เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity
-
lop023
- ขาประจำ
- โพสต์: 6760
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ธ.ค. 2009, 18:47
- Tel: 0994294292
- team: อิสระชล , เทศบาลเมืองบ้านบึง
- Bike: Bianchi , Madone
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผมก็อยากรู้ว่าความเร็ว 70 มันจะต้องทำไงหว่าทางราบๆ
พยายามหลายทีแล้ววนเวียนอยู่แค่ 60-64 แล้วก็หมด
พยายามหลายทีแล้ววนเวียนอยู่แค่ 60-64 แล้วก็หมด
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ให้เพือนลากให้สิ ป้วนเปี้ยน 60-64 ถ้าลากส่ง น่าจะสุดที่ 70-72 สบายๆ ครับ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
- แมวทอง
- ขาประจำ
- โพสต์: 8671
- ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
- team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ไม่ครับdinsodum เขียน:เคยเห็นข้อมูลแว็บ ๆ เจ้มาร์ค สปิ้น 48 - 70
บ้านเราความเร็ว 70 นี่ ถือว่า โครตเทพ เลยครับ
ส่วนตำเคยขึ้นไปถึง แค่ 61 เอง ไป 3 คน
คนแรกพาไป 50 ผม ไปถึง 55 พี่ อีกคนพาไปได้ 58 ผมดูดแล้วซัดอีกที 61 เอง
70 ยังไม่เทพครับ ยังเป็นแค่เพียงค่าเริ่มต้น มาตราฐาน ตัวสปรินท์ครับ
ส่วน
เจ๊ สปรินท์ 72-79 ครับ แล้วแต่สภาพเส้นทางครับ
นี่สิโครตเทพ
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ก่อนอื่นจะบอกว่า ความเร็ว 40 กม./ชม. นั้น จัดเป็นความเร็วพื้นฐานในระดับ aerobic exercise ของนักปั่นในระดับ Pro Tour นะครับ ซึ่งนั่นเป็นผู้ที่ยังชีพด้วยการปั่นจักรยาน ไม่ใช่พวกเราคนทำงานที่ทำงานเป็นอาชีพ ปั่นจักรยานเป็นงานอดิเรก
ดังนั้นวิธีในการได้มาซึ่ง 40 กม/ชม ในลักษณะของการปั่นแบบ aerobic นั้น เขาได้มาจากการฝึกซ้อม ซ้อม ซ้อม ซ้อม และ ซ้อม แล้วก็ไม่ได้ทำงานอะไรแบบพวกเรา ดังนั้นคนทำงานอย่างเราจึงต้องทุ่มเทมากสักหน่อย และต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสม
ส่วนตัวแล้วเคยเจอกับนักกีฬาไตรกีฬาชาวฝรั่งเศสอยู่คนหนึ่งเมื่อสัก 10ปีที่แล้ว เจอกันครั้งแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นนักไตรกีฬา อายุก็น่าจะแตะ50ต้นๆแล้วหละ แกมาjoinกับพวกเรา แล้วแกก็นำโด่ง จังหวะดีผมก็เลยปั่นดูดท้ายเขา ล้อหน้าหลังห่างกันแค่ 2 กำปั้น โดยเขาปั่นแช่อยู่ที่ 40 กม/ชม. ด้วยรอบขาที่ไม่ได้สูงนัก แต่มั่นคงและคงที่ ( จนวางใจได้ว่า สามารถดูดติดได้ในระยะห่างเพียง 2กำปั้นได้อย่างไม่ต้องซีเรียสมากนัก ) เพื่อนๆตามได้พักหนึ่งก็ทะยอยหลุดกันไปหมด เหลือผมคนเดียวที่เกาะไม่ปล่อย ไม่ยอมทิ้งระยะห่างเกิน 2 กำปั้น ผ่านไปได้ราวๆ 10 กม.เศษๆ เขาก็เลยยอมหยุดพักรอกลุ่มใหญ่ (เข้าใจว่า มาปั่นในลักษณะ relax มากกว่า
)
ตอนแรกที่คุยกันก็ถามเขาว่าเขาเป็นนักกีฬาในระดับ pro tour ??? เขาตอบผมว่าไม่ใช่ ซึ่งผมก็ไม่เชื่อ ถามไปถามมาจึงบอกว่าแกเป็นพวกคนเหล็ก ก็เลยถามว่าปกติซ้อมจักรยานอย่างไร แกบอกว่าปกติอยู่ที่ฝรั่งเศสจะซ้อมปั่นทางเรียบแทบจะทุกวันๆละ 170 กม. ถ้าเป็นทางเขา ก็จะซ้อมวันละ 100 กม.
