รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

ถ้าเป็นรถหรืออุปกรณ์ที่ออกแบบมาเป็นของเสือหมอบโดยเฉพาะ เชิญเข้าห้องนี้ครับ

ผู้ดูแล: Cycling B®y, spinbike, velocity

รูปประจำตัวสมาชิก
Rockman
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5233
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
Tel: 0896026055
team: ก้าง Die hard
Bike: Trek madone 6.9

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Rockman »

เม้นท์น้องแมวเข้าใจง่ายดีครับ...ตีมือ..ตีมือ.. :)
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
รูปประจำตัวสมาชิก
ไอ้มดแดง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 9030
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 12:07
Tel: 083-000 2260
team: DINO BIKE ...กาฬสินธุ์
Bike: กำ-ลัง-มอง-หา-อยู่
ตำแหน่ง: ธนันชัย พูนสุขศิริวัฒนะ 152/30 ถ.กาฬสินธุ์ อ. เมือง จ. กาฬสินธุ์ 46000
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย ไอ้มดแดง »

มันน่าลองจริงๆ :roll:
ซ้อมตามเวลาที่มี แรงหรือไม่แรง ก็ตามเวลา ที่ได้ซ้อม...

เมื่อก่อน รถต้องเป๊ะๆ...แต่เดี๋ยวนี้อะไรก็ได้...ขอให้มีเวลาปั่นก็พอ...

วันนี้คุณใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหรือยัง ?

คุยสนุกๆกับผมที่ https://www.facebook.com/profile.php?id ... ef=tn_tnmn
รูปประจำตัวสมาชิก
Hopeless
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 127
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.พ. 2011, 20:01
team: ปั่นคนเดียว
Bike: Bianchi via Nirone7
ตำแหน่ง: สี่แยกปฐมพร ชุมพร

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Hopeless »

งานวิจัยท่านแมวอ่านง่ายกว่าเยอะเลยครับ :lol: :lol:
หน้าตาก็สุดทน รถยนต์ไม่มีขับ โทรศัพท์กล้องก็เสีย ข้อดีไม่มีเมีย ข้อเสียไม่มีตังค์
นายจุดเลี้ยว
สมาชิก
สมาชิก
โพสต์: 15
ลงทะเบียนเมื่อ: 15 ก.ค. 2009, 11:52
Tel: ไม่ประสงค์จะบอก
team: ไร้สังกัด
Bike: ใช้มันทั่วๆไปไม่ยึดติด

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย นายจุดเลี้ยว »

อยากขี่ให้ได้60กว่าๆหัวใจ199!!! แถมถ่ายรูปได้ด้วย อย่างท่านแมวจริงๆ แต่เอ๋หรือว่าเพราะจานrotor :ugeek:
รูปประจำตัวสมาชิก
mix_ch
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 9412
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ส.ค. 2008, 06:41
Tel: O9-555-66361
team: ต่อนยอน cycling team
Bike: Cherubim + Merida + Fuji + Bianchi + Scott
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย mix_ch »

ท่านกุ๊กเทพครับ ข้าน้อยขอคารวะ10จอก
รูปประจำตัวสมาชิก
Cinelli
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 835
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 มี.ค. 2012, 22:43
Tel: 0879070996
team: Novice BKK , ՏʍíӀҽ ϲӀմБ , Let's Bike by Goro
Bike: Fuji Roubaix 3.0

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Cinelli »

ถ้าเงินถึงจะสอยมาใส่มั่ง





F Survivor Nibali Donmuang
รูปประจำตัวสมาชิก
job04
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 844
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ต.ค. 2010, 20:11
Tel: 0897420101
team: AyutthayaFamily KCC 347Cycling
Bike: KLEIN Q-Elite S-Works M5

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย job04 »

เข้าใจง่าย ...ลองแล้วจะติดใจจายยยยยยยยยยยยยยยย :D :D :D :D
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย lucifer »

