เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
บันทึกก่อนเดินทาง
- Smooth On Road
- สมาชิก
- โพสต์: 62
- ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2011, 22:40
- Bike: Trek
- ตำแหน่ง: khonkaen Lampang
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
เป้าหมายเดียวกันเลยครับ
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
เป้าหมายมีไว้พุ่งชน
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
22 ต.ค.54 ขึ้นเขาแก่นจันทน์ 8 รอบรวด เก่งเหมือนกันแฮะ! คุยกันสองคนว่า เสียดายเขาแก่นจันทน์ระยะทางสั้นไปหน่อย
24 ต.ค.54 วันนี้เด็กปิดเทอมวันสุดท้าย แพงจะต้องไปแก่งส้มแมวให้ได้ ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ตั้งใจจะไปทานข้าวเช้าที่จอมบึง ขี่ไปได้ไม่เท่าไรเมื่อยจัง แวะทานข้าวร้านน้าศรี-ข้าวแกงชัยยา หน้าค่ายบุรฉัตร ดีกว่า ร้านข้าวแกงชัยยา ร้านแรกเปิดขายในเมืองราชบุรีใกล้กับโรงพยาบาล เจ้าของร้านคือพี่โอ๋ เราสนิทกันเป็นเพื่อนวิ่งเพื่อนเดินที่สนามกีฬา ส่วนร้านนี้น้องชายกับน้องสะใภ้คือ น้าช้างกับน้าศรี แยกมาเปิดใหม่ อาหารอร่อยและรับรองความสะอาดค่ะ เมื่อก่อนไม่ชอบอาหารใต้ มีความรู้สึกว่าทำไมผักมันเยอะแยะอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้กลับชอบค่ะ ถ้าไม่ได้ทานผักสดบ้างจะรู้สึกแปลกๆ แก่แล้วเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน น้าศรี(เจ้าของร้าน)บอกว่าพี่แพงขยันจังตื่นขี่จักรยานแต่เช้า โธ่! ศรีจ๊ะ อย่างพี่นี่เขาเรียกว่าหาเรื่องเหนื่อย คนขยันน่ะคือ ศรีกับช้าง ต่างหาก
24 ต.ค.54 วันนี้เด็กปิดเทอมวันสุดท้าย แพงจะต้องไปแก่งส้มแมวให้ได้ ออกจากบ้าน 6 โมงเช้า ตั้งใจจะไปทานข้าวเช้าที่จอมบึง ขี่ไปได้ไม่เท่าไรเมื่อยจัง แวะทานข้าวร้านน้าศรี-ข้าวแกงชัยยา หน้าค่ายบุรฉัตร ดีกว่า ร้านข้าวแกงชัยยา ร้านแรกเปิดขายในเมืองราชบุรีใกล้กับโรงพยาบาล เจ้าของร้านคือพี่โอ๋ เราสนิทกันเป็นเพื่อนวิ่งเพื่อนเดินที่สนามกีฬา ส่วนร้านนี้น้องชายกับน้องสะใภ้คือ น้าช้างกับน้าศรี แยกมาเปิดใหม่ อาหารอร่อยและรับรองความสะอาดค่ะ เมื่อก่อนไม่ชอบอาหารใต้ มีความรู้สึกว่าทำไมผักมันเยอะแยะอย่างนี้ แต่เดี๋ยวนี้กลับชอบค่ะ ถ้าไม่ได้ทานผักสดบ้างจะรู้สึกแปลกๆ แก่แล้วเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน น้าศรี(เจ้าของร้าน)บอกว่าพี่แพงขยันจังตื่นขี่จักรยานแต่เช้า โธ่! ศรีจ๊ะ อย่างพี่นี่เขาเรียกว่าหาเรื่องเหนื่อย คนขยันน่ะคือ ศรีกับช้าง ต่างหาก
แก้ไขล่าสุดโดย paeng&aty เมื่อ 25 ต.ค. 2011, 13:37, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
กว่าจะทานข้าวเสร็จเจ็ดโมงกว่า Aty บอกว่า ขี่ไปเรื่อยๆนะไม่ต้องทำสถิติหรอก อ๋อ! แน่นอนอยู่แล้วระยะทางยังอีกยาวไกลขืนเร่งมีหวังหมดแรง
ถึงจอมบึงแวะที่จอมพลพาเลซ เป็นโรงแรมเล็กๆในราชภัฏจอมบึง จากนั้นขี่ต่อจากจอมบึงขึ้นไปชัฏป่าหวาย บอก Aty ว่าแพงต้องการน้ำตาลจากผลไม้ด่วน ดังนั้นแวะเพิงนี้เลย สัปรดปอกพร้อมทาน 1 ลูก น้ำเปล่า 1 ขวด รวม 17 บาท ถูกดีจัง
