ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

ข่าวสาร หรือ พูดคุยเรื่องทั่วไปในแวดวงจักรยาน
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:lol: :lol: นิวโรบิคส์ ( Neurobics) : ศาสตร์ ใหม่บริหารสมอง ให้แข็งแรง

คุณ เคยลืมกุญแจรถ กระเป๋าสตางค์ แว่นตา หรือโทรศัพท์ มือถือหรือไม่ คุณ ขับรถบนทางด่วน แล้วขับเลยทาง ลงหรือเปล่า หรือจอดรถในที่จอดแล้วหารถไม่เจอ หรือจำชื่อ เพื่อนสนิทไม่ ได้ หรือไปจ่ายตลาดแล้วจำไม่ได้ว่าจะซื้ออะไร คุณ คงคิดว่าคุณ อายุมากความจำ ไม่ดี มี ความผิดปกติใน สมองของคุณแล้ว ใช่ไหม จริง ๆ แล้ว คุณ อาจจะปกติอยู่ ก็ได้...

อากาศ ร้อน นอกจากสมองจะล้า บางครั้งยัง ทำให้ ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ลดน้อยลง " นิว โรบิคส์ " โปรแกรม บริหารเซลล์ สมองให้ตื่นตัว สดชื่น มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เสมือน การฝึก ยิมนาสติกให้ กับสมอง การหลีกหนีความจำเจเป็นแก่นแท้ของแนวคิดนิวโรบิคส์ เพราะการทำอะไร แบบเดิมซ้ำ ๆ จะทำให้สมองเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายได้ ะนั้นจึงควร แสวงหาอะไรใหม่ ๆ ทำบ้าง แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถ ช่วยให้เซลล์ ประสาท เกิดความผ่อนคลายหายเครียดได้

Neurobics คือ อะไร

Neurobics ( นิวโร บิคส์) คือ ระบบ อย่างหนึ่งที่มีลักษณะ เฉพาะเกี่ยวกับ การบริหารสมอง โดยใช้ประสาท สัมผัสทั้งห้า ร่วมกับอารมณ์ ความรู้สึกใน การทำกิจวัตร ประจำวันรูปแบบ ใหม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้มีสุขภาพดี คิดค้นขึ้นโดย ศาสตราจาร ย์ลอว์เรนซ์ ซี คาทซ์ ( Lawrence C. Katz, Ph.D) ศาสตราจารย์ ด้านประสาท วิทยาศูนย์ วิทยาศาสตร์การ แพทย์ มหาวิทยาลัยดุค ประเทศ สหรัฐอเมริกา เดิม มีความเชื่อว่าเมื่อ สมองพัฒนา สมบูรณ์จะถูก ใช้งานไปเรื่อย ๆ จนล่วงเข้าวัยผู้ใหญ่เซลล์สมอง จะลดลง และไม่สร้างขึ้นใหม่ เป็นสาเหตุให้ เกิดโรคสมอง เสื่อมในวัยชรา แต่ปัจจุบันค้น พบแล้วว่า หากรู้จักใช้สมองอย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นถูก วิธี เซลล์ประสาทจะแตกแขนงทดแทนส่วนที่ศูนย์เสียไป ความจำจึงดีได้ แม้อายุมากขึ้น แล้วก็ตาม

สมองของมนุษย์ ประกอบด้วย เซลล์ประสาท มากมาย แต่ ละ เซลล์ประสาทจะ มีแขนงออกจาก ตัวเซลล์ ซึ่งแขนงเหล่านี้ทำหน้าที่ในการรับและส่งสัญญาณประสาทไปยังเซลล์ต่าง ๆ รอบ ๆ เซลล์ประสาท เพื่อให้การทำงานของสมองเป็นไปตามปกติ โดยปกติ มนุษย์มีการเจริญ เติบโตของเซลล์ ประสาทจนถึง อายุ 5-6 ปี หลัง จากนี้จะไม่มี การเพิ่ม จำนวนของเซลล์ประสาท แต่ สามารถเพิ่ม จำนวนของแขนง เซลล์ประสาทได้ ไปตลอดชีวิต ทำให้ มี การเชื่อมโยงของเซลล์ประสาทมากขึ้น ซึ่ง การเพิ่มจำนวน ของแขนงเซลล์ ประสาทนั้นเกิด ขึ้นจากการ เรียนรู้ ถ้า เรามีการเรียน รู้สิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น ก็จะ มีการแตกแขนง ของเซลล์ประสาท มากขึ้นไปจน ตลอดอายุขัย เปรียบ เซลล์ประสาท เหมือนต้นไม้ ยิ่ง อายุมากขึ้น ยิ่งมีการแตก กิ่งก้านสาขา มากขึ้น ดัง นั้น ถ้า เรามีการเรียน รู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ ทำอะไรซ้ำซาก จะ เป็นการกระตุ้น ให้สมองมีการ แตกกิ่งก้าน สาขาเพิ่มขึ้น การ ทำงานของสมองจะ ดีขึ้น ไม่ เสื่อมถอย เนื่อง จาก เมื่ออายุมาก ขึ้นจำนวนเซลล์ ประสาทจะลดลง ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้อีก การที่จะทำให้ สมองทำงานได้ ตามปกติจึง จำเป็นที่จะ ต้องฝึกสมองให้ มีการเรยนรู้ อยู่ตลอดเวลา นำไป สู่ทฤษฎีการออก กำลังกายสมอง หรือ Neurobics Exercise ซึ่ง นักชีวประสาท วิทยาชาว สหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบวิธีการออกกำลังกายสมอง เพื่อ เพิ่ม ประสิทธิภาพการ ทำงานของสมอง

การ ฝึกทักษะสมอง นี้ ทำให้ร่างกายแข็งรง ด้วยการขยับ กล้ามเนื้อหลาย ๆส่วนมา ประยุกต์กลาย เป็นวิธีบริหาร สมอง ที่ใช้ประสาทสัมผัสไปกระตุ้นกล้ามเนื้อสมองหลาย ๆ ส่วนให้ขยับ และตื่นตัว ทำให้แขนงเซลล์ประสาทแตกกิ่งก้านสาขา เซลล์สมอง สื่อสารกันมาก ขึ้น เกิดการเรียนรู้สิ่งใหม่ สมองแข็งแรง ขึ้น ยิ่ง ใช้ชีวิตแบบเดิมมาก เท่าไร สมองก็ไม่ได้ใช้งานมากเท่านั้น เพราะสมองจดจำ รูปแบบพฤติกรรม ได้แล้ว เช่น ถ้าคุณขับรถไปทำงานตามเส้นทางที่คุ้นเคยทุกวัน สมองจะใช้ ประสาทส่วนเดิม อาจทำให้เซลล์ ประสาท บริเวณนั้นแข็งแรง แต่ก็ลดทอน ประสิทธิภาพของ เซลล์ประสาท ส่วนอื่น ( เพราะไม่ได้ออกกำลังคิด) ถ้าลองเปลี่ยน เส้นทางไปทำงาน คุณจะรู้สึก ตื่นเต้นในการ จดจำเส้นทาง ผู้คนหรือร้านค้าที่ขับผ่าน และเชื่อเถอะ ว่าขณะนั้นสมอง หลายส่วนกำลัง มีกิจกรรมร่วม กัน ทำงานประสานกันเต็มที่ เพื่อเชื่อมโยง เซลล์ประสาท ส่วนอื่นรูปแบบ ใหม่ มีการหลั่งสาร “ นิวโรโทฟินส์ ” ซึ่ง เป็นอาหารสมอง มากขึ้น เซลล์สมองแข็งแรงขึ้น ตามหลักนิวโร บิคส์สมองจึง โหยหา ประสบการณ์แปลก ใหม่เหนือการ คาดหมาย เพื่อการเติบโตนั่นเอง

นิวโรบิคส์ สามารถทำได้ทุกที่ , ทุก เวลาในรูปแบบ ที่สนุก และง่ายต่อการปฏิบัติ ซึ่งจะช่วย กระตุ้น ระบบประสาทและ การส่งต่อทาง กระแสประสาทที่ ไม่ค่อยได้ใช้ งานให้ทำงานได้ อย่างมี ประสิทธิภาพมาก ขึ้น และช่วยให้สมองของคุณแจ่มใสและแคล่วคล่องว่องไวขึ้น

เรา สามารถทำ Neurobic Exercise ได้ อย่างไร พยายามใช้ประสาทสัมผัสของ คุณอย่างน้อยห นึ่งอย่างในการ ทำกิจวัตรประจำ วัน เช่น

• ลอง ใส่เสื้อผ้าโดย ไม่ลืมตา

• สระ ผมโดยไม่ลืมตา

• ใช้ สายตาและท่าทาง ในการสื่อสาร แทนการใช้คำพูด บนโต๊ะอาหาร

ลองใช้ประสาทสัมผัสสองอย่าง ให้ทำงานร่วม กัน เช่น

• ฟัง เพลงและสูดดม กลิ่นของดอกไม้ ไปพร้อม ๆ กัน

• ฟัง เสียงฝนตกพร้อม กับเคาะนิ้วมือ

• จ้อง มองก้อนเมฆและ ปั้นดินน้ำมัน ไปพร้อม ๆ กัน

เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวัน เช่น

• เดิน ทางไปทำงานด้วย เส้นทางใหม่

• ใช้ มือข้างที่ไม่ ถนัดในการรับ ประทานอาหาร

• ลอง ช้อปปิ้งในร้าน ใหม่ที่ไม่เคย เข้า

คุณสามารถบริหารสมองด้วย Neurobic Exercise ได้ ทุกที่ ทุกวัน เช่น

- กิจวัตร ประจำวัน

• แปรง ฟันด้วยมือข้าง ที่ไม่ถนัด

• เปลี่ยนแปลง ลำดับเวลาในการ ทำกิจวัตร เช่น เดิมอาบน้ำก่อน รับประทานอาหาร ก็เปลี่ยนเป็น

