ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
คนจีนเพิ่งผ่านสงครมกลางเมืองมาแค่หนึ่งช่วงอายุคน คือห้าสิบปี
และเป็นสงครามที่ข้มข้น มีความสูญเสียมากมาย และที่สำคัญที่สุด..คือคนจีนฆ่ากันเอง
ฆ่ากันเองโดยไม่ได้มีใครครอบงำ.....
และล่อกันเป็นล้าน.....ตลอดช่วงเวลา ยี่สิบห้าปีของสงคราม....
ต่างจากเวียดนามที่ทำสงครามเพื่อปลดแอกต่อประเทศอาณานิคมและจักรวรรดินิยม
แม้ในสมรภูมิภาคพื้นดิน...ทหารเวียดนามจะยิงทหารเวียดนามด้วยกันเอง
แต่พวกเวียดกง เชื่อว่านั่นคือ เวียดนามลูกสมุนของอเมริกา
เวียดกงกำลังต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแผ่นดินแม่ ไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่ง
แต่คนจีนทำสงครามต่อกันด้วยเรื่องอุดมการณ์ล้วนๆ...ไม่ได้อยู่ใต้บัญชาฝรั่งหัวทองที่ไหน
มีแต่นักรบตาชั้นเดียว กากี่นั้งด้วยกันทั้งนั้น....เอาง่ายๆ....คือพี่แกตกลงกันไม่ได้
ว่าจะให้พรรคไหนปกครองประเทศ..ระหว่างก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์
และก็ไม่เคยเจรจากันด้วยนะ
ต่างฝ่ายต่างยึดครองพื้นที่คนละภาคกัน...มีมวลชนของตัวเอง มีกำลังพลของตัวเอง
มีกระทั่งเมืองหลวงของตัวเอง....(ผมว่าบรรยากาศแม่มคงเหมือนศึกเหลืองแดงในไทยนั่นแหละ)
เอางี้ดีกว่า...ขนาดตอนที่ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย และกำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆนั้น
พี่แกก็ยังใส่กันเองอยู่เลยนะครับ...แล้วแบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งตรึงชายแดนไว้
จนนายทหารกลุ่มหนึ่งทนไม่ได้...จับตัวเจียงไคเช็คไว้ แล้วบังคับให้เซ็นสัญญาฉบับหนึ่ง
ที่มีเนื้อหาว่าจะร่วมมือกับพวกคอมมิวนิสต์ ขับไล่ญี่ปุ่นออกไปก่อน
สำเร็จแล้วค่อยใส่กันต่อ.......
คุณลองคิดดูเถิดครับ..ว่าเพิ่งผ่านสมรภูมิฆ่าฟันกันหนักหน่วงแบบนี้มาไม่นาน
จู่ๆรัฐบาลใหม่...เกิดป่าวประกาศว่า...ร้องเป็นเพลงปลุกใจว่า
รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนจีน
ไม่ว่าฝั่งไหน...ก็จีนด้วยกัน.....
..............
แล้วมันจะรักกันได้ชั่วข้ามคืนไหม.....คุณว่า?
และเป็นสงครามที่ข้มข้น มีความสูญเสียมากมาย และที่สำคัญที่สุด..คือคนจีนฆ่ากันเอง
ฆ่ากันเองโดยไม่ได้มีใครครอบงำ.....
และล่อกันเป็นล้าน.....ตลอดช่วงเวลา ยี่สิบห้าปีของสงคราม....
ต่างจากเวียดนามที่ทำสงครามเพื่อปลดแอกต่อประเทศอาณานิคมและจักรวรรดินิยม
แม้ในสมรภูมิภาคพื้นดิน...ทหารเวียดนามจะยิงทหารเวียดนามด้วยกันเอง
แต่พวกเวียดกง เชื่อว่านั่นคือ เวียดนามลูกสมุนของอเมริกา
เวียดกงกำลังต่อสู้เพื่อปลดปล่อยแผ่นดินแม่ ไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจฝรั่ง
แต่คนจีนทำสงครามต่อกันด้วยเรื่องอุดมการณ์ล้วนๆ...ไม่ได้อยู่ใต้บัญชาฝรั่งหัวทองที่ไหน
มีแต่นักรบตาชั้นเดียว กากี่นั้งด้วยกันทั้งนั้น....เอาง่ายๆ....คือพี่แกตกลงกันไม่ได้
ว่าจะให้พรรคไหนปกครองประเทศ..ระหว่างก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์
และก็ไม่เคยเจรจากันด้วยนะ
ต่างฝ่ายต่างยึดครองพื้นที่คนละภาคกัน...มีมวลชนของตัวเอง มีกำลังพลของตัวเอง
มีกระทั่งเมืองหลวงของตัวเอง....(ผมว่าบรรยากาศแม่มคงเหมือนศึกเหลืองแดงในไทยนั่นแหละ)
เอางี้ดีกว่า...ขนาดตอนที่ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย และกำลังรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆนั้น
พี่แกก็ยังใส่กันเองอยู่เลยนะครับ...แล้วแบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งตรึงชายแดนไว้
จนนายทหารกลุ่มหนึ่งทนไม่ได้...จับตัวเจียงไคเช็คไว้ แล้วบังคับให้เซ็นสัญญาฉบับหนึ่ง
ที่มีเนื้อหาว่าจะร่วมมือกับพวกคอมมิวนิสต์ ขับไล่ญี่ปุ่นออกไปก่อน
สำเร็จแล้วค่อยใส่กันต่อ.......
คุณลองคิดดูเถิดครับ..ว่าเพิ่งผ่านสมรภูมิฆ่าฟันกันหนักหน่วงแบบนี้มาไม่นาน
จู่ๆรัฐบาลใหม่...เกิดป่าวประกาศว่า...ร้องเป็นเพลงปลุกใจว่า
รักกันไว้เถิด เราเกิดร่วมแดนจีน
ไม่ว่าฝั่งไหน...ก็จีนด้วยกัน.....
..............
แล้วมันจะรักกันได้ชั่วข้ามคืนไหม.....คุณว่า?
- ไฟล์แนบ
-
- ผมเคยคิดจะจอดจักรยานแบบนี้เหมือนกันน่ะ..
แต่พอดูคนที่จอดอยู่ก่อน...รถแม่บ้านโคดสนิมล้อดุ้ง...ใส่โซ่ใหญ่เท่าแขนสองชั้น หน้า-หลัง แบบนี้ทุกคัน
ผมเลยขอบาย..... - Photo0033.jpg (97.04 KiB) เข้าดูแล้ว 288 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- pookhem
- ขาประจำ
- โพสต์: 1188
- ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.พ. 2009, 13:46
- Tel: no
- team: ครอบครัวพ่อห่าน มีคันเล็กๆ ตามหลายคัน
- Bike: จักรยานล้อเล็กๆ
- ตำแหน่ง: ถ. ราชดำเนิน เขตพระนคร กทม 10200
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
- bokoboss
- ขาประจำ
- โพสต์: 157
- ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ม.ค. 2012, 10:33
- team: นักปั่นอินดี้ ลุยเดี่ยวแถวบ้าน
- Bike: Fuji Comet R 2013, Dahon Mu Uno, Strida 5.2
- ติดต่อ:
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ขอปักเก็บนะครับ ^^
นักปั่นอินดี้ ลุยเดี่ยวแถวบ้าน
Instagram: http://instagram.com/bosskung
Twitter: https://twitter.com/Bosskung
Instagram: http://instagram.com/bosskung
Twitter: https://twitter.com/Bosskung
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
โพสยาวยาวสี่ห้าโพสด้านบน ที่เล่นเอาคนอ่านก็เหนื่อย คนโพสก็เหนื่อยนั้น เกิดขึ้นเพื่ออธิบายประเด็นนี้แหะ....ประเด็นที่ว่า..ทำไมรัฐจีนจึงล้มเหลวในการสร้างโลกทืศน์แบบคอมมูน เพื่อมารับใช้ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์.....
ทีนี้...ลองนึกภาพตามนะครับ
ในขณะที่ตัวเองก็โค่นล้มโลกทัศน์แบบเก่าทิ้งไปแล้ว
และกรอบความคิดและการมองโลกแบบใหม่ก็ไม่สามารถสถาปนาขึ้นมาได้
แล้วสังคมมันจะเหลืออะไรเล่าครับ?
