และลดความเสี่ยงจากเลือดจับตัวเป็นก้อน กินช็อกโกแลตก็ไม่ได้สิวขึ้นเสมอไปนะ
• ไข่ ลืมข้อเสียเรื่องคอเลสเตอรอลที่เคยเชื่อกันมานานนมไปได้เลย เพราะไข่มีครบทั้ง "เกลือแร่ วิตามิน โปรตีน" ไข่แดงยังอุดมไปด้วยคาโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นเยี่ยม
:evil: :evil: :evil: :evil: :evil:ผมพิมตัวใหญ่ไม่ต้องปริ้นครับ :twisted: :twisted: :twisted:
ปั่นไป คุยไป เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน
จิตเเจ่มใส ร่างกายแข็งแรง
ไปกับฅนเสรีไท


ครูฟุรกอน......(HS0QAY)......ฅนเสรีไท
ตอบกลับ

กลับไปยัง “ห้องรวมกระทู้กลุ่มย่อย”