รับ ประทานอาหาร ก่อนอาบน้ำ เป็นต้น

ที่ทำงาน

• สลับ ตำแหน่งสิ่งของ ที่อยู่บนโต๊ะ ทำงาน

• โทร ไปหาเบอร์ประจำ โดยสูดดมกลิ่น หอม เช่น สูดดมกลิ่นส้มก่อนโทรหาเจ้านาย

ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตและ ตลาดสด

• หลับตา สูดกลิ่น แล้วลองทายดูว่าเป็นผลไม้ชนิดไหน ขนมยี่ห้ออะไร

• ลอง หยิบสินค้าชนิด ใหม่ ๆ มาดูรายละเอียด

คณ อยากมีอาการหัว ใสคิดอะไร " ปิ๊ง ปิ๊ง " ตอน ทำงานทุกครั้ง หรือเปล่า ? จริง ๆ แล้วไม่มีใครอยากบื้อไบ้รับประทานหรอก เวลาเจอโจทย์ ยาก ๆ หรือแม้แต่คำถามง่าย ๆ อย่าง นี้เราลองมาบริ หารสมองกันดูซิ ว่าจะได้ผลตาม ที่คาดหวังหรือ เปล่า

การบริหารสมองนั้นแบ่งออก ได้เป็น 4 กลุ่มท่า เกิด อะไรขึ้นหลัง บริหารสมอง

พึง ระลึกเสมอว่า การ ออกกำลังกาย สมอง ไม่สามารถทำให้สมองของคุณเหมือนสมองคนอายุ 20 ปี แต่ ทำให้การทงาน ของสมองมี ประสิทธิภาพมาก ขึ้น เปรียบ เสมือนคุณออก กำลังกาย ไม่สามารถทำให้คุณเป็นหนุ่มสาวขึ้น แต่ ทำให้ร่างกาย คุณแข็งแรง ป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ ได้
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

ขวัญใจ เขียน:

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

ผมเห็นคนพิการขาเดียวปั่นตามเส้นทางที่ผมใช้วิ่งผ่านจากที่ทำงานเข้าในเมือง เห็นครั้งแรก ๆ ก็คิดว่าบ้านคงอยู่แถวนั้นอาจจะปั่นไปไม่ไกล เมื่อวานเจอแกอีกก็เลยจอดรถขอถ่ายรูปและสนทนาถามไถ่ ว่าทำไมต้องมาขี่จักรยาน แกตอบว่า "ผมอยากออกกำลังกาย" แต่ไม่รู้จะเล่นกีฬาประเภทใด ก็เลยหันมาขี่จักรยาน จักรยานคันนี้มีคนบริจาคมาให้ ถามต่อปั่นแล้วดีอย่างไร แกเล่าต่อไปเรื่อย ๆ เป็นหลายโรค หายใจไม่สะดวก เป็นความดัน เบาหวานพร้อม หลังจากปั่นแบบต่อเนืองมาไม่นานโรคทุกโรคที่เคยเป็นทุเลาลงไปมาก ระบบหายใจสะดวกขึ้น นอนเต็มอิ่ม น้ำตาลในเลือดลดลงเป็นปกติ บันไดอีกข้างหนึ่งจะใช้โซ่พันไว้เพื่อให้มันถ่วงน้ำหนัก ใช้ขาเดียวปั่น จักรยานก็เป็นจักรยานบ้านสภาพเก่ามาก ๆ ผมเลยบอกแกว่าเดี๊ยวจะหาจักรยานมาให้ใหม่ แกรีบยกมือไหว้กล่าวขอบคุณ ในแววตาบ่งบอกถึงความหวัง ก็เลยถามไถ่รายละเอียด แกชื่อ สุวิทย์ บ้านอยู่วังทอง พร้อมทั้งให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อ ผมชื่นชมและทึ่งในความพยายามที่จะออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงในขณะที่พิการมีขาข้างเดียว แล้วท่านที่มีความสมบูรณ์ครบ 32 ประการ ตระหนักบ้างหรือยัง หรือจะรอให้หมอสั่ง
:o :o โอกาสหน้าเราจะได้ติดตามรายละเอียดมานำเสนอ เพื่อให้เป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิต เห็นความสำคัญของจักรยาน และสามารถปลอดโรคปลอดภัยไม่ต้อง หาเงินเป็นค่ายา ลดรายจ่ายได้อีกมาก ๆ ช่วงนี้ รักรถรักธรรม กำลังจะช่วยเปลี่ยนจักรยานให้แกได้ขี่อย่างมีความสุขยิ่ง ๆ ขึ้น ครับอดใจรอ ไม่นานครับคงได้ชมแน่นอนครับ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
wheeler pro 49
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2320
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ก.พ. 2010, 16:44
Tel: dtac 081-531-6774
team: เสรี จักรยานเสือภูเขาน่าน
Bike: จักรยานขี้เมี่ยง
ตำแหน่ง: 152หมู่ 4 ต.หนองแดง อ.แม่จริม จ.น่าน 55170

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย wheeler pro 49 »

ข้อเท้าเทียม

ในปัจจจุบันนี้คนไทยไม่มากก็น้อยคงจะรู้จักหรืออย่างน้อยก็เคยได้ยินเกี่ยว กับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและข้อสะโพกกันมาบ้างแล้ว ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้ได้รับการผ่าตัดแก้ไขเปลี่ยนผิวข้อเข่าหรือข้อสะโพก คือ การเสื่อมของผิวกระดูกบริเวณดังกล่าวอันเป็นผลเนื่องมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น จนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว นอกเหนือไปจากข้อเข่าและข้อสะโพกแล้วยังมีข้อต่อที่สำคัญอีกหนึ่งข้อที่อาจ เกิดปัญหาได้เช่นเดียวกัน คือ ข้อเท้า ซึ่งอาจเป็นบริเวณที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสำคัญในการดูแล รักษาเท่าที่ควร
ข้อเท้า เป็นข้อต่อที่รองรับการใช้งานอย่างหนักแต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามและไม่ให้ ความสำคัญในการดูแลเอาใจใส่ให้เหมาะสมในการใช้งาน จากผลการศึกษาพบว่าผู้ชายน้ำหนัก 80 กิโลกรัม เดินเฉลี่ย 8,000 ก้าวต่อวัน ข้อเท้าจะรับน้ำหนักรวมเฉลี่ยมากถึง 1,000 ตันต่อวัน
ข้อเท้าเทียม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ป่วยที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้าเสื่อมซึ่ง เป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมา ข้อเท้าเทียมนั้นถูกพัฒนาขึ้นเป็นเวลา 30 ปีมาแล้ว แต่เนื่องมาจากคุณภาพและรูปแบบของข้อเท้าเทียมในสมัยแรกๆนั้นยังไม่เป็นที่ ยอมรับ จนทำให้การผ่าตัดในช่วงแรกๆล้มเหลวทั้งหมด หลังจากนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ได้มีการพัฒนาข้อเท้าเทียมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้มีการเปลี่ยนวัสดุและรูปแบบของข้อเท้าเทียมให้มีลักษณะใกล้ เคียงกับข้อเท้าของมนุษย์มากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้มีการออกแบบให้เกิดการเชื่อมตัวกันระหว่างกระดูกของผู้ป่วยกับข้อ เท้าเทียม โดยไม่ต้องใช้ปูนเชื่อมกระดูก ( Bone cement ) ดังเช่นในอดีต ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเป็เทคโนโลยีเดียวที่ใช้กับข้อเข่าเทียมและข้อสะโพก เทียมในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นมาข้อเท้าเทียมก็ได้รับการยอมรับมากขึ้นและผลที่ตามมาหลังการผ่า ตัดก็ดีขึ้นเป็นลำดับ โดยผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมหลายอย่างได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ถีบจักรยาน ว่ายน้ำหรือแม้กระทั่งการวิ่งเบาๆ
โดยทั่วไปการรักษาอาการปวดข้อเท้าเรื้อรังอันเป็นผลมาจากการเสื่อมของ ผิวกระดูกข้อเท้านั้น สามารถทำได้สองวิธี คือ การเข้ารับการผ่าตัดเชื่อมกระดูกข้อเท้า ( Arthodesis หรือ Ankle fusion ) และการผ่าตัดเพื่อใส่ข้อเท้าเทียม ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางเลือก หนึ่ง โดยในประเทศไทยนั้นศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์ ( ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูก) สามารถให้คำปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยเพื่อให้สอดคล้องกับอาการและสภาพร่างกาย ของผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี
การรักษาวิธีแรก คือ การผ่าตัดเพื่อเชื่อมกระดูกข้อเท้า เป็นการรักษาที่นิยมกันมากในการแก้ปัญหาอาการปวดข้อเท้าตั้งแต่อดีต เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าและเป็นทางเลือกเดียวในการรักษามานานนับสิบ ปี ผูัป่วยจะหายจากอาการปวดข้อเท้าหลังจากการรักษาก็จริง แต่ผลที่ตามมาคือ ผู้ป่วยไม่สามารถขยับข้อเท้าได้ดังเดิม การเคลื่อนไหวลดลงเนื่องจากไม่สามารถขยับ งอ หรือบิดข้อเท้าได้อีกต่อไป นอกเหนือไปจากนั้นงานวิจัยยังแสดงถึงปัญหาที่ตามมาหลังการผ่าตัดเชื่อม กระดูกข้อเท้า โดยจะทำให้เกิดการเสื่อมตัวลงอย่างรวดเร็วของข้อกระดูกถัดๆไปจากกระดูกข้อ เท้าในระยะเวลา 10 ปี เนื่องจากการพยายามปรับตัวของกระดูกข้อต่างๆให้เข้ากับกระดูกข้อเท้าที่ได้ รับการผ่าตัดเชื่อมกันจนทำให้สูญเสียความยืดหยุ่นและความสามารถในการเคลื่อน ที่ ทั้งนี้ข้อต่อต่างๆที่อยู่ถัดจากข้อเท้าที่เชื่อแล้วยังต้องรับภาระในการทำ หน้าที่ทดแทนข้อเท้ามากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการเสื่อมของข้อต่างๆตามมาในที่สุด
การรักษาวิธีถัดมา ที่เริ่มเป็นที่นิยมและเข้ามาทดแทนการรักษาวิธีแรกก็คือ การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเท้าเทียมนั่นเอง โดยเป็นทางเลือกที่เหนือกว่าทั้งในด้านใช้งานที่ทำให้เกิดการเคลื่อน ไหวอย่างอิสระมากยิ่งขึ้น และผลที่ตามมาหลังการรักษาโดยไม่ส่งผลให้เกิดการเสื่อมของกระดูกข้อถัดๆไป อีกทั้งหากเกิดการเสื่อมของข้อเท้าเทียมที่ผ่าตัดไปหลังจากมีการใช้งานหรือ มีปัญหาใดๆตามมา ศัลยแพทย์กระดูกยังสามารถเปลี่ยนกลับไปรักษาด้วยการผ่าตัดเชื่อมกระดูกข้อ เท้าได้ในภายหลัง
อย่างไรก็ดีผู้ป่วยบางคนอาจไม่สามารถทำการรักษาโดยเปลี่ยนกระดูกข้อเท้าได้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีโรคประจำตัวหรือสภาพของร่างกายบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน หรือมีภาวะเลือดไปหล่อเลี้ยงเท้าหรือขาไม่เพียงพอ เพราะสภาวะเหล่านี้อาจรบกวนผลการรักษาและมีผลต่ออายุการใช้งานของข้อเท้า เทียม ทั้งนี้สภาวะแวดล้อมต่างๆขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศัลยแพทย์ที่ทำการตรวจ รักษา
ปัจจุบันนี้ศัลยแพทย์กระดูกของประเทศไทยเริ่มให้ความสนใจกับกระดูกเท้าและ ข้อเท้ามากยิ่งขึ้น จนได้เกิด อนุสาขาออร์โธปิดิกส์เท้าและข้อเท้า ขึ้นในราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและผลิตบุคลากรทางการแพทย์ออร์โธปิดิกส์ที่มีความรู้ความ สามารถเฉพาะทางด้านกระดูกเท้าและข้อเท้า เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนชาวไทย
หากท่านมีสงสัยหรืออาการเกี่ยวข้องกับกระดูกเท้าและข้อเท้า ท่านสามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเท้าและข้อเท้าได้ ในโรงพยาบาลดังต่อไปนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ โรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลพระราม 9 และโรงพยาบาลวิชัยยุทธ โดยจำนวนแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกเท้าและข้อเท้านั้นจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปั่นไปทั่วทิศ ได้มิตรทั่วไทย
ยิ่งปั่น ยิ่งแข็ง แรงยิ่งดี ไม่มีโรคภัย
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:o :o อาหาร 2 ชนิดที่ไม่ควรกินร่วมกัน

อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน บางอย่างมีประโยชน์ บางอย่างไม่มีประโยชน์ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า อาหารบางอย่างที่เราทานเข้าไปทุกวันๆ เราคิดว่ามีประโยนช์มากมายนั้น บางอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด มาดูดีกว่าว่ามีอาหารชนิดไหนบ้าง

หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว - ห้ามรับประทารด้วยกัน จะเป็นโรคผิวหนัง

เต้าหู้กับน้ำผึ้ง - ห้ามรับประทานด้วยกันจะทำให้หูหนวก

มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดคอพอก

กล้วยกับเผือก - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้ท้องอืด

มันเทศกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

กล้วย+มะละกอ+แตงโม - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

มันฝรั่งกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

น้ำเต้าหู้กับนมสด - ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตีบ

ผักป๋วยเล้งกับเต้าหู้ - ห้ามรับประทาน กับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

น้ำผึ้ง - ห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

ส้มกับมะนาว - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้กระเพาะทะลุ

ปลาทุกชนิด - ห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

ขิงดอง - ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรค มะเร็ง

น้ำเต้าหู้ - ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

น้ำข้าว - ห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

บวบ ซือกวย ไชเท้า - ห้ามรับประทานวันเดียวกัน จะทำให้เป็นเบาหวาน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

มังคุดกับน้ำตาล- กินร่วนกันจะทำให้เสียชีวิต

ถั่วลิสงกับฟักทอง - ห้ามรับประทานรวมกัน จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

เหล้าขาวกับลูกพลับ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เป็นพิษ

เหล้าขาวกับเบียร์ - ห้ามรับประทานด้วยกัน จะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

:lol: :lol: โดยเฉพาะ เหล้าขาว + เบียร์ ตัวผมเองดื่มมาแล้วแต่ไม่เป็นอะไร เพราะร่างกายฟิตมาก ๆ แต่รู้สึกได้ว่าสมองมึนตึ๊บ เมาแบบไม่รู้ภาษา ตื่นขึ้นมา โคตรแฮ๊ง มาก ๆ จำได้ว่าประพฤติไม่กี่ครั้งก็เลิกครับไม่งั้นคง เผาไปเรียบร้อยแล้ว ที่นำมาเสนอนี้ "รู้ไว้ใช่ว่า - " อย่างน้อย ๆ ก็เตือนสติทุกสิ่งในโลกมีประโยชน์ทั้งนั้น ในประโยชน์ก็มีโทษแอบแฝงมาด้วย ก็ระมัดระวังกันครับ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ ฟังหูไว้หู ทดลองดูแล้วบอกต่อ จะเกิดมหากุศลครับ(ถ้าไม่เป็นอะไร..นะ :lol: :lol: ) 8-) 8-)

รูปภาพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: คุณเคยรู้มั้ยว่าลำไส้ของเราสกปรกแค่ไหน??

วันนี้มีวิธีทำความสะอาดลำไส้และทำให้หน้าท้องเล็กลงได้มาให้ทำตามกันนะจ้ะ ^^ เราจะทำบ่อยๆช่วงก่อนไปเที่ยว เพราะการไปเที่ยวที่มีทะเลจะต้องใส่ชุดว่ายน้ำ เพราะฉะนั้น พุงห้ามมีเลย หน้าท้องต้องเก็บ วิธีนี้ง่ายและทำได้จริง ถ้าทำได้ทุกวันหน้าใสนะเออออ

ลำไส้ของเราเมื่อมีไขมันเกาะมากๆๆ ไขมันเหล่านี้จะทำให้กระเพาะอาหารตับม้ามดูดซึมทุกอย่างได้แย่มาก อาหารที่ว่าง่ายนิดเดียว เอ๊ จะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มไม่แน่ใจ 555 ไม่รู้จะเรียกประเภทไหนดี

-ส่วนผสมมีดังนี้

1. โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย
2. นมสด 1 กล่อง
3. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
4. มะนาว 1 ลูก

-วิธีทำ

นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบเลยย หรืออยากทานเยอะก็ทบสองเท่าของทั้งหมด เป็นโยเกิร์ตหนึ่งถ้วย นมสดสองกล่อง น้ำผึ้งสองช้อน มะนาวสองลูก (กินให้หมดก็แล้วกัน >.<)

ทำเสร็จก็ยกกระดกแก้ว ทานง่ายกว่าเหล้าเบียร์

ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้ และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้นแน่นอนน ลองทำดูแล้วจะรู้ว่ามันเจ๋งจริงๆๆนะ แต่ต้องทานแต่เช้า ส่วนข้าวเช้าก็ทานปรกติ รับรองงระบบเมตาบอลิซึ่มก็ทำงานเพิ่มสองเท่า ข้าวเช้าก็ไม่อดด สุขภาพดี หน้าใสนั่นก็เป็นเพราะ

ส่วนผสมต่างๆเมื่อรวมกันแล้วกินลงไปมันจะช่วยในการปรับธาตุ ซึ่งการปรับธาตุไม่ต้องไปหาซื้อยาที่ไหนหรอกค่ะ หาเอาของในครัวมาทำก็ได้ แถมยังได้ประโยชน์ในการล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันจนเป็นนิสัยนะครับ

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักว่าไขมันไอ้พวกที่เกาะผนังลำไส้เหรือที่ต่างๆเรามีโทษยังไงก่อน

ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ม้ามให้ดูดซึมทุกอย่างบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายมาก

ถ้าไขมันเกาะที่

1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก

ถ้าทำเมนูสุขภาพเมนูที่ว่านี้และทานทุกวัน คุณจะหายจากโรคพวกนี้ แม้จะใช้เวลาแต่มั่นใจได้ว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นหรือลุกลามแน่นอน


:lol: :lol: สำคัญที่สุด อย่าลืมปั่นจักรยานให้เป็นวิถีชีวิต ออกกำลังไปในตัวด้วยนะครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
trek_thailand
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 112
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ย. 2011, 07:23
team: อิสระ
Bike: Trek

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย trek_thailand »

8-) สุดยอดจริงๆครับ ขอบคุณอย่างมากเลยครับ ทุกท่านที่นำสิ่งที่เป็นโยชน์มาให้ได้รับรู้
++คติธรรม อย่าเอาดีใส่ตัว แล้วพูดชั่วให้แก่ผู้อื่น++
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: ปั่นจักรยานหน้านี้โปรดระมัดระวัง มาฟังหมอสารภี เล่าให้ฟัง โรคตาครับ :) :)

รูปภาพ

:) :D ช่วงหน้าแล้ง แดดจัด ลมแรง ฝุ่นมาก ตัวการนำไปสู่ต้อลม ต้อเนื้อครับ

ต้อเนื้อและต้อลม

เป็นโรคตาที่พบได้บ่อยมาก แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแบบต้อหินและต้อกระจก ต้อเนื้อเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงของเยื่อบุตา (ตาขาว) มีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อสีแดงๆ รูปสามเหลี่ยมงอกจากเยื่อบุตาลามเข้าไปบนกระจกตา (ตาดำ) มักพบบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ต้อเนื้อจะค่อยๆ โตอย่างช้าๆ ส่วนใหญ่มักเป็นนานร่วมสิบปีจึงจะรู้สึกว่าเป็นมากขึ้น ถ้าเป็นมากจะลามเข้าถึงกลางกระจกตาปิดบังการมองเห็นบางส่วน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามัวได้

ต้อลมเป็นโรคในกลุ่มเดียวกับต้อเนื้อแต่เป็นน้อยกว่า มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก นูน สีขาว หรือเหลืองอยู่ข้างๆ กระจกตา แต่ไม่ได้ลุกลามไปบนกระจกตา ต้อเนื้อและต้อลมอาจมีการอักเสบได้ ทำให้เยื่อบุตาบริเวณนั้นแดง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บตาและเคืองตา

สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อและต้อลม

ต้อเนื้อและต้อลม เกิดจากการที่ตาได้รับรังสีอุลตราไวโอเลตจากแสงแดดเป็นเวลานานร่วมกับการโดนฝุ่นละออง ควัน ลม ความแห้งแล้ง อากาศร้อนและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา โรคนี้จึงมักเกิดกับผู้ที่อยู่ในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง มีหลายคนเข้าใจผิดว่าต้อเนื้อเกิดจากการรับประทานเนื้อ จึงป้องกันโดยการไม่รับประทานเนื้อ เพราะกลัวว่าจะทำให้เป็นมากขึ้นซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะโรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากอาหารที่รับประทาน คำว่า “เนื้อ” ในที่นี้มาจากลักษณะของโรคที่เห็นเป็นก้อนเนื้องอกขึ้นมา

อาการ

ผู้ที่เป็นต้อเนื้อและต้อลม จะมีอาการเคืองตา แสบตา คันตา ตาแดง น้ำตาไหล อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง โดนแดด โดนลม ในผู้ที่เป็นน้อยมักไม่มีอาการผิดปกติ โดยทั่วไปต้อเนื้อและต้อลมจะไม่ทำให้เกิดอาการตามัว ยกเว้นในรายที่ต้อเนื้อเป็นมากจนลามเข้ามากลางกระจกตา บังการมองเห็นจึงจะมีอาการตามัว

การรักษา

• ใส่แว่นกันแดด ในเวลาที่ออกกลางแจ้งเพื่อลดอาการต่างๆ ทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น
• ต้อลมและต้อเนื้อที่เป็นไม่มาก ผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติ ไม่จำเป็นต้องรักษา สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้โดยไม่มีอันตราย
• ให้ยาหยอดตา ผู้ที่เป็นต้อลมและต้อเนื้อถ้ามีอาการเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดง แพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองตาและทำให้ตาไม่แดง แต่ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต้อเนื้อและต้อลมหายไปได้
• การผ่าตัด ในผู้ที่เป็นต้อเนื้อซึ่งลุกลามเข้าไปบนกระจกตาขนาดพอสมควร แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาโดยการผ่าตัด แต่ถ้าเป็นน้อยก็ไม่จำเป็นต้องทำผ่าตัด ส่วนต้อลมนั้นไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออกเพราะเป็นเพียงก้อนเนื้อขนาดเล็กๆ ที่ไม่มีอันตรายต่อตา

ที่มา ร พ. จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:idea: :idea: ใครที่ชอบปวดเมื่อย มีอาการคลื่นไส้อยากอาเจียนบ้าง? เราสามารถเอาชนะโรค "ไมเกรน" โดยไม่ต้องกินยา !?

"ไมเกรน" (Migraine) เป็นโรคปวดศีรษะชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติระบบประสาทที่หลอดเลือดแดงบริเวณศีรษะซึ่งเป็นโรคเรื้อรังไม่หายขาดซึ่งอาจจะมีอาการเป็นครั้งคราว

ลักษณะที่สำคัญของไมเกรน ประกอบด้วย ส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะข้างเดียวประมาณ 60% หรือจะมีอาการปวดศีรษะทั้ง 2 ข้างก็ได้ โดยทั่วไปจะมีอาการปวดศีรษะนาน 4 - 72 ชั่วโมงและมักจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและเวียนศีรษะร่วมด้วย รวมถึงอาการปวดที่ไวต่อแสงหรือเสียงก็ได้

อาการปวด หัวแบบ ไมเกรน จะมีตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงมากจนกระทบกับการดำรงชีวิตประจำวัน อาจจะมีอาการปวดตุบๆ แถวขมับ หรืออาจจะจะปวดบริเวณเบ้าตา และอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน อาการปวด ไมเกรนเวลาหายปวดจะหายสนิท และบางคนเวลามีอาการปวด ไมเกรน มักจะมีอาการนำมาก่อนที่จะเกิดอาการปวด เรียก Aura อาจจะเห็นแสงแวบ แสงจ้า ตาพร่ามัว ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ก่อนจะมีอาการปวด

คนที่เป็นไมเกรนส่วนใหญ่จะพบการเกร็งตัวของกล้ามเนื้้อ บริเวณบ่า และ มีจุดกดเจ็บของกล้ามเนื้อหดตัวเกร็งจนเป็นก้อนเล็กๆ 0.5 - 1.0 เซนติเมตร (Trigger Point) บริเวณ บ่า ต้นคอ ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไปเลี้ยงบริเวณจุดนั้นได้ ส่งผลทำให้ไม่สามารถเลือดและออกซิเจนไม่สามารถส่งผ่านไปยังศีรษะได้เต็มที่ เมื่อเลือดไม่สามารถส่งขึ้นไปเลี้ยงที่ศีรษะ 2 ข้างไม่เท่ากัน จึงทำให้เกิดการปวดศีรษะข้างเดียว ที่เรียกว่าไมเกรน

คนที่ทำงานในสำนักงาน และนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆเป็นประจำ มีโอกาสที่จะเกิด Trigger Point ด้านขวาได้บ่อย และเป็นผลทำให้ปวดหัวไมเกรนซีกขวาได้

คนจำนวนไม่น้อยเลือกหยุดอาการไมเกรนด้วยการับประทานยา ซึ่งแม้จะได้ผลในการปวดครั้งนั้น แต่การทานยาแก้ปวดสม่ำเสมอยังมีผลข้างเคียงต่อ กระเพาะอาหาร ตับ และไตอีกด้วย หลอดเลือดอักเสบ ทำให้เมื่อหลอดเลือดขยายตัวแล้วจะเกิดอาการปวดอีกด้วย ถ้าใช้ยาประเภทนี้บ่อยๆจะเกิดโรคลูกโซ่ตามมาจากการใช้ยาแก้ปวดประเภทนี้ในวันข้างหน้าแน่นอน

ยาแก้ปวดไมเกรน ทุกชนิดมีผลต่อตับอย่างแต่นอน เมื่อตับทำงานหนักและเสื่อมลง ย่อมทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ซึ่งย่อมให้เกิดโรคต่างๆตามมาได้อีกหลายโรค

ข้อสำคัญการรับประทานยาแก้ปวดประเภทไมเกรนเป็นประจำ จะทำให้เกิดอาการรุนแรงในการปวดครั้งๆต่อๆไปมากขึ้น และต้องพึ่งยาที่มากขึ้นหรือแรงขึ้นไปอีก จนบางครั้งอาจปวดจนถึงขั้นต้องพึ่งยาฉีดเข้าเส้นเลือดประเภทมอร์ฟีนหรือสเตอรอยด์เข้าไปด้วย

ความจริงแล้วการกินยาเป็นเพียงการรักษาปลายอาการเท่านั้น ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ จุดกดเจ็บที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ Trigger point ไม่ได้หายไปไหน ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็จะเกิดเป็นกล้ามเนื้อพังผืดเป็นวงกว้างมากขึ้นและหนามากขึ้น จากการรักษาด้วยการพึ่งพายาแก้ปวดไมเกรน และอาการไมเกรนก็จะหนักมากขึ้น และรักษายากขึ้นด้วย

ด้วยเหตุผลนี้คนที่รักษาโรคไมเกรนจำนวนหนึ่ง จึงไปรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด หรือนวดกดจุดลดขนาดพังผืดบริเวณบ่า และกดเพื่อทำให้จุดกดเจ็บ Trigger Point ให้มีขนาดลดลง ตลอดจนกดจุดบริเวณบ่า คอ ไหล่ และบริเวณศีรษะด้านที่ปวด

ถ้าจะสังเกตให้ง่ายก็คือจุด Trigger Point จะอยู่บริเวณบ่าเป็นก้อนกล้ามเนื้อที่นูนออกมา หากกดลงจะมีลักษณะแข็งจึงจำเป็นต้องกดจุดเหล่านี้ให้มีขนาดเล็กลงหรือนิ่มลง บางครั้งก้อนที่แข็งมากอาจจำเป็นต้องลงศอกเสียด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะการกดค้างศีรษะด้านบนค่อนไปข้างหน้า กดด้านที่ปวดห่างจากเส้นกึ่งกลางมา 1 นิ้ว กดค้างให้ลึก 10 วินาทีต่อครั้งแล้วปล่อยทำหลายๆครั้งจะหยุดได้แบบฉับพลัน แม้ว่าการปวดนั้นจะลามมาถึงการปวดที่เบ้าตาแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ หลายคนที่พยายามจะหลีกเลี่ยงการรับประทานยาก็ใช้วิธีอื่น เช่น การราดน้ำศีรษะด้วยน้ำเย็นต่อเนื่องกัน 5 -10 นาที, การแปะด้วยถุงเจลแช่เย็น (Cold Pad) บริเวณหน้าผากและเบ้าตา, การรีบนอนให้เร็วโดยทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ ฯลฯ

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการหยุดอาการปวดที่ทรมานได้ โดยไม่ต้องใช้ยา แต่ที่กล่าวมาก็ยังไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ เป็นเพียงการหยุด"ปลายอาการ" เท่านั้น!!!

เพราะโรคไมเกรนของคนส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดขึ้นในตอนวัยเด็ก และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกรรมพันธุ์ แต่มักจะเกิดขึ้นเมื่อโตมากขึ้นแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยภายนอก ได้หลายอย่าง เช่น

1.อาหาร พบว่าอาหารหลายชนิดที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้มาก เช่น นมวัว เนย ชีส ช็อคโกแลต ไวน์แดง เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถั่วบางชนิด กล้วยสุกงอม ชา กาแฟและเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน น้ำตาลเทียม ผงชูรส แอสปาแตม รวมถึงสารที่แต่งอาหารบางชนิดก็มีผลเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ ไมเกรนได้ด้วย เช่น สารไนไตรด ไนเตรด ซึ่งจะพบในอาหารพวก เบคอน ไส้กรอก ซาเซมิ แฮม

คนส่วนใหญ่ที่เป็นไมเกรนแล้วงดอาหารที่กล่าวมาข้างต้นมักมีอาการไมเกรนลดลงอย่างเห็นได้ชัด!