เส้นทางจอมบึง-ชัฏป่าหวาย มีเนินยาวๆอยู่ 2 เนินแต่ไม่ชัน ถือเป็นการ Warm up ได้ แต่จากชัฏป่าหวาย-สวนผึ้ง เริ่มมีเนินมากขึ้นแต่ก็เป็นลักษณะมีขึ้นมีลงสนุกดีเหมือนกัน ถึงสวนผึ้งแล้วเพื่อความไม่ประมาทขอตุนข้าวเหนียวไก่ย่างเผื่อไว้ก่อน เพราะรู้สึกว่าสวนผึ้งเงียบเหงากว่าที่เคยคงเป็นเพราะพิษน้ำท่วมทำให้เดือดร้อนกันทั่ว หมดใจจะคิดเรื่องสนุก(ยกเว้นข้าพเจ้า)
จากหน้า สภอ.สวนผึ้งเลี้ยวซ้ายไปแก่งส้มแมว ป้ายบอกระยะทาง 25 km. ช่วงแรกดีใจคุยกันใหญ่ว่า ซ้อมที่นี่ก็ได้ไม่ต้องไปถึงกาญจนบุรี พอหลังๆเอ้อ!ชักมากไปแล้ว มีอยู่เนินหนึ่งเกือบจะยอมแพ้แล้วนะ Aty บอกว่า ใจเย็นๆเลี้ยงไว้ก่อนอย่าหยุด
เนินนี้แหละค่ะ รูปนี้ถ่ายตอนขากลับ
เนินนี้แหละค่ะ รูปนี้ถ่ายตอนขากลับ
แก้ไขล่าสุดโดย paeng&aty เมื่อ 25 ต.ค. 2011, 12:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
ระหว่างทางแวะทานน้ำทานไอติมแท่ง Aty โทรฯ check กับพี่น้องที่นนทบุรีปรากฎว่าอยู่ไม่ได้แล้วน้ำท่วมและเน่าด้วยต้องอพยพมาราชบุรี O.K.มาได้เลยส่วนหนึ่งพักที่บ้าน อีกส่วนหนึ่งเช่า Apartment ใกล้ๆบ้าน ขี่ไปๆในใจคิดว่าทำไม 25 km.มันไกลจังวะ! จนเจอกับทางแยกไปจุดชมวิวห้วยคอกหมู เอ!น่าจะใกล้แล้วนะเคยอ่านกระทู้ของ rwt1 เขาจอดรถไว้ที่แก่งส้มแมวแล้วขี่ไปห้วยคอกหมู
ถึงตอนนี้ชักอยากกลับบ้านแล้วอ่ะ! แต่ไม่ได้มาแล้วต้องไปให้ถึง และในที่สุดเห็นป้าย แก่งส้มแมว 200 m. ดีใจจังเลยถึงซะที แต่แหม 200 m.น่ะทางเข้า แต่ปากทางยังมีอีกป้ายหนึ่ง 2 km.(ขึ้นๆ-ลงๆ)ค่ะ ต้นไม้ร่มรื่นสวยงามอากาศชื้นขึ้นมาทันที นี่คือบรรยากาศแบบป่าๆชอบมาก
และแล้ว นี่เลยค่ะ แก่งส้มแมว เคยมาครั้งหนึ่งเมื่อตอนย้ายมาราชบุรีใหม่ๆ 10 กว่าปีแล้ว ตอนนั้นคิดว่าไกลชิบเป๋งเลยขนาดขับรถมานะ แก่งกับน้ำตกก็คล้ายๆกันนะคะ
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
อาหารกลางวันคือ ข้าวเหนียวไก่ย่างในกล่อง ดีนะที่ซื้อมาเผื่อเพราะที่นี่มีแต่ร้านขายน้ำแค่ 2 ร้าน เป็นนักจักรยานต้องอดทนและกินอยู่ง่ายๆใช่มั๊ย นั่งทานข้าวเอาเท้าราน้ำ(แบบไม่ทำให้ใครเดือดร้อน) เหลียวหลังไปคุยกับ Aty ตายแล้วหยิบกล้องส่งให้หน่อย นกยูงมายืนอยู่ด้านหลัง Aty
Aty ลองส่งข้าวเหนียวให้ กินค่ะแต่กินแบบว่าฝืดคอเลยส่งไก่ตามไปอีก คราวนี้เกือบจิกมือกินสะดวกคอหน่อย ว่าแล้วก็เข้ามาอยู่ใกล้กว่าเดิมอีก อยากถ่ายรูปก็ถ่ายไปส่งไก่ย่างมาเป็นระยะแล้วกัน
ทานข้าวเสร็จล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อยคงจะยังไม่มารอบสองอีกนาน(เข็ดค่ะ เหนื่อยมากเลย)
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
หยุดถ่ายรูปกับหอชมวิว มองเห็นนกยูงบนหออีก Aty ว่า ตัวเดิมน่ะแหละมันคงบินมา
ก่อนกลับแวะซื้อน้ำ แม่ค้าถามว่ามาจากไหน เราว่าจากราชบุรี อะไรนะแล้วจะกลับยังไง Aty ว่าก็ต้องขี่กลับน่ะซิทำไงได้ 555 มาได้ก็ต้องกลับให้ได้ เจอนกยูงอีกเรียกให้ Aty ดู Aty ยังมั่นใจตัวเดิมน่ะแหละ แม่ค้าบอกว่า ไม่ใช่หรอกที่นี่มีนกยูงเยอะแยะ ตอนเย็นจะพากันมาแพนหางที่ลาน แล้วยังมีนกยูงสีขาวด้วยนะ แหม! อุตส่าห์ตื่นเต้นคิดว่าเราโชคดีเจอนกยูงป่า ที่ไหนได้นกยูงเลี้ยงนี่เอง แต่เอาเถอะสวยดีแถมทำตัวหนิดหนมอีกต่างหาก ทำให้นึกถึง แจ๋วแหวว นกปากห่างที่ อช.ทองผาภูมิ ยังไม่เคยไปหรอกค่ะแต่อ่านเจอจาก Web นี้นี่แหละ