DraftBeer เขียน:จานไข่ นี่มันทฤษฎี เดียวกันปล่าว :mrgreen:
Rockman เขียน:น้าลองกับรถ TT ก็ดีนะ แต่ลองกับหมอบรอบขาเกิน 90 รู้สึกไม่ดี แต่ยังไม่ได้ลองขยับตำแหน่งขาจานดู จานbioของshimanoก็ได้ผลคล้ายๆกัน...ตังเหลือก็ลองครับ..อาจจะเหมาะกับนิสัยการขับขี่ของเรา...อันนี้ตอบแบบบ้านๆ.. :lol: :lol: :lol:
เพิ่งเสร็จงาน จะอาบน้ำนอนแล้ว ไว้กลางวันค่อยมาคุยด้วย
อจ.สมชายครับ ไม่เหมือนกันครับ ผลคนละอย่าง


ผมอ้างถึงในกระทู้เก่าที่ผมเคยตอบ และมีคนเอาไปทดสอบแล้วดังนี้นะครับ

จานไบโอมันถือกำเนิดมา( 1983 -1993 ) ก่อนที่บันไดcliplessจะได้รับการพัฒนาออกมาขายในตลาด แต่หลักการมันตรงกันข้ามกับ Q-ring เพราะในช่วงที่ขาจานขนานกับโลกนั้น เส้นผ่าศูนย์กลางของใบจาน(แนวที่ตั้งฉากกับโลก) จะเล็กลง แนวคิด มุมมองของผู้ผลิต ก็คือ ต้องการให้มีการผ่อนแรงเพื่อความราบรื่น และทำให้บันไดหมุนได้เร็วขึ้น รวมไปถึงลดอุบัติการณ์บาดเจ็บของเข่าจากการที่ชอบใช้เกียร์หนัก แล้วก็จะทำให้สามารถหมุนผ่านพ้นจุดตายบนและจุดตายล่างได้เร็วขึ้นด้วย ( ตรงนั้นใบจานดันใหญ่ที่สุด ) คือต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นยังไม่มีบันไดclipless เรื่องป้าย เรื่องเตะ ลืมไปได้เลย วิทยาศาสตร์การกีฬาของจักรยานในตอนนั้นก็ยังไม่เข้มเท่ากับปัจจุบัน ( ด้วยเหตุนี้ หากใช้รองเท้าธรรมดา จานกลมที่เล็กเท่ากับจานไบโอในตำแหน่งขาจานขนานกับโลก ก็จะไม่มีความแตกต่างอะไร เพราะในจังหวะป้ายและเตะ รองเท้าธรรมดากับบันไดธรรมดาก็แทบจะไม่มีบทบาทมากนัก (​จริงๆก็ยังมีบทบาทบ้าง ซึ่งถ้าปั่นเป็นจริงๆ จานกลมจะดีกว่าจานไบโอด้วยซ้ำไป เพราะช่วงเตะและป้ายก็จะเบาแรงกว่า ในขณะที่ถีบ (ไม่มีดึง) ก็จะใช้แรงไม่แตกต่างกัน , ก็ไม่แปลกอะไรที่สุดท้าย Shimanoก็เลิกจานBioPace ไปซะดื้อๆ คนยุคนั้นก็ไม่เข้าใจเหตุผลหลักๆเหมือนกัน คนรุ่นใหม่ๆก็ไม่รู้จัก แต่พอQ-ring ออกมา ถึงเอามาเปรียบเทียบแล้วก็เข้าใจว่า ทำไม Biopaceจึงไม่ใช่คำตอบ (ก็มันเดินตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นนี่ )

ดังนั้น จานไบโอเพซก็น่าจะดีสำหรับการใช้รองเท้ากีฬาทั่วไป แต่ถ้าใช้กับบันไดclipless มันจะได้หลักการที่ตรงกันข้ามกับ Q-ring คือ กด+ดึงเบา แต่ป้าย+เตะหนัก :? กล้ามเนื้อที่แข็งแรงสุดทำงานเบาสุด แต่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงน้อยสุด กลับทำงานหนักที่สุด ซะงั้นแหละ