2. ระดับฮอร์โมน ระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น ช่วงที่มีประจำเดือน รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ได้รับฮอร์โมนทดแทน และกำลังตั้งครรภ์ เป็นต้น

3. สภาพร่างกาย สภาพร่างกายที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น นอนไม่พอ เครียด ทำงานหนักมากเกินไป ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม มีลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ (รวมถึงการเกร็งตัวจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน) และอดอาหาร เป็นต้น

4. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่มากเกินก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของอาการปวดหัวไมเกรนได้

5. สภาวะแวดล้อม สภาวะแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ เช่น อาการร้อนหรือหนาวจัด แสงแดดจ้า กลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่าง เช่น กลิ่นบุหรี่หรือกลิ่นน้ำหอม เป็นต้น

6. ยาและสารเคมีบางชนิด ยาและสารเคมีบางชนิดกระตุ้นให้เกิดการปวดศีรษะได้ เช่น nitroglycerine, Hydralazine, Histamine, Resepine เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ปวดหัวไมเกรน ไซนัส จำนวนมากมีประวัติกินยาแก้อักเสบ ยากแก้แพ้ และ ยาลดน้ำมูกเป็นประจำ
จะเห็นได้ว่าโรคไมเกรนส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมของเราเองส่วนหนึ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ และเกิดจากสภาวะแวดล้อมอีกส่วนหนึ่ง

ดังนั้นเมื่อโรคนี้เกิดจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม การแก้ไขที่ตรงจุดจึงย่อมไม่ใช่การรับประทานยาแก้ปวด แต่ต้องพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมและหลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับตัวเองน่าจะถูกต้องกว่า

หรือไม่ก็ต้องรู้จักปรับสมดุลให้เหมาะสมกับพฤติกรรมและสภาวะแวดล้อมที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้

แต่หลายคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นได้และต้องการหายขาด เท่าที่ได้พบเห็นก็ดูเหมือนว่าการรักษายังคงมีอีกหลายวิธีที่เป็นการแพทย์ทางเลือก เช่น การดื่มน้ำปัสสาวะบำบัด, การฝังเข็ม, การดีท็อกซ์, การรับประทานอาหารสมดุลร้อน-เย็น, การล้างพิษตับ, การนั่งสมาธิ ฯลฯ
ด้วยพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมของคนในยุคนี้เปลี่ยนไป ทำให้โรคปวดหัว ไมเกรนนับวันจะมีคนเป็นมากขึ้น เป็นโรคที่ปวดแล้วทรมาน หากรู้จักแนวทางในการป้องกันและรักษาตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา ก็จะพบว่าความถี่ในการเกิดโรคไมเกรนจะค่อยๆทิ้งช่วงนานขึ้น ปวดน้อยลง และหายได้ในที่สุด
ผมเป็นคนหนึ่งที่ปวดไมเกรนมาเป็นเวลาเกือบ 15 ปี รักษามาแล้วหลายวิธี ใช้ยาแรงมาแล้วก็มาก แต่พึ่งจะหายจากโรคนี้ได้โดยไม่มีอาการแม้แต่วันเดียวในปีนี้ และเป็นปีแรกที่ไม่ต้องอาศัยยาเคมีแม้แต่เม็ดเดียว ก็ด้วยการใช้แนวทางธรรมชาติบำบัดของชาวสันติอโศกควบคู่ไปกับการหาเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์

แม้ความจริงจะมีรายละเอียดอยู่มากในการอธิบายเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็ขอเขียนอธิบายมาโดยสรุปพอสังเขปให้เหมาะกับพื้นที่นี้ เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันทำบุญแบ่งปันข้อมูลนี้ เพื่อคลายทุกข์ให้กับคนที่ทรมานจากโรคนี้ต่อไป


:lol: :lol: สำหรับผม..ปั่นจักรยานให้เหงื่อโชก..ไมเกรนกระเด็นเลยละครับ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D 3H เพื่อสุขภาพ...นพ.กฤษดา ศิรามพุชผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ (International Anti-Aging Institute: IAAI) แนะนำวิธีชะลอความเสื่อมของสังขารนั้นไม่ยากขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพของตัวเอง โดยใช้วิธีง่ายๆ ที่เรียกว่า 3 H ประกอบด้วย

1.Healthy Weight รู้จักควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน โดยการเลี่ยงแป้งและน้ำตาลโดยเฉพาะในอาหารจำพวกขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ ส่วนน้ำตาลหลายคนหันมาบริโภคสารให้ความหวานแทน ซึ่งสารเหล่านี้ข้อควรระวังคือไม่ควรนำมาประกอบอาหาร หรือถูกความร้อนสูงๆเพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นทั้งในและต่างประเทศระบุว่า เมื่อสารให้ความหวานประเภทน้ำตาลเทียมได้รับความร้อนสูงๆ อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งได้ ดังนั้นการจะบริโภคน้ำตาลเทียมควรเลือกสารให้ความหวานที่ผลิตจากธรรมชาติ อาทิ ชะเอมเทศหรือหญ้าหวาน เป็นต้น

2.Healthy diet and Lifestyle บริโภคผักใบเขียวโดยควรบริโภคประมาณวันละ 5 กำมือ และปลาทูอีก 2 ตัวอาหารเหล่านี้จะมีสารอาหารที่ช่วยต้านพวกสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ หรืออนุมูลอิสระได้และควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย

3.Healthy Mind คือต้องมีกำลังใจที่ดีมีจิตและสมาธิอยู่กับปัจจุบัน โดยให้ฝึกหายใจเข้าลึกๆ ให้ท้องป่อง และกลั้นหายใจสัก 4 วินาที จากนั้นค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกจะช่วยให้มีสติดีขึ้น"

นพ.กฤษดากล่าวว่าที่สำคัญควรรู้จักฝึกการใช้สมอง 2 ซีกอย่างสม่ำเสมอเพราะการที่ใช้สมองเพียงซีกเดียวจะทำให้เกิดความเสื่อมตามมาหากเราถนัดมือขวาก็แสดงว่า สมองซีกซ้ายเราเด่น เราต้องทำให้สมองซีกขวาเด่นด้วยโดยการฝึกใช้มือซ้าย หรือให้ฝึกการใช้สัมผัสอื่นๆ ที่เราไม่ถนัดนอกจากนี้การที่เรารู้สึกหิวนิดๆ ก็จะทำให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมามากด้วยเพราะเมื่อร่างกายเริ่มหิวจะสั่งไปที่สมองให้หลั่งสารให้สมองรู้สึกโล่งจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นการที่รู้สึกดีก็จะทำให้จิตใจดีช่วยชะลอความแก่ไปในตัว

"ที่สำคัญการออกกำลังกายจะช่วยได้มากในเรื่องนี้ยิ่งการซิตอัพจะทำให้ร่างกายหลั่งโกรทฮอร์โมนขึ้น เพราะจะทำให้ร่างกายกระชุ่มกระชวยดังนั้น ในแต่ละวันควรซิตอัพอย่างน้อย 30 ครั้ง" นพ.กฤษดา กล่าว และว่าปัจจุบันคนทำงานนิยมดื่มกาแฟกันมาก ทั้งๆ ที่กาแฟเป็นตัวทำลายความอ่อนเยาว์แต่จะให้เลิกกาแฟคงยาก ดังนั้น ไม่ควรทานกาแฟเกินวันละ 1 แก้วหรือควรทานกาแฟเพียงวันละ 2 ช้อนชาก็เพียงพอ ที่สำคัญอย่าลืมว่ากาแฟยิ่งร้อนเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นให้กับคาเฟอีนซึ่งเป็นตัวอนุมูลอิสระที่สำคัญ


:lol: :lol: ปั่นจักรยาน ๓๐ กม.ขึ้นไปไม่ต้อง ซิตอัพยังได้เลย -เบา -สะบาย -โล่งอกโล่งใจ แบบนี้เรียกว่าหลั่งโกรทฮอร์โมน ก็น่าจะได้ :lol: :lol: เพราะจักรยานปั่นไป ๆ จะได้ทุกส่วนของร่างกาย ถ้าไม่เชื่อ ลองมาปั่นดูซิ เอาให้เหงื่อโชกนะ แล้วจะตรัสรู้เอง :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
ขวัญใจ
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 2561
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 มี.ค. 2011, 17:07
Tel: 0823974409
team: รักรถรักธรรม
Bike: scoot, fuji araya

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย ขวัญใจ »

รูปภาพ
"ถ้าอยากปั่นเพื่อออกกำลังกาย
อย่างน้อยควรปั่นครึ่งช.ม. ขึ้นไป ด้วยความเร็วที่ต่อเนื่อง
ช่วยเรื่องหัวใจ ความดัน ลดความเสี่ยงของเบาหวาน ลดไขมันในเลือด
แต่ถ้าปั่นเพื่อลดน้ำหนักควรใช้เวลามากกว่านี้อย่างน้อยสัก 45นาทีขึ้นไป
และต้องคุมอาหารด้วย เพราะเรื่องอาหาร 70-80% ออกกำลังกายแค่ 20-30%
ออกกำลังกายหนักแต่ไม่คุมเรื่องอาหารก็ลดน้ำหนักยาก"

คุณหมอดูแลสุขภาพมานานแล้ว แต่ก่อนก็เตะบอล แต่เริ่มเจ็บหัวเข่า
มีปัญหาที่เอ็นหัวเข่า วิ่งก็เจ็บแล้ว เลยมาปั่นจักรยาน เพราะเป็นกีฬา
ที่ไม่มีแรงกระแทกลงไปที่เข่า และฝึกกล้ามเนื้อต้นขา ช่วยให้หายอาการเจ็บได้
คุณหมอเริ่มปั่น มา 3-4 ปีแล้วทุกวันนี้ ก็ปั่นมาที่โรงพยาบาลเป็นประจำครับ
อ่านเรื่องราวอื่นๆของคุณหมอเพิ่มเติมจาก
รูปประจำตัวสมาชิก
ota_hay
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 1808
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ส.ค. 2008, 14:19
team: unknow device
Bike: Wahoo 29er , TrinX Z5 MiniVelo
ตำแหน่ง: จันทบุรี

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย ota_hay »

ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ?
....ก่อนหน้านี้ที่ผมจะมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน ผมไม่ค่อยได้เล่นกีฬาครับ
เนื่องจากข้ออ้างเดิม ๆ ว่าหาเวลาว่างไปเล่นได้น้อย ที่เล่นบ่อย ๆ ตอนมีเวลาก็จะเป็นแบดมินตัน
แต่หลัง ๆ ไม่มีเพื่อนไปตีที่สนามเพราะติดธุระบ้าง ไปเที่ยวกับแฟนบ้าง
ผมก็เลยกร่อยอยู่คนเดียว มีแค่วิดพื้น กับซิทอัพ ช่วงเช้าก่อนอาบน้ำไปทำงาน

ทีนี้มาสังเกตุว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาผมมีปัญหาว่า ขณะนอนหลับช่วงกลางดึก ตี 3-5
ถ้าผมเผลอเหยียดขา คล้ายบิดขี้เกียจเมื่อไหร่ ผมจะเกิดอาการเป็นตะคริวขึ้นที่ช่วงน่องของขาข้างนั้นครับ
ผมเป็นแบบนี้บ่อยมาก จนเกรงใจภรรยาที่ต้องตื่นมาช่วยนวดประจำด้วย แต่ก็ยังไม่เคยไปปรึกษาหมอ

วันหนึ่ง ผมก็ได้คุยกับพี่ท่านนึงในเว็บที่เข้าไปคุยประจำทุกวัน พี่เขาตั้งกระทู้ชวนคุยเรื่อยเปื่อย
เรื่องเกี่ยวกับชวนปั่นจักรยาน ผมก็ได้เข้าไปคุยและสอบถามปัญหานี้ในกระทู้ดังกล่าวด้วย
พี่เขาก็แนะนำผมว่าให้ลองปั่นจักรยานดูสิ ผมก็เลยหาอ่านข้อมูลจากเว็บนี้
ว่าจะเลือกคันไหนดีที่น่าจะเหมาะกับเรา

จนกระทั่งมีตัวเลือกในใจแล้ว ว่าคันไหนตรงใจและตรงงบเราบ้าง
เมื่อปลายเดือน ธ.ค.2555 ที่ผ่านมา ผมก็ได้ตัดสินใจซื้อจักรยานเสือภูเขา
คันแรกในชีวิตมาปั่นเพื่อออกกำลังกายครับ
และจนบัดนี้ 16 มี.ค.2556 ผ่านไปประมาณสามเดือน ปั่นไปแล้วกว่า 500 ก.ม.
มารู้ตัวอีกที ว่า........ อ้าวเฮ้ยอาการนี้ไม่กลับมาเป็นอีกเลยนี่หว่า ดีใจมากครับ

เพราะฉนั้นคำตอบของคำถามนี้ ผมจึงขอตอบว่า รักษาโรคได้จริงครับ(แม้จะยังไม่รู้ชื่อโรคที่เป็นเลย :D )
Thaimtb มีบอร์ด"ไฟส่องสว่าง/อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" แล้วนะครับ >>> http://www.thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=775
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:o :o เรื่องจริงที่ หมอ ไม่ได้บอก...... (คีโม กับ มะเร็ง)...นำมาจาก Facebook ที่เพื่อนส่งมาให้เพราะรู้ว่าเราก็เป็นมะเร็ง

คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต ( ดีมากๆ) ช่วยกด Share ให้คนที่คุณรักด้วยครับ......หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทาง เลือกเดียวที่จะลอง และใช้ในการกำจัดโรค มะเร็งในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็ เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีกข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซล มะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐานจนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่ม ขึ้นในระดับพันล้านเซล (1,000,000,000 เซล) เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วย โรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้วมันหมาย ถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้ เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอ จนถึง ระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เพียงพอ เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไ ม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็งมันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับ โภชนาการซึ่งอาจเกิดจากยีนสิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการ เกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภท ของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วย ให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็น พิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูกทำลาย ระบบทางเดินอาหาร ฯลฯและเป็นสาเหตุทำ ให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลายเช่นตับ ไต หัวใจปอดฯลฯ
7....
8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะ ช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่าง ไรก็ตาม ถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโม หรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกัน อาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมีความซับ ซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็น สาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ดื้อยา และ ยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุ ทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็งคือ การไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัวอะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

a. น้ำตาลคือ อาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให กับเซลมะเร็งสารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น"" นิวตร้าสวีต"" "" อีควล"" "" สปูนฟูล "" ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวานซึ่งเป็นอันตรายสารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่า คือน้ำผึ้ง มานูคา(จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อยแต่ใน ปริมาณน้อยๆเท่านั้นเกลือสำเร็จรูป ก็ใช้สาร เคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้"" แบรก อมิโน"" หรือ เกลือทะเลแทน

b. นม เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็ง จะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือกการใช้ นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้ เซลมะเร็งไม่ ได้รับอาหาร

c. เซลมะเร็งเติบโต ได้ดี ในภาวะแดล้อมที่ เป็นกรด อาหารจำพวก เนื้อ จะสร้างสภาวะ กรดขึ้นดังนั้นจึงควรหันไปรับประทาน ปลา จะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทน เนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่ สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์และเชื้อปรสิต บางประเภทตกค้างอยู่ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด80% และน้ำ ผลไม้พืช จำพวกหัวเมล็ดถั่วเปลือกแข็ง และ ผลไม้จำนวนเล็กน้อยจะช่วยทำให้ร่างกายมี สภาวะเป็นด่างอาหารอีก20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่วน้ำผักสด จะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึม ทราบสู่ระดับเซลภายใน 1 นาที เพื่อบำรุงร่า งกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้ พยายามดื่มน้ำผักสด (ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่ว ที่มีหน่อหรือต้นอ่อน)และรับประทานผักสด ดิบ2-3 ครั้งต่อวันเอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่าย ที่อุณหภูมิ140 องศาF (ประมาณ 4 องศา C)

e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟน้ำชาและช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียว ถือเป็นทางเลือกที่ดี และมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็งน้ำดื่มให้ เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซิน และโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรดให้หลีกเลี่ยง

12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยากและต้องการ เอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อยเนื้อ สัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาห ารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือ การรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ มาใช้โจมตี กำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็งและช่วยให้ เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดี ขึ้น

14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน (สารIP6 [inositol hexaphosphate หรือ phyti acid],สาร Flor-essence, สารEssiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน, เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามาร ถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้นสารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอีเป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตาย ลงของเซลหรือ กำหนดระยะเวลาการตาย ของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกาย ในการ กำจัดเซลที่ถูกทำลายซึ่งไม่เป็นที่ต้อง การ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์ กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณการป้องกันเชิงรุก และ การคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถ อยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง.... ความ โกรธ การไม่รู้จักให้อภัยและความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมี สภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้นให้เรียนรู้ที่จะมีความ รักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัยเรียนรู้ที่ จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ใน สภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมากการออก กำลังกายทุกวันและการหายใจลึกๆจะช่วยให้ ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับ เซลการบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีก อย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง


:lol: :lol: ผมเป็นมะเร็งครับ..ครั้งแรกได้รับการผ่าตัดและทำ..คีโม จนร่างกายรับไม่ไหว ครั้งแรกยอมแพ้แล้ว..คิดว่าคงถึงเวลาที่ท่านมัจจุราชมารับตัวแล้ว...แต่มาฮึดสู้อีกครั้งก็ด้วยการออกกำลัง..เริ่มแต่ค่อย ๆ เดินทีละก้าว..จนเดินได้พอควร ก็ปั่นจักรยานเพื่อไม่ให้เหงาได้เที่ยวไกล..จนสามารถปั่นเทอดพระเกียรติ เชียงใหม่ - กทม.(สนามหลวง)เมื่อ ปี ๒๕๕๑ ได้ และปั่นเทอดพระเกียรติครั้งที่ ๒ จาก หนองคาย - ศิริราช เมื่อปี ๒๕๕๓ เมื่อปี ๒๕๕๕ ปั่นเทอดพระเกียรติเป็นครั้งที่ ๓ จาก กทม.(ลานพระบรมรูปทรงม้า - เชียงใหม่ ที่ระยะทาง ๙๐๐ กม.)เดี๋ยวนี้ไม่สนใจแล้วครับว่า มันจะหายหรือกลับมา ขอให้ได้ปั่นจักรยานเที่ยว ๆ ๆ และปฏิบัติธรรมไปด้วยเรียกว่า "จักรยานธุดงค์"

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... &start=870 เข้าไปค้นอ่านในกระทู้นี้..นะครับ ไปเที่ยวหลาย ๆ ที่ สนุกสนานมากครับได้ประสบการณ์ดี ๆ ได้เพื่อนใหม่ ได้พบเห็นโลกที่กว้างใหญ่ และที่สำคัญได้ปฏิบัติธรรม คือเห็น ทุกข์ มากขึ้น ๆ :lol: :lol:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

:) :D ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเป็นมะเร็งหรือป่วยเป็นโรคอะไรก็ตามที่จำเป็นจะต้องเข้ารับการผ่าตัด ก็มีข้อแนะนำที่เป็นกลางๆ ดังนี้คือ

๑. ให้พิจารณาว่าทุกคนล้วนมีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่สามารถล่วงพ้นความเจ็บไปได้

๒. ก่อนทำการผ่าตัด ให้ทำบุญ ๗ วัน โดยถวายสังฆทานแด่พระภิกษุสามเณรผู้ประพฤติธรรม

๓. ปล่อยสัตว์ปล่อยปลา ให้ชีวิตสัตว์เป็นทาน ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่ที่เขากำลังจะนำไปฆ่าให้พ้นจากความตาย และที่อยู่ในที่คุมขังให้พ้นจากที่คุมขัง

๔. รักษาศีล ๕ จะสมาทานศีลเอง หรือจะให้พระเป็นพยาน ก็ไปขอจากพระก็ได้ และตั้งใจรักษาให้บริสุทธิ์บริบูรณ์

๕. ทำสมาธิโดยตรึกระลึกนึกถึงพระรัตนตรัย ฝึกให้ใจหยุดนิ่งสนิทเหมือนติดกาวที่ศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗

๖. ทำจิตให้ผ่องใสไร้กังวลกับทุกสิ่ง ทั้งธุรกิจการงาน ครอบครัว รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บ หรือเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้