แกบอกว่า แต่ก่อนแกวิ่งมาตลอดแหละ ชนะมาตลอด ( โม้หรือเปล่าก็ไม่รู้
) ก็เข้าใจแหละ พวกนักวิ่งนี่จะมีพัฒนาการเกี่ยวกับจังหวะและวิธีการหายใจที่ดีมาตลอด ( คนที่เคยวิ่งมาก่อนจะเข้าใจเรื่องนี้ดี )
วกกลับมามองตัวเราเองดีกว่าครับ
เอาประสพการณ์ส่วนตัวของผมก็แล้วกัน หลังจากเริ่มกลับมาปั่นใหม่ได้ราวปีครึ่ง พร้อมกับอายุที่แตะเลข 5 และเรี่ยวแรงที่แทบจะไม่มีอะไร หัวใจระยะพักบางวันปาเข้าไปแตะ 80 ครั้ง/นาที พิจารณาตนเองแล้วว่า หากอาตมาไม่ทำอะไรไปสักอย่างหนึ่ง ท่าทางจะต้องไปเป็นเพื่อนๆกับคนวัยเดียวกันที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ ชีพจรระยะพักจริงๆ คือ นอนนิ่งๆนานๆแล้วจับดู ต่ำสุดเคยลงมาแถวๆ 56-58 ครั้งต่อนาที เวลากลางวันช่วงทำงานอยู่แถว 65-68 ครั้งต่อนาที ปั่นจักรยานในระยะทางไปกลับ 50 กม. คนเดียว ล่าสุดก็ทำความเร็วเฉลี่ยแตะหลัก 32 กม/ชม. ได้แล้ว
ไม่มีเคล็ดลับหรอกครับ มีแต่แค่หลักการคร่าวๆเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนทำงาน มีเวลาปั่นได้อย่างมากอาทิตย์ละ 3 - 5 ครั้ง
คนส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่แรงม้า แรงบิด เอาแรงเข้าว่า เอาเร็วไว้ก่อน ส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่าก่อนจะเร็วได้นั้น ต้องรู้จักคำว่า"ช้า" มาก่อน ทำไมต้องหัดปั่นช้าๆ ไม่ใช่ว่าไม่แรงเลยต้องปั่นช้าๆ
ถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ กล้ามเนื้อของเราก็คือเครื่องยนต์ แล้วก็เป็นเครื่องยนต์ชีวภาพที่สามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้เรื่อยๆเท่าที่ขีดจำกัดจะอำนวย คนส่วนใหญ่จึงมักจะมุ่งไปที่เครื่องยนต์ โดยลืมส่วนสนับสนุนที่สำคัญไปหมด
การฝึกสร้างพื้นฐานคือ การฝึกเพื่อพัฒนาระบบสนับสนุน ทำให้หม้อน้ำใหญ่ขึ้นระบายความร้อนได้เร็วขึ้น ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงป้อนเชื้อเพลิงเข้าเครื่องยนต์ได้เร็วและมากขึ้น เครื่องยนต์เองก็จะเริ่มทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
การฝึกสร้างพื้นฐาน ฝึกอย่างไร
การฝึกสร้างพื้นฐานจะประกอบด้วยการฝึกเพื่อสร้าง aerobic capacity หรือ ความสามารถในการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ ยิ่งสามารถใช้ออกซิเจนได้มากขึ้น ย่อมจะทำให้ยืนพื้นระบบพลังงานในระดับ aerobic ได้มากขึ้น กล้ามเนื้อมีความสามารถต่อสู้ความเมื่อยล้าได้ดีขึ้น
การฝึกสร้างพื้นฐาน จะเน้นปั่นเบา แต่นาน
ปั่นเบาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปั่นนานยากยิ่งกว่า เพราะเมื่อปั่นนานขึ้น ร่างกายส่วนอื่นจะเมื่อยล้าขึ้น เจ็บก้น เมื่อยคอ เมื่อยหลัง เมื่อยแขน เมื่อยไหล่ มือชา ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายถึงว่าถ้าอยากจะปั่นให้ได้นานขึ้น ก็ต้องปรับตัวเอง ปรับท่า ปรับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย และปรับใจให้ทนทานต่อความน่าเบื่อของการฝึกให้ได้
ทำไมต้องปั่นเบา แค่ไหนเรืยกว่าปั่นเบา ?
แค่ไหนที่เรียกว่าปั่นเบา ถ้าคุณมี Heart rate monitor เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ เอาแค่ 60 -70 % Max HR เป็นไง คงไม่หนักนะ แต่ถ้าคุณไม่มี Heart rate monitor ระดับของปั่นเบาคือ ปั่นไปด้วยร้องเพลงไปด้วยได้ ไม่เหนื่อย ไม่หอบ แต่ถ้ามี watt meter ก็เอาแค่ 65 % FTP ก็น่าจะพอนะ
ทำไมต้องปั่นเบาๆ ก็เพราะที่ระดับนี้ จะเป็นระดับที่กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานในระดับ aerobic ยิ่งปั่นนานเท่าไหร่ ร่างกายจะเริ่มปรับชนิดของเชื้อเพลิงมาใช้ไขมันเป็นพลังงานในสัดส่วนที่สูงขึ้น
ผลของการปั่นแบบนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบสนับสนุนให้แก่กล้ามเนื้อ ถ้าฝึกประจำๆบ่อยๆ เน้นๆ จะพบว่าพอมาถึงจุดๆหนึ่ง คุณจะฟื้นตัวจากความเหนื่อยได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดนลากกันไส้แตก พอพักยกแปล๊บเดียว ก็อัดต่อได้อีก ชีพจรที่พุ่งพรวดๆ ก็จะพุ่งขึ้นช้าลง และลดเพดานการเต้นลงมาได้ดีขึ้น
ปัญหาของการฝึกแบบนี้คือ
1. ใช้เวลามาก ยิ่งมาก ยิ่งพัฒนา แต่ยิ่งนาก ยิ่งน่าเบื่อ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มองเรื่องของพัฒนาการแบบเป็นระบบ
2. หาคนปั่นด้วยลำบาก โดยเฉพาะคนเริ่มใหม่ เพราะความเร็วในระดับนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน ทุกวันนี้ผมเองปั่นในความเร็วระดับนี้อยู่แถวๆ 27 -28 กม / ชม. แช่ยาว โดยที่ชีพจรอยู่แถวๆ 60% HRR เท่านั้น ดังนั้นหากคนเริ่มต้นใหม่จริงๆ ความเร็วเดินทางตรงนี้ไม่มีทางเร็วกว่า 25 กม./ชม อย่างแน่นอน ยกเว้นจะเกาะท้ายคนที่แข็งแรงกว่า และเขาพร้อมจะปั่นในลักษณะนี้กับเรา ซึ่งในความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่รวมกลุ่มกันปั่น มักจะไม่ค่อยนึกถึงการปั่นในลักษณะนี้เท่าไหร่ แต่จะเน้นเอามันส์ อัดกันไส้แตก เน้นพละกำลัง