รูปภาพ

ลองอ่านที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Biopace


ส่วนข้อความที่สมาชิกได้ไปทดลองกลับจุดยึดใบใหม่ ลองอ่านดูต่อที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&start=15 ความเห็นล่างๆนะครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
Rockman
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5233
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
Tel: 0896026055
team: ก้าง Die hard
Bike: Trek madone 6.9

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Rockman »

lucifer เขียน:
DraftBeer เขียน:จานไข่ นี่มันทฤษฎี เดียวกันปล่าว :mrgreen:
Rockman เขียน:น้าลองกับรถ TT ก็ดีนะ แต่ลองกับหมอบรอบขาเกิน 90 รู้สึกไม่ดี แต่ยังไม่ได้ลองขยับตำแหน่งขาจานดู จานbioของshimanoก็ได้ผลคล้ายๆกัน...ตังเหลือก็ลองครับ..อาจจะเหมาะกับนิสัยการขับขี่ของเรา...อันนี้ตอบแบบบ้านๆ.. :lol: :lol: :lol:
เพิ่งเสร็จงาน จะอาบน้ำนอนแล้ว ไว้กลางวันค่อยมาคุยด้วย
อจ.สมชายครับ ไม่เหมือนกันครับ ผลคนละอย่าง


ผมอ้างถึงในกระทู้เก่าที่ผมเคยตอบ และมีคนเอาไปทดสอบแล้วดังนี้นะครับ

จานไบโอมันถือกำเนิดมา( 1983 -1993 ) ก่อนที่บันไดcliplessจะได้รับการพัฒนาออกมาขายในตลาด แต่หลักการมันตรงกันข้ามกับ Q-ring เพราะในช่วงที่ขาจานขนานกับโลกนั้น เส้นผ่าศูนย์กลางของใบจาน(แนวที่ตั้งฉากกับโลก) จะเล็กลง แนวคิด มุมมองของผู้ผลิต ก็คือ ต้องการให้มีการผ่อนแรงเพื่อความราบรื่น และทำให้บันไดหมุนได้เร็วขึ้น รวมไปถึงลดอุบัติการณ์บาดเจ็บของเข่าจากการที่ชอบใช้เกียร์หนัก แล้วก็จะทำให้สามารถหมุนผ่านพ้นจุดตายบนและจุดตายล่างได้เร็วขึ้นด้วย ( ตรงนั้นใบจานดันใหญ่ที่สุด ) คือต้องไม่ลืมว่ายุคนั้นยังไม่มีบันไดclipless เรื่องป้าย เรื่องเตะ ลืมไปได้เลย วิทยาศาสตร์การกีฬาของจักรยานในตอนนั้นก็ยังไม่เข้มเท่ากับปัจจุบัน ( ด้วยเหตุนี้ หากใช้รองเท้าธรรมดา จานกลมที่เล็กเท่ากับจานไบโอในตำแหน่งขาจานขนานกับโลก ก็จะไม่มีความแตกต่างอะไร เพราะในจังหวะป้ายและเตะ รองเท้าธรรมดากับบันไดธรรมดาก็แทบจะไม่มีบทบาทมากนัก (​จริงๆก็ยังมีบทบาทบ้าง ซึ่งถ้าปั่นเป็นจริงๆ จานกลมจะดีกว่าจานไบโอด้วยซ้ำไป เพราะช่วงเตะและป้ายก็จะเบาแรงกว่า ในขณะที่ถีบ (ไม่มีดึง) ก็จะใช้แรงไม่แตกต่างกัน , ก็ไม่แปลกอะไรที่สุดท้าย Shimanoก็เลิกจานBioPace ไปซะดื้อๆ คนยุคนั้นก็ไม่เข้าใจเหตุผลหลักๆเหมือนกัน คนรุ่นใหม่ๆก็ไม่รู้จัก แต่พอQ-ring ออกมา ถึงเอามาเปรียบเทียบแล้วก็เข้าใจว่า ทำไม Biopaceจึงไม่ใช่คำตอบ (ก็มันเดินตรงข้ามกับสิ่งที่ควรจะเป็นนี่ )