...สังคมมนุษย์....ไม่ว่าที่ใดๆบนโลก...ไม่อาจดำเนินอย่างเป็นปกติสุขได้...หากขาดฐานคิดบางอย่างช่วยค้ำจุน ( บางประเทศ เช่นอิหร่าน หรือธิเบต ก็ตีความแบบชัดๆเลยว่า ฐานคิดนั้นคือ ศาสนา..เพราะงั้น รัฐเหล่านั้นจึงใช้หลักศาสนามาปกครองฆราวาส....ซึ่งจะดีไม่ดีนั้น คงต้องถกกันอีกยาวห้ากระทู้ครับ...อยากถกหลังไมคืมาครับ
)
และส่วนมาก ฐานคิดเหล่านั้น ล้วนมีรากฐานและอิทธิพลมาจากคติ-ความเชื่อ-โลกทัศน์แบบโลกเก่า ( เวลาแม่ตี๋ใหญ่ ห้ามไม่ให้ตี๋ใหญ่ปล้น...แกจะบอกว่่า...อย่าไปทำเค้าเลยลูก ชาวบ้านเค้าเดือดร้อน......สังเกตุดูนะครับ แกไม่ได้อ้างกฎหมายหรือความดีความชั่วอะไร...แกอ้างว่ากลัวคนอื่นจะเดือดร้อน ซึ่งนั่นก้คือโลกทัศน์ของคนที่มีโลกทัศน์แบบชุมชนเกษตรกรรม คือคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่น ก่อนผลกระทบอื่นๆ..เป็นต้น)
โลกทัศน์-ศาสนา-กรอบคิด-คติความเชื่อ-ประเพณี-วัฒนธรรม-ศีลธรรม-อุดมการณ์ของสังคม-บรรทัดฐาน.....ไม่ว่าจะใช้คำใดเรียกมันก็ตามที......ในมุมมองหนึ่งแล้ว ทั้งหมดล้วนทำหน้าที่เดียวกัน คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมและสร้างกรอบในการอยู่ร่วมกันของชุมชน ให้เกิดความสงบสุข....
และโดยปกติแล้ว...แต่ละสังคมก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือเดียวเท่านั้นในการควบคุม
ยกตัวอย่างเช่น...เวลาในสังคมชาวนาเกิดเรื่องราวไม่ดีไม่งามหรือเกิดขัดแย้งอะไร...สิ่งแรกที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือการนินทา (กลไกควบคุมด้วยสังคม) ถ้าความขัดแย้งนั้นเป็นประเด็น ก็มักจะเข้าหาผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายผใช้วัฒนธรรมผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้าช่วย) อาจแถมด้วยการสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธฺ์ (ใช้ความเชื่อเรื่องผีบ้านร่วม) หากเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ก็ต้องเรียกเจ้าอาวาสมาไกล่เกลี่ย อธิบายให้เห็นบาปบุญคุณโทษ (ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง) หากเรื่องไม่จบ ก็คงต้องถึงโรงพัก (กฎหมาย)
จะเห็นได้ว่า สังคมไทยชนบท (ทั้งโบราณและไม่โบราณ) ใช้เครื่องมืออย่างหลากหลายในการดีลกับเรื่องราวแต่ละเรื่อง...ไล่ลำดับจากเบาไปหาหนัก
ซึ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะเครื่องมือเหล่านั้น มีพลังทางสังคมคอยหนุนหลังและกำกับ ( เช่น คนถือว่าถ้าถูกนินทาก็จะอาย เลยไม่ทำเรื่องบัดสี...หรือถ้าด้วยความที่นับถือผู้ใหญ่ หากผู้ใหญ่ตำหนิ ก้จะรู้สึกไม่ดีมากๆ แล้วถ้าเจอระดับเจ้าอาวาส ก็อาจขายหน้าขายตา...หายหนีไปจากหมู่บ้า่นไปเลย)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้...ที่สามารถทำให้เครื่องมือควบคุมเชิงวัฒนธรรมเหล่านี้ มีพลังบังคับการกระทำและความคิดคนเพียงนี้ได้ ก็เพราะคนในสังคมและชุมชนนนั้นๆ....รู้สึกและมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาและสิ่งภายนอกอื่นๆ (เพื่อนบ้าน-ผู้ใหญ่-ผีบรรพบุรุษ-เจ้าอาวาส-สังคมชาวบ้านทั้งหมด)
เขารู้สึกว่าเขาต้องแคร์คนอื่นๆ.....
เขารู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายยึดโยงกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบกาย.........
เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม-ชุมชนนั้น อย่างไม่สามารถแยกขาดได้..............
.....และนี่ล่ะครับ คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของความหมายของ ศาสนา ในฐานะเครื่องมือควบคุมสังคม ที่ผมได้พยามอธิบายมาตั้งแต่ต้น...............
...นี่คือสิ่งที่รัฐจีนคอมมิวนิสต์ไม่อาจสร้างขึ้นมาได้ หลังจากขุดรากถอนโคนของเก่าทิ้งไปแล้ว......
ทีนี้...ลองนึกภาพตามนะครับ
ในขณะที่ตัวเองก็โค่นล้มโลกทัศน์แบบเก่าทิ้งไปแล้ว
และกรอบความคิดและการมองโลกแบบใหม่ก็ไม่สามารถสถาปนาขึ้นมาได้
แล้วสังคมมันจะเหลืออะไรเล่าครับ?
...สังคมมนุษย์....ไม่ว่าที่ใดๆบนโลก...ไม่อาจดำเนินอย่างเป็นปกติสุขได้...หากขาดฐานคิดบางอย่างช่วยค้ำจุน ( บางประเทศ เช่นอิหร่าน หรือธิเบต ก็ตีความแบบชัดๆเลยว่า ฐานคิดนั้นคือ ศาสนา..เพราะงั้น รัฐเหล่านั้นจึงใช้หลักศาสนามาปกครองฆราวาส....ซึ่งจะดีไม่ดีนั้น คงต้องถกกันอีกยาวห้ากระทู้ครับ...อยากถกหลังไมคืมาครับ
และส่วนมาก ฐานคิดเหล่านั้น ล้วนมีรากฐานและอิทธิพลมาจากคติ-ความเชื่อ-โลกทัศน์แบบโลกเก่า ( เวลาแม่ตี๋ใหญ่ ห้ามไม่ให้ตี๋ใหญ่ปล้น...แกจะบอกว่่า...อย่าไปทำเค้าเลยลูก ชาวบ้านเค้าเดือดร้อน......สังเกตุดูนะครับ แกไม่ได้อ้างกฎหมายหรือความดีความชั่วอะไร...แกอ้างว่ากลัวคนอื่นจะเดือดร้อน ซึ่งนั่นก้คือโลกทัศน์ของคนที่มีโลกทัศน์แบบชุมชนเกษตรกรรม คือคิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่น ก่อนผลกระทบอื่นๆ..เป็นต้น)
โลกทัศน์-ศาสนา-กรอบคิด-คติความเชื่อ-ประเพณี-วัฒนธรรม-ศีลธรรม-อุดมการณ์ของสังคม-บรรทัดฐาน.....ไม่ว่าจะใช้คำใดเรียกมันก็ตามที......ในมุมมองหนึ่งแล้ว ทั้งหมดล้วนทำหน้าที่เดียวกัน คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ควบคุมและสร้างกรอบในการอยู่ร่วมกันของชุมชน ให้เกิดความสงบสุข....
และโดยปกติแล้ว...แต่ละสังคมก็ไม่ได้ใช้เครื่องมือเดียวเท่านั้นในการควบคุม
ยกตัวอย่างเช่น...เวลาในสังคมชาวนาเกิดเรื่องราวไม่ดีไม่งามหรือเกิดขัดแย้งอะไร...สิ่งแรกที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือการนินทา (กลไกควบคุมด้วยสังคม) ถ้าความขัดแย้งนั้นเป็นประเด็น ก็มักจะเข้าหาผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายผใช้วัฒนธรรมผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้าช่วย) อาจแถมด้วยการสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธฺ์ (ใช้ความเชื่อเรื่องผีบ้านร่วม) หากเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ก็ต้องเรียกเจ้าอาวาสมาไกล่เกลี่ย อธิบายให้เห็นบาปบุญคุณโทษ (ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง) หากเรื่องไม่จบ ก็คงต้องถึงโรงพัก (กฎหมาย)
จะเห็นได้ว่า สังคมไทยชนบท (ทั้งโบราณและไม่โบราณ) ใช้เครื่องมืออย่างหลากหลายในการดีลกับเรื่องราวแต่ละเรื่อง...ไล่ลำดับจากเบาไปหาหนัก
ซึ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เพราะเครื่องมือเหล่านั้น มีพลังทางสังคมคอยหนุนหลังและกำกับ ( เช่น คนถือว่าถ้าถูกนินทาก็จะอาย เลยไม่ทำเรื่องบัดสี...หรือถ้าด้วยความที่นับถือผู้ใหญ่ หากผู้ใหญ่ตำหนิ ก้จะรู้สึกไม่ดีมากๆ แล้วถ้าเจอระดับเจ้าอาวาส ก็อาจขายหน้าขายตา...หายหนีไปจากหมู่บ้า่นไปเลย)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้...ที่สามารถทำให้เครื่องมือควบคุมเชิงวัฒนธรรมเหล่านี้ มีพลังบังคับการกระทำและความคิดคนเพียงนี้ได้ ก็เพราะคนในสังคมและชุมชนนนั้นๆ....รู้สึกและมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาและสิ่งภายนอกอื่นๆ (เพื่อนบ้าน-ผู้ใหญ่-ผีบรรพบุรุษ-เจ้าอาวาส-สังคมชาวบ้านทั้งหมด)
เขารู้สึกว่าเขาต้องแคร์คนอื่นๆ.....