3. สุดท้ายต้องปั่นคนเดียว ทนความเหงาได้แค่ไหน ทนความอ้างว้างได้อย่างไร
เริ่มต้นอย่างไร
1. กรุณาไปทำ prefitting รถให้ได้ค่าที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุดก่อน เริ่มต้นดี มีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง
2. ค้นหารอบขาที่เหมาะสมกับตัวเอง ในขณะที่หลายๆคนร่ำร้องเรียกหา 100 RPM แต่พื้นฐานการฝึกในหลายๆคอร์สจะเริ่มจากแค่ 80 RPM
ฝึกขึ้นไปหาที่ 90 RPM ฝึกกันจนถึงขั้น Advance นั่นแหละ จึงจะเริ่มขึ้นไปที่ 100 RPM , จากการศึกษาต่อเนื่องกันอย่างยาวนานของเหล่าที่เชี่ยวชาญเรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬา พบว่าหากเลือกขาจานที่เหมาะสมตามสูตรที่ว่ากันมาแล้วนั้น รอบขาเฉลี่ยที่พบว่าสามารถปั่นได้นานสุด ยืนระยะได้ดีสุด บาดเจ็บน้อยที่สุด ใช้พลังงานและได้งานอย่างเหมาะสม จะป้วนเปี้ยนแถวๆ 90 RPM โดยมีข้อสรุปดังนี้
2.1 รอบขาที่ต่ำๆ เช่น ต่ำกว่า 60-70 RPM จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ กล้ามเนื้อและข้อจะต้องรับความเค้นความเครียดสูง และปริมาณเลือดไหลเวียนที่เข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดหลักๆจะลดลง แต่ข้อดีของมันก็มี เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจลง ลดปริมาณการใช้ออกซิเจนลง สัดส่วนของงานที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นต่อพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้มีค่าเพิ่มขึ้น ( แปลว่า ประหยัดน้ำมัน ) ข้อดีตรงนี้จึงใช้ได้ดีในกรณีที่เราปั่นมาอย่างหนัก แล้วลงไปหมกด้านหลังกลุ่ม ก็ขึ้นเกียร์หนักขึ้น เพื่อลดรอบขาลง เราก็จะสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นป้าบๆๆๆๆๆ ลงมาได้
2.2 รอบขาที่สูง เช่น 100 RPM ขึ้นไป จะมีข้อดีตรงที่ ลดความเค้นความเครียดต่อกล้ามเนื้อและข้อลง แล้วยังช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไหลเวียนเข้าออกกล้ามเนื้อหมัดหลักๆ แต่ข้อเสียมันก็มีคือ อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณการใช้ของออกซิเจนขึ้น และ สัดส่วนของงานที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นต่อพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้จะมีค่าลดลง ( แปลว่า เปลืองน้ำมัน )
( ประสพการณ์บนวัตต์มิเตอร์ ทำให้ผมเห็นว่า ที่ความเร็วรอบขาสูงขึ้นโดยยังใช้ความเร็วเดินทางเท่าเดิม พบว่าวัตต์ที่วัดได้ ( มันคือ"งาน"ที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นกระทำกับระบบขับเคลื่อน ) มีค่าลดลง แต่อัตราการเต้นของหัวใจไม่ลดลงตาม อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นดัชนีคร่าวๆตัวหนึ่งที่ใช้บอกสถานะภายในร่างกาย เช่น ระดับการใช้พลังงานของร่างกาย ถึงแม้ว่ามันจะคร่าวๆ คือ เทียบกันวันต่อวันได้ไม่แม่นยำนัก แต่ถ้าเทียบกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มันก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น )
เมื่อผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง เราจะบอกได้เองว่า รอบขาที่เหมาะสมของเรานั้น จะลงตัวที่เท่าไหร่
3. หาเวลาฝึกซ้อม มันคือสิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาทุกๆสิ่งอุปสรรค ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชม.เท่าๆกันครับ ไม่มีใครมีมากกว่ากัน เวลา 24 ชม x 7 วันนั้น เราต้องแบ่งออกเป็นเวลางาน เวลาครอบครัว เวลาส่วนตัว และเวลาพักผ่อน ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มนี้ ไม่สามารถสั่งสอนหรือชี้นำได้ นอกจากตัวของเราเองจะพิจารณา เพราะถ้าเพิ่มเวลาส่วนใด เวลาส่วนอื่นก็จะต้องลดถอยลง
การบริหารเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าการบริหารทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันคือ พื้นฐานของชีวิต
อุปสรรคของเวลาฝึกซ้อม ก็มีหลายอย่าง เช่น ฝนตก ต้องรีบกลับบ้าน มีนัด งานยุ่ง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับจุดประสงค์ของการมุ่งมั่นของเรา
การฝึกซ้อมไม่จำเป็นต้องปั่นบนถนนเสมอไป การปั่นบนเทรนเนอร์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากพอ และถ้าเป้าประสงค์ของเราชัดเจน เราก็จะสามารถเอาชนะความเบื่อได้
( รุ่นน้องคนหนึ่ง มีเวลาปั่นออกถนนได้แค่วันอาทิตย์เท่านั้น และไม่ใช่ทุกวันอาทิตย์ด้วย แต่ด้วยความมุมานะปั่นบนเทรนเนอร์ อย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้ก็คุ้มค่ามาก ในทริปของโปรไบค์ที่สวนผึ่งบนเนินโป้งชึ่งที่หลายคนที่มีเวลาลงถนนมากกว่าเขา ยังต้องลงเดินจูงรถ แต่น้องคนนี้สามารถปั่นผ่านได้อย่างงดงาม )