บ่ายสองโมงแต่ฟ้าสลัวเหมือนฝนใกล้ตก ลาก่อน แก่งส้มแมว ขากลับ Aty ต้องเหลียวมาดูเป็นระยะ ถ้าเจอเนินเมื่อไรเป็นอันเรียบร้อย แพงต้องคุมใจและลมหายใจตัวเองให้ได้ ไม่อย่างนั้นต้องลงเข็น
ดอกอะไรก็ไม่รู้ข้างทาง คล้ายๆดอกโสน
บ่ายสองโมงแต่ฟ้าสลัวเหมือนฝนใกล้ตก ลาก่อน แก่งส้มแมว ขากลับ Aty ต้องเหลียวมาดูเป็นระยะ ถ้าเจอเนินเมื่อไรเป็นอันเรียบร้อย แพงต้องคุมใจและลมหายใจตัวเองให้ได้ ไม่อย่างนั้นต้องลงเข็น
ดอกอะไรก็ไม่รู้ข้างทาง คล้ายๆดอกโสน
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
ขากลับพักบ่อยขึ้น เมื่อยขาก็เมื่อยแต่ยังไม่เท่ารู้สึกเมื่อยต้นคอและมือข้างขวาชาอย่างมากต้องคอยสะบัดบ่อยๆ รู้ตัวว่าเหนื่อยมากเวลาปล่อย Hand เพื่อพักมือรถชักเริ่มไม่นิ่ง เจอเพิงขายผลไม้แวะซื้อกล้วยหอม แพง 2 Aty 3 เหลือน้อยหน่อยจะได้ใส่กระเป๋าได้ไง
ถึงจอมบึง ดีใจมากเลยแวะปั๊ม PTT ซื้อนม ขนมปัง ทานกัน Aty ว่าพี่เหนื่อยจริงๆนะเราค่อยๆขี่กันไปล่ะกัน ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนหยิบหมวกแพงใส่หัวตัวเอง อ้าว! Aty นั่นมันหมวกแพงนะ เออๆ!ขอโทษที เริ่มออกอาการแล้ว
จากนี้อีก 30 km.แต่เป็นเส้นทางที่เราคุ้นชินและไม่ใช่เนินโหดร้ายอะไร(เริ่มบ่น)เสียแต่ว่ารถเยอะไปหน่อย อากาศเย็นลงอย่างมากเราเปิดไฟไว้เลยเพราะรู้ว่าจะมืดอย่างรวดเร็ว
เกือบจะถึงอยู่แล้วไฟหน้ารถแพงตกกระจายเป็นชิ้นเลย Aty ว่าไม่เป็นไรค่อยๆจอด(ห้ามเบรคกระทันหันเด็ดขาด) ว่าแล้วลงไปเก็บชิ้นส่วนมาทั้งหมดประกอบกลับเข้าไป ลองเปิดดูใช้ได้แฮะ! Aty ว่ายี่ห้อนี้สมควรแล้วที่ซื้อมาใช้
เกือบจะถึงอยู่แล้วไฟหน้ารถแพงตกกระจายเป็นชิ้นเลย Aty ว่าไม่เป็นไรค่อยๆจอด(ห้ามเบรคกระทันหันเด็ดขาด) ว่าแล้วลงไปเก็บชิ้นส่วนมาทั้งหมดประกอบกลับเข้าไป ลองเปิดดูใช้ได้แฮะ! Aty ว่ายี่ห้อนี้สมควรแล้วที่ซื้อมาใช้
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
กลับถึงบ้านเกือบทุ่ม นาย Summer รีบเข้ามาประจบ
สรุป Trip dst 181 km., av 20.1 km/hr, max sp 57.5 km/hr(ความชัน - ใช้เบรคบ้างแล้ว)
ก่อนนอนคุยกัน บอก Aty ว่า แค่นี้เราก็เหนื่อยกันแล้ว จะไปดอยอินทนนท์ไหวมั๊ยเนี่ย! Aty ว่า แพงหยุดพูดเรื่องขี่จักรยานกับพี่ไปอีก 3 วันเลยนะ O.K.จบข่าว
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
ใครๆก็รู้จัก Tour De France ว่าเป็นรายการแข่งขันจักรยานที่ยิ่งใหญ่ เริ่มจัดครั้งแรกในปี ค.ศ.1903 (หรือปี พ.ศ.2446 สมัยรัชกาลที่ 5)
โดย Henri Desgrange (อองรี แดสกรองจ)เจ้าของหนังสือพิมพ์ L'Auto (โลโต)เพื่อโต้ตอบการแข่งขันจักรยานอีกรายการหนึ่งที่ชื่อว่า Paris-Brest-Paris (ปาครี-แบรสต-ปาครี)หรือ P-B-P ซึ่งจัดโดยหนังสือกีฬารายวัน Le Petit Journal
P-B-P ได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันจักรยานหฤโหด start จาก Paris ไป Brest และกลับมาเข้าเส้นชัยที่ Paris ระยะทางรวม 1,200 km.