เขารู้สึกว่าตัวตนของเขามีความหมายยึดโยงกับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบกาย.........
เขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม-ชุมชนนั้น อย่างไม่สามารถแยกขาดได้..............
.....และนี่ล่ะครับ คือหัวใจที่สำคัญที่สุดของความหมายของ ศาสนา ในฐานะเครื่องมือควบคุมสังคม ที่ผมได้พยามอธิบายมาตั้งแต่ต้น...............
...นี่คือสิ่งที่รัฐจีนคอมมิวนิสต์ไม่อาจสร้างขึ้นมาได้ หลังจากขุดรากถอนโคนของเก่าทิ้งไปแล้ว......
- ไฟล์แนบ
-
- สิ่งที่ประเทศจีนมีและผมคิดว่ายอดเยี่ยมแบบที่ไทยเทียบไม่ติด..
คือมิวเซียมและสวนสาธารณะ.......
เราจะกล่าวประนามคนจีนอย่างไรก้ช่างเถิด....แต่ถึงคราวเราต้องประนามชาติเราบ้างแล้ว...ว่าช่างแล้งทั้งสองสิ่งนี้เหลือเกิน....โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับนานาอารยะประเทศ - Photo0015.jpg (86.09 KiB) เข้าดูแล้ว 272 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ทีนี้.....เมือสังคมจีนสมัยใหม่ ไร้ศาสนา(ในความหมายของเครื่องมือควบคุมสังคม) เรื่องราวก็เริ่มโกลาหล
รัฐคงเหลือเครื่องมือน้อยชิ้นในการคุมคน...หนึ่งในนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรู้และกฎหมาย
เมื่อไหร่ก็ตามที ที่ผู้คนไม่แคร์กัน ไม่นึกว่าสิ่งที่ตนทำจะกระทบคนอื่น...เราจะเอาอะไรบังคับ ถ้าไม่ใช่กฎหมาย
และลองสังเกตุดูนะครับ ว่ารัฐใดก็ตามที ที่พลเมืองไม่มีกฎเกณท์ทางสังคมอื่นๆในการควบคุมกัน นอกจากกฎหมายแล้ว จะเป็นรัฐที่มีกฎหมายอะไรๆที่เพี้ยนมากๆ
เช่นสิงคโปร์ รัฐที่พลเมืองปราศจากเพื่อนบ้าน มีกฎหมายข้ามทิ้งขยะที่โทษรุนแรงมาก ห้ามคายหมากฝรั่ง และที่มันส์ที่สุด คือห้ามฉี่ในลิฝท์
เป็นคุณ...เวลาคุณจะฉี่ในลิฝท์ อะไรจะห้ามให้คุณไม่ให้ทำแบบนั้น?
อายเพื่อนร่วมตึก-เห็นใจคนใช้ลิฝท์ต่อ-กลัวบาปเพราะทำคนอื่นเดือดร้อน-เกิดมีคนเห็นแล้วเอาไปพูดคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน...
แต่เพราะคนสิงคโปร์ไม่รู้สึกอะไรกับเหตุผลเหล่านั้น-เขารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เขาสังกัด-เขาเลยอาจฉี่ในลิฝท์ได้ถ้าเกิดครึ้มใจขึ้นมา เพราะงั้นเครืิ่องมือเดียวที่ใช้บังคับเค้าได้ คือกฎหมายเท่านั้น...
ส่วนจีนเอง แม้กฎหมายไม่หยุทมหยิมเท่า แต่ก้ถือว่ารุนแรงและเอาเรื่องมากทีเดียว
โดยหมายให้เกิดความกลัวอย่างที่สุด จนไม่กล้าทำไรแบบนั้น (ถ้าจีนมีกฎหมายห้ามฉี่ในลิฝท์ โทษคงประมาณห้าสิบปีกระมัง
)
(จีนนี่ ถนัดเรื่องการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือการควบคุมคนมาก...ลองดูแคมเปญที่ใช้รณรงค์ให้มีลูกคนเดียวดูเถิด...ผมอ่านดูแล้วแม่มน่ากลัวสัสๆ เช่น เราจะไปเอาลูกของคุณมา ถ้ามีเกินสอง หรือ เราจะดำเนินการอย่างที่คุณคาดไม่ถึง...อะไรทำนองนี้แหละครับ)
และอีกเครื่องมือหนึ่งที่จีนใช้ และค่อนข้างได้ผล คือการควบคุมความรู้
ตัวอย่างง่ายๆ ก็คืออินเตอร์เนต
รัฐจีนรู้ว่า เมื่อไหร่ก้ตามทีที่ พลเมืองจีน รู้ว่าโลกภายนอกช่างเปี่ยมไปด้วยเสรีภาพ
พลเมืองของรัฐจีน...จะไม่ใช่สมบัติของเขาอีกต่อไป..แต่จะกลายเป็นพลเมืองของโลก
เพราะเขาเหล่านั้นจะแชร์โลกทัศน์ของโลกเสรีนิยมสมัยใหม่ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง
เพราะงั้น ต้องดองเอาไว้ด้วยการบลอคเวปไซท์ต่างๆนานา
จนเด็กวัยรุ่นจีน เท่าที่ผมเห็น...ดูราวกับหุ่นยนต์
คือไร้ชีวิตชีวา-หมกมุ่นกับตำรา และไม่กล้าแสดงออก.....
ไม่ว่าจะไปประเทศไหน สิ่งที่ผมต้องแวะเยี่ยมชม คือมหาวิทยาลัยของเขา
ในจีนเอง ผมก็ไปหลายที่...แต่ไม่มีที่ใดเลย ที่ผมเห็นกิจกรรมแสดงออกของนักศึกษา (นอกจากเล่นกีฬา)
ไม่ต้องเอาแบบฮาราจูกุหรอก เอาแต่แสดงอะไรที่มันสมวัยพลังหนุ่มสาว...ปล่อยของออกมามั่ง..ก็ไม่มี
มีที่เห็นเจนตา คือเด็กจีนก้มหน้าก้มตาเดินอ่านหนังสือ
.....นี่อาจจะเป็นสิ่งที่รัฐจีนทำสำเร็จสิ่งหนึ่งก็ได้....คือคุมวัยรุ่นให้อยู่
เพื่อที่โตมา มันจะได้เป็นผู้ใหญ่เซื่องๆ ที่ปกครองง่ายๆ........
รัฐคงเหลือเครื่องมือน้อยชิ้นในการคุมคน...หนึ่งในนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ความรู้และกฎหมาย
เมื่อไหร่ก็ตามที ที่ผู้คนไม่แคร์กัน ไม่นึกว่าสิ่งที่ตนทำจะกระทบคนอื่น...เราจะเอาอะไรบังคับ ถ้าไม่ใช่กฎหมาย
และลองสังเกตุดูนะครับ ว่ารัฐใดก็ตามที ที่พลเมืองไม่มีกฎเกณท์ทางสังคมอื่นๆในการควบคุมกัน นอกจากกฎหมายแล้ว จะเป็นรัฐที่มีกฎหมายอะไรๆที่เพี้ยนมากๆ
เช่นสิงคโปร์ รัฐที่พลเมืองปราศจากเพื่อนบ้าน มีกฎหมายข้ามทิ้งขยะที่โทษรุนแรงมาก ห้ามคายหมากฝรั่ง และที่มันส์ที่สุด คือห้ามฉี่ในลิฝท์
เป็นคุณ...เวลาคุณจะฉี่ในลิฝท์ อะไรจะห้ามให้คุณไม่ให้ทำแบบนั้น?