4. Listen your body ไม่สามารถใช้ได้เสมอไป โดยเฉพาะการฝึกฝนที่มีเป้าหมาย สิ่งที่จำเป็นต้องมี ได้แก่
4.1 ไมล์ที่วัดรอบขาได้
4.2 HRM ( ปัจจุบัน HRM มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนมากแล้ว ไมล์หลายๆตัวในท้องตลาดก็เพิ่มHRM เข้าไปด้วย )
5. พักผ่อนบ้าง จักรยานอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ทั้งชีวิตไม่ใช่จักรยาน ซ้อมเบาก็ใช่ว่าจะซ้อมได้ทุกวันนะครับ สองวันพักหนึ่ง สามวันพักหนึ่งวัน แล้วแต่ความสุข การพักไม่เพียงแต่พักร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการพักจิตใจด้วย อย่าใจร้อน กรุงโรมไม่ได้สร้างใน 1 วัน ( แต่ถูกเผาทิ้งทำลายได้ใน 3 วัน )
ลองทำดูสัก 2 เดือน แล้วจะพบถึงความเปลี่ยนแปลง ทนความเหนื่อยล้าได้ดีขึ้น ความเร็วเดินทางเพิ่มขึ้น
ดังนั้นวิธีในการได้มาซึ่ง 40 กม/ชม ในลักษณะของการปั่นแบบ aerobic นั้น เขาได้มาจากการฝึกซ้อม ซ้อม ซ้อม ซ้อม และ ซ้อม แล้วก็ไม่ได้ทำงานอะไรแบบพวกเรา ดังนั้นคนทำงานอย่างเราจึงต้องทุ่มเทมากสักหน่อย และต้องยืนอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสม
ส่วนตัวแล้วเคยเจอกับนักกีฬาไตรกีฬาชาวฝรั่งเศสอยู่คนหนึ่งเมื่อสัก 10ปีที่แล้ว เจอกันครั้งแรกไม่รู้หรอกว่าเป็นนักไตรกีฬา อายุก็น่าจะแตะ50ต้นๆแล้วหละ แกมาjoinกับพวกเรา แล้วแกก็นำโด่ง จังหวะดีผมก็เลยปั่นดูดท้ายเขา ล้อหน้าหลังห่างกันแค่ 2 กำปั้น โดยเขาปั่นแช่อยู่ที่ 40 กม/ชม. ด้วยรอบขาที่ไม่ได้สูงนัก แต่มั่นคงและคงที่ ( จนวางใจได้ว่า สามารถดูดติดได้ในระยะห่างเพียง 2กำปั้นได้อย่างไม่ต้องซีเรียสมากนัก ) เพื่อนๆตามได้พักหนึ่งก็ทะยอยหลุดกันไปหมด เหลือผมคนเดียวที่เกาะไม่ปล่อย ไม่ยอมทิ้งระยะห่างเกิน 2 กำปั้น ผ่านไปได้ราวๆ 10 กม.เศษๆ เขาก็เลยยอมหยุดพักรอกลุ่มใหญ่ (เข้าใจว่า มาปั่นในลักษณะ relax มากกว่า
ตอนแรกที่คุยกันก็ถามเขาว่าเขาเป็นนักกีฬาในระดับ pro tour ??? เขาตอบผมว่าไม่ใช่ ซึ่งผมก็ไม่เชื่อ ถามไปถามมาจึงบอกว่าแกเป็นพวกคนเหล็ก ก็เลยถามว่าปกติซ้อมจักรยานอย่างไร แกบอกว่าปกติอยู่ที่ฝรั่งเศสจะซ้อมปั่นทางเรียบแทบจะทุกวันๆละ 170 กม. ถ้าเป็นทางเขา ก็จะซ้อมวันละ 100 กม.
วกกลับมามองตัวเราเองดีกว่าครับ
เอาประสพการณ์ส่วนตัวของผมก็แล้วกัน หลังจากเริ่มกลับมาปั่นใหม่ได้ราวปีครึ่ง พร้อมกับอายุที่แตะเลข 5 และเรี่ยวแรงที่แทบจะไม่มีอะไร หัวใจระยะพักบางวันปาเข้าไปแตะ 80 ครั้ง/นาที พิจารณาตนเองแล้วว่า หากอาตมาไม่ทำอะไรไปสักอย่างหนึ่ง ท่าทางจะต้องไปเป็นเพื่อนๆกับคนวัยเดียวกันที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างแน่นอน จนถึงตอนนี้ ชีพจรระยะพักจริงๆ คือ นอนนิ่งๆนานๆแล้วจับดู ต่ำสุดเคยลงมาแถวๆ 56-58 ครั้งต่อนาที เวลากลางวันช่วงทำงานอยู่แถว 65-68 ครั้งต่อนาที ปั่นจักรยานในระยะทางไปกลับ 50 กม. คนเดียว ล่าสุดก็ทำความเร็วเฉลี่ยแตะหลัก 32 กม/ชม. ได้แล้ว
ไม่มีเคล็ดลับหรอกครับ มีแต่แค่หลักการคร่าวๆเท่านั้น โดยเฉพาะถ้าเราเป็นคนทำงาน มีเวลาปั่นได้อย่างมากอาทิตย์ละ 3 - 5 ครั้ง
คนส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปที่แรงม้า แรงบิด เอาแรงเข้าว่า เอาเร็วไว้ก่อน ส่วนใหญ่มักจะลืมไปว่าก่อนจะเร็วได้นั้น ต้องรู้จักคำว่า"ช้า" มาก่อน ทำไมต้องหัดปั่นช้าๆ ไม่ใช่ว่าไม่แรงเลยต้องปั่นช้าๆ
ถ้าเปรียบร่างกายเป็นรถยนต์ กล้ามเนื้อของเราก็คือเครื่องยนต์ แล้วก็เป็นเครื่องยนต์ชีวภาพที่สามารถพัฒนาความแข็งแกร่งได้เรื่อยๆเท่าที่ขีดจำกัดจะอำนวย คนส่วนใหญ่จึงมักจะมุ่งไปที่เครื่องยนต์ โดยลืมส่วนสนับสนุนที่สำคัญไปหมด
การฝึกสร้างพื้นฐานคือ การฝึกเพื่อพัฒนาระบบสนับสนุน ทำให้หม้อน้ำใหญ่ขึ้นระบายความร้อนได้เร็วขึ้น ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงป้อนเชื้อเพลิงเข้าเครื่องยนต์ได้เร็วและมากขึ้น เครื่องยนต์เองก็จะเริ่มทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น
การฝึกสร้างพื้นฐาน ฝึกอย่างไร
การฝึกสร้างพื้นฐานจะประกอบด้วยการฝึกเพื่อสร้าง aerobic capacity หรือ ความสามารถในการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อ ยิ่งสามารถใช้ออกซิเจนได้มากขึ้น ย่อมจะทำให้ยืนพื้นระบบพลังงานในระดับ aerobic ได้มากขึ้น กล้ามเนื้อมีความสามารถต่อสู้ความเมื่อยล้าได้ดีขึ้น
การฝึกสร้างพื้นฐาน จะเน้นปั่นเบา แต่นาน
ปั่นเบาไม่ใช่เรื่องยาก แต่ปั่นนานยากยิ่งกว่า เพราะเมื่อปั่นนานขึ้น ร่างกายส่วนอื่นจะเมื่อยล้าขึ้น เจ็บก้น เมื่อยคอ เมื่อยหลัง เมื่อยแขน เมื่อยไหล่ มือชา ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายถึงว่าถ้าอยากจะปั่นให้ได้นานขึ้น ก็ต้องปรับตัวเอง ปรับท่า ปรับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางของร่างกาย และปรับใจให้ทนทานต่อความน่าเบื่อของการฝึกให้ได้
ทำไมต้องปั่นเบา แค่ไหนเรืยกว่าปั่นเบา ?