Henri Desgrange คิดว่า P-B-P นั้นจัดขึ้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศเท่านั้น Tour De France จึงควรกระจายเส้นทางการแข่งขันออกเป็น stage ให้ครอบคลุมพื้นที่หลายๆส่วน เพื่อที่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมและซื้อหนังสือพิมพ์ L'Auto กันมากขึ้นเมื่อนักกีฬาขี่ผ่านไปยังเส้นทางเหล่านั้น
นี่คือ Henri Desgrange ผู้ริเริ่มการแข่งขัน Tour De France stage แรกของการแข่งขันครั้งแรกคือวันที่ 1 ก.ค.1903 ผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 60 คน หลังจากผ่านไป 4 stage ก็เหลือผู้แข่งขันเพียง 24 คน ผู้ชนะในปีแรกนี้คือ Maurice Garin
ภาพเขียน Maurice Garin คนใส่เสื้อขาว(ใส่สูทขี่กันเลย หมวกแบบเท่ห์อีกต่างหาก) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ยอดขายหนังสือพิมพ์ L'Auto เพิ่มเป็นสองเท่าเลยในระหว่างที่มีการแข่งขัน(ตา Henri D.นี่ร้ายจริงๆ)
โดย Henri Desgrange (อองรี แดสกรองจ)เจ้าของหนังสือพิมพ์ L'Auto (โลโต)เพื่อโต้ตอบการแข่งขันจักรยานอีกรายการหนึ่งที่ชื่อว่า Paris-Brest-Paris (ปาครี-แบรสต-ปาครี)หรือ P-B-P ซึ่งจัดโดยหนังสือกีฬารายวัน Le Petit Journal
P-B-P ได้ชื่อว่าเป็นการแข่งขันจักรยานหฤโหด start จาก Paris ไป Brest และกลับมาเข้าเส้นชัยที่ Paris ระยะทางรวม 1,200 km.
Henri Desgrange คิดว่า P-B-P นั้นจัดขึ้นที่ส่วนหนึ่งของประเทศเท่านั้น Tour De France จึงควรกระจายเส้นทางการแข่งขันออกเป็น stage ให้ครอบคลุมพื้นที่หลายๆส่วน เพื่อที่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆจะได้รู้สึกมีส่วนร่วมและซื้อหนังสือพิมพ์ L'Auto กันมากขึ้นเมื่อนักกีฬาขี่ผ่านไปยังเส้นทางเหล่านั้น
นี่คือ Henri Desgrange ผู้ริเริ่มการแข่งขัน Tour De France stage แรกของการแข่งขันครั้งแรกคือวันที่ 1 ก.ค.1903 ผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 60 คน หลังจากผ่านไป 4 stage ก็เหลือผู้แข่งขันเพียง 24 คน ผู้ชนะในปีแรกนี้คือ Maurice Garin
ภาพเขียน Maurice Garin คนใส่เสื้อขาว(ใส่สูทขี่กันเลย หมวกแบบเท่ห์อีกต่างหาก) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ยอดขายหนังสือพิมพ์ L'Auto เพิ่มเป็นสองเท่าเลยในระหว่างที่มีการแข่งขัน(ตา Henri D.นี่ร้ายจริงๆ)
แก้ไขล่าสุดโดย paeng&aty เมื่อ 31 ต.ค. 2011, 12:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
หลังการแข่งขันครั้งแรกประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี การแข่งขันในปีที่สอง ค.ศ.1904 กลับต้องเสียชื่อเสียงอย่างมาก
การแข่งขันยังคงใช้เส้นทางเดิม จำนวนผู้เข้าแข่งขัน stage แรก 88 คนมีถึง 35 คนที่ไม่สามารถไปไกลกว่า Stage ที่ 2 สาเหตุจากการถูกซุ่มโจมตีโดยแฟนคลับของนักแข่งคนหนึ่งในขณะที่ขี่ผ่านเส้นทางซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เรื่องราวบานปลายถึงขนาด Henri D.ซึ่งติดตามขบวนนักแข่งมาถึงกับต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสลายการจลาจล แต่กระนั้นก็ยังมีการโรยเศษแก้วและตะปูตามพื้นถนน คงเหลือนักแข่งเพียง 28 คนที่กลับถึง Paris ผู้ที่ทำเวลารวมได้ดีที่สุดคือ แชมป์เก่า Maurice Garin