ดังนั้น จานไบโอเพซก็น่าจะดีสำหรับการใช้รองเท้ากีฬาทั่วไป แต่ถ้าใช้กับบันไดclipless มันจะได้หลักการที่ตรงกันข้ามกับ Q-ring คือ กด+ดึงเบา แต่ป้าย+เตะหนัก :? กล้ามเนื้อที่แข็งแรงสุดทำงานเบาสุด แต่กล้ามเนื้อที่แข็งแรงน้อยสุด กลับทำงานหนักที่สุด ซะงั้นแหละ

รูปภาพ

ลองอ่านที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Biopace


ส่วนข้อความที่สมาชิกได้ไปทดลองกลับจุดยึดใบใหม่ ลองอ่านดูต่อที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic. ... 6&start=15 ความเห็นล่างๆนะครับ
ขอบคุณครับป๋า... :) ถามป๋าเพิ่มเติมครับ..มุมที่เริ่มออกแรงกดของแต่ละบุคคลจะอยู่ที่เดียวกันหรือเปล่าครับ...ผมเองยังจับความรู้สึกตรงนี้ไม่ถูก. :roll:
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
รูปประจำตัวสมาชิก
ray
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 294
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2008, 10:02
team: bikeloves
Bike: ฺ็BH กะโหลกกะลา

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย ray »

ตกลงว่าดีจริงอย่างที่เขาบอก?
หรือแค่แตกต่างเล็กน้อยกับที่เราคุ้นเคย?
หรือผมยังไม่เคยลอง?
เชื่อเขาแล้วซื้อมาลอง?
หรือผมองุ่นเปรียว?
หรือผมไม่มีเงิน?
555555 :mrgreen:



เลิกซ้อมแล้วหันมา เก็บเงินๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ :lol:
แก้ไขล่าสุดโดย ray เมื่อ 05 เม.ย. 2012, 16:57, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย lucifer »

Rockman เขียน: ขอบคุณครับป๋า... :) ถามป๋าเพิ่มเติมครับ..มุมที่เริ่มออกแรงกดของแต่ละบุคคลจะอยู่ที่เดียวกันหรือเปล่าครับ...ผมเองยังจับความรู้สึกตรงนี้ไม่ถูก. :roll:
เท่าที่เคยคุยกับช่างจ้ำ ( เป็นผู้ที่เข้าใจเรื่องRotorในจุดปลีกย่อยได้ดีมากๆคนหนึ่ง ) ตำแหน่งจุดยึด 1 2 3 4 5 มีความสัมพันธ์กันตำแหน่งท่านั่ง
เพราะ KOP อาจจะไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญนักสำหรับบางคน แต่สำหรับ ROTORแล้วมีความจำเป็นครับอาจารย์ ถ้าเริ่มต้นครั้งแรกกับมัน เท่าที่ลองดูและคุยกับช่างจ้ำ น่าจะมาเริ่มกันที่ KOP และตำแหน่ง รู 3 เพราะถ้าถอยเบาะไปหลัง KOP จุดที่เริ่มออกแรงจะแตกต่างกันออกไป

ตำแหน่งการออกแรงนั้นมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งหัวเข่าอย่างแน่นอนครับอจ.


เคล็ดวิชาไหมฟ้าที่"แมวทอง"บอกไว้นั่นหนะ ผมเองก็เจอได้เช่นกันครับ เพราะผมมีจักรยานเก่า ใส่ชุดขาจานใบจานกลมของเสือหมอบไว้ วางอยู่บนเทรนเนอร์ เดิมทีผมปั่นอาทิตย์ละ 1 วัน สลับกับจานเบี้ยวบนถนน