อายเพื่อนร่วมตึก-เห็นใจคนใช้ลิฝท์ต่อ-กลัวบาปเพราะทำคนอื่นเดือดร้อน-เกิดมีคนเห็นแล้วเอาไปพูดคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน...
แต่เพราะคนสิงคโปร์ไม่รู้สึกอะไรกับเหตุผลเหล่านั้น-เขารู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เขาสังกัด-เขาเลยอาจฉี่ในลิฝท์ได้ถ้าเกิดครึ้มใจขึ้นมา เพราะงั้นเครืิ่องมือเดียวที่ใช้บังคับเค้าได้ คือกฎหมายเท่านั้น...
ส่วนจีนเอง แม้กฎหมายไม่หยุทมหยิมเท่า แต่ก้ถือว่ารุนแรงและเอาเรื่องมากทีเดียว
โดยหมายให้เกิดความกลัวอย่างที่สุด จนไม่กล้าทำไรแบบนั้น (ถ้าจีนมีกฎหมายห้ามฉี่ในลิฝท์ โทษคงประมาณห้าสิบปีกระมัง
(จีนนี่ ถนัดเรื่องการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือการควบคุมคนมาก...ลองดูแคมเปญที่ใช้รณรงค์ให้มีลูกคนเดียวดูเถิด...ผมอ่านดูแล้วแม่มน่ากลัวสัสๆ เช่น เราจะไปเอาลูกของคุณมา ถ้ามีเกินสอง หรือ เราจะดำเนินการอย่างที่คุณคาดไม่ถึง...อะไรทำนองนี้แหละครับ)
และอีกเครื่องมือหนึ่งที่จีนใช้ และค่อนข้างได้ผล คือการควบคุมความรู้
ตัวอย่างง่ายๆ ก็คืออินเตอร์เนต
รัฐจีนรู้ว่า เมื่อไหร่ก้ตามทีที่ พลเมืองจีน รู้ว่าโลกภายนอกช่างเปี่ยมไปด้วยเสรีภาพ
พลเมืองของรัฐจีน...จะไม่ใช่สมบัติของเขาอีกต่อไป..แต่จะกลายเป็นพลเมืองของโลก
เพราะเขาเหล่านั้นจะแชร์โลกทัศน์ของโลกเสรีนิยมสมัยใหม่ จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง
เพราะงั้น ต้องดองเอาไว้ด้วยการบลอคเวปไซท์ต่างๆนานา
จนเด็กวัยรุ่นจีน เท่าที่ผมเห็น...ดูราวกับหุ่นยนต์
คือไร้ชีวิตชีวา-หมกมุ่นกับตำรา และไม่กล้าแสดงออก.....
ไม่ว่าจะไปประเทศไหน สิ่งที่ผมต้องแวะเยี่ยมชม คือมหาวิทยาลัยของเขา
ในจีนเอง ผมก็ไปหลายที่...แต่ไม่มีที่ใดเลย ที่ผมเห็นกิจกรรมแสดงออกของนักศึกษา (นอกจากเล่นกีฬา)
ไม่ต้องเอาแบบฮาราจูกุหรอก เอาแต่แสดงอะไรที่มันสมวัยพลังหนุ่มสาว...ปล่อยของออกมามั่ง..ก็ไม่มี
มีที่เห็นเจนตา คือเด็กจีนก้มหน้าก้มตาเดินอ่านหนังสือ
.....นี่อาจจะเป็นสิ่งที่รัฐจีนทำสำเร็จสิ่งหนึ่งก็ได้....คือคุมวัยรุ่นให้อยู่
เพื่อที่โตมา มันจะได้เป็นผู้ใหญ่เซื่องๆ ที่ปกครองง่ายๆ........
- ไฟล์แนบ
-
- นี่เป็นนิทรรศการภายในมิวเซียมที่ผมชอบมากอันหนึ่ง คือมิวเซียมที่ว่าด้วยปวศ.เมืองเซี่ยงไฮ้
ผมรับรองว่า แม้คุณไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ประวัติศาสตร์...แต่คุณจะต้องเพลิดเพลินไปกับนิทรรศการอันมีชีวิตชีวาข้างใน
ที่เห็นคือโมเดลขอลอาคารในเมืองเซี่งไฮ้ทั้งหมด - Photo0066.jpg (87.26 KiB) เข้าดูแล้ว 272 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- โยชูวา
- ขาประจำ
- โพสต์: 1307
- ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ส.ค. 2009, 23:11
- Tel: 0834169645
- team: FREEDOM
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ตั้งใจอ่านรวดเดียวเลยครับ
ชอบมุมมองแนวความคิดครับ อ่านแล้วประเทือนปัญญา
ชอบคนที่แสวงหา สืบค้น พินิจไคร่ครวญ หาเหตุ หาผล ด้วยตาใจที่เปิดกว้าง
อยากให้มาปั่นมองไทยบ้างครับ เอาแบบจัดหนักๆ
ชอบมุมมองแนวความคิดครับ อ่านแล้วประเทือนปัญญา
ชอบคนที่แสวงหา สืบค้น พินิจไคร่ครวญ หาเหตุ หาผล ด้วยตาใจที่เปิดกว้าง
อยากให้มาปั่นมองไทยบ้างครับ เอาแบบจัดหนักๆ
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เมื่อผู้คนขาดหลักยึดเหนี่ยวทางใจ....และรัฐไม่สามารถสถาปนาขึ้นมาได้....สังคมจึงต้องร่วมกันสร้างมันขึ้นมาเอง.....
และนี่คือกำเนิดของศาสนาใหม่ในจีน โดยศาสดาองค์เดียวกันทั่วโลก.......ศาสนาเงิน.......
คนจีนรุ่นนี้....มีความคิด ความหวังและอุดมกาณ์ในการใช้ชีวิต วนเวียนอยู่กับเงิน-ความรวย-หน้าตา-ออฝชั่น-เงิน-รถรา-เงิน-ไอโฟน-เงิน-ไอแพด-กระเป๋าหลุยส์-เงิน-บ้านหรู-เงิน.........เท่านั้นจริงๆ
ผมมีโอกาสคุยกับหนุ่มชาวจีนคนหนึ่ง ในวัยยี่สิบต้นๆที่บังเอิญนั่งอยู่ข้างกันในเที่ยวกลับ
เค้าเป็นนักศึกษาวิชาภาษาไทย เราจึงคุยกันได้รู้เรื่องหน่อย
เค้ามีความหวังในชีวิตอยู่ที่การแต่งเมียในอายุสามสิบ-และมีบ้านสักหลังในกวางสี
บ้าน(หมายถึงห้องในอพารตเมนท์)หลังหนึ่งราคาประมาณห้าล้านบาทไทย
เค้าคำนวนว่า จากนี้ไป ถ้าต้องประสบผลสำเร็จตามหวัง ต้องหาเงินให้ได้เดือนละห้าหมื่น นับแต่วันนี้
และจะมีภาระผ่อนส่งอีกสามสิบปี
....ผมถามว่า...แล้วทุกวันนี้ล่ะ ได้เท่าไหร่?
เค้าตอบเสียงเศร้าๆว่า เก้าพันบาทไม่รวมค่ากินอยู่ (เค้าทำงานเป็นพนักงานบริษัททัวรในเมืองไทย)
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไร? เค้าส่ายหน้าแทนคำตอบ......
...และเราทั้งคู่ก็ต่างเงียบ......
....เค้าพูดกับผมอีกครั้ง หลังความเงียบราวสิบนาที....
พ่อแม่รออยู่ที่บ้าน--ผมต้องทำให้ได้........
ชายหนุ่มคนนี้ อัธยาศัยดีทีเดียว
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนคือ เค้าไม่รู้อะไรซักอย่างเกี่ยวกับประเทศที่ตัวเองอยู่
เค้าไม่รู้ว่าจีนปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์-ไม่รู้ว่าเค้ามีสิทธฺ์อะไรบ้างในชีวิต-ไม่รู้จักประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆยกเว้นไทย-ไม่รู้จักเมืองซีอาน-ไม่เคยไปทะเล......
ผมคิดว่า...เค้าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความจริงของประเทศจีน....เป็นกรณีอันเป็นรูปธรรมของคำอธิบายของผมในโพสข้างบน
และตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของศาสนาเงิน ที่ยึดครองอุดมการณ์ทางความคิดของคนส่วนใหญ่ในประเทศไว้โดยเบ็ดเสร็จ......