เพียงแค่ปีที่สองก็ดูว่าการแข่งขันจะเปลี่ยนไปมากกว่าการแข่งขันกีฬาซะแล้ว มันกลายเป็นเหตุการณ์ทางสังคม-ท้องถิ่นนิยม คนดูที่ถือพรรคถือพวกต้องการให้วีรบุรุษของตัวเองได้รับชัยชนะ โดยไม่ยอมรับในความสามารถของนักกีฬาคนอื่นๆ และเมื่อผิดหวังพวกเขาก็จะก่อเหตุรุนแรงจนเกือบทำให้การแข่งขันต้องยุติลง
อ่านดูแล้วทำให้รู้ว่าฝรั่งเองก็ผ่านประสบการณ์พวกนี้มามาก คนของตัวต้องถูกต้องดีต้องเก่งกว่าคนอื่นหลับหูหลับตาเชียร์ ไม่สนใจข้อมูลหรือความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้ดั่งใจก็ใช้อำนาจ(ถ้ามี)หรือใช้กำลังก่อความเสียหาย คนอื่นจะพินาศฉ..หายอย่างไรไม่สนใจ ..เอ้อ! ออกนอกเรื่องไปแล้ว...ต่อมาหน่วยงานด้านกีฬาของฝรั่งเศศ(UVF) พิจารณาการกระทำผิดกฏที่เกิดขึ้นตลอดระยะทางการแข่งขัน 2,428 กม.แล้วก็มีคำตัดสินชี้ขาดว่า ผู้ที่ทำเวลารวมดีที่สุด 4 อันดับแรกนั้น Disqualified ทำให้นักแข่งอายุเพียง 20 ปี ที่ชื่อ Henri Cornet ซึ่งเข้าเส้นชัยหลัง Maurice G. ถึง 3 ชม.กลายเป็นผู้ชนะ Henri Cornet ทำยางรั่วก่อนถึงเส้นชัย 35 กม.และเขาคิดว่าการหยุดเปลี่ยนยางนั้นจะทำให้เสียเวลาเขาจึงขี่มาทั้งๆที่ยางแบน(อึดจริงๆ)โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะเป็นผู้ชนะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน Tour De France
ในรูปเป็นการ Clear เส้นทางที่ขบวนผู้เข้าแข่งขันจะต้องขี่ผ่าน
การแข่งขันยังคงใช้เส้นทางเดิม จำนวนผู้เข้าแข่งขัน stage แรก 88 คนมีถึง 35 คนที่ไม่สามารถไปไกลกว่า Stage ที่ 2 สาเหตุจากการถูกซุ่มโจมตีโดยแฟนคลับของนักแข่งคนหนึ่งในขณะที่ขี่ผ่านเส้นทางซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา เรื่องราวบานปลายถึงขนาด Henri D.ซึ่งติดตามขบวนนักแข่งมาถึงกับต้องยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อสลายการจลาจล แต่กระนั้นก็ยังมีการโรยเศษแก้วและตะปูตามพื้นถนน คงเหลือนักแข่งเพียง 28 คนที่กลับถึง Paris ผู้ที่ทำเวลารวมได้ดีที่สุดคือ แชมป์เก่า Maurice Garin
เพียงแค่ปีที่สองก็ดูว่าการแข่งขันจะเปลี่ยนไปมากกว่าการแข่งขันกีฬาซะแล้ว มันกลายเป็นเหตุการณ์ทางสังคม-ท้องถิ่นนิยม คนดูที่ถือพรรคถือพวกต้องการให้วีรบุรุษของตัวเองได้รับชัยชนะ โดยไม่ยอมรับในความสามารถของนักกีฬาคนอื่นๆ และเมื่อผิดหวังพวกเขาก็จะก่อเหตุรุนแรงจนเกือบทำให้การแข่งขันต้องยุติลง
อ่านดูแล้วทำให้รู้ว่าฝรั่งเองก็ผ่านประสบการณ์พวกนี้มามาก คนของตัวต้องถูกต้องดีต้องเก่งกว่าคนอื่นหลับหูหลับตาเชียร์ ไม่สนใจข้อมูลหรือความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ได้ดั่งใจก็ใช้อำนาจ(ถ้ามี)หรือใช้กำลังก่อความเสียหาย คนอื่นจะพินาศฉ..หายอย่างไรไม่สนใจ ..เอ้อ! ออกนอกเรื่องไปแล้ว...ต่อมาหน่วยงานด้านกีฬาของฝรั่งเศศ(UVF) พิจารณาการกระทำผิดกฏที่เกิดขึ้นตลอดระยะทางการแข่งขัน 2,428 กม.