แค่ไหนที่เรียกว่าปั่นเบา ถ้าคุณมี Heart rate monitor เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ เอาแค่ 60 -70 % Max HR เป็นไง คงไม่หนักนะ แต่ถ้าคุณไม่มี Heart rate monitor ระดับของปั่นเบาคือ ปั่นไปด้วยร้องเพลงไปด้วยได้ ไม่เหนื่อย ไม่หอบ แต่ถ้ามี watt meter ก็เอาแค่ 65 % FTP ก็น่าจะพอนะ
ทำไมต้องปั่นเบาๆ ก็เพราะที่ระดับนี้ จะเป็นระดับที่กล้ามเนื้อจะใช้พลังงานในระดับ aerobic ยิ่งปั่นนานเท่าไหร่ ร่างกายจะเริ่มปรับชนิดของเชื้อเพลิงมาใช้ไขมันเป็นพลังงานในสัดส่วนที่สูงขึ้น
ผลของการปั่นแบบนี้ จะสร้างความแข็งแกร่งของระบบสนับสนุนให้แก่กล้ามเนื้อ ถ้าฝึกประจำๆบ่อยๆ เน้นๆ จะพบว่าพอมาถึงจุดๆหนึ่ง คุณจะฟื้นตัวจากความเหนื่อยได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดนลากกันไส้แตก พอพักยกแปล๊บเดียว ก็อัดต่อได้อีก ชีพจรที่พุ่งพรวดๆ ก็จะพุ่งขึ้นช้าลง และลดเพดานการเต้นลงมาได้ดีขึ้น
ปัญหาของการฝึกแบบนี้คือ
1. ใช้เวลามาก ยิ่งมาก ยิ่งพัฒนา แต่ยิ่งนาก ยิ่งน่าเบื่อ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มองเรื่องของพัฒนาการแบบเป็นระบบ
2. หาคนปั่นด้วยลำบาก โดยเฉพาะคนเริ่มใหม่ เพราะความเร็วในระดับนี้แต่ละคนไม่เท่ากัน ทุกวันนี้ผมเองปั่นในความเร็วระดับนี้อยู่แถวๆ 27 -28 กม / ชม. แช่ยาว โดยที่ชีพจรอยู่แถวๆ 60% HRR เท่านั้น ดังนั้นหากคนเริ่มต้นใหม่จริงๆ ความเร็วเดินทางตรงนี้ไม่มีทางเร็วกว่า 25 กม./ชม อย่างแน่นอน ยกเว้นจะเกาะท้ายคนที่แข็งแรงกว่า และเขาพร้อมจะปั่นในลักษณะนี้กับเรา ซึ่งในความจริงแล้ว คนส่วนใหญ่ที่รวมกลุ่มกันปั่น มักจะไม่ค่อยนึกถึงการปั่นในลักษณะนี้เท่าไหร่ แต่จะเน้นเอามันส์ อัดกันไส้แตก เน้นพละกำลัง
3. สุดท้ายต้องปั่นคนเดียว ทนความเหงาได้แค่ไหน ทนความอ้างว้างได้อย่างไร
เริ่มต้นอย่างไร
1. กรุณาไปทำ prefitting รถให้ได้ค่าที่ลงตัวและเหมาะสมที่สุดก่อน เริ่มต้นดี มีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง
2. ค้นหารอบขาที่เหมาะสมกับตัวเอง ในขณะที่หลายๆคนร่ำร้องเรียกหา 100 RPM แต่พื้นฐานการฝึกในหลายๆคอร์สจะเริ่มจากแค่ 80 RPM
2.1 รอบขาที่ต่ำๆ เช่น ต่ำกว่า 60-70 RPM จะมีข้อเสียอยู่ตรงที่ กล้ามเนื้อและข้อจะต้องรับความเค้นความเครียดสูง และปริมาณเลือดไหลเวียนที่เข้าไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมัดหลักๆจะลดลง แต่ข้อดีของมันก็มี เช่น ลดอัตราการเต้นของหัวใจลง ลดปริมาณการใช้ออกซิเจนลง สัดส่วนของงานที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นต่อพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้มีค่าเพิ่มขึ้น ( แปลว่า ประหยัดน้ำมัน ) ข้อดีตรงนี้จึงใช้ได้ดีในกรณีที่เราปั่นมาอย่างหนัก แล้วลงไปหมกด้านหลังกลุ่ม ก็ขึ้นเกียร์หนักขึ้น เพื่อลดรอบขาลง เราก็จะสามารถลดอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังเต้นป้าบๆๆๆๆๆ ลงมาได้
2.2 รอบขาที่สูง เช่น 100 RPM ขึ้นไป จะมีข้อดีตรงที่ ลดความเค้นความเครียดต่อกล้ามเนื้อและข้อลง แล้วยังช่วยเพิ่มปริมาณเลือดไหลเวียนเข้าออกกล้ามเนื้อหมัดหลักๆ แต่ข้อเสียมันก็มีคือ อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณการใช้ของออกซิเจนขึ้น และ สัดส่วนของงานที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นต่อพลังงานที่กล้ามเนื้อใช้จะมีค่าลดลง ( แปลว่า เปลืองน้ำมัน )
( ประสพการณ์บนวัตต์มิเตอร์ ทำให้ผมเห็นว่า ที่ความเร็วรอบขาสูงขึ้นโดยยังใช้ความเร็วเดินทางเท่าเดิม พบว่าวัตต์ที่วัดได้ ( มันคือ"งาน"ที่กล้ามเนื้อสร้างขึ้นกระทำกับระบบขับเคลื่อน ) มีค่าลดลง แต่อัตราการเต้นของหัวใจไม่ลดลงตาม อัตราการเต้นของหัวใจนั้นเป็นดัชนีคร่าวๆตัวหนึ่งที่ใช้บอกสถานะภายในร่างกาย เช่น ระดับการใช้พลังงานของร่างกาย ถึงแม้ว่ามันจะคร่าวๆ คือ เทียบกันวันต่อวันได้ไม่แม่นยำนัก แต่ถ้าเทียบกันในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน มันก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น )