ตัวอย่างอื่นๆ ที่อาจช่วยเสริมข้อสันนิษฐานของผม ก็คือ
-จีนมีร้านกระเป๋าหลุยส์หลายร้านมาก แต่ละร้านใหญ่มาก และตกแต่งหรูหรามาก (ในญี่ปุ่นมาีสามที่เองกระมัง-ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด)
-คนจีนบ้าหลุยส์อย่างมาก....ขนาดที่ร้านหลุยส์ในปารีส เกิดภาวะหลุยส์เกลี้ยงชั้น หลายครัั้งที่ทัวร์จีนลง
-คนจีนคลั่งไอโฟน-ไอแพดมาก โฮสเทลที่ผมอาศัยอยู่นั้นใกล้กับศูนย์แอปเปิ้ล และคนมากตลอดเวลาราวกับมีเทศกาลเทกระจาด
-รัฐบาลจีนหาโอกาสในการหาเงินทุกทุกที่ แม้แต่สถานที่ทางธรรมชาติ จะเข้าดูทีก็ต้องเก็บเงิน (คุณลองนึกดูว่า ถ้าเราเก็บเงินค่าดูทะเลสมุย มันจะเป็นยังไง?)
-มีคนขายไตเพื่อซื้อไอโฟน
-คณะบริหารธุรกิจเป็นคณะที่มี นศ.มากที่สุดในประเทศ
-คนจีนบ้ารถหรู และมีรถเท่ๆเต็มถนน
-คนจีนหาโอกาส หาเงินในทุกชอต (ทั้งสุจริตและทุจริต)
-ถ้าได้มีโอกาสเดินในย่านธุกิจ-ห้างสรรพสินค้าของจีน..คุณจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินไป
...............................................
ใช่ว่าทุนนิยมจะเป็นผีปิศาจ (ผมสำนึกตลอดเวลา ว่าถ้าปราศจากทุนนิม ผมไม่มีวันมีสไตรด้าขี่
-และแม้แต่โครงการโคตรสังคมสงเคราะห์แบบรัฐสวัสดิการก็คือผลจากการสนับสนุนของทุนนิยม)
ใช่ว่าการหาเงินทองจะเป็นสิ่งไม่ดี (อันนี้พูดจิง-ผมมานี่ก้อใช้เงินแยะ-ต้องหาเพิ่มตาเหลือกก่อนมา)
เพราะศาสนาเงิน...โดยตัวมันเองนั้น....ไม่ผิด...
แต่สิ่งที่ผิด ก็คือ ศาสนาเงิน ที่ไม่เปิดโอกาสให้เห็นทางเลือกของศาสนาอื่นๆ-ความเชื่ออื่นๆ-โลกทัศน์และทางเลือกในการใช้ชีวิตแบบอื่นๆ.....
ถ้าศาสนาเงิน-เป็นระบบความเชื่อหนึ่ง ที่ไม่ได้ผูกขาดวิธีการมองโลกแต่ถ่ายเดียว-หากแต่มีฐานะเสมอกับปรัชญาขงจื้อ-เต๋า-ศาสนาพุทธ-การถือผีบรรพบุรุษ อย่างที่คนจีนโบราณเคยใช้ความเชื่อต่างๆเหล่านั้นอธิบายและให้ความหมายกับชีวิตอย่างหลากหลาย
....เรื่องราวน่าจะจบสวยกว่านี้.........
และนี่คือกำเนิดของศาสนาใหม่ในจีน โดยศาสดาองค์เดียวกันทั่วโลก.......ศาสนาเงิน.......
คนจีนรุ่นนี้....มีความคิด ความหวังและอุดมกาณ์ในการใช้ชีวิต วนเวียนอยู่กับเงิน-ความรวย-หน้าตา-ออฝชั่น-เงิน-รถรา-เงิน-ไอโฟน-เงิน-ไอแพด-กระเป๋าหลุยส์-เงิน-บ้านหรู-เงิน.........เท่านั้นจริงๆ
ผมมีโอกาสคุยกับหนุ่มชาวจีนคนหนึ่ง ในวัยยี่สิบต้นๆที่บังเอิญนั่งอยู่ข้างกันในเที่ยวกลับ
เค้าเป็นนักศึกษาวิชาภาษาไทย เราจึงคุยกันได้รู้เรื่องหน่อย
เค้ามีความหวังในชีวิตอยู่ที่การแต่งเมียในอายุสามสิบ-และมีบ้านสักหลังในกวางสี
บ้าน(หมายถึงห้องในอพารตเมนท์)หลังหนึ่งราคาประมาณห้าล้านบาทไทย
เค้าคำนวนว่า จากนี้ไป ถ้าต้องประสบผลสำเร็จตามหวัง ต้องหาเงินให้ได้เดือนละห้าหมื่น นับแต่วันนี้
และจะมีภาระผ่อนส่งอีกสามสิบปี
....ผมถามว่า...แล้วทุกวันนี้ล่ะ ได้เท่าไหร่?
เค้าตอบเสียงเศร้าๆว่า เก้าพันบาทไม่รวมค่ากินอยู่ (เค้าทำงานเป็นพนักงานบริษัททัวรในเมืองไทย)
ผมถามต่อว่า แล้วจะทำอย่างไร? เค้าส่ายหน้าแทนคำตอบ......
...และเราทั้งคู่ก็ต่างเงียบ......
....เค้าพูดกับผมอีกครั้ง หลังความเงียบราวสิบนาที....
พ่อแม่รออยู่ที่บ้าน--ผมต้องทำให้ได้........
ชายหนุ่มคนนี้ อัธยาศัยดีทีเดียว
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนคือ เค้าไม่รู้อะไรซักอย่างเกี่ยวกับประเทศที่ตัวเองอยู่
เค้าไม่รู้ว่าจีนปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์-ไม่รู้ว่าเค้ามีสิทธฺ์อะไรบ้างในชีวิต-ไม่รู้จักประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆยกเว้นไทย-ไม่รู้จักเมืองซีอาน-ไม่เคยไปทะเล......
ผมคิดว่า...เค้าเป็นตัวอย่างที่สะท้อนความจริงของประเทศจีน....เป็นกรณีอันเป็นรูปธรรมของคำอธิบายของผมในโพสข้างบน
และตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของศาสนาเงิน ที่ยึดครองอุดมการณ์ทางความคิดของคนส่วนใหญ่ในประเทศไว้โดยเบ็ดเสร็จ......
ตัวอย่างอื่นๆ ที่อาจช่วยเสริมข้อสันนิษฐานของผม ก็คือ
-จีนมีร้านกระเป๋าหลุยส์หลายร้านมาก แต่ละร้านใหญ่มาก และตกแต่งหรูหรามาก (ในญี่ปุ่นมาีสามที่เองกระมัง-ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด)
-คนจีนบ้าหลุยส์อย่างมาก....ขนาดที่ร้านหลุยส์ในปารีส เกิดภาวะหลุยส์เกลี้ยงชั้น หลายครัั้งที่ทัวร์จีนลง
-คนจีนคลั่งไอโฟน-ไอแพดมาก โฮสเทลที่ผมอาศัยอยู่นั้นใกล้กับศูนย์แอปเปิ้ล และคนมากตลอดเวลาราวกับมีเทศกาลเทกระจาด
-รัฐบาลจีนหาโอกาสในการหาเงินทุกทุกที่ แม้แต่สถานที่ทางธรรมชาติ จะเข้าดูทีก็ต้องเก็บเงิน (คุณลองนึกดูว่า ถ้าเราเก็บเงินค่าดูทะเลสมุย มันจะเป็นยังไง?)
-มีคนขายไตเพื่อซื้อไอโฟน
-คณะบริหารธุรกิจเป็นคณะที่มี นศ.มากที่สุดในประเทศ
-คนจีนบ้ารถหรู และมีรถเท่ๆเต็มถนน
-คนจีนหาโอกาส หาเงินในทุกชอต (ทั้งสุจริตและทุจริต)
-ถ้าได้มีโอกาสเดินในย่านธุกิจ-ห้างสรรพสินค้าของจีน..คุณจะรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินไป
...............................................