แล้วก็มีคำตัดสินชี้ขาดว่า ผู้ที่ทำเวลารวมดีที่สุด 4 อันดับแรกนั้น Disqualified ทำให้นักแข่งอายุเพียง 20 ปี ที่ชื่อ Henri Cornet ซึ่งเข้าเส้นชัยหลัง Maurice G. ถึง 3 ชม.กลายเป็นผู้ชนะ Henri Cornet ทำยางรั่วก่อนถึงเส้นชัย 35 กม.และเขาคิดว่าการหยุดเปลี่ยนยางนั้นจะทำให้เสียเวลาเขาจึงขี่มาทั้งๆที่ยางแบน(อึดจริงๆ)โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังจะเป็นผู้ชนะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน Tour De France
ในรูปเป็นการ Clear เส้นทางที่ขบวนผู้เข้าแข่งขันจะต้องขี่ผ่าน
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
ตามประสานักหนังสือพิมพ์ Henri D.รู้ดีว่าเรื่องอื้อฉาวจะทำให้ยอดขายหนังสือดีขึ้น ดังนั้นเมื่อ UVF มีคำตัดสินออกมาปลายปี 1904 เขาจึงประกาศว่าจะจัดการแข่งขันอีกในปีหน้าโดยเพิ่มระยะทางเป็น 3,000 กม. 11 stage ผู้ชนะจะไม่ได้วัดกันที่เวลารวมแต่จะมีการ ranking ด้วยคะแนนความยากง่ายของแต่ละ stage อีกทั้งยังกำหนดให้มีเส้นทางขึ้นเขามากขึ้น ที่สำคัญคือยอดเขา Bollon d'Alsace ที่มีความสูง 1,247 ม.(ปีหน้าถ้าได้ไปดอยอินทนนท์ สูงกว่านี้อีกง่ะ) ผลการแข่งขันในแต่ละ stage มีการผลัดกันขึ้นเป็นผู้นำ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการแก้ไขปัญหา, ความถนัดในการขี่ขึ้นทางลาดชันหรือทางราบ, ความอดทนและความแข็งแกร่ง การแข่งขันรูปแบบใหม่ประสบความสำเร็จอย่างมากทำให้เรื่องอื้อฉาวในปี 1904 จางหายไป ตอนนี้ Henri D.รู้แล้วว่าเขาจะนำพา Tour De France ไปในทางไหน นั่นคือ ระยะทางต้องยาวขึ้นและมีเส้นทางขึ้นเขามากขึ้น เพื่อแยกแยะความสามารถของผู้แข่งเหรอ หรือ เพื่อให้ผู้ชมหรือ Fan club เกิดการยอมรับในความสามารถของนักกีฬาคนอื่นๆอย่างนั้นหรือเปล่า
Jean-Baptiste Dortignacq กับ Lucien Mazan ขณะกำลัง Start
Jean-Baptiste Dortignacq กับ Lucien Mazan ขณะกำลัง Start
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
เมื่อตะกี้เข้าไปอ่าน Tour De Pongneep ระยะทางรวม 180 กม. มี 3 stage และมีเวลาพักด้วย น่าสนใจเก็บไว้เป็นเป้าหมายปีหน้าล่ะกัน วันพรุ่งนี้เย็นมีงานเลี้ยงที่บ้านเอียไฮ่เห็นว่าต้องการใช้งบ Trip บุรีรัมย์ ให้หมด เราจะไปช่วยกินและเตรียมข้อมูล Trip น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นไปคุยด้วย แต่บอกซะก่อนว่าเราจัด Trip พอเพียงนะ เพื่อให้เข้ากับ Concept จักรยานคนจน
1906 การแข่งขัน Tour de France เพิ่มระยะทางเป็น 4,545 กม.แบ่งเป็น 13 stages ใช้เวลา 26 วัน มีวันพักให้ทุก stage เงินรางวัลเพิ่มมากขึ้นสะท้อนต่อความยากของเส้นทาง บาง stage ที่มีระยะทางไกลถึง 400 กม.การแข่งขันจะต้องเริ่มกันแต่เช้ามากๆเพื่อให้จบการแข่งขัน stage นั้นๆภายในวันดังกล่าวจะได้ไม่กินเวลาของวันพัก
อ่านผิดหรือเปล่าเนี่ย! Quater past midnight เที่ยงคืน 15 นาที เนี่ยนะ สงสัยไม่สนุกแล้วนะถ้าต้องกดดันขนาดนี้
ปีนี้ก็ยังคงมีตะปูบนถนนอยู่ อยากรู้จังจะมีไปถึงปีไหนนะ ในหนังสือบอกว่าผู้เข้าแข่งขันที่ยางรั่วใช้ยาง Spare เปลี่ยน โดยยาง spare นี้เขาคล้องไหล่มา 555
ลำบากจังวุ๊ย!