การที่จะสัมผัสถึงความแตกต่างระหว่างจานเบี้ยวกับจานกลมได้นั้น มีหลายปัจจัยครับ แต่ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญที่สุด และทำให้บอกได้ว่า"แตกต่าง"หรือไม่นั้น ก็คือ ทักษะในการควงบันได เพราะตรงนี้สำคัญที่สุด เนื่องจากถ้าย้อนกลับไปอ่านกระทู้เก่าๆที่พูดกันถึง ROTOR มาตั้งแต่ ปี 2ปีที่แล้ว หลายๆคนก็ล้วนแต่อธิบายไว้อย่างดิบดี ผมสรุปสั้นๆว่า

- ถ้าท่านทั้งหลายเป็นบุคคลที่ชอบการกระทุ้งบันได หรือใช้clipless แต่ก็ชำนาญแต่เฉพาะการดันกับดึง รอบขาของท่านจะอย่างไรก็ได้ไม่ถึง 90 RPM ท่านจะแยกยากมากว่าจานเบี้ยวแตกต่างกับจานกลมอย่างไร และจะใช้จานไหนๆ ถ้าไม่ปรับปรุงวิธีการปั่น ก็จะได้ประโยชน์ไม่แตกต่างกัน แต่จะเสียเงินโดยใช่เหตุ

- ถ้าท่านทั้งหลายเป็นบุคคลที่เข้าใจการออกแรงกับลูกบันไดในลักษณะการปั่น สามารถเติมแรงลงไปกับลูกบันไดได้ทุกๆองศาของรอบการหมุน สามารถทำรอบขาแบบปกติๆจนเป็นนิสัยอยู่ได้แถวๆ 100RPM ได้โดยไม่ต้องฝืนหรือโดยไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างไร เพราะมันเป็นธรรมชาติของท่านทั้งหลายอยู่แล้ว เมื่อท่านมาคบกับROTOR ท่านจะสัมผัสกับความแตกต่างได้ในบัดเดี๋ยวนั้นอย่างไม่ยากลำบากใดๆ หรือ อาจจะสัมผัสได้หลังจากผ่านการใช้งานไปได้สัก 10 นาที
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
lucifer
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 6393
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ย. 2010, 14:53
team: BPMTB , BPRB , Bikeloves
Bike: Only 2-wheels bike
ติดต่อ:

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย lucifer »

pskorat เขียน:ความเห็นเมื่ออ่านรายงานการวิจัย

1.กรุณาอ่านตรงย่อหน้าสุดท้ายของบทนำของการวิจัยกันอีกครั้งครับ

...While it appears from this study that there may also be positive long term effects as noted by the significant reduction in submaximal oxygen consumption and heart rate during the intervention period (i.e., cycling with Rotor Q-Rings), the majority of the physiological measures we examined do not equivocally support the notion that an adaptation period is necessary for this increased 1km time trial performance.

กรุณาทำความเข้าใจที่ตัวดำมากๆ และ ที่ทดสอบที่ระยะทาง 1 กม. TT (หลังจากอุ่นเครื่องเต็มที่มาจนถึง Submax. แล้ว) เท่านั้น

2. ข้อมูลการวิเคราะห์ทางสถิติอาศัยจากค่า mean ของกลุ่มการทดลอง ถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าจะเปรียบเทียบการวิจัยว่าอะไรดีกว่าอะไร การวิเคราะห์ทางสถิติจะมีรูปแบบการทดสอบเฉพาะ เช่น Pair Test ของแต่ละคนมากกว่าการจับมาอธิบายเป็นกลุ่ม

3. ยังขาดการทดสอบทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นที่เท่าไรเพื่อเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของกระบวนการวิจัย

4. ค่า n พ้นขีดมาตรฐานมา 2 อย่างน้อยต้อง 6 และใน 8 ยังต่างกันที่พื้นฐานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มจักรยาน กับ ไตรกีฬา ซึ่งถ้าจะว่ากันจริงๆ พื้นฐานต่างกัน เมื่อเอามาวิเคราะห์แบบ..ถัวเฉลี่ย(mean value)ทั้งกลุ่ม.. จึงสามารถเอาค่าที่ได้จากการทดสอบที่ดีกว่ามาดึงทั้งกลุ่มให้กระเตื้องขึ้นได้ (จำได้ไหมครับเมื่อหลายๆปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ใหญ่แบบที่ว่า 8 ต่อ 7 แต่ลืมอธิบายไปว่า ใน 8 นั้นมีอีก 2 องค์ประกอบแต่เหมารวมผลออกมาจึงเป็นแบบที่เห็นกันอยู่นี้แล )