ใช่ว่าทุนนิยมจะเป็นผีปิศาจ (ผมสำนึกตลอดเวลา ว่าถ้าปราศจากทุนนิม ผมไม่มีวันมีสไตรด้าขี่
ใช่ว่าการหาเงินทองจะเป็นสิ่งไม่ดี (อันนี้พูดจิง-ผมมานี่ก้อใช้เงินแยะ-ต้องหาเพิ่มตาเหลือกก่อนมา)
เพราะศาสนาเงิน...โดยตัวมันเองนั้น....ไม่ผิด...
แต่สิ่งที่ผิด ก็คือ ศาสนาเงิน ที่ไม่เปิดโอกาสให้เห็นทางเลือกของศาสนาอื่นๆ-ความเชื่ออื่นๆ-โลกทัศน์และทางเลือกในการใช้ชีวิตแบบอื่นๆ.....
ถ้าศาสนาเงิน-เป็นระบบความเชื่อหนึ่ง ที่ไม่ได้ผูกขาดวิธีการมองโลกแต่ถ่ายเดียว-หากแต่มีฐานะเสมอกับปรัชญาขงจื้อ-เต๋า-ศาสนาพุทธ-การถือผีบรรพบุรุษ อย่างที่คนจีนโบราณเคยใช้ความเชื่อต่างๆเหล่านั้นอธิบายและให้ความหมายกับชีวิตอย่างหลากหลาย
....เรื่องราวน่าจะจบสวยกว่านี้.........
- ไฟล์แนบ
-
- วิหารเทพkfc.....เมื่อรูปแบบสถาปัตยกรรมแห่งความศักดิ์สิทธฺ์ ถูกนำมารับใช้ผู้พันแซนเดอร์....แล้วเราควรจะกินไก่ ด้วยสำนึกแบบใด?
- Photo0071.jpg (65.54 KiB) เข้าดูแล้ว 257 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
การปฎิวัติวัฒนธรรมของจีน นำพามาซึ่งการเปิดประเทศจีนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
และการพัฒนาเศรษฐกิจ นำมาสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเมือง
เมืองหลวงของแต่ละมณทล ขยายตัวจากเมืองเป็นโคดมหาเมือง ที่มีประชากรหลักสิบล้าน-หลายสิบล้าน.....(โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้...สามสิบปีมานี้เซี่งไฮ้ผุดตึกขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล โครงการก่อสร้างเมกกะโปรเจ็คจำนวนนับไม่ถ้วน จนเหล่าสถาปนิกดังระดับโลก กระเซ้ากันว่า โครงการออกแบบสถาปัตยกรรมอันไหนที่บ้าๆบอๆ สร้างไม่ได้ที่อื่น....ให้มาลงที่เซี่ยงไฮ้
)
เมื่อเมืองเติบโต-ตำแหน่งงานก็เพิ่มขึ้น-โอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวก็กระจุกอยู่ในเมืองเหล่านั้น
เรื่องนี้ ผมว่าจินตนาการได้ไม่ยาก ถ้าเทียบกับกรณีคนอิสาน เข้ามาหางานใน กทม. เพื่อขายแรงงาน
ถ้าเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ ทำให้หัวลำโพงและหมอชิตแทบแตก...
ตรุษจีนของเมืองจีน...ให้นึกถึงความโกลาหลกว่านั้นร้อยเท่า........
และที่ทำให้มันคูณอีกสองร้อยเท่าต่อมา ก็คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน ไม่ได้มีแค่ศูนย์เดียวเหมือนคนอิสานต้องหางานใน กทม.
ฉงชิง-กวางเจา-เสินเจิ้น-ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้-ไต้หวัน-หูหนาน-นานกิง-คุนหมิง-ฉางชา-เฉิงตู...บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกนิบสิบมหานคร
ท่านที่เคยสัมผัส คงรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริงเกินไป...เมืองเหล่านี้ล้วนเป็นมหานคร-แหล่งตลาดงานขนาดใหญ่-เป็นสนามเสี่ยงโชคของคนจีนไร้โอกาส
ลองนึกถึงการเดินทางของผู้คนร่วมร้อยล้าน-พาตัวเองเข้าไปหางานตามเมืองใหญ่เหล่านี้-เส้นทางการเดินทางไขว้กันไปไขว้กันมา
ต่างคนต่างย้ายมาจากบ้านเกิด....ห่างไกลหลายร้อยหลายพันกิโล
ย้ายมาอยู่ในพื้นที่ในเมืองอันแปลกแยก-ขาดรากเหง้าและความสัมพันธ์ดังเช่นชุมชนชนบทที่เคยอยู๋
คุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน (ธรรมดาก็ต่ำอยู่แล้ว)
ลมหายใจของแต่ละวัน..เหลือเพียงความคิดเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในสังคมเมืองใหญ่ (นึกถึงมิวสิคเพลงของไมค์และต่ายอรทัยประกอบก็คงไม่ผิด)
ไม่มีบ้าน-ไม่มีญาติ-ไม่มีวัด....มีเพียงเจ้านายและเพื่อนทำงานแปลกหน้า...
ภาวะนี้เอง...เช่นเดียวกับภาวะที่เกิดกับเมืองใหญ่ทั่วโลก
ผู้คนต่างรู้สึกแปลกแยกกับที่ที่เขาอยู่...และแม้แต่กับตัวตนของเขาเอง.....
และการพัฒนาเศรษฐกิจ นำมาสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเมือง
เมืองหลวงของแต่ละมณทล ขยายตัวจากเมืองเป็นโคดมหาเมือง ที่มีประชากรหลักสิบล้าน-หลายสิบล้าน.....(โดยเฉพาะเซี่ยงไฮ้...สามสิบปีมานี้เซี่งไฮ้ผุดตึกขึ้นมาอย่างมากมายมหาศาล โครงการก่อสร้างเมกกะโปรเจ็คจำนวนนับไม่ถ้วน จนเหล่าสถาปนิกดังระดับโลก กระเซ้ากันว่า โครงการออกแบบสถาปัตยกรรมอันไหนที่บ้าๆบอๆ สร้างไม่ได้ที่อื่น....ให้มาลงที่เซี่ยงไฮ้
เมื่อเมืองเติบโต-ตำแหน่งงานก็เพิ่มขึ้น-โอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัวก็กระจุกอยู่ในเมืองเหล่านั้น
เรื่องนี้ ผมว่าจินตนาการได้ไม่ยาก ถ้าเทียบกับกรณีคนอิสาน เข้ามาหางานใน กทม. เพื่อขายแรงงาน
ถ้าเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ ทำให้หัวลำโพงและหมอชิตแทบแตก...
ตรุษจีนของเมืองจีน...ให้นึกถึงความโกลาหลกว่านั้นร้อยเท่า........
และที่ทำให้มันคูณอีกสองร้อยเท่าต่อมา ก็คือศูนย์กลางเศรษฐกิจของจีน ไม่ได้มีแค่ศูนย์เดียวเหมือนคนอิสานต้องหางานใน กทม.
ฉงชิง-กวางเจา-เสินเจิ้น-ปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้-ไต้หวัน-หูหนาน-นานกิง-คุนหมิง-ฉางชา-เฉิงตู...บลาๆๆๆๆๆๆๆๆ อีกนิบสิบมหานคร
ท่านที่เคยสัมผัส คงรู้ว่าผมไม่ได้พูดเกินจริงเกินไป...เมืองเหล่านี้ล้วนเป็นมหานคร-แหล่งตลาดงานขนาดใหญ่-เป็นสนามเสี่ยงโชคของคนจีนไร้โอกาส
ลองนึกถึงการเดินทางของผู้คนร่วมร้อยล้าน-พาตัวเองเข้าไปหางานตามเมืองใหญ่เหล่านี้-เส้นทางการเดินทางไขว้กันไปไขว้กันมา
ต่างคนต่างย้ายมาจากบ้านเกิด....ห่างไกลหลายร้อยหลายพันกิโล
ย้ายมาอยู่ในพื้นที่ในเมืองอันแปลกแยก-ขาดรากเหง้าและความสัมพันธ์ดังเช่นชุมชนชนบทที่เคยอยู๋
คุณภาพชีวิตต่ำกว่ามาตรฐาน (ธรรมดาก็ต่ำอยู่แล้ว)
ลมหายใจของแต่ละวัน..เหลือเพียงความคิดเกี่ยวกับการเอาชีวิตรอดในสังคมเมืองใหญ่ (นึกถึงมิวสิคเพลงของไมค์และต่ายอรทัยประกอบก็คงไม่ผิด)
ไม่มีบ้าน-ไม่มีญาติ-ไม่มีวัด....มีเพียงเจ้านายและเพื่อนทำงานแปลกหน้า...