เมื่อผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง เราจะบอกได้เองว่า รอบขาที่เหมาะสมของเรานั้น จะลงตัวที่เท่าไหร่
3. หาเวลาฝึกซ้อม มันคือสิ่งที่ยากที่สุดในบรรดาทุกๆสิ่งอุปสรรค ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชม.เท่าๆกันครับ ไม่มีใครมีมากกว่ากัน เวลา 24 ชม x 7 วันนั้น เราต้องแบ่งออกเป็นเวลางาน เวลาครอบครัว เวลาส่วนตัว และเวลาพักผ่อน ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มนี้ ไม่สามารถสั่งสอนหรือชี้นำได้ นอกจากตัวของเราเองจะพิจารณา เพราะถ้าเพิ่มเวลาส่วนใด เวลาส่วนอื่นก็จะต้องลดถอยลง
การบริหารเวลา จึงเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าการบริหารทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะมันคือ พื้นฐานของชีวิต
อุปสรรคของเวลาฝึกซ้อม ก็มีหลายอย่าง เช่น ฝนตก ต้องรีบกลับบ้าน มีนัด งานยุ่ง แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับจุดประสงค์ของการมุ่งมั่นของเรา
การฝึกซ้อมไม่จำเป็นต้องปั่นบนถนนเสมอไป การปั่นบนเทรนเนอร์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพมากพอ และถ้าเป้าประสงค์ของเราชัดเจน เราก็จะสามารถเอาชนะความเบื่อได้
( รุ่นน้องคนหนึ่ง มีเวลาปั่นออกถนนได้แค่วันอาทิตย์เท่านั้น และไม่ใช่ทุกวันอาทิตย์ด้วย แต่ด้วยความมุมานะปั่นบนเทรนเนอร์ อย่างต่อเนื่อง ผลที่ได้ก็คุ้มค่ามาก ในทริปของโปรไบค์ที่สวนผึ่งบนเนินโป้งชึ่งที่หลายคนที่มีเวลาลงถนนมากกว่าเขา ยังต้องลงเดินจูงรถ แต่น้องคนนี้สามารถปั่นผ่านได้อย่างงดงาม )
4. Listen your body ไม่สามารถใช้ได้เสมอไป โดยเฉพาะการฝึกฝนที่มีเป้าหมาย สิ่งที่จำเป็นต้องมี ได้แก่
4.1 ไมล์ที่วัดรอบขาได้
4.2 HRM ( ปัจจุบัน HRM มีราคาถูกลงกว่าสมัยก่อนมากแล้ว ไมล์หลายๆตัวในท้องตลาดก็เพิ่มHRM เข้าไปด้วย )
5. พักผ่อนบ้าง จักรยานอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ทั้งชีวิตไม่ใช่จักรยาน ซ้อมเบาก็ใช่ว่าจะซ้อมได้ทุกวันนะครับ สองวันพักหนึ่ง สามวันพักหนึ่งวัน แล้วแต่ความสุข การพักไม่เพียงแต่พักร่างกายเท่านั้น แต่เป็นการพักจิตใจด้วย อย่าใจร้อน กรุงโรมไม่ได้สร้างใน 1 วัน ( แต่ถูกเผาทิ้งทำลายได้ใน 3 วัน )
ลองทำดูสัก 2 เดือน แล้วจะพบถึงความเปลี่ยนแปลง ทนความเหนื่อยล้าได้ดีขึ้น ความเร็วเดินทางเพิ่มขึ้น
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
พื้นฐานดีแล้ว จึงค่อยต่อยอดครับ
ต่อยอดเพื่อพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ต่อยอดเพื่อพัฒนาความทนทานต่อกรดแลคติกและสภาพภายในกล้ามเนื้อ
ตรงนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยากนัก ไม่ยากและไม่นานเท่ากับการฝึกพื้นฐาน เพราะการฝึกพื้นฐานนั้น ต่อให้เก่งแล้วแค่ไหน ก็ยังต้องฝึกกันอยู่ตลอดเวลาเช่นเดิมครับ
ต่อยอดยังไง
มีตั้งแต่ การฝึก interval การฝึกเวทเทรนนิ่ง
การเข้ากลุ่มขาโหด ก็เป็นกระบวนการฝึกคล้ายๆการฝึก interval เช่นกัน เพียงแต่ไม่สามารถควบคุมลักษณะของการฝึกได้ และอาจจะฝึกหนักเกินไปจนถึงธาตุไฟเข้าแทรกได้เช่นกัน
ข้อจำกัดของแต่ละคน ไม่เหมือนกันนะครับ เห็นเขาแรง ทำไมเราแรงแบบเขาไม่ได้ ฝึกมาก็มากเหมือนกัน
ข้อจำกัดของแต่ละคน ถูกจำกัดด้วย กรรมพันธุ์ อายุ เวลาของการฝึกซ้อม โอกาสที่เอื้ออำนวย ฐานะในการสรรหาอุปกรณ์ดีๆมาใช้ ( อุปกรณ์ไม่ใช่ว่าไม่มีผลนะครับ กระบี่ไม่ได้อยู่ที่ใจ แต่อยู่ที่ภาคใต้ แต่อุปกรณ์ที่ดีจะเห็นผลได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีวิทยายุทธที่สูงส่งเพียงพอและคู่ควรเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์นั้นได้อย่างคุ้มค่า )
อยากจะปั่น 40 กม/ชม. ไม่ใช่เรื่องยากครับ ที่ยากคือทำอย่างไรที่จะปั่นด้วยความเร็วเท่านี้ได้อย่างยาวนานและปลอดภัย
การฝึกฝนจึงเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ทุกอย่างสมใจ ( ล้อขอบสูง , SRAM RED , DI2 ไม่ช่วยให้สมประสงค์ได้เสมอไปหรอกนะครับ
)
ถ้าอยากไปเร็วๆ เร็ว แรง และทนกว่าเจ๊มาร์ค โดยไม่ต้องมาฝึกฝนให้เหนื่อยยาก แนะนำครับ
.
.
.
.
.