นี่คือความเห็นส่วนตน...เมื่ออ่านการวิจัย...ครับ นี่ขนาดลงเป็น full paper นะครับ เคยมีคำพูดหนึ่งของขบวนการทำวิจัยว่า...เชื่อหรือไม่ว่า ทำวิจัยเพื่อไปอธิบายผลที่ต้องการและตั้งธงเอาไว้แล้ว..เข้าทำนอง..ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ เหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา..มากต่อมากแล้วครับเมื่ออ่านการวิจัย

ดังนั้นเมื่ออ่านการวิจัยที่คนอื่นเขาทำ..ผมมักจะอ่านแบบจับผิดทั้งหมด..เท่าที่ความรู้ความสามารถจะมีได้โดยเฉพาะเมื่อเอามาใช้กับ..คน..ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังสูงยิ่งครับ

รอท่านอื่นมาเสริมความเห็นเพิ่มเติมครับ :D
ชาบู​ ชาบู เลยครับพี่

Journal บางเล่มeditorก็ใจดีนะครับ บางเล่มeditorก็โหด ไม่ได้ตามเกณฑ์ของ research methodology ก็ไม่ให้ผ่าน

แต่การทำ pair test หรือ จะทำการทดสอบภายในบุคคลเดียวกันนั้นก็คงจะยากอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะมันยังมีปัจจัยเรื่องความล้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แถมในprotocolเองก็ยังให้จัดหนักมา 45 นาทีก่อนที่จะเข้าสู่จานเบี้ยว ซึ่งน่าจะเป็นการออกแบบprotocolมาเพื่อเอื้อต่อจานเบี้ยว เพราะกล้ามเนื้อมัดที่ใช้ในการป้าย การไส นั้นมันแข็งแรงน้อยกว่ากล้ามเนื้อมัดหลักๆ ( กลุ่มของ Quadriceps และ Hamstrings ซึ่งใช้หลักๆในการดันและดึง ) พอผ่านการจัดหนักมาก่อนสัก 45นาที กล้ามเนื้อพวกนี้ก็น่าจะเริ่มอ่อนแรงไปแล้ว

พอมาเข้าสู่stage ของ Time trial , Profile ของจานเบี้ยว จะช่วยผ่อนแรงในช่วงที่ทำการป้ายและไส , ส่วนในช่วงกดและดึงนั้น กล้ามเนื้อมัดหลักก็ยังคงออกแรงได้อย่างเต็มเหนี่ยว การสะดุดในช่วงของการป้ายและการไสที่จะพบในจานกลม ( ในภาวะปกติอาจจะสัมผัสไม่ได้ แต่หลังจากโดนจัดหนักมาก่อน 45นาที ยังไงเสีย กล้ามเนื้อมัดเล็กเหล่านี้มันต้องล้าตัวไปบ้างแล้ว อาการสะดุดย่อมจะต้องมีอย่างแน่นอน ) ก็จะไม่พบหรือเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อใช้จานเบี้ยว

จานเบี้ยวมันถูกวิจัยและออกแบบ พัฒนามาโดยโรงงานผู้ผลิตมาอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว conceptต่างๆก็น่าจะเป็นสิ่งที่เข้าใจและรับทราบกันมาแล้ว , มันจึงไม่ใช่งานวิจัยในสิ่งที่ยังไม่ทราบผลว่าจะเป็นบวกหรือลบ