๗. อธิษฐานจิต นึกถึงบุญ ขอให้เจอหมอดี ยาดี วินิจฉัยโรคได้ถูก มีความสามารถในการรักษาพยาบาล แล้วก็ให้ใจอยู่ในบุญ ร่างกายก็ให้หมอรักษาไป

๘. ทางบ้านต้องช่วยกันสร้างบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่เป็นกำลังใจแก่ผู้ป่วย อย่านำเรื่องร้อนใจมาเล่าให้ฟัง ให้พูดแต่เรื่องที่ดีๆ เรื่องบุญกุศลให้ผู้ป่วยมีจิตผ่องใส :) :D
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
Deang-sarapee
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 4476
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2011, 13:48
Tel: 0814730594
team: รักรถรักธรรม
Bike: Trex,Bridgestone,Jagoa,Specailize
ตำแหน่ง: ๑๓ ม.๑๐ บ้านปากกอง ต.สารภี อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ๕๐๑๔๐

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย Deang-sarapee »

รูปภาพ

ใช้วิถีธรรมชาติขจัด 6 โรคร้ายใน 4 เดือน

จากหนุ่มใหญ่วัยใกล้เกษียณที่ถูกโรคร้ายรุมเร้าถึง 6 โรค ทั้งโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ตับอักเสบรุนแรง และปริมาณเม็ดเลือดแดงมากเกินไป ซึ่งจากประสบการณ์ทางแพทย์ที่สั่งสมมา ทำให้เขารู้ว่า โรคร้ายเหล่านี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงกินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น

แต่เมื่อเขานำศาสตร์ในการดูแลตัวเองด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองมาใช้ ‘นพ.บุญชัย อิศราพิสิษฐ์’ กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลราชธานี โรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัดอยุธยา และประธานกรรมการบริหารเวลเนสซิตี้ กรุ๊ป ก็ต้องพบกับความอัศจรรย์ว่า เขาสามารถขจัดโรคร้ายทั้ง 6 โรคได้ภายในระยะเวลาแค่ 4 เดือน

• 6 โรคร้ายรุมเร้าจนต้องลุกขึ้นมาหาวิธีปฏิวัติตัวเอง

คุณหมอบุญชัยเล่าว่า ด้วยการใช้ชีวิตแบบคนเมืองที่เต็มด้วยความเร่งรีบ ความเครียดที่เกิดจากการทำงานและการกินอาหารตามความเคยชิน ส่งผลให้สุขภาพของเขาเริ่มมีปัญหา และสั่งสมเรื่อยมาจนกลายเป็นโรคร้ายถึง 6 โรคด้วยกัน น้ำหนักของเขาขึ้นไปถึง 113 กิโลกรัม ระดับน้ำตาลในเลือดสูงถึง 294 ขณะที่ความดัน ตัวบนอยู่ที่ 170 ตัวล่าง 110 อีกทั้งไขมันในเลือดยังผิดปกติ!!

แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ แม้เขาจะเป็นหมอที่ช่วยชีวิตคนไข้มามากมาย แต่เขากลับไม่สามารถรักษาโรคเหล่านี้ของตัวเองให้หายขาดได้

ในทางกลับกันโรคที่เป็นอยู่กำลังเป็นสะพานที่นำไปสู่โรคภัยที่ร้ายแรงขึ้น จุดนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้คุณหมอหันมาศึกษาค้นคว้า เพื่อหาทางแก้ไขและลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองอย่างจริงจัง

“ความจริงหลายๆโรคที่เป็นเนี่ยะ เราก็รู้มาก่อนอยู่แล้ว อย่างโรคอ้วน โรคเม็ดเลือดแดงมากเกินไป โรคตับอักเสบเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง แต่สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองก็คือ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ปี 53 ผมตรวจร่างกาย พบว่า เป็นเบาหวานและน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งโรคเบาหวานมันเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกเยอะ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบ ตาบอดเพราะเบาหวานขึ้นตา โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาตามอาการ กินยาเพื่อรักษาระดับน้ำตาล ซึ่งต้องกินยาตลอดชีวิต แต่การกินยามากๆ จะทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ทำให้ตับเสื่อมและไตวาย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผมมองหาวิธีการใหม่ที่จะมีโอกาสหายจากโรคเบาหวานหลากหลายวิธีการ

วิธีการที่ผมใช้เริ่มจากพื้นฐานความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ และอาศัยความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ ความรู้เรื่องการเจริญของโลก ความรู้เรื่องมานุษยวิทยา ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งเราก็เอาหลายๆอย่างมาผสมผสานกัน เพื่อหารากเหง้าความเป็นมาว่า มนุษย์เรามีความเป็นมาอย่างไร คือคนในปัจจุบันไม่ได้ดำรงอยู่ตามธรรมชาติ เพราะเราสั่งสมวัฒนธรรมความรู้เพื่อจะทำให้เราดำรงชีวิตอย่างสะดวกสบาย ซึ่งการที่เราใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราป่วย ดังนั้น การที่เราจะหายป่วยได้ เราก็ต้องไปหาว่า การใช้ชีวิตตามธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร” นพ.บุญชัย เล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง

• ค้นพบศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' สลายโรคร้าย

จากการศึกษาวิเคราะห์ศาสตร์ต่างๆ ทำให้คุณหมอบุญชัยได้ข้อสรุปว่า อาหารที่คนเรานิยมบริโภคอยู่ในปัจจุบันนั้น ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติและความต้องการของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุคือ ปรับเปลี่ยนวิธีการกินและการดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ จึงเกิดเป็นศาสตร์ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' ที่คุณหมอค้นพบด้วยตัวเอง

การค้นพบครั้งนี้ได้สร้างความอัศจรรย์ให้แก่วงการแพทย์อย่างยิ่ง เพราะหลังจากที่คุณหมอนำศาสตร์ดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ปรากฏว่า โรคร้ายที่คุณหมอบุญชัยเป็นอยู่ถึง 6 โรคนั้นได้อันตรธานหายไปภายระยะเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น

“จากการศึกษาทำให้เราพบว่า จริงๆแล้วมนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ซึ่งอยู่ในตระกูลสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ตระกูลเดียวกับลิง สมัยดึกดำบรรพ์เรากินผักและผลไม้เป็นหลัก ซึ่งผักผลไม้ที่เรากินจะเป็นพวกใบอ่อน ย่อยง่าย และก็กินพวกเนื้อสัตว์บ้าง กินไข่ กินดินโป่งเป็นอาหารเสริม แต่ปัจจุบันเราไม่ได้กินแบบนี้อีกแล้ว วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้อาหารการกินของเราเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าเราบริโภคสิ่งที่ไม่เหมาะกับร่างกายของมนุษย์ ผมก็มานั่งคิดว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตตามธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ เราจะทำยังไง จะปรับได้ขนาดไหน

ผมจึงออกแบบชีวิตในปัจจุบันให้ปลอดภัยในระดับที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตผิดธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถใช้ชีวิตในการทำงานแบบคนเมืองได้ คือต้องสร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตตามกฎธรรมชาติและการใช้ชีวิตแบบคนเมือง เราก็ใช้วิธีการทดลอง ดูจากตำรา ดูจากงานวิจัย และการทดลองปฏิบัติ ทำให้ได้ข้อสรุปของวิธีดำเนินชีวิตตามกฎธรรมชาติ

สรุปออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ และสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ 5 ข้อ ซึ่งเรียกสั้นๆว่า กฎห้าม 5 ต้อง 5” นพ.บุญชัย พูดถึงศาสตร์การคืนสู่วิถีธรรมชาติที่เขาค้นพบ

• มหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติโรคร้ายหายเป็นปลิดทิ้ง

หลังจากที่คุณหมอบุญชัยปฏิบัติตามกฎ ‘ห้าม 5 ต้อง 5' เขาก็พบกับความมหัศจรรย์แห่งวิถีธรรมชาติ เพราะสุขภาพของเขาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และโรคร้ายที่เป็นอยู่หายไปเป็นปลิดทิ้ง

“ผมเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตมาตั้งแต่ปี 2553 ถึงตอนนี้ก็ 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งหลังจากเปลี่ยนวิธีใช้ชีวิตแค่เดือนก็เห็นผลแล้ว พอถึงเดือนที่ 4ปรากฎว่า 6 โรคที่เป็นหายหมดเลย ยกเว้นไขมันในหลอดเลือดยังลดลงไม่ถึงระดับ คือโรคอ้วนก็หาย จากเดิมน้ำหนัก 114 กก. ลดลงเหลือ 89 กก. น้ำหนักผมลดลงไป 25 กก.

ตอนนี้โรคต่างๆหายหมดแล้ว เบาหวานก็หาย น้ำตาลในเลือดที่เคยขึ้นไปถึง 294 ปัจจุบันเหลือ 90 มันลดลงเอง ไม่ต้องใช้ยาเลย ความดันผมลดลงจาก ตัวบน 170 เหลือ 105 ตัวล่างจาก 110 เหลือ 70 เส้นเลือดที่เคยแข็ง เส้นเลือดที่อุดตัน ก็เปลี่ยนเป็นเหนียว ยืดหยุ่นดี

คือมันเป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เหมือนเส้นผมบังภูเขา แต่เรามองไม่ออก คือการใช้ยานอกจากจะแค่รักษาตามอาการ ไม่หายขาดแล้ว ยังมีผลข้างเคียงด้วย แล้วถ้าใช้ยาเราก็จะไม่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต เพราะเราคิดว่ายาช่วยเราได้ คืออวัยวะที่มันเสื่อมไปเนี่ยะมันฟื้นไม่ได้ อย่างเช่นโรคเบาหวาน เกิดขึ้นเพราะตับอ่อนเสื่อมจึงผลิตอินซูลินได้ไม่ดี แต่ร่างกายต้องใช้อินซูลินในการควบคุมน้ำตาล เมื่อผลิตอินซูลินได้น้อยน้ำตาลในเลือดก็ขึ้น พอเราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายดีขึ้น ตับอ่อนฟื้นตัวขึ้นก็ผลิตอินซูลินได้ดี เมื่อมีอินซูลินมาควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดก็ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยาเลย” นพ.บุญชัย กล่าวถึงชีวิตใหม่ที่เขาได้รับหลังจากกลับมาสู่วิถีธรรมชาติ