1906 การแข่งขัน Tour de France เพิ่มระยะทางเป็น 4,545 กม.แบ่งเป็น 13 stages ใช้เวลา 26 วัน มีวันพักให้ทุก stage เงินรางวัลเพิ่มมากขึ้นสะท้อนต่อความยากของเส้นทาง บาง stage ที่มีระยะทางไกลถึง 400 กม.การแข่งขันจะต้องเริ่มกันแต่เช้ามากๆเพื่อให้จบการแข่งขัน stage นั้นๆภายในวันดังกล่าวจะได้ไม่กินเวลาของวันพัก
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
5 พ.ย.54 อยู่ที่เขาแก่นจันทน์ตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึงสี่โมงเย็นเลย ขี่ได้ 13 รอบ Aty บอกว่าวันหลังซื้อข้าวกลางวันมาเตรียมไว้เลยดีกว่าจะได้ไม่เสียเวลาขี่จักรยานไปกินข้าว สามรอบสุดท้ายเจอพี่ตง Aty ถามอีกครั้งเพื่อความ Sure ผมต้องซ้อมกี่รอบถึงจะขึ้นดอยอินฯได้ พี่ตงบอกว่า 30-40 รอบ อะจ๊ากซ์! ก็คราวที่แล้วบอกว่า 15 รอบ แพงก็คิดว่าวันนี้ได้ 13 รอบเริ่มใกล้เคียงความจริง ไหง! พี่ตงตอบแบบนี้เนี่ย! แกบอกว่า ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆขี่เกียร์เบาสุดขึ้นไปเรื่อยๆ (มีหวังค้างคืนข้างทางแหง ๆ เลย)
6 พ.ย.54 ไปอัมพวากับพี่ๆที่ชมรมฯ หลายคนทวงถามว่าเมื่อไรจะจัดไปห้วยแม่ขมิ้นซะที เราก็ว่าขอไป Survey เส้นทางก่อนนะว่ามีอันตรายจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือเปล่า พี่นวยถามว่า ชันกว่าแก่งส้มแมวมั๊ย! ..กว่ามากเลยพี่ โค้งไปมาอีกต่างหาก.. แกทำท่าคิดหนัก บอกว่าเป็นห่วงบางคนที่ไม่เคยขี่ลงเขาจะอันตรายคราวที่แล้วไปปราสาทเขาพนมรุ้งมีแหกโค้งไปคนหนึ่งดีที่ไม่ล้มแต่ข้าม Lane ถนนไปเลย หึ..หึ..ฟังแล้วหวาดเสียวถ้าเป็นเขาตับเต่าแหกโค้งมีสิทธิ์ตาย นี่คือความน่ากลัวที่หลายคนไม่ตระหนัก ถ้าไม่ซ้อมก็ไม่สนุก ขึ้นเขาก็ช้ากว่าคนอื่น ลงเขาก็อันตราย เฮ้อ! เอาไงดีเนี่ย!
6 พ.ย.54 ไปอัมพวากับพี่ๆที่ชมรมฯ หลายคนทวงถามว่าเมื่อไรจะจัดไปห้วยแม่ขมิ้นซะที เราก็ว่าขอไป Survey เส้นทางก่อนนะว่ามีอันตรายจุดไหนที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือเปล่า พี่นวยถามว่า ชันกว่าแก่งส้มแมวมั๊ย! ..กว่ามากเลยพี่ โค้งไปมาอีกต่างหาก.. แกทำท่าคิดหนัก บอกว่าเป็นห่วงบางคนที่ไม่เคยขี่ลงเขาจะอันตรายคราวที่แล้วไปปราสาทเขาพนมรุ้งมีแหกโค้งไปคนหนึ่งดีที่ไม่ล้มแต่ข้าม Lane ถนนไปเลย หึ..หึ..ฟังแล้วหวาดเสียวถ้าเป็นเขาตับเต่าแหกโค้งมีสิทธิ์ตาย นี่คือความน่ากลัวที่หลายคนไม่ตระหนัก ถ้าไม่ซ้อมก็ไม่สนุก ขึ้นเขาก็ช้ากว่าคนอื่น ลงเขาก็อันตราย เฮ้อ! เอาไงดีเนี่ย!