ผู้ศึกษาวิจัยเองก็เป็นนักศึกษา และเชื่อว่าน่าจะทำวิจัยในลักษณะเป็นthesisเพื่อขอจบหลักสูตรที่เรียน และน่าจะมีคณะกรรมการตรวจthesisพิจารณากลั่นกรองตั้งแต่ stepแรก คือ การออกแบบprotocol จนไปถึงการสรุปผล ( ส่วนคณะกรรมการจะเข้มข้นแค่ไหน ก็ขึ้นกับมาตรฐานของคณะกรรมการนั้นๆ และขึ้นกับว่า Thesis นี้ทำในระดับ ป.ตรี หรือ ป.โท ซึ่งถ้าเป็นบางสถานศึกษาในบ้านเรา การdefend thesis เองก็อาจจะยากง่ายแตกต่างกันจนคิดไม่ถึงเช่นกัน ) แต่การทำวิจัยในครั้งนี้ เป็นหลักการของการทำวิจัย เพื่อสนับสนุนสิ่งที่ทราบผลดีอยู่แล้ว ให้เห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการสร้างเงื่อนไขที่"เอื้อ"ต่อการทดสอบ

ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็คล้ายกับการวิจัยที่ทราบผลอยู่แล้ว ( ไม่คล้ายกับตั้งเป้า ฟันธงอยู่แล้วนัก แต่ก็ใกล้เคียงกัน ) เพราะผู้ทำการศึกษาเองก็น่าจะเข้าใจconceptของจานเบี้ยวจากผู้ผลิตมาก่อน ก็เพียงแค่ออกแบบprotocol การทดสอบให้ได้ผลที่เอื้อต่อเป้าที่ฟันธงไว้อยู่แล้ว ประมาณว่ารู้อยู่แล้วมันมันคือบ้องกัญชา ก็เลยคิดว่าจะเหลาบ้องไม้ไผ่นี้ให้กลายเป็นบ้องกัญชาอย่างไรเท่านั้นแหละครับ


ความเห็นส่วนตัว
การจะออกแบบprotocolให้เห็นบทบาทของจานเบี้ยวได้นั้น ก็ต้องเข้าใจprofileความเบี้ยวของจาน ตลอดจนถึงลักษณะการติดตั้ง และการออกแรงกระทำ และย้อนกลับไปต้องทราบว่าในแต่ละองศาของการออกแรงกระทำกับลูกบันได กล้ามเนื้อมัดใดจะมีบทบาทมากที่สุด กล้ามเนื้อมัดนั้นๆมีความแข็งแรงสัมพัทธ์กับกล้ามเนื้อมัดอื่นๆเป็นสัดส่วนเท่าใด

หากทำให้กล้ามเนื้อมัดที่อ่อนแอที่สุดหมดแรงก่อน หรือ อ่อนแรงก่อน แล้วจึงนำมาเข้าสู่การทดสอบ ก็ย่อมง่ายต่อจะได้ผลในลักษณะ"เอื้อ"ต่อเป้าที่ตั้งธงเอาไว้แล้ว


วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของคนที่มีมุมมอง และในบางครั้งก็อาจจะใช้มุมมองเพียงมุมเดียว นำมากล่อมหรือชักจูงให้คนอื่นคล้อยตามได้ อย่างเช่นการวิจัยในเรื่องของยารักษาโรคหลายๆตัว
แต่สำหรับอุปกรณ์ที่เป็นกลศาสตร์ มีแง่มุมที่ไม่ซับซ้อนนัก แถมมีมุมมองไม่มากเท่ากับเรื่องของยา และยังมองเห็นถึงผลหรือคาดหวังถึงผลที่ได้ล่วงหน้า โดยใช้ความเข้าใจพื้นฐานจากเรื่องของการทำงานของร่างกายและลักษณะการออกแรง ( Biomechanics )มาเป็นแนวทางก่อน ถ้าสามารถนำวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างรอบคอบและไร้ข้อถกเถียงได้ ก็ย่อมจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการทดสอบทางยา เพียงแต่ผู้ทำการทดสอบจะต้องสามารถใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น เรื่องวัดคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ , เครื่องวัดระดับlactic acid , power meter , calorimeter , หรือ วัดหา oxygen consumption มาประกอบการทดสอบ ซึ่งหากทำการทดสอบเปรียบเทียบparameterต่างๆได้อย่างรัดกุมมากพอ ก็ย่อมจะปราศจากข้อสงสัยในผลการทดสอบเช่นกันครับ
ถ้าอ่อนซ้อม อ่อนทักษะ ก็จะพบว่าจักรยานคันไหนๆก็ไม่แตกต่างกันหรอก เพราะปั่นไม่ไปเหมือนๆกัน และบังคับควบคุมได้ห่วยพอๆกัน
รูปประจำตัวสมาชิก
โต้งหลังอนามัย
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 3542
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 11:35
Tel: 0848507344
team: นาคาไบท์ ภูเก็ต
Bike: อยากได้ s3 เรด ซิป
ตำแหน่ง: ภูเก็ตครับ

