ที่หมู่บ้านไม่มีใครรออยู่สักคน
มารู้ที่หลังเมื่อเจอกันแล้วว่า
ลุงอุ้ยกับคุณเมย์ นึกว่าผมปั่นไปกับพี่กฤชและ Will แล้ว
จึงรีบปั่นตามไป
และเมื่อพบว่าผมไม่ได้อยู่กับพี่กฤช ยังอยู่ข้างหลัง
ทุกคนคาดได้ว่าคงมีปัญหาอะไรสักอย่าง
“ไม่เป็นไร ท่านหัวหน้าคณะ BoK Bok เค้าเอาตัวรอดได้”
ลุงอุ้ยบอกทุกคน
ผมมีเงินไทยติดตัวอยู่ราว ร้อยกว่าบาท
ไม่มีเงินกัมพูชาเลย
ตัดสินใจนั่งรอที่หมู่บ้านสักพัก
หวังว่าใครสักคนจะย้อนหลับมา
ดูเวลาปาเข้าไปห้าโมงครึ่งและกำลังจะมืดแล้ว
ก็ยังไม่มีแววว่าใครจะกลับมา
จึงตัดสินใจหาทางปะยางแล้วเดินทางต่อให้ได้
โชคดีสุดๆ ที่ในหมู่บ้านมีร้านมอเตอร์ไซค์เล็ก
แต่งานเข้ายังไม่หมดเพราะยางในเป็นยางหัวเล็ก (Presta Valve)
ซึ่งใช้กับสูบมอเตอร์ไซค์ไม่ได้
รอยรั่วถูกหาจนเจอและถูกปะเรียบร้อย
โดยต้องปะร้อนสองรอบ เพราะรอบแรกเอาไม่อยู่
ต้องขอขอบคุณชาวบ้านแถวนั้นที่มาช่วยรุมและดูกัน
เมื่อยางปะเสร็จแล้วต้องหาทางเอาลมเข้า
มีคุณพี่ชาวบ้านท่านหนึ่ง พิจารณาดูยางแล้วก็วิ่งหายกลับบ้านไป
สักพักจึงกลับมาพร้อมกับสูบจักรยานรุ่นโบราณ
พร้อมไส้ไก่จักรยานเส้นหนึ่ง
ใส้ไก่ถูกต่อหัวเข้ากับสูบและถูกสวมเข้ากับวาล์วหัวเล็ก
แม้จะมีลมรั่วออกมาบ้างขณะสูบ
แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ยางพองตัวขึ้นมาได้ประมาณหนึ่ง
แต่เมื่อแรงดันลมยางเพิ่มขึ้น ไส้ไก่ก็ถูกดันหลุดออกมา
ยางจึงสูบลมเข้าได้ประมาณหนึ่ง
ทั้งหมดทั้งมวนที่เล่ามานี้ ใช้ภาษามือในการสื่อสารล้วนๆ นะครับ
ปัญหายางรั่วในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนกัมพูชา
ที่น่าประทับใจยิ่ง
“ออรกุนจะเริญๆ”
ผมกล่าวขอบคุณทุกคนเป็นภาษาเขมรสำเนียงกรุงเทพ
ก่อนปั่นออกมาจากหมู่บ้าน