ภาวะนี้เอง...เช่นเดียวกับภาวะที่เกิดกับเมืองใหญ่ทั่วโลก
ผู้คนต่างรู้สึกแปลกแยกกับที่ที่เขาอยู่...และแม้แต่กับตัวตนของเขาเอง.....
- ไฟล์แนบ
-
- แม้จะเป็นนักเรียนสถาปัตย์...แต่เมืองที่มีแต่ตึกรามสูงใหญ่ แต่ไร้ซึ่งเอกลักษณ์....ผมก็เห็นว่าช่างเป็นเมืองที่ไร้รสนิยมสิ้นดี
...และนี่เป็นมุมมองที่ผมเห็นซ้ำๆในเมืองใหญ่ๆของจีน...ไม่มีอะไรแตกต่าง.... - Photo0036.jpg (82.7 KiB) เข้าดูแล้ว 255 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
จีนกับญี่ปุ่นเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง คือ พื้นที่ต่อจำนวนประชากรในเขตเมืองน้ันน้อยมาก
ซึ่งหมายความว่า...มีความแออัดมาก
เวลาคนเรา-ร้อยพ่อพันแม่-ต้องมาอยู่ร่วมกันในที่แคบ เล็กและจำกัด....
ความเครียดย่อมเกิดขึ้น
และมนุษย์ต้องสร้างกลไกทางสังคมมาเพื่อแก้ปัญหานั้น
.....ตรงนี้เอง ที่ความเหมือน กลายเป็นความต่างอย่างสุดขั้ว......
สังคมญี่ปุ่น ใช้ความเกรงอกเกรงใจ มารยาทสังคม การประนีประนอม หลีกหนีการกระทบกระทั่ง ในการแก้ปัญหาข้างบน
อาจเป็นเพราะสังคมญี่ปุ่นขยายออกมาจากชุมชน--คนส่วนใหญ่อยู่ติดที่ เมืองแต่ละเมืองมีการกระจายโอกาสในการทำงานที่ดีพอสมควร
ผู้คนยังเหลือเยื่อใยให้กับสรรพสิ่งรอบข้าง-ยังเห็นรากของตัวเองว่ามีที่มาจากไหน?
ความนอบน้อม ขี้เกรงใจ...กลายเป็นคาแรคเตอร์อันโดดเด่นและน่าประทับใจของคนญี่ปุ่น
ในขณะที่จีน...เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน กลับมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันสิ้นเชิง
ด้วยปัจจัยที่ได้ยกมาทั้งหมด-ปวศ.จีน-ศาสนาความเชื่อสมัยใหม่-การขยายตัวของเมือง
ผลลัพธ์คือ...แบบแผนพฤติกรรม ที่ฝรั่งเรียกว่า ช็อคคัลเจอร์..คือทำให้คนต่างวัฒนธรรมตื่นตกใจได้
คนญี่ปุ่นใช้ความเกรงใจแก้ปัญหาเรื่องการกระทบกระทั่งของคนในพื้นที่จำกัด
คนจีนใช้ความเมินเฉยแก้ปัญหา.......
เมื่อบวกกลับความรู้สึกแปลกแยกกับพื้นที่และตัวตน
เมื่อเขามองไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเองกับคนรอบข้าง
ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้...........
ถ้าคุณเห็นในแง่นี้..คุณจะเข้าใจดีว่า ขี้แล้วราดนั้นแปลกกว่าไม่ราด...
จะราดทำไม? ในเมื่อคนใช้ต่อแม่มใครก็ไม่รู้...กูไม่เห็นรู้จัก
ญาติกูก้อคงไม่ได้มาใช้ต่อ ..โน่น แกอยู่หนานหนิงโน่น
เสร็จแล้ว ก็ออกมาเลย.....who care?
น้ำลายมันติดคอ...จะให้อมไว้หรือไง?
ถ่มไปสิเพ่....ใครๆก็ทำ
พื้นมันสกปรกแน่...แต่ไม่ใช่พื้นบ้านผม (ผมเคยเห็นมาหมด พื้นโรงแรม-พื้นรถไฟฟ้า-ห้างสรรพสินค้า....ไม่มีที่ไหนที่คนจีนถ่มน้ำลายไม่ได้)
(ผมจะบอกให้ว่า ที่คนจีนขากกกกก ก่อนถุยนั้น คือว่ามีมรรยาทอย่างมากแล้วนะครับ
คนเยอะแบบนั้น-ถ้าไม่ขากกกกกก เกริ่นให้รู้ตัวไว้ เค้าจะหลบกันทันไหม?)
มีทำไมคิว--ผมแรงเยอะ บุกเข้าไปเลย
ใครรอมั่งก็ไม่รู้?
ตาตี่ๆเหมือนกันหมด ไม่รู้จักซักคนหรอก
มึงทำกูได้ กูก็ทำมึงได้.....
แต่แปลกนะครับ...ที่ผมสังเกตว่า คนจีนไม่ใคร่จะถือสากัน
กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมไป
และกลายเป็นปัญหาของคนนอกอย่างเรา ไม่ใช่ปัญหาของเขา
ในการทำความเข้าใจ....และยอมรับ.....
ซึ่งหมายความว่า...มีความแออัดมาก
เวลาคนเรา-ร้อยพ่อพันแม่-ต้องมาอยู่ร่วมกันในที่แคบ เล็กและจำกัด....
ความเครียดย่อมเกิดขึ้น
และมนุษย์ต้องสร้างกลไกทางสังคมมาเพื่อแก้ปัญหานั้น
.....ตรงนี้เอง ที่ความเหมือน กลายเป็นความต่างอย่างสุดขั้ว......
สังคมญี่ปุ่น ใช้ความเกรงอกเกรงใจ มารยาทสังคม การประนีประนอม หลีกหนีการกระทบกระทั่ง ในการแก้ปัญหาข้างบน
อาจเป็นเพราะสังคมญี่ปุ่นขยายออกมาจากชุมชน--คนส่วนใหญ่อยู่ติดที่ เมืองแต่ละเมืองมีการกระจายโอกาสในการทำงานที่ดีพอสมควร
ผู้คนยังเหลือเยื่อใยให้กับสรรพสิ่งรอบข้าง-ยังเห็นรากของตัวเองว่ามีที่มาจากไหน?
ความนอบน้อม ขี้เกรงใจ...กลายเป็นคาแรคเตอร์อันโดดเด่นและน่าประทับใจของคนญี่ปุ่น
ในขณะที่จีน...เมื่อเจอปัญหาเดียวกัน กลับมีวิธีแก้ไขปัญหาต่างกันสิ้นเชิง
ด้วยปัจจัยที่ได้ยกมาทั้งหมด-ปวศ.จีน-ศาสนาความเชื่อสมัยใหม่-การขยายตัวของเมือง
ผลลัพธ์คือ...แบบแผนพฤติกรรม ที่ฝรั่งเรียกว่า ช็อคคัลเจอร์..คือทำให้คนต่างวัฒนธรรมตื่นตกใจได้
คนญี่ปุ่นใช้ความเกรงใจแก้ปัญหาเรื่องการกระทบกระทั่งของคนในพื้นที่จำกัด
คนจีนใช้ความเมินเฉยแก้ปัญหา.......
เมื่อบวกกลับความรู้สึกแปลกแยกกับพื้นที่และตัวตน
เมื่อเขามองไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเองกับคนรอบข้าง
ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้...........
ถ้าคุณเห็นในแง่นี้..คุณจะเข้าใจดีว่า ขี้แล้วราดนั้นแปลกกว่าไม่ราด...
จะราดทำไม? ในเมื่อคนใช้ต่อแม่มใครก็ไม่รู้...กูไม่เห็นรู้จัก
ญาติกูก้อคงไม่ได้มาใช้ต่อ ..โน่น แกอยู่หนานหนิงโน่น
เสร็จแล้ว ก็ออกมาเลย.....who care?
น้ำลายมันติดคอ...จะให้อมไว้หรือไง?
ถ่มไปสิเพ่....ใครๆก็ทำ
พื้นมันสกปรกแน่...แต่ไม่ใช่พื้นบ้านผม (ผมเคยเห็นมาหมด พื้นโรงแรม-พื้นรถไฟฟ้า-ห้างสรรพสินค้า....ไม่มีที่ไหนที่คนจีนถ่มน้ำลายไม่ได้)
(ผมจะบอกให้ว่า ที่คนจีนขากกกกก ก่อนถุยนั้น คือว่ามีมรรยาทอย่างมากแล้วนะครับ
คนเยอะแบบนั้น-ถ้าไม่ขากกกกกก เกริ่นให้รู้ตัวไว้ เค้าจะหลบกันทันไหม?)