ฟีโน่ ครับ .............................................. จัดมาเลยครับ ค่าตัว 2 คัน ยังไม่พอซื้อเสือหมอบหรูๆด้วยซ้ำไป

ต่อยอดเพื่อพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ต่อยอดเพื่อพัฒนาความทนทานต่อกรดแลคติกและสภาพภายในกล้ามเนื้อ
ตรงนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ยากนัก ไม่ยากและไม่นานเท่ากับการฝึกพื้นฐาน เพราะการฝึกพื้นฐานนั้น ต่อให้เก่งแล้วแค่ไหน ก็ยังต้องฝึกกันอยู่ตลอดเวลาเช่นเดิมครับ
ต่อยอดยังไง
มีตั้งแต่ การฝึก interval การฝึกเวทเทรนนิ่ง
การเข้ากลุ่มขาโหด ก็เป็นกระบวนการฝึกคล้ายๆการฝึก interval เช่นกัน เพียงแต่ไม่สามารถควบคุมลักษณะของการฝึกได้ และอาจจะฝึกหนักเกินไปจนถึงธาตุไฟเข้าแทรกได้เช่นกัน
ข้อจำกัดของแต่ละคน ไม่เหมือนกันนะครับ เห็นเขาแรง ทำไมเราแรงแบบเขาไม่ได้ ฝึกมาก็มากเหมือนกัน
ข้อจำกัดของแต่ละคน ถูกจำกัดด้วย กรรมพันธุ์ อายุ เวลาของการฝึกซ้อม โอกาสที่เอื้ออำนวย ฐานะในการสรรหาอุปกรณ์ดีๆมาใช้ ( อุปกรณ์ไม่ใช่ว่าไม่มีผลนะครับ กระบี่ไม่ได้อยู่ที่ใจ แต่อยู่ที่ภาคใต้ แต่อุปกรณ์ที่ดีจะเห็นผลได้ชัดเจนก็ต่อเมื่อผู้ใช้มีวิทยายุทธที่สูงส่งเพียงพอและคู่ควรเท่านั้น จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์นั้นได้อย่างคุ้มค่า )
อยากจะปั่น 40 กม/ชม. ไม่ใช่เรื่องยากครับ ที่ยากคือทำอย่างไรที่จะปั่นด้วยความเร็วเท่านี้ได้อย่างยาวนานและปลอดภัย
การฝึกฝนจึงเป็นหนทางเดียวที่ทำให้ทุกอย่างสมใจ ( ล้อขอบสูง , SRAM RED , DI2 ไม่ช่วยให้สมประสงค์ได้เสมอไปหรอกนะครับ
ถ้าอยากไปเร็วๆ เร็ว แรง และทนกว่าเจ๊มาร์ค โดยไม่ต้องมาฝึกฝนให้เหนื่อยยาก แนะนำครับ
.
.
.
.
.
ฟีโน่ ครับ .............................................. จัดมาเลยครับ ค่าตัว 2 คัน ยังไม่พอซื้อเสือหมอบหรูๆด้วยซ้ำไป
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- GOBBS
- ขาประจำ
- โพสต์: 1628
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 มี.ค. 2011, 12:51
- Bike: Lefty Ocho TB
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
น้าลู กระทู้ 10.41 ข้อมูลล้วนๆ
แต่พอ 10.52 เริ่มออกทะเล
ขอบคุณครับ
แต่พอ 10.52 เริ่มออกทะเล
ขอบคุณครับ
-
Cycling B®y
- ขาประจำ
- โพสต์: 19808
- ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:41
- team: RAWAI Criterium Team. Phuket.
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผมมีเพื่อนเป็นนักปั่นชาวสวิสชื่อมาร์ติน อายุ 50 กว่าๆ เก่งทั้งเสือหมอบ และเสือภูเขา.
มาร์ตินซ้อม อย่างเป็นระบบ แกไม่เคยเลยที่จะขี่เร็วๆแบบกลุ่มทั่วๆไป.แต่แกจะขี่แบบรักษาความเร็วคงที่พื่นฐาน.. ทางราบมาเท่าไหร่ ทางเนินก็ไปเท่านั้น ขี่อึดทนนาน ความเร็วไม่มีตก..ผมขี่กับมาร์ตินบ่อยครั้ง ผมชอบการฝึกซ้อมแบบนี้มาก..แต่ก็มีเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบการฝึกซ้อมแบบมาร์ติน บ่นบอกว่าน่าเบื่อ..ไม่เร้าใจ.
ผมไม่เข้าใจในหลายๆครั้ง ที่คนเราเวลาจับจักรยานออกไปขี่ หลายคนเข้าใจว่าต้องขี่ให้เร็วที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาอัดกัน การฝึกซ้อมแบบนั้นไปได้ไม่เท่าไหร่ก็น๊อค..เจอพวกที่ขี่แบบรักษาความเร็วสวนทุกที...
สำหรับผมความเร็วมากๆไม่ใช่ประเด็นที่ต้องน่าเป็นห่วง แต่ความอึดทน และสามารถรักษาระดับความเร็วพื่นฐานคงที่อย่างต่อเนื่องได้ไกลๆ สำคัญกว่าเยอะ..
ปล. มาร์ตินเป็นนักแข่ง ไปแข่งที่ไหนติดอันดับขึ้นโพเดี่ยมตลอด.
มาร์ตินซ้อม อย่างเป็นระบบ แกไม่เคยเลยที่จะขี่เร็วๆแบบกลุ่มทั่วๆไป.แต่แกจะขี่แบบรักษาความเร็วคงที่พื่นฐาน.. ทางราบมาเท่าไหร่ ทางเนินก็ไปเท่านั้น ขี่อึดทนนาน ความเร็วไม่มีตก..ผมขี่กับมาร์ตินบ่อยครั้ง ผมชอบการฝึกซ้อมแบบนี้มาก..แต่ก็มีเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบการฝึกซ้อมแบบมาร์ติน บ่นบอกว่าน่าเบื่อ..ไม่เร้าใจ.
ผมไม่เข้าใจในหลายๆครั้ง ที่คนเราเวลาจับจักรยานออกไปขี่ หลายคนเข้าใจว่าต้องขี่ให้เร็วที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาอัดกัน การฝึกซ้อมแบบนั้นไปได้ไม่เท่าไหร่ก็น๊อค..เจอพวกที่ขี่แบบรักษาความเร็วสวนทุกที...
สำหรับผมความเร็วมากๆไม่ใช่ประเด็นที่ต้องน่าเป็นห่วง แต่ความอึดทน และสามารถรักษาระดับความเร็วพื่นฐานคงที่อย่างต่อเนื่องได้ไกลๆ สำคัญกว่าเยอะ..
ปล. มาร์ตินเป็นนักแข่ง ไปแข่งที่ไหนติดอันดับขึ้นโพเดี่ยมตลอด.