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย โต้งหลังอนามัย »

Rockman เขียน:น้าลองกับรถ TT ก็ดีนะ แต่ลองกับหมอบรอบขาเกิน 90 รู้สึกไม่ดี แต่ยังไม่ได้ลองขยับตำแหน่งขาจานดู จานbioของshimanoก็ได้ผลคล้ายๆกัน...ตังเหลือก็ลองครับ..อาจจะเหมาะกับนิสัยการขับขี่ของเรา...อันนี้ตอบแบบบ้านๆ.. :lol: :lol: :lol:
อ้าว ! ผมกำลังจะเอาไปใส่กับขาจานที่ซื้อน้ามา เอาไปใส่หมอบ+ทาม์ไทร์+สับถัง คือใส่ทุกคันเลย น้าบอกอย่างนี้เครียดเลยน่ะ... :lol:
ภูมิใจเถอะทูนหัว มีผัวขี่จักรยาน 555
รูปประจำตัวสมาชิก
แมวทอง
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 8671
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 08:47
team: อันนี้ลิงค์เข้า facebook ครับ https://www.facebook.com/songkran.kook

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย แมวทอง »

จัดเพลงเข้าบรรยากาศครับ ป๋าลู :D
แก้ไขล่าสุดโดย แมวทอง เมื่อ 05 เม.ย. 2012, 16:41, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
แมวทองคือแมวน้ำแมวน้ำคือแมวทะเล
รูปประจำตัวสมาชิก
Rockman
ขาประจำ
ขาประจำ
โพสต์: 5233
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ส.ค. 2008, 06:55
Tel: 0896026055
team: ก้าง Die hard
Bike: Trek madone 6.9

Re: รายงานผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ ROTOR Q-RING

โพสต์ โดย Rockman »

โต้งหลังอนามัย เขียน:
Rockman เขียน:น้าลองกับรถ TT ก็ดีนะ แต่ลองกับหมอบรอบขาเกิน 90 รู้สึกไม่ดี แต่ยังไม่ได้ลองขยับตำแหน่งขาจานดู จานbioของshimanoก็ได้ผลคล้ายๆกัน...ตังเหลือก็ลองครับ..อาจจะเหมาะกับนิสัยการขับขี่ของเรา...อันนี้ตอบแบบบ้านๆ.. :lol: :lol: :lol:
อ้าว ! ผมกำลังจะเอาไปใส่กับขาจานที่ซื้อน้ามา เอาไปใส่หมอบ+ทาม์ไทร์+สับถัง คือใส่ทุกคันเลย น้าบอกอย่างนี้เครียดเลยน่ะ... :lol:
มันต้องเจอดีบ้างแหละน่า.. :lol: :lol: :lol: แล้วคุณโต้งไปทำอะไรที่หลังอนามัย.. :mrgreen:
Rockman Bicycle Outlet ชมสินค้า http://thaimtb.com/forum/viewforum.php?f=389
เลขบัญชี ๙๘๐ ๐๔๓ ๖๘๐๔ ออมทรัพย์ กรุงไทย นายสมชาย ผสมทรัพย์
โทร ๐๘๙ ๖๐๒๖๐๕๕
ตอบกลับ

กลับไปยัง “เสือหมอบ (roadbike)”