• เดินหน้าเผยแพร่แนวคิดพิชิตโรค

เมื่อค้นพบวิธีที่สามารถทำให้หายจากโรคร้าย ด้วยการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นวิธีที่ง่าย และประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเห็นผลอย่างรวดเร็ว

ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหมอที่อยากเห็นคนไข้หายป่วยและกลับมามีสุขภาพที่ดี คุณหมอบุญชัยจึงตั้งใจที่จะเผยแพร่ความรู้ดังกล่าวให้แก่คนไข้และบุคคลทั่วไป ทั้งโดยการบรรยายให้แก่หน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ และการเขียนหนังสือเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แบบง่ายให้ผู้ที่สนใจนำไปปฏิบัติ

“ปกติผมจะมีคอร์สบรรยายเรื่องการรักษาโรคโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ใช้วิธีปรับการใช้ชีวิต ผมจัดเป็นหลักสูตร แล้วก็เอาหลักสูตรที่ได้มาเขียนลงหนังสือ เอาความรู้ที่ได้มาสอนคนอื่นต่อ ก็มีองค์กรใหญ่ๆติดต่อเข้ามาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารออมสิน การประปานครหลวง บริษัทปูนซิเมนไทย บริษัทการบินไทย ผมอบรมไปเกือบหมื่นคนแล้ว ผมไปบรรยายตามโรงพยาบาลที่ต้องการให้จำนวนคนไข้ลดลง เช่น ที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลศูนย์สระบุรี โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี

คนไข้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของผมแล้วมีเยอะมาก คือถ้าปฏิบัติจริงจังต้องเห็นผลทุกราย จากสถิติคนที่ผ่านการอบรมในคอร์สของผมเนี่ย สามารถปฏิบัติอย่างจริงจังและได้ผลเต็มที่ประมาณ 30 % ปฏิบัติได้พอประมาณและได้ผลดี ประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 30% ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เลยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร คือหลักสูตรของผมนั้นไม่ใช่ว่าเอายาลูกกลอนไปกิน 10 หม้อแล้วหาย แต่มันคือหลักสูตรการเปลี่ยนชีวิตคน” นพ.บุญชัยกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

• ขอเพียงมีศรัทธาต่อชีวิต โรคร้ายก็หายได้

คุณหมอบุญชัยยังได้กล่าวตบท้ายให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยทุกคนว่า ขอเพียงมีศรัทธาก็สามารถหายจากโรคร้ายและกลับมามีชีวิตใหม่ได้แน่นอน

“ถ้าไม่เป็นโรค เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ผมเป็นโรคที่เราวัดได้ว่าเปลี่ยนแปลงตัวเอง 10 ข้อแล้วเห็นผล มันก็เกิดกำลังใจ เกิดการเรียนรู้ เกิดการค้นคว้าจนได้คำตอบ

ผมจึงอยากให้ผู้ป่วยทุกคนมีศรัทธาต่อชีวิต มีความหวัง โรคทุกโรคเนี่ยะถ้าเรามีความเชื่อว่าเราจะหาย มีพลัง มีความมุ่งมั่น เราก็มีโอกาสหาย และถ้าเราปฏิบัติตามวิธีที่ถูกต้องเราก็สามารถหายได้

เพราะว่าร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางธรรมชาติที่วิเศษที่สุด เพราะมันฟื้นฟูตัวเองได้ มันแก้ไขอาการเจ็บป่วยได้ด้วยตัวเอง ขอเพียงแต่อย่าเอาจิตเราไปขวางมัน เราเพียงแต่เติมเต็มสิ่งที่จะเสริมสร้างร่างกายเรา เช่น อาหาร น้ำ อากาศ อย่างถูกต้อง พวกนี้ก็จะเป็นวัตถุดิบที่จะไปสร้างร่างกายเรา ขบวนการซ่อมตัวเองจะเกิดขึ้น”

• ข้อห้ามปฏิบัติ 5 ข้อ

1. ห้ามจินตนาการเชิงลบ เนื่องจากจิตใต้สำนึกเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ดังนั้น ไม่ว่าคิดบวกหรือคิดลบก็ล้วนมีผลต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้น หากเราจินตนาการเชิงลบจะก่อให้เกิดความเครียด อารมณ์ร้าย ซึ่งจะเป็นผลลบต่อร่างกาย

2. ห้ามอ้วน เนื่องจากความอ้วนเป็นบ่อเกิดแห่งโรค ซึ่งเราจะพบว่า คนสมัยก่อนนั้นใช้ชีวิตตามป่าเขา หากินตามวิถีธรรมชาติ มีโอกาสได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงไม่อ้วนเหมือนผู้คนในปัจจุบัน ทำให้คนสมัยก่อนไม่ค่อยเป็นโรค

3. ห้ามรับประทานน้ำตาล รวมถึงขนมและอาหารที่ใส่น้ำตาล เนื่องจากความจริงแล้วอาหารที่เราได้จากธรรมชาตินั้นมีแป้งและน้ำตาลอยู่แล้ว ซึ่งน้ำตาลตามธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่พอดีและเหมาะกับร่างกาย แต่ปัจจุบันคนไทยส่วนใหญ่ติดหวาน เพราะเคยชินกับการเติมน้ำตาลในอาหารมาก จึงทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลมากกว่าที่ควรจะเป็น และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา

4. ห้ามรับประทาน Trans Fat หรือไขมันที่ผ่านความร้อน เพราะเมื่อไขมันผ่านความร้อน ไอน้ำในอากาศจะแตกตัว ทำให้ไฮโดรเจนในโมเลกุลของไอน้ำเข้าไปฝังตัวอยู่ในคาร์บอนของไขมันชนิดที่ไม่อิ่มตัวและดึงไขมันอิ่มตัวขึ้นมา ซึ่งไขมันอิ่มตัวนี้เรียกว่า Trans Fat มักอยู่ในของทอด โดยคนที่กินอาหารทอดมากๆ มักเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด

5. ห้ามรับประทานสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น หมู วัว แพะ แกะ ซึ่งถือว่าเป็นสัตว์ใหญ่ เนื่องจากหากศึกษาจากโครงสร้างจะพบว่ามนุษย์เป็นสัตว์กินพืช โดยฟันของมนุษย์เป็นฟันแบบตัดซึ่งเหมาะกับการบดเคี้ยวพืช แต่เนื้อสัตว์ใหญ่จะมีลักษณะเหนียวเกินกว่าฟันมนุษย์จะบดเคี้ยวได้

นอกจากนั้น ลำไส้ของมนุษย์ยังมีลักษณะยาวมาก ทำให้เนื้อที่เหนียวและต้องใช้เวลาย่อยหลายวันไปเน่าอยู่ในลำไส้ จึงเกิดเชื้อแบคทีเรียและสารพิษตามมา

• ข้อควรปฏิบัติ 5 ข้อ

1. เน้นการกินพืชผักผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารตามวิถีดั่งเดิมของมนุษย์ ในปริมาณครึ่งหนึ่งในแต่ละมื้ออาหาร โดยเน้นผักผลไม้ที่ไม่หวานจัด และไม่ผ่านความร้อนหรือการปรุงสุก เนื่องความร้อนจะไปทำลายวิตามิน เอนไซม์ และสารต่างๆที่มีลักษณะเป็นยา หากทำได้ทุกมื้อก็จะเป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ(มังสวิรัติดีที่สุด;คห.แดง-สารภี)

2. กินข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสีและยังมีจมูกข้าวเหลืออยู่ เพราะจะทำให้ได้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรลดปริมาณข้าวและคาร์โบไฮเดตลงตามลำดับ เนื่องจากจริงๆข้าวและคาร์โบไฮเดตไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมทำให้เราหันมาบริโภคข้าวและคาร์โบไฮเดตจนเกิดความเคยชิน และกลายเป็นการบริโภคเกินความจำเป็น

3. ออกกำลังกายวันละครึ่งชั่วโมง โดยออกกำลังกายในระดับที่เหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ได้หอบหายใจ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายขับพิษออกหลายๆทาง ระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองจะทำงาน ซึ่งระบบหมุนเวียนน้ำเหลืองนั้นเป็นระบบป้องกันโรคที่สำคัญของมนุษย์ นอกจากนั้น ขณะที่หอบหายใจนั้น ร่างกายจะเอาอากาศออกจากปอดได้ทั้งหมด ทำให้อากาศที่อยู่ในปอดสะอาดและมีปริมาณออกซิเจนสูง(จักรยานปั่นไกล นาน ๆ ได้แน่ ๆ ; คห.แดง - สารภี)

4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยช่วงการนอนหลับที่ดีที่สุดคือช่วง 22.00-02.00 น. เนื่องจากช่วงดังกล่าวร่างกายจะผลิตเมลาโพนินฮอร์โมนออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เราง่วง พอหลับสนิทร่างกายก็จะหลั่งโกรทฮอร์โมนออกมาอีกตัวหนึ่ง ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เด็กเจริญเติบโต ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะทำให้เกิดการซ่อมสร้างในเวลาที่รวดเร็ว

5. การมีจินตนาการเชิงบวก คือการจะให้ร่างการมีสุขภาพดี เราจะต้องมีจินตนาการเชิงบวกต่อสุขภาพ ทำให้ชีวิตเรามีความสุข สุขภาพดี แข็งแรง ร่างกายจะเป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเครียดร่างกายเราก็จะอ่อนแอ จิตใต้สำนึกมันส่งผลต่อร่างกาย

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 148 เมษายน 2556 โดย กฤตสอร)
:idea: :idea:
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=188&t=745024
รูปประจำตัวสมาชิก
sorpinya
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 789
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ก.ค. 2011, 14:28
team: ผีบ้า บ่พอปัว
Bike: orbea H30 jab 7700 MASI CX

Re: ปั่นจักรยานรักษาโรคได้จริงหรือ

โพสต์ โดย sorpinya »

ขอเก็บเอาไว้อ่านครับ
ตอบกลับ

กลับไปยัง “พูดคุยเรื่องทั่วไปในแวดวงจักรยาน”