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
Tour de France 1907 อ่านเจอคำว่า favourite ที่เป็นคำนาม แปลว่า ตัวเก็ง เมื่อก่อนรู้จักแต่ my favourite things สิ่งที่ชอบ อืม! อ่านหนังสือก็ดีอย่างนี้แหละได้เจอกับอะไรที่แปลกใหม่ อ้อ! แล้วยังเจอคำว่า poinqonne'es พี่สาวบอกอ่านว่า ปวงกอนเน่ หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันที่ไม่ใช่ Favourite (ที่มีบริษัทใหญ่เป็น sponsor) แต่มาจากกลุ่มย่อย ผู้ชนะในปีนี้เขาเป็น poinqonne'es ชื่อ Lucien Mazzan หรือรู้จักกันในนาม Petit-Breton หมอนี่ต้องตัวเล็กแน่เลย
ปีนี้ก็มีเรื่องอื้อฉาวอยู่เหมือนกันเมื่อนักแข่งคนหนึ่งทำผิดกฎด้วยการเปลี่ยนรถครั้งที่สอง เขาถูกหักแต้มแต่ไม่โดน disqualified จึงยังคงแข่งขันต่อไป ทำให้ทีม Alcyon(คงเป็นทีมใหญ่)ไม่พอใจและ Walk-out แล้วเชื่อมั๊ยว่าจนการแข่งขันสิ้นสุดนักแข่งคนดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ชนะถ้าไม่นับแต้มที่ถูกหัก อืม!น่าคิดนะ หนังสือเขียนไว้ว่าจำนวนแต้มที่ถูกหักนั้นมากพอที่จะตัดโอกาสชนะใน overall เลย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์แข่งต่อไปและทำได้ดีด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไม Alcyon ต้อง Walk-out

Petit-Breton - ผู้ชนะ ได้รับการชื่นชมจากแฟนๆ
ปีนี้ก็มีเรื่องอื้อฉาวอยู่เหมือนกันเมื่อนักแข่งคนหนึ่งทำผิดกฎด้วยการเปลี่ยนรถครั้งที่สอง เขาถูกหักแต้มแต่ไม่โดน disqualified จึงยังคงแข่งขันต่อไป ทำให้ทีม Alcyon(คงเป็นทีมใหญ่)ไม่พอใจและ Walk-out แล้วเชื่อมั๊ยว่าจนการแข่งขันสิ้นสุดนักแข่งคนดังกล่าวจะกลายเป็นผู้ชนะถ้าไม่นับแต้มที่ถูกหัก อืม!น่าคิดนะ หนังสือเขียนไว้ว่าจำนวนแต้มที่ถูกหักนั้นมากพอที่จะตัดโอกาสชนะใน overall เลย แต่เขาก็ยังอุตส่าห์แข่งต่อไปและทำได้ดีด้วย ไม่เข้าใจว่าทำไม Alcyon ต้อง Walk-out
Petit-Breton - ผู้ชนะ ได้รับการชื่นชมจากแฟนๆ
- paeng&aty
- ขาประจำ
- โพสต์: 207
- ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:01
- Tel: 0891302554
- team: เพื่อนจักรยานราชบุรี
- Bike: Bainchi
Re: บันทึกก่อนเดินทาง
ตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันยังไม่เคยมีผู้ชนะคนไหนที่ป้องกันแชมป์ได้เลย ปี 1908 Petit-Breton เขามั่นใจว่าเขาทำได้ การแข่งขันยังคงเป็นแบบเก็บคะแนนไม่ได้ใช้เวลารวม ดังนั้นต้องใช้ทั้งกำลังกายและกำลังสมองเพื่อให้สามารถทำคะแนนรวมได้สูงสุด
ปีนี้มีแปลกคือนักแข่งทุกคนต้องใช้รถ Frame เดียวกันจัดหาโดยผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งแต่เดิมรถแบบนี้จะขี่โดยนักแข่งประเภท ปวงกอนเน่ เท่านั้น(นักแข่งที่ไม่มีผู้สนับสนุนหลัก) นี่อาจเป็นความต้องการของผู้จัดที่จะลดบทบาทของบริษัทผู้ผลิตจักรยาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้จริงเนื่องจากผู้แข่งยังสามารถเลือกอุปกรณ์เองได้ และผู้เข้าแข่งขันที่ได้ที่สองในคราวนี้ก็ได้เงินรางวัลจากบริษัท Wolber ไปถึง 3,500 ฟรังก์ เนื่องจากใช้ยางยี่ห้อดังกล่าว มากกว่าเงินรางวัลของ Petit-Breton ซึ่งเป็นผู้ชนะซะอีก อย่างไรก็ตามรางวัลของผู้ชนะซึ่งเป็นแชมป์ซ้อนถึง 2 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันย่อมต้องมีดีระยะยาวกว่านั้น Petit-Breton ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเล่าประสบการณ์การแข่งขันที่ทำให้เขามีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ ชื่อหนังสือ How I race on the road
ภาพสเก็ต Petit-Breton บนปกหนังสือ
ปีนี้มีแปลกคือนักแข่งทุกคนต้องใช้รถ Frame เดียวกันจัดหาโดยผู้จัดการแข่งขัน ซึ่งแต่เดิมรถแบบนี้จะขี่โดยนักแข่งประเภท ปวงกอนเน่ เท่านั้น(นักแข่งที่ไม่มีผู้สนับสนุนหลัก) นี่อาจเป็นความต้องการของผู้จัดที่จะลดบทบาทของบริษัทผู้ผลิตจักรยาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้จริงเนื่องจากผู้แข่งยังสามารถเลือกอุปกรณ์เองได้ และผู้เข้าแข่งขันที่ได้ที่สองในคราวนี้ก็ได้เงินรางวัลจากบริษัท Wolber ไปถึง 3,500 ฟรังก์ เนื่องจากใช้ยางยี่ห้อดังกล่าว มากกว่าเงินรางวัลของ Petit-Breton ซึ่งเป็นผู้ชนะซะอีก อย่างไรก็ตามรางวัลของผู้ชนะซึ่งเป็นแชมป์ซ้อนถึง 2 ปีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การแข่งขันย่อมต้องมีดีระยะยาวกว่านั้น Petit-Breton ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งเล่าประสบการณ์การแข่งขันที่ทำให้เขามีชื่อจารึกในประวัติศาสตร์ ชื่อหนังสือ How I race on the road
ภาพสเก็ต Petit-Breton บนปกหนังสือ