มีทำไมคิว--ผมแรงเยอะ บุกเข้าไปเลย
ใครรอมั่งก็ไม่รู้?
ตาตี่ๆเหมือนกันหมด ไม่รู้จักซักคนหรอก
มึงทำกูได้ กูก็ทำมึงได้.....
แต่แปลกนะครับ...ที่ผมสังเกตว่า คนจีนไม่ใคร่จะถือสากัน
กลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมไป
และกลายเป็นปัญหาของคนนอกอย่างเรา ไม่ใช่ปัญหาของเขา
ในการทำความเข้าใจ....และยอมรับ.....
- ไฟล์แนบ
-
- เห็นตีนชาวจีน บนหัวชายแก่นั้นไหม?
สิ่งนี้แหละที่ผมเรียกว่า คัลเจอร์ชอค
ผมไม่มีวันสามารถทำแบบนี้ได้แน่ๆ - Photo0071.jpg (59.28 KiB) เข้าดูแล้ว 253 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เหมือนกับกระทู้ญี่ปุ่นนั่นล่ะครับ
ผมไม่เคยปิดกระทู้ด้วยความรู้สึกว่า หมดเรื่องคุยแล้ว
แต่ปิดเพราะ เรื่องมันเริ่มไกลไปเรื่อยๆ
และผมเริ่มใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆในการเขียน
และเป็นธรรมเนียมก่อนปิดกระทู้ ต้องปล่อยของซักล็อตครับ
ผมไม่เคยปิดกระทู้ด้วยความรู้สึกว่า หมดเรื่องคุยแล้ว
แต่ปิดเพราะ เรื่องมันเริ่มไกลไปเรื่อยๆ
และผมเริ่มใช้เวลามากขึ้นเรื่อยๆในการเขียน
และเป็นธรรมเนียมก่อนปิดกระทู้ ต้องปล่อยของซักล็อตครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ฝากให้เป็นประโยชน์ชาวสไตรด้าครับ...บรรยากาศในรถไฟฟ้าครับ
- Photo0038.jpg (58.7 KiB) เข้าดูแล้ว 251 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
จัดไปครับ
- ไฟล์แนบ
-
- ภายในรถไฟนอนครับ สังเกตดูที่ใต้เตียงนอนชั้นล่างนะครับ
ผมจ่ายตั๋วเดียวแต่นอนสองครับ..... - Photo0068.jpg (70.28 KiB) เข้าดูแล้ว 251 ครั้ง
-
- ภายในรถไฟความเร็วสูง....ที่ทางกว้างขวางสำหรับรถพับทุกประเภทครับ
- Photo0241.jpg (47.09 KiB) เข้าดูแล้ว 251 ครั้ง
-
- ส่วนมากเวลาไปมิวเซียม....ผมจะทำให้พาหนะ กลายเป็นสัมภาระแบบนี้
แล้วฝากไว้ที่รับฝาก ซึ่งมีในมิวเซียมทุกแห่ง
สบายใจกว่าจอดไว้ด้านนอกครับ - Photo0062.jpg (38.2 KiB) เข้าดูแล้ว 251 ครั้ง
-
- บรรยากาศในห้องนอนในโฮสเทล
เค้าให้เตียงละคน
ผมสองตลอด... - Photo0233.jpg (67.57 KiB) เข้าดูแล้ว 251 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เอ้า..อีกซักนิด+
- ไฟล์แนบ
-
- ซีอานเป็นเมืองที่ผมชอบม๊ากมาก...
อยากจะเขียนถึงซักกระทู้....
ในภาพเป็นมุมมองของกำแพงเมืองที่ล้อมรอบทั้งเมืองเอาไว้ - Photo0060.jpg (95.84 KiB) เข้าดูแล้ว 249 ครั้ง
-
- เวลาต้องแสดงถึงอำนา รัฐจีนเลือกใช้ภาษาสถาปัตยกรรมของโซเวียตและสากลแทน
แต่มันย้อนแย้งสิ้นดี...ที่ความจริงแล้ว ในยุคนี้ รัฐจีนหากินเป็นล่ำเป็นสันกับสถาปัตยกรรมที่ศักดินาหลงเหลือไว้ - Photo0177.jpg (70.03 KiB) เข้าดูแล้ว 249 ครั้ง
-
- คนบ้าจักรยาน
ไม่ว่าจะที่ไหน...ก้อต้องขอแวะจั๊กหน่อย.... - Photo0268.jpg (117.83 KiB) เข้าดูแล้ว 249 ครั้ง
-
- แม้จะบ้าค้าขายและถือศาสนาเงิน
แต่ต้องยอมรับว่า ในบางที่ บางลีลานั้น
ก็เต็มไปด้วยรสนิยม ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
เช่นในรูป เป็นถนนเก่าที่เต็มไปด้วยอาคารโบราณ แล้วถูกปรับให้ใช้งานเป็นร้านขายของแบรนด์เนม - Photo0185.jpg (93.83 KiB) เข้าดูแล้ว 249 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- kaew.samui
- ขาประจำ
- โพสต์: 358
- ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ค. 2010, 11:12
- Bike: Bridgestone MR-2,Giant xtc,Neo bike 14-16 Dahon Speed P8
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
เข้มมาชมครับ ชอบครับ ได้อีกมุมหนึ่งครับ
ตามมาตั้งแต่ ญีปุน
ตามมาตั้งแต่ ญีปุน
bike to work
- tumtawan
- ขาประจำ
- โพสต์: 251
- ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2008, 23:38
- Tel: 0891618003
- team: อิสระ
- Bike: tcr highroad
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ถ้าคุณเพียงแต่จะเข้าใจคนจีนมากขึ้น...
ถ้าเพียงคุณจะเห็นเงื่อนไขของการดำรงอยู่ และดำเนินไปของเมืองจีนมากขึ้น
ถ้าคุณยอมรับความแตกต่างของผู้คนบนโลกใบนี้มากขึ้น...
....หรือถ้าคุณนึกอยากจะไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นมาบ้าง...
ผมก็เห็นว่ากระทู้นี้...ได้บรรลุผลสำเร็จของมันแล้ว.....
เจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ..
ถ้าเพียงคุณจะเห็นเงื่อนไขของการดำรงอยู่ และดำเนินไปของเมืองจีนมากขึ้น
ถ้าคุณยอมรับความแตกต่างของผู้คนบนโลกใบนี้มากขึ้น...
....หรือถ้าคุณนึกอยากจะไปเที่ยวเมืองจีนขึ้นมาบ้าง...
ผมก็เห็นว่ากระทู้นี้...ได้บรรลุผลสำเร็จของมันแล้ว.....
เจอกันใหม่ทริปหน้านะครับ..
- ไฟล์แนบ
-
- ขอขอบคุณในการติดตาม...และสวัสดีครับ
- Photo0061.jpg (90.03 KiB) เข้าดูแล้ว 249 ครั้ง
เรื่องเล่าจากห้องเรียนวิชาญี่ปุ่นศึกษา : strida @JAPAN! : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=401592
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @cathay:http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=476711
ฝรั่งเศสกับstrida : http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&t=613409
- patlung
- ขาประจำ
- โพสต์: 9896
- ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ต.ค. 2008, 21:58
- Tel: -
- team: บ้านฟ้าปิยรมย์
- Bike: Cannondale F500,Surly Disc Trucker
- ตำแหน่ง: บ้านฟ้าปิยรมย์
- ติดต่อ:
Re: ห้องเรียนจีนศึกษา : strida @ cathay
ขอบคุณครับ เป็นกระทู้ที่อ่านสนุกได้สาระครับ
ผมเคยอ่านเจอบล็อกที่เขียนถึงเมืองจีนกล่าวถึง"อุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไทยควรสังวร…"http://www.oknation.net/blog/print.php?id=94909
มาอ่านของคุณอีกทีก็ยิ่งเข้าใจครับ ก่อนไปเที่ยวถ้ารู้เขารู้เราจะมีประโยชน์มากครับ
ผมเคยอ่านเจอบล็อกที่เขียนถึงเมืองจีนกล่าวถึง"อุปนิสัยของคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่คนไทยควรสังวร…"http://www.oknation.net/blog/print.php?id=94909
มาอ่านของคุณอีกทีก็ยิ่งเข้าใจครับ ก่อนไปเที่ยวถ้ารู้เขารู้เราจะมีประโยชน์มากครับ