▄▀▄▀ รายงายสด ผลการแข่ง พร้อมวีดีโอ การแข่งจักรยานโปรทัวร์ https://www.facebook.com/groups/183810108467489/ ▄▀▄▀
__________________________________________________________________________________
__________________________________________________________________________________
- Frogman_twin
- ขาประจำ
- โพสต์: 5678
- ลงทะเบียนเมื่อ: 12 ก.ค. 2011, 19:32
- team: KCC, DEEP TEAM
- Bike: Klein
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ไม่ต้องประสบความสำเร็จทุกอย่าง แต่สิ่งที่เลือกทำขอให้ทำให้เต็มที่น๊ะลูก
- lucifer
- ขาประจำ
- โพสต์: 6393
- ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
- team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
- Bike: Only 2-wheels bike
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
สาระบ้าง ไร้สาระบ้าง เป็นน้ำจิ้มให้กับชีวิตครับGOBBS เขียน:น้าลู กระทู้ 10.41 ข้อมูลล้วนๆ
แต่พอ 10.52 เริ่มออกทะเล![]()
![]()
![]()
ขอบคุณครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
- nuang
- ขาประจำ
- โพสต์: 2127
- ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ค. 2009, 20:30
- Tel: 083-3299326
- team: "G"จักรยาน
- Bike: อะไรก็ปั่น
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผมชอบฝึกแบบนี้ ครับ เคยอัดแบบสุดๆแล้วผลสุดท้ายเอ็นหัวเข่าอักเสบ เลยหันมาฝึกแบบนี้เอาความทนทานปั่นได้นานๆครับCycling B®y เขียน:ผมมีเพื่อนเป็นนักปั่นชาวสวิสชื่อมาร์ติน อายุ 50 กว่าๆ เก่งทั้งเสือหมอบ และเสือภูเขา.
มาร์ตินซ้อม อย่างเป็นระบบ แกไม่เคยเลยที่จะขี่เร็วๆแบบกลุ่มทั่วๆไป.แต่แกจะขี่แบบรักษาความเร็วคงที่พื่นฐาน.. ทางราบมาเท่าไหร่ ทางเนินก็ไปเท่านั้น ขี่อึดทนนาน ความเร็วไม่มีตก..ผมขี่กับมาร์ตินบ่อยครั้ง ผมชอบการฝึกซ้อมแบบนี้มาก..แต่ก็มีเพื่อนๆหลายคนไม่ชอบการฝึกซ้อมแบบมาร์ติน บ่นบอกว่าน่าเบื่อ..ไม่เร้าใจ.![]()
ผมไม่เข้าใจในหลายๆครั้ง ที่คนเราเวลาจับจักรยานออกไปขี่ หลายคนเข้าใจว่าต้องขี่ให้เร็วที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาอัดกัน การฝึกซ้อมแบบนั้นไปได้ไม่เท่าไหร่ก็น๊อค..เจอพวกที่ขี่แบบรักษาความเร็วสวนทุกที...
สำหรับผมความเร็วมากๆไม่ใช่ประเด็นที่ต้องน่าเป็นห่วง แต่ความอึดทน และสามารถรักษาระดับความเร็วพื่นฐานคงที่อย่างต่อเนื่องได้ไกลๆ สำคัญกว่าเยอะ..
ปล. มาร์ตินเป็นนักแข่ง ไปแข่งที่ไหนติดอันดับขึ้นโพเดี่ยมตลอด.
-
lop023
- ขาประจำ
- โพสต์: 6760
- ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ธ.ค. 2009, 18:47
- Tel: 0994294292
- team: อิสระชล , เทศบาลเมืองบ้านบึง
- Bike: Bianchi , Madone
- ติดต่อ:
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผมก็คงทนไม่ไหวแมวทอง เขียน:ให้เพือนลากให้สิ ป้วนเปี้ยน 60-64 ถ้าลากส่ง น่าจะสุดที่ 70-72 สบายๆ ครับ
- ปั่น
- ขาประจำ
- โพสต์: 3280
- ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ส.ค. 2008, 16:25
- Bike: RB only
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ป๋าลูฯ โปไฟล์ นี้ล่ำมากครับ
ปั่นโซนแอโรบิค เหงาจริงครับ คอนเฟริม

ปั่นโซนแอโรบิค เหงาจริงครับ คอนเฟริม
โจ๊ก
-
at10
- ขาประจำ
- โพสต์: 279
- ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ธ.ค. 2011, 10:04
- Tel: 0894885709
- team: KMCT POWER GREEN
- Bike: BIANCHI INFINITO
- ตำแหน่ง: 169 หมู่2 ต.หนองบัว อ.บ้านค่าย จ.ระยอง 21120
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ผมเพี่งเริ่มปั่นหมอบโดยปั่นไปทำงานระยะทาง 30 กม.กำลังคิดจะหาวิธีฝึกอยู่พอดี ขอบคุณอ.ลู สำหรับความรู้ใหม่ที่ไม่เคยคิดแบบนี้มาก่อน ตั้งใจแต่จะให้เร็วอย่างเดียวสุดท้ายเหนื่อยคอดๆ ขอเอาวิธีของอ.ลูมาใช้ดีกว่า
-
สันติภาพ เเว่นเเก้ว
- ขาประจำ
- โพสต์: 848
- ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ก.ค. 2011, 10:17
- team: ปั่นกินกาเเฟ
- Bike: CAAD
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ฟามรู้ใหม่ครับ ขอปักไว้อ่านเผื่อลืม
ขอบคุณครับป๋าลู
ขอบคุณครับป๋าลู
- dinsodum
- ขาประจำ
- โพสต์: 2565
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2011, 09:37
- Tel: 0923936424
- team: พิชเชอร์แมน วัดดงน้อย
- ตำแหน่ง: *7/8 หมู่ 13 ตำบลกระดังงา อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม
Re: เคล็ดลับให้ได้ avg 40 km/hr สำหรับเสือหมอบ
ถ้าอยากไปเร็วๆ เร็ว แรง และทนกว่าเจ๊มาร์ค โดยไม่ต้องมาฝึกฝนให้เหนื่อยยาก แนะนำครับ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ฟีโน่ ครับ .............................................. จัดมาเลยครับ ค่าตัว 2 คัน ยังไม่พอซื้อเสือหมอบหรูๆด้วยซ้ำไป
ชอบประโยคนี้มากเลยครับ ท่านอาจารย์ลูฯ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ฟีโน่ ครับ .............................................. จัดมาเลยครับ ค่าตัว 2 คัน ยังไม่พอซื้อเสือหมอบหรูๆด้วยซ้ำไป
ชอบประโยคนี้มากเลยครับ ท่านอาจารย์ลูฯ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=397&t=412895